Skip Navigation


 

โลกของคนหูหนวก


English Version หน้าแรก Thai Version

ศูนย์ดำรงชีวิตอิสระ ฟ้าหลังฝนของคนพิการ

ความไม่มีโรคและเกิดมาครบอาการ 32 นั้นถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐ แต่สำหรับคนพิการนั้น ไม่ต้องบอกเลยว่าสภาพชีวิตและจิตใจของพวกเขาเหล่านี้จะอ่อนแอท้อแท้ขนาดไหน หลายคนมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ต้องเป็นภาระให้กับครอบครัวและสังคม จนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

อีกด้านหนึ่งของคนพิการในศูนย์ดำรงชีวิตอิสระของคนพิการไทย ชีวิตของพวกเขาหลังเข้ารับการบำบัดที่ศูนย์นี้ ก็เหมือนได้มีชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง อย่างชีวิตของ สันติ รุ่งนาสวน หนุ่มพิการวัย 32 ปี เล่าถึงชีวิตความพิการว่า ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถยนต์ตั้งปี 2540 จนเป็นอัมพาตค่อนตัว ตั้งแต่ราวนมลงมาถึงปลายเท้า ต้องนอนอยู่กับบ้านนานถึง 6 ปี โดยมีแม่คอยดูแล จะออกไปข้างนอกก็ตอนไปหาหมอที่โรงพยาบาลเท่านั้น นอนอยู่ที่บ้านอย่างเดียวไม่กล้าออกไปข้างนอก

"ความรู้สึกของคนพิการคงเหมือนกันทุกคน สภาพชีวิตและจิตใจคงไม่ต่างอะไร เหมือนกันทุกคน คืออยู่ไปวันๆ ไม่ได้คิดอะไรถึงอนาคตเลย เพราะร่างกายที่พิการทำอะไรไม่ได้ ซ้ำยังเป็นภาระให้คนอื่นต้องมาดูแล เคยคิดที่จะไม่อยากอยู่บนโลกนี้เหมือนกัน อยากตายให้หมดเวรหมดกรรม ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความพิการอีกต่อไป"

สันติบอกด้วยว่า หลังจากได้เข้ามาฝึกอบรมศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการไทย ชีวิตก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกท้อแท้วิตกกังวลและไม่มั่นใจในตัวเองก็หายไป เพราะมีเจ้าหน้าที่ของศูนย์ที่พิการเหมือนกัน มาร่วมพูดคุยให้กำลังใจแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และพาออกไปพบปะกับคนภายนอกมากขึ้น ทำให้รู้สึกมั่นใจว่าคนพิการก็สามารถทำอะไรได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป ปัจจุบันก็ได้ทำงานที่ศูนย์คนพิการช่วยให้คำปรึกษากับคนพิการคนอื่นๆ

ส่วนหัวหน้าครอบครัวอย่าง คำเจน แดงสวัสดิ์ วัย 44 ปี บอกถึงความรู้สึกก่อนเข้ามาอบรมที่ศูนย์คนพิการว่า แต่ก่อนเคยประกอบอาชีพเป็นช่างศิลป์ทำโมเดลหุ่นจำลองบ้านและอาคาร แต่ก็ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนกลายเป็นอัมพาตค่อนตัว ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน 6 ปีเต็ม โดยไม่ได้ทำอะไรเลย

"สภาพจิตใจของคนพิการทำงานอะไรก็ไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับการนอนรอวันตาย การเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้วไม่ได้ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ซ้ำยังต้องเป็นภาระให้ลูกเมียต้องมาคอยดูแลอีกนั้น รู้สึกเลยว่าตัวเองไม่มีค่าอะไรแค่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ เคยคิดเหมือนกันว่าอยากตาย จะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน ไม่ต้องเป็นภาระให้ครอบครัวมาดูแล"

คำเจนบอกว่า หลังจากได้เข้าร่วมโครงการการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการชีวิตก็ดีขึ้น ได้เข้าไปฝึกโปรแกรมค้นหาความสามารถของตนเอง ได้ศึกษาการวาดภาพด้วยปาก ฝึกอยู่ 2 ปี ก็เริ่มวาดรูปได้ การวาดรูปช่วยทำให้มีสมาธิ รวมทั้งมีรายได้จากการขายภาพนำเงินมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า สามารถทำงานได้เหมือนกับคนปกติ และพร้อมที่จะสู้ชีวิตต่อไป

กำลังใจจากคนรอบข้างและความมั่นใจเองของคนพิการเอง ถือเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยให้คนพิการก้าวข้ามความพิการในร่างกาย และยืนหยัดอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10399 หน้า 36

กลับไปหน้าแรก

Hosted by www.Geocities.ws

1