|
สอนสองภาษาไร้เสียง
กับการศึกษาแนววอลดอร์ฟ
การสอนให้เด็กอ่านออกเขียนได้ต้องใช้เวลา และยิ่งหากต้องสอนให้เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย
เวลาที่ต้องทุ่มเทให้กับเด็กกลุ่มนี้ คงต้องเพิ่มมากขึ้นอีกอย่างแน่นอน
รวมทั้งต้องมีวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสมเพื่อให้พวกเขาสามารถเรียนรู้และพัฒนาการได้อย่างรวดเร็วสำหรับ
โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักบริการงานการศึกษาพิเศษ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เปิดสอนเด็กพิการทางหู
ได้พยายามให้การศึกษาไปพร้อมกับการพัฒนาศักยภาพของเด็กกลุ่มนี้
เพื่อไม่ให้ความพิการทางร่างกายเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตในสังคม
โครงการโรงเรียนต้นแบบ : การทดลองสอนแบบสองภาษาสำหรับเด็กหูหนวก
ถูกนำมาใช้สำหรับโรงเรียนโสตศึกษาแห่งนี้ โดยเป็นความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
กับวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยเริ่มสอนนำร่องตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลและประถมศึกษา
ที่สำคัญโครงการดังกล่าว ได้นำเอารูปแบบการศึกษาแบบ วอลดอร์ฟ
โดยการริเริ่มของนักปรัชญาชาวฮังการี ที่เน้นการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย
และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศในการเรียนรู้ด้วย
นิภา แก้วประคอง ผู้รับผิดชอบการสอนแบบสองภาษาตามแนววอลดอร์ฟสำหรับเด็กหูหนวก
โรงเรียนโสตศึกษา จ.นครศรีธรรมราช เล่าถึงวิธีการเรียนการสอนที่นำมาใช้ในห้องเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยหรือตั้งแต่วัย
0-7 ขวบว่า การสอนสองภาษาจะต้องมีครู 2 คน คือครูหูพิการที่สามารถใช้ภาษามือได้และเข้าใจการสื่อสารของเด็กหูพิการได้อย่างดี
และครูที่ได้ยินตามปกติ ซึ่งสามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างดี
เราจะนำเอานิทานและภาพวาดมาใช้ในการสอนด้วย แต่การใช้ภาพของเรานั้น
เราจะไม่เปิดภาพทั้งหมดออกในคราวเดียว เมื่อครูเล่านิทานเราจะค่อยๆ
เปิดภาพแง้มให้เด็กๆ เห็นทีละนิด เพื่อให้เขาได้จินตนาการว่าภาพที่เราปิดไว้นั้นเป็นภาพอะไร
ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นและต่อยอดจินตนาการของเด็ก ภาพที่นำมาใช้ในการสอนจะใช้สีสดใส
ไม่นำสีดำ หรือสีน้ำตาลที่ให้ความรู้สึกหดหู่มาใช้ หรือใช้สีขาว-ดำตัดกันอย่างชัดเจน
โดยลายเส้นของรูปภาพก็จะเป็นเส้นโค้งนุ่มนวล ไม่ใช้ลายเส้นที่ตัดกันชัดเจน
เพื่อให้เด็กเกิดสุนทรียภาพและอารมณ์อ่อนโยน ส่วนนิทานที่นำมาใช้เล่านั้นก็จะเป็นนิทานที่สอดแทรกคติธรรม
เช่น นิทานอีสป เป็นต้น และนำไปสู่การเรียนรู้เรื่องภาษาด้วย
เวลาที่ครูเล่านิทานด้วยภาษามือ ก็จะมีท่าทางประกอบ เด็กๆ
จะรู้สึกเพลิดเพลินและไม่เบื่อในการเรียนรู้ เมื่อเล่านิทานจบแล้ว
ครูก็จะปิดภาพที่ให้เด็กดูเพื่อให้เด็กมีจินตนาการต่อ
ไม่ติดอยู่กับรูปที่เห็นเท่านั้น จากนั้นครูก็จะถามถึงเนื้อหาที่ได้เล่าผ่านไป
เช่น เล่าเรื่องกระต่ายกับเต่า เมื่อเล่าจบแล้วก็จะถามว่าใครชนะ
ใครไปแอบนอนหลับ นิทานเรื่องนี้สอนอะไร เป็นการทำซ้ำ และทบทวน
ซึ่งจะทำให้เด็กซึมซับในเนื้อเรื่องที่ได้รับรู้ขณะเดียวกันในระหว่างเล่านิทาน
เด็กก็จะได้เรียนรู้คำศัพท์ภาษามือจากการเล่านิทาน ซึ่งแต่ละเรื่องจะเกิดคำศัพท์ขึ้นมากมาย
เมื่อมีการทำซ้ำ และทบทวน เด็กก็จะจดจำคำศัพท์เหล่านี้ได้แม่นยำขึ้นหลักการสอนในแนววอลดอร์ฟที่สำคัญคือการสอนโดยการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย
และจิตใจไปพร้อมๆ กันอย่างสมดุล ดังนั้น ในระหว่างบทเรียนเด็กๆ
จะถูกสอนให้คิดเชื่อมโยงด้วยคติธรรมในนิทาน และการกระตุ้นจินตนาการของเด็กอยู่เสมอ
ซึ่งหลังการเล่านิทาน และมีการทบทวนแล้ว ครูจะให้เด็กได้วาดภาพถึงนิทานที่ได้ฟังจนจบไป
โดยให้เด็กจินตนาการภาพของแต่ละคนเอง ซึ่งในขั้นตอนนี้ครูก็จะได้เรียนรู้เด็กเป็นรายบุคคลด้วยว่า
มีความสนใจหรือชื่นชอบสิ่งใดเป็นพิเศษ เพราะรูปภาพของเด็กแต่ละคนจะออกมาไม่เหมือนกัน
ตามจินตนาการและความประทับใจของแต่ละคน ซึ่งครูจะสามารถเอาความสนใจของแต่ละคนมาใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนให้เหมาะสมตามรายบุคคลได้อีกด้วย
การให้เด็กวาดภาพก็จะทำให้เด็กได้ฝึกทักษะการใช้มือลากเส้น
ซึ่งจะช่วยให้เด็กเขียนหนังสือได้คล่องง่ายขึ้นด้วย จากนั้นเราจะเอารูปที่ใช้ในการเล่านิทานมาให้เด็กดูอีกครั้ง
เพื่อนำไปสู่การสอนให้เด็กรู้จักตัวอักษร โดยใช้รูปภาพเป็นกุศโลบายให้เด็กจดจำตัวอักษรได้แม่นยำ
เพราะในรูปภาพนั้นเราจะซ่อนตัวอักษรเอาไว้ แล้วให้เด็กลองเขียนตาม
ซึ่งบางคนอาจจะเขียนไม่ถูก เราจะไม่ตำหนิเขา และไม่ลบสิ่งที่เขาเขียนไว้
แต่จะสอนให้เขาเขียนอย่างถูกต้อง เราถือว่าสิ่งที่เขาเขียนคือผลงานของเขา
เราจะไม่ลบทิ้งเพราะจะทำให้เด็กเสียน้ำใจ ตัวอักษรที่เด็กๆ
เรียนรู้ผ่านนิทาน และรูปภาพนั้น จะทำให้พวกเขาจดจำได้แม่นยำ
ซึ่งทางโรงเรียนจะใช้รูปแบบดังกล่าวสอนให้เด็กๆ รู้จักพยัญชนะไทยทั้ง
44 ตัว ก่อนที่จะมาเรียนรู้การผสมคำ และเรียนรู้รูปประโยค
ซึ่งจะทำให้การศึกษาของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินสามารถพัฒนาทั้งภาษามือและภาษาเขียนได้พร้อมๆ
กัน เนื่องจากเด็กเหล่านี้จะเรียนรู้ภาษาเขียนได้ยากกว่าเด็กปกติ
เพราะพวกเขาไม่ได้ยินเสียงหรือมีภาษาพูดก่อน ดังนั้น การสอนแบบสองภาษา
ควบคู่ไปทั้งภาษามือและภาษาเขียนจึงทำให้พัฒนาการด้านภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กกลุ่มนี้ด้วย
ที่สำคัญคือ ความบกพร่องทางกาย แม้ว่าจะเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้อยู่บ้าง
แต่ใช่ว่าจะทำให้ศักยภาพของมนุษย์สูญหายไปอย่างสิ้นเชิง
ยิ่งมีวิธีการที่เหมาะสมเพื่อช่วยในการเรียนรู้ ความบกพร่องทางกายอาจไม่ใช่อุปสรรคทางการศึกษาแต่อย่างใดโดย
|