|
สตรีพิการไทย...ไม่ไร้ค่า
ปัจจุบันทัศนคติของคนในครอบครัวและสังคมที่มีต่อคนพิการ
ยังคงเป็นไปในทางลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สตรีพิการ"
ซึ่งมักจะถูกปิดกั้นโอกาสต่างๆ ที่สมาชิกในสังคมพึงได้รับ
ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา หรือการประกอบอาชีพ เป็นผลให้สตรีพิการส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง
จนกระทั่งต้องกลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคม
เมื่อไม่นานนี้ สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชูปถัมภ์ และสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
ได้จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง "สตรีพิการไทยไม่ไร้ค่า"
เพื่อให้สตรีพิการได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง
และสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนะของสตรีพิการ พร้อมทั้งตระหนักถึงความสามารถของตนเอง
ภายในงานได้มีการเสวนาภายใต้หัวข้อ "ศักยภาพสตรีไทย
อยู่อย่างไรไม่ไร้ค่า" โดย วริศรา ตากกระโทก ประธานฝ่ายสตรีคนพิการทุกประเภท
กล่าวถึงศักยภาพของสตรีพิการไทยว่า ศักยภาพของสตรีพิการมีค่อนข้างมาก
แต่มักจะไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่กล้าออกมาแสดงความสามารถ
เพราะอายที่ตนพิการหรืออาจถูกปิดกั้นจากคนในครอบครัว ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นโครงการนำร่องเพื่อนำเสนอว่า
สตรีพิการก็มีศักยภาพเหมือนคนปกติ สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง
และเพื่อให้สตรีพิการหันมาช่วยเหลือกันโดยมีสภาสตรีฯ คอยสนับสนุน
"คนพิการถ้าเราไม่ทำอะไรแล้ว คนอื่นก็จะไม่มีโอกาสได้เห็นศักยภาพของเรา
อย่างตัวดิฉันเองก็สามารถขับรถได้ เลี้ยงลูกหนึ่งคน มีสามีที่เป็นคนปกติ
และก็เคยผ่านการทำงานร่วมกับคนปกติในองค์กรต่างๆ มามากมาย
เพราะฉะนั้นถ้าเราเป็นผู้นำทางคนพิการคนอื่นๆ ศักยภาพของผู้พิการอีกหลายคนก็จะตามมา"
ประธานฝ่ายสตรีคนพิการ กล่าว และย้ำถึงผู้พิการรายอื่นว่า
"ขอให้ท่านก้าวออกมารวมตัวกันเพื่อให้เกิดพลัง เพราะการจะทำอะไรก็แล้วแต่
ถ้าทำคนเดียวเราจะไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ถ้ารวมตัว หรือรวมพลังกันแล้ว
เราจะสามารถต่อรองกับอะไรได้หลายอย่าง เพราะการเป็นสตรีสังคมก็มองว่าด้อยอยู่แล้ว
ยิ่งสตรีพิการก็ยิ่งด้อยไปกันใหญ่ ดังนั้น ถ้าเรารวมตัวกันก็จะเกิดพลังที่นำไปสู่ผลสำเร็จได้"
สอดคล้องกับความเห็นของ จิณฑาทิพย์ โสภิตพงษ์ ผู้แทนสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย
ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักธุรกิจตัวอย่างของสตรีพิการ
โดยเธอกล่าวว่า คนพิการหากจะทำอะไรก็สามารถทำได้เหมือนคนปกติ
แต่ว่าใจมักจะท้อถอยก่อนลงมือทำและขาดความมุ่งมั่น แต่หากมีความมุ่งมั่นแล้วก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน
"เราต้องไม่คิดว่าตัวเราเป็นคนพิการ อย่างดิฉันเองเวลาเดินไปไหนก็จะไม่มองกระจกเลย
เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเราพิการ แต่จะพยายามนึกภาพอยู่เสมอว่าเราสวย
เดินก็สวย เราสามารถแต่งตัวสวยได้อย่างคนปกติ นี่คือจุดที่เราปรุงแต่งตัวเองแล้วทำให้เรามีความสุข
พยายามทำให้คนอื่นเขามองเรา แต่ไม่ใช่มองเพราะความสงสาร
แต่ให้เขามองเพราะชื่นชมในความสามารถ ทำให้เขาเห็นว่า
เขาทำได้ เราก็ทำได้เท่ากัน ต้องให้คนที่มีร่างกายสมบูรณ์มาเลียนแบบเรา
ไม่ใช่ให้เราไปเลียนแบบเขา นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เราภาคภูมิใจมากกว่าสิ่งใดๆ
ทั้งสิ้น"
แม้ว่าความทัดเทียมทางด้านร่างกายของมนุษย์จะไม่เท่ากัน
แต่เชื่อแน่ว่ายังมีคนพิการอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่เปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถดีๆ
และยังรอโอกาสแสดงออกสู่สายตาสังคม เพราะฉะนั้นแล้ว เราในฐานะเพื่อนมนุษย์ร่วมผืนโลก
จึงควรมอบโอกาสดีๆ ให้แก่พวกเขาเหล่านี้เช่นเดียวกัน เพื่อให้เกิดความเสมอภาคในสังคมไทย
|