|
ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียฯ
เวทีฝึกผู้นำคนพิการคุณภาพ
สถานะและบทบาทของผู้พิการในสังคม
หากไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ก็ยากที่จะฟื้นฟูแก้ไขให้กลับมามีพลังกายและพลังใจเช่นเดิม
ที่ผ่านมาแม้รัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญต่อประเด็นของผู้พิการอยู่บ้าง
แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งเสริมและพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพคนพิการให้ใช้ชีวิตแบบคนปกติมากที่สุด
"ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก"
จึงเป็นคำตอบที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ในนามของรัฐบาลไทย และรัฐบาลญี่ปุ่น โดยมีวัตถุประสงค์
3 ประการ ได้แก่ การสร้างเครือข่ายและประสานความร่วมมือ
การฝึกอบรม และการสนับสนุนข้อมูลข่าวสาร โดยมีวิสัยทัศน์ให้คนพิการในภูมิภาคมีความเข้มแข็ง
อยู่ในสังคมที่ปราศจากอุปสรรคสู่เป้าหมายการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และเสมอภาพทางสังคม
ศูนย์ดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด
2 ไร่ 320 ตารางวา ภายในสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี
โอกาสนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ
ทรงเปิดอาคารศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิกไป
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พร้อมทอดพระเนตรการดำเนินงานด้วยความสนพระทัย
พ.ท.ต่อพงษ์ กุลครรชิต
หัวหน้าสำนักงานองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
เผยถึงการมีส่วนร่วมในฐานะผู้พิการคนหนึ่งว่า เกิดจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนพิการทั้งไทยและญี่ปุ่นที่พยายามผลักดันให้ศูนย์แห่งนี้
เป็นมรดกของคนพิการภายหลังการสิ้นสุดทศวรรษแรกของคนพิการแห่งเอเชียและแปซิฟิก
(พ.ศ.2536-2545) โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้สนับสนุนเงินทุนในการก่อสร้างและจัดหาอุปกรณ์จำนวน
194 ล้านบาท
ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมคนพิการฯ
แห่งนี้เปรียบเสมือนศูนย์กลางเชื่อมเครือข่ายด้านความรู้ของคนพิการในระดับภูมิภาค
รวมทั้งยังเป็นสถานที่ฝึกอบรมและสร้างผู้นำหรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับคนพิการได้อย่างมีคุณภาพ
โดยเบื้องต้นมีหลักสูตรการฝึกอบรม 12 หลักสูตร ซึ่งแต่ละหลักสูตรสามารถรองรับได้ไม่เกิน
30 คน
"คนพิการและองค์กรต้องเข้มแข็ง
ยิ่งเราต้องทำงานกับคนภายนอก กับนักวิชาการ นักวิชาชีพ
เราต้องพัฒนาศักยภาพตัวเอง ไม่เช่นนั้นเขาก็จะมองเราว่าเป็นแค่คนพิการที่เขาต้องคอยช่วยเหลือ
เราต้องพัฒนาตัวเอง และหัดให้คนพิการคิดแบบนี้เพื่อสร้างความมั่นใจ"
พ.ท.ต่อพงษ์ กล่าว และย้ำว่า การให้คนพิการด้วยกันมาเป็นผู้ฝึกจะช่วยทำให้ผู้พิการสามารถเรียนรู้ได้ดี
โดยเฉพาะการฝึกเรื่องแนวคิดการจัดตั้งองค์กร การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ
และงานพิทักษ์สิทธิ เป็นต้น
นอกจากนี้ หัวหน้าสำนักงานองค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในอดีตกลุ่มคนพิการในประเทศไทยจะรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง
แต่ปัจจุบันเมื่อการเมืองเข้ามาแทรกแซงจึงอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้อ่อนแอลง
เช่น การดึงคนพิการเข้าไปร่วมรัฐบาล แทนที่จะเป็นผลดีกับกลายเป็นการบล็อกคนพิการไม่ให้เคลื่อนไหว
"การเอาคนพิการมาทำกิจกรรมต่างๆ
จะเป็นเวทีฝึกผู้นำ เช่น การประท้วงหรือเดินขบวนจะทำให้เขาเรียนรู้จากหัวหน้าหรือประเด็นที่ตั้งขึ้น
ซึ่งเขาจะเกิดความมั่นใจ ส่วนจะร่วมด้วยหรือไม่ก็สุดแล้วแต่
เพราะหากเราให้ทุกอย่างสมบูรณ์ด้านกายภาพ ใจเขาก็ไม่พัฒนาและจะไม่เห็นทุกข์ของคนพิการที่เดือดร้อนกว่า"
ที่ผ่านมามีผู้พิการที่เข้ารับการฝึกอบรมไปแล้วหลายรุ่น
และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชัดเจนหลายอย่าง โดยเฉพาะที่ประเทศพม่า
ได้มีการเคลื่อนไหวของคนพิการจนเกิดการรวมตัวและตั้งเป็นองค์กรขึ้น
แต่ทั้งนี้ปัญหาสำหรับคนพิการยังคงมีอยู่ไม่รู้จบ แม้กระทั่ง
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังรับสั่งถึงรถเข็นที่ทรงทดลองประทับนั่งเมื่อเสด็จฯ
ที่จีนแดงว่า "ของเขามีตัวเซ็นเซอร์เมื่อวิ่งไปชนใครก็จะหยุด
จึงทรงอยากให้เมืองไทยมีบ้างแต่คงแพง"
พ.ท.ต่อพงษ์ กล่าว พลางเสริมว่า "เทคโนโลยีบ้านเราเก่งแต่ผลิตไม่ได้เพราะต้นทุนสูง
คนพิการก็ไม่มีกำลังซื้อรัฐบาลคงต้องเข้ามาช่วยเหลือมากขึ้น"
แม้ขณะนี้ศูนย์พัฒนาและฝึกอบรมฯ จะอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลไทยและญี่ปุ่นนาน
5 ปี แต่เป้าหมายที่จะต้องเร่งดำเนินการ คือการก้าวสู่องค์กรอิสระและสนับสนุนให้เป็นองค์กรระดับนานาชาติต่อไป
|