|
ดร.ประกาย กิจธิคุณ ดอกเตอร์หูหนวกคนแรกของประเทศไทย
หากไม่ใช่เพราะสาเหตุของอาการบกพร่องทางการได้ยิน
ชื่อของ ดร.ประกาย กิจธิคุณ อาจไม่เป็นที่รู้จักในแวดวงการศึกษาและสาธารณชนเท่าไรนัก
เพราะการคว้าปริญญาเอกศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาประชากรศึกษา
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2544
ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.89 คงไม่ใช่เรื่องตื่นเต้นสำหรับคนธรรมดาสามัญ
แต่เพราะเธอคือ "ดอกเตอร์หูหนวกคนแรกของประเทศไทย"
ชีวิตในวัย 45 ปี ของผู้หญิงคนนี้จึงมีเรื่องราวให้กล่าวขานไม่รู้จบ
ดร.ประกาย เล่าย้อนถึงสาเหตุของการไม่ได้ยินว่าเกิดขึ้นหลังจากป่วยเป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบตั้งแต่อายุ
4 ปี ทำให้ต้องรักษาตัวด้วยยาปฏิชีวนะจำนวนมาก และเป็นระยะเวลานานถึง
4 ปี ก่อนที่จะผ่าตัดในช่วงอายุ 8 ปี และผลข้างเคียงจากการผ่าตัดต่อมทอนซิลนี้เอง
ทำให้เธอสูญเสียระบบประสาทการได้ยิน ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเสียงที่ได้รับเป็นตัวอักษร
เพื่อความเข้าใจได้เช่นคนปกติ (เนื่องจากระบบประสาทการได้ยินไม่แปรรหัสหรือส่งข้อมูล
(เสียง) ไปสู่สมองได้)
หลังการผ่าตัดเธอต้องสัมผัสกับโลกเงียบ
แต่ด้วยความที่เรียนหนังสือเก่งมาตั้งแต่เด็กๆ คุณแม่
(สุวรรณี) จึงให้ลูกสาวได้เรียนร่วมชั้นกับเด็กปกติทั่วไป
แม้จะโชคดีที่มีเพื่อนคอยช่วยเหลือ แต่ความรู้สึกน้อยใจในโชคชะตาย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
เธอยอมรับว่า เคยคิดที่จะเลิกเรียนไปเหมือนกัน เพราะไหนจะถูกเพื่อนแกล้ง
และล้อเลียน แถมความคิดที่ว่า เรียนจบไปก็ไม่รู้จะได้งานทำหรือเปล่า
ล้วนตอกย้ำความรู้สึกในทางลบมากยิ่งขึ้น แต่ความคิดดังกล่าวได้ถูกขจัดไป
เพราะผู้เป็นแม่คอยให้กำลังใจและสนับสนุนให้เรียนหนังสือ
แม้การเรียนร่วมกับคนปกติ
อาจเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ด้วยความขยันและตั้งใจช่วยให้เธอมีกำลังใจในการต่อสู้
ประกายยอมรับว่าหากไม่ช่วยเหลือตัวเอง และไม่มีเพื่อนที่เข้าใจก็คงไม่มีวันนี้
วิธีที่เธอใช้สำหรับการเรียนคือ พยายามอ่านปากอาจารย์ให้ออก
และลอกตามเพื่อนให้ทัน ซึ่งผลจากความขยันอ่านหนังสือนี้เอง
ที่ทำให้เธอกลายเป็นคนเรียนหนังสือเก่งมาโดยตลอด
ประกายจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
จากโรงเรียนเบญจมราชาลัย และเรียนจบระดับมัธยมปลายที่วิทยาลัยพณิชยการพระนคร
ส่วนระดับปริญญาตรีเธอจบ คณะเศรษฐศาสตร์ และคว้าปริญญาโท
ด้านพัฒนาแรงงานและสวัสดิการ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้ง
2 ใบ และปี 2544 เธอจบการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาประชากรศึกษา
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเธอบอกถึงแรงผลักดันที่มุ่งเรียนจนจบดอกเตอร์ว่า
"ตอนที่ทำงานสายวิชาการ
ทำงานด้านแรงงานโดยตรง ในการทำงานจะต้องเสนอแผนที่มาจากความคิด
คนมักจบในระดับสูงสุดเพื่อเอามาใช้ในการทำงาน สองคือเป็นความตั้งใจ
คนเราเกิดมาควรใช้ศักยภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเขาเปิดโอกาสให้เรา
เราก็จะทำอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แต่เฉพาะด้านการเรียนอย่างเดียว
ที่ไหนมีเวทีให้แสดงความสามารถเราก็จะทำ อยากให้คนอื่นเขากล้าแสดงออกเหมือนเรา
ถ้าเรามีโอกาสแล้วเราต้องทำ ไม่ใช่บอกว่าทำไม่ได้แล้วก็ไม่ทำ"
ดร.ประกาย กล่าว
ปัจจุบัน ดร.ประกายทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน
7 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบงานด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคเกษตร
ในเรื่อง การคุ้มครองแรงงานภาคเกษตร การพัฒนาอาชีพ สินเชื่อเพื่อการเกษตร
และการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกร
นอกจากนี้ เธอยังทำกิจกรรมเพื่อสังคม
โดยเป็นประธานก่อตั้ง "ชมรมร่วมใจรักคนพิเศษ"
ซึ่งดำเนินการร่วมกันระหว่างคนพิเศษประเภทต่างๆ และคนปกติที่สนใจทำงานให้คนพิเศษ
(ผู้มีความบกพร่องด้านต่างๆ) เพื่อเป็นกำลังใจและช่วยเหลือแนะนำ
เรื่องการทำงาน การเรียน และปัญหาชีวิตต่างๆ รวมทั้งเป็นประธานมูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนหูหนวกไทย
อีกด้วย
ดร.ประกาย บอกว่า ทุกวันนี้เธอพอใจในสิ่งที่ได้รับ
เนื่องจากมิตรภาพและความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงาน ทำให้เธอรู้ว่าสังคมไม่ได้โหดร้ายเสมอไป
อย่างล่าสุดเมื่อเดือน เมษายน ปี 2547 เธอคว้ารางวัลชนะเลิศสาวผิวสวยในการประกวด
อิมีดีน คอนเทสต์ ครั้งที่ 3 ในกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไป
และได้ไปทัศนศึกษาที่ประเทศนอร์เวย์ และเดนมาร์ก เหตุนี้เธอจึงอยากให้คนที่มีอาการบกพร่องทางร่างกายได้เปิดตัวเองสู่สังคมเช่นกัน
"ตอนนี้การศึกษาเปิดกว้างให้คนหูหนวกมากขึ้น
ส่วนด้านการแพทย์ก็พัฒนาขึ้น อยากให้เขากล้าที่จะออกมาทำกิจกรรมร่วมกับคนปกติ
อย่าอายและอย่าปิดตัวเอง" เธอ กล่าว
แม้กิจกรรมเพื่อสังคมอันเป็นประโยชน์ที่
ดร.ประกาย ทำอยู่ในขณะนี้จะมีอยู่หลายด้าน แต่สิ่งที่เธอภาคภูมิใจและสนับสนุนให้เกิดเป็นโครงการต่อเนื่อง
คือ การร่วมเป็นวิทยากรให้กับโครงการ "อาร์ต ฟอร์
ออล" ซึ่งมี รศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธาน
เนื่องจากโครงการนี้
จัดขึ้นเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพแก่เยาวชนพิการและไม่พิการ
โดยมุ่งเน้นการใช้ศิลปะเป็นสื่อในการจัดกิจกรรมค่ายศิลปะแบบ
"ร่วมเรียน" กล่าวคือ ให้คนตาบอด ทำหน้าที่เป็นปาก-หู
คนหูหนวกทำหน้าที่เป็นตาให้กับกลุ่มคนแขน-ขาขาด เป็นปัญญาให้กับเพื่อน
โดยมีคนปัญญาอ่อนเป็นแรงงานผ่านการประสานของคนไม่พิการ
ซึ่งจุดนี้เองที่เธอบอกว่าตรงกับแนวพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเน้นเรื่องของการช่วยเหลือผู้อื่นและการอยู่ร่วมกัน
"ทรงทำให้ประชาชนที่ด้อยโอกาสมีโอกาสมากขึ้น
อย่างโครงการของมูลนิธิศิลปาชีพ ทรงช่วยให้คนในชนบทมีงานทำ
และมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัว ทรงสนับสนุนสินค้าไทยให้อยู่กับคนทุกคน
เพื่อลดช่องว่างของกลุ่มคนในระดับบนและล่างให้แตกต่างกันน้อยลง
ที่สำคัญคือ ทรงให้โอกาสกับคนพิการ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่เรายึดถือมาปฏิบัติ"
ดร.ประกาย กล่าวทิ้งท้าย
ดูเหมือนชีวิตในโลกเงียบ
จะไม่ได้เป็นอุปสรรคในการสร้างความสุขและความสำเร็จให้กับเธอ
มิหนำซ้ำเธอยังเผื่อแผ่ความสุขให้กับคนรอบข้างและสังคมผู้ด้อยโอกาส
ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
อีกด้วย...
|