MPA16_bangkok
"การมอบอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน " ::
โดย MPA16_bangkok

" การมอบอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน "- - - - ->>

การมอบอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในขณะที่งานภาครัฐได้ขยายตัวมากขึ้น และดูเหมือนว่ายิ่งห่างไกลออกจากประชาชนมากขึ้น ความท้าทายในการหาวิธีที่จะทำให้การบริการในภาครัฐเปิดเผยและสามารถเข้าถึงได้ก็ทำได้ยากมากขึ้น ในช่วงสองถึงสามทศวรรษที่ผ่านมา หน่วยงานหลายแห่งได้พยายามคิดค้นหาวิธีการต่าง ๆ ในการตอบสนองความท้าทายนี้เพื่อที่จะให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนในการกำหนดนโยบายร่วมกับผู้บริหารภาครัฐมากขึ้น โดยเริ่มจากการให้ประชาชนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นโดยการเสนอแนะในการออกกฎระเบียบต่าง ๆ ไปจนถึงการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับกลุ่มประชาชนที่เข้ามามีส่วนในการดำเนินการออกกฎหมายที่มีความซับซ้อน

ความพยายามในการรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนไปประกอบการกำหนดนโยบายของหน่วยงานได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นแค่เพียงสิ่งที่จะไม่ถูกโจมตีของฝ่ายค้านเท่านั้น การมอบอำนาจที่แท้จริงประชาชนจะต้องได้รับโอกาสมากกว่าการได้แสดงความคิดเห็นของพวกเขาออกมา การมอบอำนาจให้กับประชาชนจะต้องเน้นการเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งหมายถึงการมีส่วนร่วมนั้นเป็นวิธีการที่สามารถก่อให้เกิดอิทธิพลอย่างใดอย่างหนึ่งได้ กล่าวคือ การมีส่วนร่วมไม่ใช่เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์หรือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการของความร่วมมือ

ในบทนี้เราจะประเมินความพยายามในการนำประชาชนเข้ามามีส่วนในการกำหนดนโยบายในการบริหารเมื่อไม่นานมานี้ จุดเริ่มต้นประการหนึ่งคือการพยายามดูว่าระบบการจูงใจที่จะเป็นแนวทางให้กับผู้บริหารนั้นเหมาะสมกับแผนการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมหรือไม่ อะไรคือเหตุผลที่อาจทำให้ผู้บริหารคัดค้านการมีส่วนร่วมของประชาชน? ภายใต้เงื่อนไขอย่างไรพวกเขาจึงจะพอใจ? จากนั้นจะตั้งคำถามดูว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยผ่านกลุ่มล็อบบี้จะดีกว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงหรือไม่ และประการสุดท้ายจะได้พิจารณาโอกาสในการปรับปรุงการมีส่าวนร่วมของประชาชนให้ดีขึ้น มีขั้นตอนอะไรบ้างที่จะช่วยเพิ่มบทบาทของประชาชนในการกำหนดนโยบายในหน่วยงานราชการ?

พฤติกรรมของหน่วยงานราชการกับการมีส่วนร่วมของประชาชน
เมื่อนึกถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน เรามักจะนึกถึงการมีส่วนร่วมในบริบทของการเลือกตั้งในทางการเมือง เรามักจะนึกถึงการที่ประชาชนตัดสินใจว่าจะเลือกใครมาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ไม่ค่อยจะคิดถึงบทบาทที่ประชาชนควรมีหรือทำในด้านอื่นในภาครัฐ อย่างไรก็ตาม เมื่อหลายปีที่ผ่านมาหลังจากที่ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐมากขึ้น ได้ทำให้นักวิชาการและผู้บริหารต่างพยายามคิดค้นหาวิธีการที่จะทำให้งานภาครัฐสามารถตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการมากขึ้น โดยการเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของหน่วยงานมากขึ้น

การพัฒนาแนวความคิดที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำหน้าที่กับหน่วยงานของรัฐยังคงเป็นสิ่งที่ใหม่ สำหรับหน่วยงานแบบราชการแล้ววิธีการนี้เน้นการขยายการเข้ามามีส่วนร่วมของกลุ่มที่หลากหลายตามแบบประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งนักรัฐศาสตร์แนวพหุนิยมได้กล่าวอ้างมานานแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตยนั้นจะได้รับความสำเร็จอย่างดีก็โดยผ่านการล๊อบบี้สภาสูงจากกลุ่มผู้สนับสนุนที่เป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในประเทศ พร้อมกันนี้ สาขาวิชาการทางด้านการบริหารงานภาครัฐก็เริ่มที่จะตั้งคำถามกับสมมติฐานเกี่ยวกับการมีประสิทธิภาพของตัวแบบที่ส่งจากบนสู่ล่าง ในการตอบสนองต่อการบริหาร นักวิชาการเริ่มเรียกร้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกรอบแนวคิดทางทฤษฎีแบบดั้งเดิม ซึ่งต่อมาได้ถือว่าเป็นการบริหารงานภาครัฐแนวใหม่

บางทีสิ่งที่ท้าทายที่สุดต่อการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมนั้นเป็นผลมาจากการยอมรับในความตึงเครียดระหว่างการมอบอำนาจให้กับประชาชน และการให้อำนาจในการบริหาร การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานหลายแห่งถูกกล่าวถึงในแง่ของการมีความกระตือรือร้นด้วย ขณะเดียวกันการต่อต้านจากผู้บริหารในการมีส่วนร่วมของประชาชนก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีอยู่ทั่วไปในการอธิบายถึงความล้มเหลวของการมีส่วนร่วมของประชาชน Kweit และ Kweit อ้างว่า หน่วยงานในการบริหารของทางราชการทั้งหมดได้สร้างบรรทัดฐานการปฏิบัติของราชการขึ้นมา ซึ่งจะขัดแย้งกับบรรทัดฐานของการมีส่วนร่วม โดยได้ยกตัวอย่างบรรทัดฐานเกี่ยวกับการมุ่งความมีประสิทธิภาพที่ทำให้ผู้บริหารต้องแสวงหาวิธีการที่ดำเนินการให้งานที่ทำประสบความสำเร็จ โดยความรวดเร็วที่สุดและถูกที่สุด ขณะที่การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทางการบริหาร ซึ่งจะทำให้กระบวนการต้องใช้เวลามากขึ้น และไม่สอดคล้องกับการมุ่งสู่ความมีประสิทธิภาพ

จากความไม่สอดคล้องกันของบรรทัดฐานราชการกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้ผู้บริหารต้องหาวิธีต่าง ๆ ในการดำเนินการกับการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือแสดงให้เห็นว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพต่ำและมีค่าใช้จ่ายสูงในระยะยาว หรือกาหาวิธีที่ทำให้ดูเหมือนว่าประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วมนั้นมีอิทธิพลต่อการทำงานของหน่วยงานของรัฐ ในขณะที่พฤติกรรมของหน่วยงานราชการไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง วีการดังกล่าวนี้รวมถึงการเปิดกว้างให้ประชาชนเข้าพบ หรือการทำประชาพิจารณ์ ตลอดจนการมีคณะกรรมการที่ปรึกษาจากภาคประชาชน ดังนั้นจึงดูเหมือนว่ามีสิ่งขัดขวางที่สำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน

อย่างไรก็ตามมีสิ่งแสดงให้เห็นว่าเมื่อใดที่ผู้บริหารยอมรับการมีส่วนร่วมของประชาชน การมีส่วนร่วมนั้นแสดงให้เห็นถึงการเป็นทั้งตัวแทนของประชาชนและการตอบสนองความต้องการของประชาชน กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือการมอบอำนาจให้กับประชาชนนั้น อย่างน้อย ๆ จะมีส่วนที่ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริหารที่จะให้อำนาจพวกเขา สิ่งที่ท้าทายก็คือการค้นหาว่าภายใต้เงื่อนไขอะไรที่ผู้บริหารจะยอมรับสิ่งนี้ได้

แนวคิดที่ถือว่าการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจะทำให้มีประสิทธิภาพขึ้นนั้น ยังคงเป็นเพียงประเด็นที่........ (อ่านไม่ออก) การศึกษาเกี่ยวกับการมีประสิทธิภาพของการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นความพยายามในการดูโครงสร้างของแผนการที่.........เป็นหลัก อย่างเช่นแผนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ถือว่ามีประสิทธิภาพมากเมื่อมีการเปิดโอกาสให้มีการคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วม โดยผ่านกระบวนการซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ในด้านต่าง ๆ นอกจากนี้การมีส่วนร่วมควรจะอยู่ในขั้นตอนแรก ๆ ของการตัดสินใจไม่ใช่ภายหลังการที่ได้มีการตัดสินใจแล้ว หรือในกรณีของการทำประชาพิจารณ์ก็ควรเป็นการมีส่วนร่วมตั้งแต่ในระยะแรกของการจัดทำ เพื่อให้สามารถมีส่วนร่วมในการใส่ข้อมูลต่าง ๆ เข้าไปได้

กลุ่มประชาชนและรัฐบาล
เนื่องจากผู้บริหารมักจะไม่ค่อยเต็มใจที่จะจัดให้มีแผนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นประชาชนที่ต้องการมีอิทธิพลต่อหน่วยงานของรัฐจึงมักจะใช้วิธีการแบบเดิมโดยใช้การล๊อบบี้กับฝ่ายบริหาร ด้วยเหตุนี้ในการเพิ่มอำนาจให้กับพวกเขา ประชาชนจะต้องเข้าหาผู้บริหาร และขอร้องให้เขารับฟังเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของพวกเขาโดยการ ล๊อบบี้ ประชาชนจะต้องมีการจัดการที่ดี และมีเงินทุนเพียงพอ ปัญหาในการจัดกลุ่มล๊อบบี้เพื่อให้สามารถแข่งขันเป็นกลุ่มทางธุรกิจ ได้นำไปสู่การเรียกร้องให้มีแผนการมีส่วนร่วมของประชาชน

แม้ว่าจะมีความยุ่งยากที่กลุ่มประชาชนต้องเผชิญเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจและกลุ่มอื่น ๆ แต่ 25 ปีที่ผ่านมาก็ได้มีกลุ่มประเภทนี้เกิดขึ้นมากมาย จริง ๆ แล้วการเติบโตของกลุ่มประชาชนผู้สนับสนุนมีส่วนช่วยในการกระตุ้นให้เกิดการล๊อบบี้ทางธุรกิจมากขึ้น ซึ่งในระดับชาติจะมีสำนักงานต่าง ๆ จัดตั้งสำนักงานใหญ่เป็นหน่วยงานในการล๊อบบี้ในกรุงวอชิงตันดีซี การเคลื่อนไหวไปสู่การใช้วิธีการล๊อบบี้มากขึ้นนี้จะมีส่วนทำให้กลุ่มประชาชนมีอิทธิพลต่อรัฐบาล หรือมีส่วนทำให้กลุ่มธุรกิจหรือกลุ่มอื่น ๆ ใช้ความพยายามในการทุ่มเททรัพยากรไปสนับสนุนการเมืองหรือไม่? ยังไม่มีวิธีที่จะ…….การเพิ่มขึ้นของอิทธิพล และกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ได้ แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่านโยบายหลายอย่างที่การล๊อบบี้ของประชาชนมีผลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลอย่างมาก

การเพิ่มขึ้นของกลุ่มประชาชนได้เพิ่มคำถามที่สำคัญ 2 ประการ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสนใจในที่นี้คือ ประการแรก การเคลื่อนไหวนี้ได้นำพวกเราไปสู่สภาพของการเป็นประชาธิปไตยแบบหลากหลายที่แท้จริงหรือไม่? ประการที่สอง วิธีนี้เป็นการมอบอำนาจให้กับประชาชนในการกำหนดนโยบายของภาคราชการที่มีประสิทธิภาพหรือไม่? ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้นว่า ประชาธิปไตยแบบพหุนิยมได้รับการยอมรับมาเป็นเวลานานแล้วว่าเป็นรูปแบบของรัฐบาลที่เราต้องการ แล้วเราจะเลิกการสนับสนุนความหลากหลายของประชาธิปไตยโดยผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนในตอนนี้ได้ไหม? เพราะได้มีการขยายกลุ่มของประชาชนที่สามารถดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์เหมือนกันได้แล้ว คำตอบก็คือ มันอาจจะเป็นความผิดพลาดหรือเชื่อว่ากลุ่มประชาชนสามารถทำเช่นนั้นได้ แม้ว่าอาจจะสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบายอย่างกว้าง ๆ ก็ตาม แต่พวกเขาก็ไม่สามารถที่จะล๊อบบี้ในส่วนอื่นของสังคมได้ พวกเขายังเป็นเพียงส่วนน้อยของกลุ่มผลประโยชน์ในชุมชน การสนับสนุนทางการเงินก็มีจำกัดเมื่อเทียบกับกลุ่มธุรกิจ กลุ่มประชาชนจึงถือว่ามีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อยเลย

กลุ่มประชาชนในระดับชาติมีส่วนในการทำให้แต่ละคนมีอำนาจมากขึ้น แต่จะเป็นลักษณะของการเป็นตัวแทนมากกว่าการเข้าไปมีส่วนร่วม ประชาชนจะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าเขาสามารถมีอิทธิพลต่อรัฐบาลโดยการอาศัยบทบาทของกลุ่มในการกำหนดนโยบาย เมื่อกลุ่มของเขามีอิทธิพลสมาชิกของเขาก็จะเกิดความเชื่อถือ เพราะฉะนั้นการเป็นสมาชิกของกลุ่มเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะได้รับมอบอำนาจ

การมุ่งสู่แผนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีประสิทธิภาพ
เพื่อให้การมอบอำนาจประสบความสำเร็จโดยไม่มีการทำให้เกิดความเบี่ยงเบนทางการเมืองขึ้นมาใหม่ จำเป็นจะต้องเข้าใจถึงผลประโยชน์ส่วนรวม แต่อะไรคือผลประโยชน์ของส่วนรวม และจะตัดสินอย่างไรว่าสิ่งไหนคือประโยชน์ส่วนรวมในแต่ละสถานการณ์?

คุณลักษณะอะไรบ้างที่ทำให้แผนการมีส่วนร่วมของประชาชนมีความเข้มแข็ง? จริง ๆ แล้วปัจจัย 4 ประการถือว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความพยายามในการเข้ามามีส่วนร่วมคือ
1. การมากกว่าการมีประสิทธิภาพ ความพยายามในการเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจังจะต้องหาโอกาสในการมุ่งสู่เป้าหมายที่จะให้ประชากรกลุ่มใหญ่เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ถ้ามีจำนวนน้อยก็อาจต้องลงเป็นประกาศในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเพื่อขอทำประชาพิจารณ์ แต่ถ้ามีจำนวนมากให้จัดประชุมในช่วงเย็นหรือวันหยุด ประกาศทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แจกจ่ายแผ่นพับคำอธิบายไปตามที่อยู่อาศัย

2. การเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกัน ความพยายามในการเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน โดยเปิดโอกาสให้กับประชาชนทุกคน อย่างน้อยจะต้องให้มีคณะกรรมการ อย่างมากอาจจะให้มีการเลือกตั้งและการประชุมเพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่ และขอประชามติ ถ้าครอบคลุมพื้นที่กว้างอาจกำหนดโครงสร้างแบบการมีตัวแทน

3. คำนึงถึงผลกระทบจากนโยบายเป็นสำคัญ ความพยายามในการเข้าไปมีส่วนร่วมจะต้องก่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพในด้านการมีผลต่อการกำหนดนโยบายในขั้นตอนสุดท้ายเป็นหลัก อย่างน้อยผู้มีหน้าที่กำหนดนโยบายจะต้องนำเสนอข้อเสนอนั้นต่อประชาชน หรือถ้าทำได้มากกว่านี้ก็อาจให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ระยะแรก จนถึงได้ผลออกมาเป็นนโยบายในที่สุด

4. เป็นนโยบายที่สามารถเป็นกฎหมายได้ การมีส่วนร่วมจะต้องเน้นนโยบายหรือการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะที่เป็นการตอบสนองความพยายามของการเข้าไปมีส่วนร่วมนั้น อย่างน้อยจะต้องเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อมุ่งเป้าหมายบางอย่าง หรือถ้ามากกว่านี้ก็ควรจะเป็นการพยายามที่จะให้มีการกระจายเงินทุนเข้าไปในชุมชนเพื่อการดำเนินการโครงการต่าง ๆ หรือความพยายามในระดับชาติในรูปของหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่ออกข้อบังคับในการควบคุมการก่อสารพิษและการรักษาความสะอาด

นอกจากปัจจัยหลักทั้ง 4 ประการนี้แล้ว จำเป็นจะต้องมีการกำหนดแนวทางในการเข้าไปมีส่วนร่วมให้กับประชากรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ วิธีการเข้าไปมีส่วนร่วมอาจมีตั้งแต่การวางแผนและการกำหนดเป้าหมายและให้การสนับสนุนด้านเงินทุน
รูปแบบอย่างอื่นที่ประสบความสำเร็จในระดับชุมชนจะเริ่มจากการออกไปทำวิจัย รวมถึงการมีโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนแห่งชาติ ซึ่งผู้เขียนบทความนี้ได้มีส่วนร่วมด้วย โดยมีข้อสรุปเบื้องต้นดังนี้

1. จะต้องมีความคิดริเริ่มใหม่ ๆ ในการเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องที่สำคัญ ไม่ใช่ค่อย ๆ ดำเนินการอย่างช้า ๆ ซึ่งปัจจัยที่เป็นโครงสร้างหลักที่สำคัญซึ่งได้จัดทำขึ้นในระยะแรก ๆ ของโครงการเมื่อ 10 - 15 ปีที่ผ่านมายังคงใช้ได้อยู่ในปัจจุบัน

2. การเข้าไปมีส่วนร่วมในพื้นที่เมืองที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเริ่มจากระดับเพื่อนบ้าน อาจจะมีแผนการมีส่วนร่วมของรัฐหลายแห่งที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับพื้นที่หรือคณะกรรมการ

3. ในแผนการที่ประสบความสำเร็จ ความเป็นเพื่อนบ้านจะเป็นพลังที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแบบเป็นทางการ ส่วนใหญ่แล้วรูปแบบที่เป็นทางการจะเป็นการให้คำแนะนำ ไม่ใช่การตัดสินใจ นอกจากนี้ในทางปฏิบัติยังเปิดโอกาสให้คัดค้านในเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้โครงสร้างแบบนี้มีความรอบคอบ

4. การให้เงินทุนช่วยเหลือในการพัฒนาองค์กรของกลุ่มเพื่อนบ้าน และการติดต่อสื่อสารระหว่างองค์กรกับผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำให้ระบบมีความมั่นคงอยู่ได้

5. การกำหนดเวลาและการไหลเวียนของข้อมูลจากเมืองไปสู่กลุ่มเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จของระบบ การมีระบบแจ้งเตือนล่วงหน้ามีส่วนสำคัญในการปรับปรุงประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาการจราจรและสิ่งแวดล้อม

6. การวางแผนที่ครอบคลุมรอบด้านขององค์กรกลุ่มเพื่อนบ้าน จะมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อนำไปเชื่อมโยงกับการบริหารงาน หรือการแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ

7. การมีตัวแทนก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในทุกเมือง จะมีคำถามที่ถามว่าการเลือกตัวแทนขององค์กรกลุ่มเพื่อนบ้านเป็นอย่างไร การกำหนดขอบเขตซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างชัดเจนขององค์กรจะทำให้สามารถพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันได้ เป็นการเปิดเผยให้เห็นถึงกระบวนการที่ถูกต้องชอบธรรมของกลุ่ม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของกลุ่ม เหมือนกับว่าจะสามารถดำรงอยู่ได้หรือไม่ภายใต้ภาวะความกดดัน

8. แม้แต่ในระบบของการมีส่วนร่วมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็ยังไม่สามารถรวบรวมพลังของประชาชนกลุ่มเพื่อนบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพเกี่ยวกับประเด็นที่ครอบคลุมทั้งเมือง และโครงการด้านการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญในระดับทั้งเมือง แม้ยังจะมีปัญหาอยู่บ้างที่ไม่สามารถแก้ไขได้

สรุป
จากการทบทวนผลงานวิจัยและการวิจัยของเราเองที่กำลังดำเนินการอยู่ แสดงให้เห็นว่า แผนการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมนั้นสามารถทำให้เกิดประสิทธิภาพได้ แต่ก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ ผู้บริหารมักจะมองแผนการดังกล่าวว่าเป็นสิ่งกีดขวางความมีประสิทธิภาพของภาครัฐ หรือเป็นเวทีของฝ่ายค้าน โครงสร้างในการสร้างแรงจูงใจไม่ได้เป็นการให้รางวัลกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่ให้มีการนำแผนการทำงานที่มีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมาใช้ ที่จะทำให้ประชาชนมีอิทธิพลที่แท้จริงในกระบวนการกำหนดนโยบาย เจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้งจะทำให้แผนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ยังไม่มีลักษณะของการเป็นสถาบันในหน่วยงานต้องตกไป

การมีส่วนร่วมของประชาชนจะประสบความสำเร็จมากที่สุดเมื่อเป็นการยอมรับของชุมชนโดยทั่วไป เมื่อได้มีการฝังลึกลงในวัฒนธรรมทางการเมืองของเมืองแต่ละแห่ง เช่น St. Paul and Dayton ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของการสร้างแรงจูงใจสำหรับผู้บริหาร และการยกเอาเรื่องค่าใช้จ่ายมาพูดสำหรับนักการเมืองที่ทำให้แผนการอ่อนแอ เมื่อเพื่อนบ้านต้องการปรึกษาเกี่ยวกับแผนงานหรือโครงการที่มีผลกระทบถึงพวกเขา และเมื่อประชาชนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของเมืองปรารถนาที่จะรับฟังและต้องการเจรจาต่อรองกับพวกเขา

ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายที่จะบอกถึงแนวทางที่จะนำไปสู่การเป็นสถาบันที่มีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ต้องได้รับการยอมรับจากนักบริหารซึ่งนำโดยหัวหน้าหน่วยงานที่มีวิสัยทัศน์ และหัวหน้าที่ได้รับการเลือกตั้งที่ยืนยันและพร้อมจะให้การสนับสนุนแผนการเหล่านี้ต่อไปอีกเป็นเวลาหลายปี และเรายังคงในด้านดีที่จะพยายามในการสร้างแผนการมีส่วนร่วมของประชาชน เมื่อเราต้องการหาวิธีที่จะส่งเสริมกระบวนการทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าแผนการมีส่วนร่วมของประชาชนจะมีส่วนช่วยสนับสนุนวิธีการ......................การมีส่วนร่วมของประชาชนมีศักยภาพ.......ประชาธิปไตยในอุดมคติมากกว่าการที่เขาจะก้าวไปโดยผ่านการเลือกตั้งและการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว





>> กลับไปหน้าเดิมค่ะ...:)

| HOME | WEBBORD | SIGN GUESTBOOK | VIEW GUESTBOOK |

© 2002 "NIDA16_bangkok" Created and Published by NIDA16_bangkok All rights reserved.
 
Hosted by www.Geocities.ws

1