คู่มือการอบรมสมาธิ

MonkMonk Monk

1. สมาธิ คืออะไร

    สมาธิ แปลว่า ความตั้งมั่น หมายถึงความตั้งมั่นแห่งจิต การสำรวมใจให้แน่วแน่ การมีจิตเพ่งเล็งแน่วแน่ในสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยเฉพาะไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กระวนกระวาย
2. ทำอย่างไรจิตถึงจะเป็นสมาธิได้
    การที่จิตจะเป็นสมาธิได้จะต้องได้รับการฝึก ซึ่งเรียกว่า สมถภาวนา การฝึกมีหลายวิธี จะเลือกฝึกวิธีใดก็ได้ให้เหมาะกับอุปนิสัยของแต่ละบุคคล ซึ่งอาจไม่เหมือนกัน วิธีที่เหมาะมี 3 วิธี คือ

  1. ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า (พุทธานุสติ)
  2. กำหนดลมหายใจเข้าออก (อานาปาณสติ)
  3. แผ่เมตตา (เมตตาพรหมวิหาร)
จะขอกล่าวแต่ อานาปาณสติที่ข้าพเจ้าฝึก
    อานาปาณสติ เป็นวิธีฝึกอย่างหนึ่งโดยการกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นการทำได้ไม่ยาก และนิยมฝึกกันมาก

    ก่อนอื่นต้องหาสถานที่ที่เหมาะสม คือ เงียบ สงบ ไม่พลุกพล่าน เป็นสัดส่วน เพื่อช่วยให้จิตสงบ เมื่อได้ที่เหมาะสมแล้ว จึงนั่งในท่าที่สบาย จะนั่งขัดสมาธิตั้งกายให้ตรง หรือนั่งพับเพียบตั้งกายตรงก็ได้ตามถนัด เอามือขวาทับมือซ้าย ดำรงสติให้มั่น กำหนดลมหายใจเข้า-ออก เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว หรือเมือหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น หรือเมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น

    วิธีการกำหนดลมหายใจเข้าออกที่กล่าวนี้ ถ้าไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวจิตใจให้มั่นไว้ ใจก็อาจจะคิดไปเรื่องอื่น ๆ จนลืมกำหนดลมหายใจว่าหายใจเข้าหรือหายใจออก จึงต้องหาวิธีผูกจิต โดยกล่าวว่า "พุท" เมื่อหายใจเข้า และ "โธ" เมื่อหายใจออก คำว่า"พุทโธ"แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ซึ่งหมายถึงให้เราได้รู้ตัวอยู่เสมอ มีสติอยู่เสมอ การกำหนดลมหายใจมี 2 วิธีคือ ถ้าจิตใจฟุ้งซ่าน ความคิดเลื่อนลอย ให้กำหนดลมหายใจ "พุท" เข้า "โธ" ออกถี่ ๆ เพื่อดึงใจไว้ไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน หรืออาจกำหนดลมหายใจ "พุท" เข้า "โธ" ออกยาว ๆ ก็ได้ สรุปก็คือจะต้องรวบรวมจิตให้กำหนดอยู่เฉพาะปลายจมูก อันเป็นทางเข้าออกของลมหายใจ คอยกำหนดในขณะหายใจเข้า-ออกอยู่ตลอดเวลา มีสติรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา การกระทำเช่นนี้นับว่าจิตเป็นสมาธิ

    ยังมีวิธีสร้างสมาธิอีกวิธีหนึ่ง คือการหัดแผ่เมตตา เป็นการหัดสร้างความรู้สึกปรารถนาดี ต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ คือนึกในทางไม่เป็นศัตรู ในทางไม่เบียดเบียน ในทางให้เขาไม่มีทุกข์ ในทางให้เขาเป็นสุข เมื่อหัดนึกปรารถนาดีต่อผู้อื่นบ่อย ๆ คนคนนั้นก็จะมีใจอ่อนโยนไม่โกรธง่าย หรือถ้าเกิดความโกรธขึ้นสติก็มาทัน กลับเตือนให้ผ่อนคลายความโกรธลง

    การแผ่เมตตานี้ ทำใด้ทุกอิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน นึกคิดอยู่แต่เรื่องขอให้ ทุกคนมีความสุข จนกระทั่งจิตของเราคิดร้ายต่อใครไม่เป็น มีแต่ให้อภัย มีแต่คิดในทางดี จิตใจที่สงบตั้งมั่นแต่ในเมตตาเช่นนี้จะมีลักษณะสร้าง ความร่มเย็น ความผาสุขสงบ ความปรารถนาดีมีไมตรีจิตต่อกัน

3. ความสัมพันธ์ของ สติ-สมาธิ-ปัญญา
    สติ-สมาธิ-ปัญญา 3 อย่างนี้มีความสัมพันธ์ต่อกัน

    สติ แปลว่าระลึกได้ คือรู้ตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำอะไร เรารู้สึกตัวอยู่เสมอว่าเราคือใคร เรากำลังทำอะไร

    เมื่อมีสติแล้ว และถ้าเราเอาใจจดจ่ออยู่ต่อสิ่งนั้นเรียกว่า สมาธิ จากการที่เราเอาใจใส่ จดจ่ออยู่ต่อสิ่งนั้น ได้มีการพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ ก็จะเกิดปัญญาขึ้น

    สรุปได้ว่า เราฝึกให้มีสติอยู่กับตัวเราทุกขณะ เพราะขณะใดสติอยู่กับตัวจิตจะเป็น สมาธิเสมอ คือเมื่อสติเกิด สมาธิก็เกิด ถ้าสติไม่เกิด สมาธิก็ไม่เกิด ถ้ามีสติเพียงชั่วขณะ สมาธิก็มีเพียงชั่วขณะ ถ้ามีสติติดต่อกันไปทุกขณะจิตนาน ๆ จิตก็จะเป็นสมาธินาน เมื่อมีสมาธิแล้วปัญญาก็จะเกิดขึ้นเอง

4. สติ-สมาธิ-ปัญญา ต่างกันอย่างไร
    สติ คือการรู้ตัวเสมอ
    สมาธิ คือการสำรวมใจให้แน่วแน่ การมีจิตเพ่งเล็ง แน่วแน่ อยู่ในสิ่งหนื่งสิ่งใดโดยเฉพาะ เป็นการทำให้จิตหยุดนิ่งอยู่ในอารมณ์อย่างเดียว
    ปัญญา คือความรู้ ความรู้จะเกิดต่อเมื่อจิตมีสมาธิเสียก่อน
    สติ เป็นจุดเริ่มต้น
    สมาธิ เป็นตัวดำเนินการ
5. ประเภทของสมาธิ
    มี 3 ประเภทคือ :
  1. ขณิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วขณะ หมายถึงอาการที่จิตสงบเพียงชั่วขณะระยะเวลาสั้น ๆ
  2. อุปจารสมาธิ คือ สมาธิที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ เกือบถึงสมาธิระดับฌาน
  3. อัปนาสมาธิ คือ สมาธิแน่วแน่ หมายถึงสมาธิระดับฌาน มีพลังสามารถกำจัดนิวรณ์ ออกไปจากใจได้
    สรุปทั้ง 3 ประเภทได้ดังนี้ :
  1. ) สมาธิโดยธรรมชาติ ทุกคนมีสมาธิโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ต่างกันแต่มากหรือน้อยเท่านั้น สมาธิชนิดนี้เป็นสิ่งที่มาโดยธรรมชาติก็จริง แต่มิได้เกิดแก่เราทุกเวลา จะมีก็ต่อเมื่อเราตั้งใจ เอาใจจดจ่อต่อสิ่งที่ทำเฉพาะหน้า เลิกตั้งใจ เลิกใส่ใจเมื่อไร สมาธินี้ก็หายไป

  2. ) สมาธิที่ต้องพัฒนา (ข้อ 2+3) หมายถึงสมาธิที่เกิดจากการปฏิบัติตามกรรมวิธี ซึ่งได้แก่การพัฒนาสมาธิโดยธรรมชาติให้ถูกหลักถูกวิธี ให้มีพลังมากกว่าเดิม เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการงานต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็น พลังคุมกิเลสได้ชั่วคราว จนกระทั่งเป็นฐานของวิปัสสนา กำจัดกิเลสได้โดยสิ้นเชิง
6. ความมุ่งหมายของการสร้างสมาธิ
    มี 4 ประการคือ :
  1. เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ผู้บำเพ็ญสมาธิจนจิตสงบ จะได้รับความสุขทางจิต เป็นความสุขสงบ จิตปราศจากนิวรณ์ทั้ง5 จิตผ่องใสเปี่ยมไปด้วยปิติ ดังพุทธภาษิตบทหนึ่งที่ว่า ความสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบเป็นไม่มี
  2. เพื่อได้ญาณทัศนะ คือการเห็นด้วยญาณหรือการเห็นด้วยปัญญา เป็นการเห็นที่เกิด ขึ้นภายในใจ ไม่ต้องใช้นัยน์ตา ผลของการฝึกจิตจนเป็นสมาธิ จะทำให้เกิดความรู้ พิเศษที่เรียกว่า "ญาณ" เกิดขึ้น
  3. เพื่อเป็นผู้มีสติ ผู้บำเพ็ญสมาธิจะมีความตื่นตัว (สติ) และความรู้ตัว (สัมปชัญญะ) อยู่ตลอดเวลา การรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาจะไม่ทำอะไรผิดพลาดด้วยความพลั้งเผลอหรือ ด้วยความประมาทเลินเล่อ
  4. เพื่อสิ้นอาสวะ (กิเลส) คือหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงโดยใช้องค์ประกอบของสมาธิ ซึ่งเป็นรูปธรรมนามธรรมพิจารณาด้วยปัญญาว่า เป็นลักษณะอย่างไรเรียกว่าเป็น การหลุดพ้นโดยทางเจโตวิมุติ

    จุดมุ่งหมายของการบำเพ็ญสมาธิ 4 อย่างนี้ แล้วแต่บุคคลผู้บำเพ็ญจะต้องการไปให้ถึง จุดหมายข้อใด
7. ประโยชน์ของสมาธิ
    ประโยชน์สูงสุดของพระพุทธศาสนานั้นเรียกว่า วิมุติ หมายถึงความหลุดพ้นจาก ความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งปวง บรรดาความหลุดพ้นนั้นจะต้องผ่านข้อปฏิบัติตามลำดับ ซึ่งเปรียบเหมือนบันได 3 ขั้น คือ ศึล สมาธิ ปัญญา

    ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ละขั้นนั้นส่งผลให้เกิดความหลุดพ้นเป็นขั้น ๆ
    ศีล เป็นเหตุให้ละกิเลส หรือความชั่ว ความเศร้าหมองทางจิตอย่างหยาบ
    สมาธิ เป็นเหตุให้ละกิเลส หรือความชั่ว ความเศร้าหมองทางจิตอย่างกลาง
    ปัญญา เป็นเหตุให้ละกิเลส หรือความชั่ว ความเศร้าหมองทางจิตอย่างละเอียด

    ฉะนั้น สมาธิจึงเป็นเพียงบันไดขั้นที่สองที่จะส่งต่อไปถึงขั้นที่สามคือ ปัญญา แต่ผลจากการปฏิบัติหน้าที่เป็นผลที่เห็นทันตา แยกได้ดังนี้ :

  1. ทำให้จิตใจสบาย มีความผ่องใส และสงบ
  2. เป็นคนว่องไว กระฉับกระเฉง ไม่ซึมเซา
  3. มีความเพียรพยายาม มีความแน่วแน่
  4. มีประสิทธิภาพในการทำงาน เพราะการทำงานย่อมอาศัยสมาธิ
ประโยชน์ในการพัฒนาบุคคลิกภาพ
  1. มีความเข้มแข็ง หนักแน่น มั่นคงทั้งทางกายและจิตใจ
  2. มีสุขภาพจิตดี
  3. ทำให้สุขภาพร่างกายดี รักษาโรคบางอย่างได้ เช่น โรคคิดมาก นอนไม่หลับ หวาดกลัว ความดัน ฯลฯ

    บรรยายธรรมโดย
    พระพิสาลพัฒนาทร (พระมหาถาวร จิตตถาวโร)
    มูลนิธิถาวรจิตตถาวโร - วงศ์มาลัย

    วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร
    เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร


    [Home] [Favorite Sites] [Thongsuk Goldshop] [About Me] [Thai GeoSites] [GuestBook] [Meditation(English)]



    Hosted by www.Geocities.ws

    1