นิทานของพ่อ

นิทานของพ่อ“…กาลหนึ่งนานมาแล้ว นานเท่าไหร่ไม่รู้…”
พ่อมักจะเริ่มต้นเรื่องอย่างนี้ทุกครั้ง…
“…มีเจ้าหญิงอยู่องค์หนึ่ง เจ้าหญิงคนนี้เป็นคนขยัน ทำอาหารเก่ง
ชอบทำงานบ้านเสมอ ๆ … ”
เจ้าหญิงของพ่อมักจะเป็นคนที่ขยันเสมอ ๆ ...
“…เจ้าหญิงได้พบกับชายแปลกหน้าคนหนึ่งในสวนดอกไม้…ข้าง ๆ ปราสาท
ในขณะที่เจ้าหญิงกำลังเก็บดอกไม้…”
ผมพิมพ์มาถึงตรงนี้ ก็ต้องกด Delete ลบข้อความนั้นทิ้งเสียหมด
หลังจากที่ผมนั่งจ้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ร่วมครึ่งชั่วโมงแล้วมั้ง
แต่งานเขียนของผมก็ยังอยู่เหมือนเดิม
ไม่มีอะไรคืบหน้า ไม่มีอะไรขยับเขยื้อนไปสักอย่าง…
ทั้ง ๆ ที่ผมจะต้องส่งต้นฉบับในวันพรุ่งนี้แล้ว…
แย่จริง ๆ …สมาธิหายไปไหนหมดนะ…
บรรยากาศ ภาพความหลังในวัยเด็กหายไปไหนหมดนะ
- - นี่ผมคิดผิดหรือเปล่าหนอ? - -
ที่รับงานเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับพ่อมา…
ก็เพราะคำว่า ‘พ่อ’ นี่แหละ…ที่ทำให้ผมเขียนไม่ออก
ไม่รู้จะเขียนอะไร เพราะพ่อไม่เคยอยู่ในความทรงจำของผม
หรือเป็นฮีโร่เยี่ยงอย่างพ่อคนอื่น ๆ จนบางครั้งผมมีความรู้สึกราวกับว่า
พ่อกับผมเป็นคนแปลกหน้าที่ต่างวัย และบังเอิญมาอาศัยอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน…
พ่อยังเป็นคนทำลายครอบครัว ทำลายความรักที่แม่มีต่อพ่ออย่างหมดสิ้น…
จนแม่ทนไม่ไหวต้องหย่าร้างกันไปในที่สุด…
และพ่อยังจะทำลายความฝันของผมอีก…

“ผมอยากเรียนหนังสือ ผมชอบงานเขียนหนังสือ”
ผมบอกกับพ่อในวันที่พ่อบอกให้ผมเลิกเรียนหนังสือ
และออกมาช่วยกันทำงานที่โรงกลึงของตนเอง..
“แกจะเรียนไปทำไมนักหนา กิจการของพ่อก็มี
แล้วไอ้ความฝันบ้า ๆ บอ ๆ ของแกอีก”
“… ผมทิ้งมันไม่ได้ ผมทิ้งความฝันของผมไม่ได้หรอกพ่อ” ผมเถียง
“แต่แกต้องทิ้งมัน แกต้องมาช่วยฉันทำงาน” พ่อขึ้นเสียงตอบกลับมา
“พ่อ มันหมดสมัยที่พ่อจะบังคับลูกแล้วนะ”
“แต่ฉันจะบังคับแก” พ่อยืนคำขาด
“พรุ่งนี้แกต้องไปลาออก”
“ผมเกลียดพ่อ ผมเกลียดความคิดโง่ ๆ ของพ่อ… เกลียดการกระทำของพ่อ…
ที่วัน ๆ มัวแต่นั่งทำงานงก ๆ พ่อไม่เคยสนใจผม
พ่อไม่เคยถามผมสักคำว่าผมต้องการอะไร เอ๊ะอ๊ะอะไรพ่อก็บังคับผม …ผมเกลียดพ่อ…”

ฝ่ามืออันหนักอึ่งของพ่อกระทบลงบนใบหน้าแก้มข้างขวาของผมอย่างจัง…
“แกออกไป…แกออกไปจากบ้านของฉันเดี๋ยวนี้นะ แกไม่ใช่ลูกฉัน”
“ดูแลตัวเองดี ๆ นะ” ผมหันมาบอกน้องชายที่ยืนอยู่ห่าง ๆ
…ก่อนที่ผมจะก้าวเดินออกจากบ้านหลังนั้นมา
ด้วยความเครียดแค้นที่สุมรุมอยู่ในหัว…
นับจากวันนั้นมา ผมเลือกใช้ชีวิตอยู่ในห้องเช่าหลังหนึ่งตามลำพัง …
ยังดีที่มีเงินเหลืออยู่ในบัญชีเกือบหมื่น…
ซึ่งมันก็พอจะเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้บ้าง
แต่ผมก็ยังเฝ้าหางานทำอยู่หลายที่
แต่มาตกอยู่กับการเป็นนักแสดงสมทบ
หรือที่ใคร ๆ เรียกกันติดปากว่า “ตัวประกอบ” เพื่อแลกกับเงินเพียงไม่กี่ร้อย…
แต่ผมก็ยังไม่ละทิ้งความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียนหรอก
ผมเฝ้าฝึกฝีมืองานเขียนจนคิดว่าดีพอถึงได้ลองส่งไปลงยังนิตยสารฉบับหนึ่ง
จนในที่สุดก็ได้รับการตีพิมพ์
ผมเริ่มมีความสุขกับการเขียนหนังสือมากขึ้น…
เมื่อความฝันของผมเป็นจริง…
หนังสือเล่มแรกในชีวิตของผมพิมพ์เสร็จเป็นรูปเล่มเรียบร้อยแล้ว…
ผมรับหนังสือจากพี่ใหม่มา เปิดออกดูทีละหน้า ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่อยากเชื่อเลยว่าผมจะมีโอกาสแบบนี้จริง ๆ
“นี่มันสุดยอดความฝันของผมเลยครับพี่ ขอบคุณมากครับ”
“เอ้า…นี่หนังสือของนัทเก้าเล่ม พี่ให้นัทเอาไว้แจกเพื่อน ๆ
ถ้าไม่พอยังไงก็เข้ามาเอาใหม่ล่ะกัน” พี่ใหม่หยิบห่อกระดาษยื่นให้ผม
“และนี่เช็คเงินสดค่าเรื่อง”
“ขอบคุณมากครับ พี่ใหม่”
ผมรับเช็คค่าความคิด ค่าน้ำหมึกของผมมาถือไว้ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
แต่ที่แน่ ๆ มันเต็มเปี่ยมจนล้นไปด้วยความภาคภูมิ
มาถึงตอนนี้ผมมั่นใจได้แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริง ไม่ใช่ความฝัน
ผมอยากให้พ่อรู้เหลือเกินว่าในที่สุดผมก็ทำความฝันของผมได้สำเร็จ…
ผมละภาพความหลังเก่า ๆ
ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยการไปเดินเล่นที่ท่าน้ำ…
สายน้ำแห่งเจ้าพระยายังคงไหลเวียนไม่ขาดสาย
ประกายแสงจากดวงอาทิตย์สะท้อนผืนน้ำระยิบระยับ…
เรือลำน้อย เรือลำใหญ่แล่นว่ายอย่างเช่นเคย…
ที่ตรงนี้ล่ะที่ทำให้ผมมีความสุข รู้สึกสบายอกสบายใจทุกครั้ง…
และมักจะได้คำตอบหรือแนวพล็อตเรื่องอยู่เสมอ ๆ …
วันนี้ผมก็หวังไว้เช่นนั้นเหมือนกัน…
เสียงเรียกเครื่องเพจเจอร์ทำลายความเงียบนั้นลง
“…พ่อถูกรถชน พี่รีบมาด่วนนะ…” ผมกดข้อความจากน้องชายอ่านซ้ำไปมา…
ใจหนึ่งลังเลจะไปดีหรือไม่ดี – แต่ขาน่ะสิรีบก้าวออกไปก่อนโดยไม่รอคำตอบ…
“ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ล่ะ” ผมถามน้องชายเมื่อไปถึงโรงพยาบาล
“ก็พ่อน่ะสิ ทำหนังสือหล่นกลางถนน เลยหยุดเก็บ ก็เลย…”
น้องชายพูดเสียงสั่นเครือ…
“แค่หนังสือเนี๊ยนะ เอามาแลกกับชีวิต – พ่อนี่บ้าหรือเปล่า”
ผมยังวายไม่หยุดว่าพ่อ
“ถ้าไม่ใช่หนังสือของพี่ พ่อก็คงไม่เก็บหรอก”
คำพูดของน้องชายทำเอาผมอึ้งไปพูดไม่ออก …
หนังสือของผม…
เพราะหนังสือของผมเหรอ…
“พอพ่อรู้ว่า…หนังสือของพี่วางแผง… พ่อก็รีบไปซื้อทันที
พ่อบอกว่า…ไม่ซื้อไม่ได้… นี่ผลงานของลูก นี่ความฝันของลูก…
และพ่อยังบอกอีกว่า…พ่อจะซื้อหนังสือของพี่ทุกเล่ม”
มาถึงตรงนี้หยาดน้ำตาก็เริ่มไหลเอ่อรื้นอยู่เต็มขอบตา
“พี่รู้ไหม…พ่อคิดถึงพี่มากแค่ไหน พ่อคิดถึงพี่เสมอนะ
พ่ออยากให้พี่กลับมาอยู่ด้วย…
พ่อยังบอกอีกว่า พ่อจะไม่บังคับอะไรลูก ๆ อีกแล้ว…
ชีวิตเป็นลูกพ่ออยากให้ลูกเลือกเดินเอง…
แต่พ่อจะคอยอยู่ข้างหลังคอยเป็นกำลังใจให้ในยามที่ลูกเหนื่อยลูกท้อ…
พ่อยังบอกอีกว่า…พ่อเชื่อว่าลูกสามารถทำความฝันของตนเองเป็นจริงขึ้นได้อย่างมั่นคง…”
คำพูดของน้องชายทำเอาน้ำตาที่เต็มไหลอาบแก้มเมื่อครู่ ไหลอาบแก้มอย่างไม่รู้ตัว…
ผมไม่เคยรู้สึกดีกับพ่อมาก่อนอย่างนี้…
ผมไม่เคยรู้สึกรักพ่อมาก่อนเท่าครั้งนี้…
ถึงเวลานี้ผมได้แต่นั่งรอเวลาที่ผมจะโผเข้าสวมกอดร่างของพ่ออีกครั้ง…
จะนานแค่ไหนไม่รู้…
จะนานกี่ชั่วโมงไม่รู้…
กว่าที่ประตูห้องฉุกเฉินนั่นจะเปิดออก…
แล้วผมจะกลับเข้าบ้านหลังนั้นอีกครั้ง… กลับเข้าไปสู่อ้อมแขนของพ่ออีกครั้ง…
และครั้งนี้มันคงทำให้ผมเขียนเรื่องสั้นได้ทันส่งต้นฉบับวันพรุ่งนี้แน่นอน…
ผมตั้งชื่อเรื่องรอไว้ก่อนแล้วว่า ‘นิทานของพ่อ’
พ่อคนเดียวที่สอนให้ผมรู้จักตัวเอง ให้ผมเข้มแข็ง
ให้ยืนหยัดได้ด้วยความฝัน สองแขนสองขาของตัวเอง…
“…ผมอยากบอกว่า ผมรัก รักมาก อย่างที่ไม่เคยรักมาก่อน…
และผมก็รักพ่อไม่น้อยกว่าที่รักแม่หรอก

 
 
   
   
Hosted by www.Geocities.ws

1