| 3
ปีในรั้วมหาวิทยาลัย ของนิสิตหูพิการ
สามปีก่อน เคยนำเสนอเรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่ง
น้องมิ่ง หรือ น.ส.จักริ์รดา อัตตรัถยา ซึ่งหูพิการ แต่เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นต่อการเรียนสูงมาก
และพยายามบอกตัวเองกับคนรอบข้างให้รับรู้ว่า คนพิการสามารถไต่เต้าไปถึงฝันที่ตัวเองมีได้
เมื่อเธอสอบติดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทีมงานคุณภาพชีวิต
ได้มีโอกาสไปพูดคุย และนำเสนอเรื่องราวให้เป็นที่รู้จัก
และยังคงติดตามความเป็นไปของเธอเป็นระยะๆ ในครั้งนี้ ทีมงานทราบเรื่องของเธออีกครั้ง
โดยเธอเขียนมาเล่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย หลังเข้าไปเรียนให้ฟังว่า
3 ปีที่ศึกษาในภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอได้ประสบการณ์ ความรู้จากการเรียนรู้ในห้องเรียน
รวมถึงมิตรภาพจากการทำกิจกรรมด้วยกัน เช่น การรับน้อง
การเป็นสตาฟฟ์ในงานบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และงานจุฬาวิชาการ
การเข้าค่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิภาคใต้ และยังได้ประสบการณ์การทำงานจากการฝึกงานที่โรงงานบ้านโป่งของบริษัทไทยเพรซิเดนท์ไรซ์โปรดักซ์
จำกัด (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า) ซึ่งเป็นหลักสูตรภาคบังคับของคณะอีกด้วย
ประสบการณ์ในครั้งนี้ ทำให้เธอได้รู้จักโลกกว้างมากขึ้น
รู้จักการจัดการชีวิตของตัวเองดีขึ้น เนื่องจากมีเพื่อนมากขึ้น
ช่วงปีแรกของการเรียนในมหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่มีปัญหาบ้าง
เพราะยังไม่คุ้นเคยกับระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัย ที่ไปจาก
ม.ปลาย เธอต้องรับผิดชอบการเรียนของตัวเองมากขึ้น แม้จะมีอาจารย์ช่วยดูแล
มีการเรียนวิชาบังคับพื้นฐานทั่วไปทางสายวิทยาศาสตร์ เช่น
แคลคูลัส เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา ภาษาอังกฤษ เหมือน ม.ปลาย
แต่ก็ลึกซึ้งกว่า เธอใช้วิธีเอาความรู้ที่เคยเรียนจาก
ม.ปลาย มาผนวกเข้ากับความรู้จากห้องเรียนเพื่อใช้ในการเรียนและการสอบวัดผล
เมื่อขึ้นชั้นปีที่ 2 ยิ่งต้องเรียนลึกลงไปอีก เป็นวิชาเฉพาะที่มีความสำคัญต่อวิชาของด้านอุตสาหกรรมอาหาร
เช่น จุลชีววิทยา เคมีอินทรีย์ เคมีฟิสิกส์ การออกแบบวิศวกรรม
เช่น เคมีอินทรีย์ เพื่อจะได้รู้ด้านโครงสร้างทางเคมีของสาร
การเกิดปฏิกิริยาทางเคมี การออกแบบวิศวกรรม จะช่วยในการอ่านแบบเครื่องมือโรงงานในอุตสาหกรรมอาหาร
รวมถึงช่วยให้สามารถออกแบบเครื่องมือได้ พอขึ้นปีที่ 3
ก็ยิ่งเรียนวิชาเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารมากยิ่งขึ้นไปอีก
เช่น จุลชีววิทยาในอุตสาหกรรม วิศวกรรมกระบวนการทางชีวภาพ
เคมีชีวภาพ เน้นเรียนเกี่ยวกับกระบวนการทางชีวภาพต่างๆ
เช่น การหมัก การปฏิบัติการทางแล็บในด้านเคมีและจุลชีววิทยา
โดยความรู้ที่เรียนจะสามารถขยายฐานไปใช้ในทางอุตสาหกรรม
และเมื่อขึ้นชั้นปีที่ 4 แม้จะลงวิชาเรียนเฉพาะด้านอุตสาหกรรมอาหารเหมือนเดิม
แต่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการทำวิทยานิพนธ์ ทดลองในเรื่องที่ตนเองสนใจ
เธอต้องรวบรวมข้อมูล ทำการทดลอง เสนอข้อมูล สรุปผลการทดลอง
โดยมีระยะเวลาการทำวิทยานิพนธ์ 1 ปี เรื่องที่เธอสนใจทำ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสกัดสารปฏิชีวนะจากจุลินทรีย์ที่จะนำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมอาหาร"หนูชอบทำการทดลองมาก
เวลาที่อยู่ในห้องทดลอง จึงมักเป็นผู้ลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง
และช่วยเพื่อนตวงสาร ผสมสาร จับเวลา วัดผล หรือล้างเครื่องมือ
เป็นส่วนใหญ่" ตลอดระยะการเรียนเกือบ 4 ปี น้องมิ่งบอกว่า
เธอต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่น เพราะต้องอ่านปาก ฟังเสียงเท่าที่เครื่องช่วยฟังของเธอจะรับฟังได้
ทำให้พอเข้าใจ แต่ก็เน้นการอ่านตำราด้วยตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภาษาอังกฤษ
และเป็นศัพท์เฉพาะทางวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่ช่วงแรกของการเข้าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย
ทั้งแม่และอาจารย์ที่ปรึกษาเคยแนะนำว่า เมื่อถึงเวลาสอบให้เขียนไว้ที่หน้าแรกของกระดาษคำตอบว่า
เป็นคนหูพิการ อาจมีภาษาไม่สละสลวยนัก และสื่อความได้ไม่ชัดเจน
เพื่ออาจารย์ผู้ตรวจจะได้ให้แต้มเพิ่ม แต่น้องมิ่งบอก
ไม่เคยทำเลยสักครั้ง เพราะ คิดเสมอว่า ไม่ควรเอาเปรียบคน
ปกติ ด้วยความพิการของตัวเอง "หนูเคยอยากรู้ว่า ตัวเองมีความสามารถเทียบเท่าคนปกติหรือเปล่า
ก็เลยลง เรียนวิชาเลือกของคณะอักษรศาสตร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นวิชาที่เขี้ยวสำหรับนิสิตคณะวิทยาศาสตร์
ตอนที่หนูลงเรียนมีนิสิตอักษรศาสตร์เรียนเป็นส่วนใหญ่
ปรากฏว่า หนูทำเกรดได้ B+ สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยมากพอสมควร
ก็ดีใจค่ะ" นอกเหนือจากการเรียนแล้ว ในด้านกิจกรรม
น้องมิ่ง บอกเธอไม่พลาดแน่ เพราะได้เข้าร่วมการรับน้องมหาวิทยาลัย
รับน้องคณะ รับน้องภาค เข้าค่ายช่วยเหลือสึนามิ เป็นสตาฟฟ์ในงานจุฬาวิชาการและงานบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์
รวมทั้งเป็นอาสาสมัครของค่ายอาร์ท ฟอร์ ออล ซึ่งเป็นค่ายพักแรมขนาดใหญ่ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เยาวชนพิการมีโอกาสพัฒนาศักยภาพด้านศิลปะ
"ครั้งหนึ่ง หนูเคยเข้าค่ายนี้มาก่อนในฐานะเยาวชน
และมีความประทับใจพี่ๆ ที่ดูแลเราดีมากๆ เมื่อมีโอกาสจึงสมัครเป็นอาสาสมัครดูแลเด็กเองบ้าง
เพราะอยากให้น้องๆ ได้รับความรู้สึกดีๆ เหมือนที่เราเคยได้"
อีกความรู้สึกหนึ่ง ที่น้องมิ่งบอกว่าประทับใจนอกจากเหนือจากการเรียนในห้อง
คือ การได้ฝึกงานที่โรงงานผลิตอาหารที่บ้านโป่ง โดยมีหน้าที่ออกแบบฉลากโภชนาการ
และช่วยแปลกฎหมาย ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับฉลากโภชนาการของประเทศต่างๆ
กว่า 5 ประเทศ ต้องอ่านเร็วมาก เพราะมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย
และต้องสรุปให้พี่ๆ ทราบว่า ควรระบุข้อความใดในฉลากบ้าง
เพื่อให้เป็นไปตามกฎข้อบังคับของประเทศเหล่านั้น แม้จะเครียดบ้าง
แต่ก็ทำให้ได้ความรู้และประสบการณ์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังต้องทำหน้าที่ผสมสูตรเครื่องปรุง
เพื่อพัฒนาสินค้าส่งไปต่างประเทศด้วย "เกือบ 3 เดือนตรงนั้น
ทำให้หนูได้เข้าใจเรื่องของการทำงานในโรงงาน อุตสาหกรรมมากขึ้น
พี่ๆ ในโรงงานก็ใจดีให้ความช่วยเหลืออย่างจริงใจและเต็มที่
ทำให้หนูมีทัศนคติใหม่ที่ดีต่อการทำงาน" ไม่ว่าจะเป็นชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย
หรือการหาประสบการณ์นอกห้องเรียน ล้วนเป็นการเปิดโลกกว้างให้เด็กสาวคนนี้
มองเห็นความเป็นไปของชีวิตกว้างขึ้น จึงวางเป้าหมายไว้ว่า
หลังเรียนจบปริญญาตรี จะสอบชิงทุนไปเรียนต่อปริญญาโทและเอก
ด้านอาหาร "ปัจจุบันหนูเรียนได้เกรดเฉลี่ย 3.20"
น้องมิ่งบอกอย่างภูมิใจ คำบอกเล่าในช่วงท้าย น้องมิ่งบอกว่า
ที่เขียนมาเล่าให้ฟังทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพราะ ต้องการโอ้อวดตัวเอง
แต่อยากให้ผู้พิการทุกคนได้เห็นว่า หากคุณมีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง
ก็สามารถวิ่งไล่ตามฝันได้ ความสำเร็จทั้งเรื่องการเรียน
หน้าที่การงาน อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม หากพร้อมที่จะสู้และทำอย่างตั้งใจ
เพราะ คนพิการไม่ใช่ผู้ที่เป็นภาระ แต่สามารถรับผิดชอบตัวเอง
สังคม คนรอบข้างได้ไม่น้อยหน้าคนปกติ |