MPA16_bangkok
"Challenges Confronting Public Administration " ::
โดย MPA16_bangkok

"Challenges Confronting Public Administration"- - - - ->>

Challenges Confronting Public Administration

ความท้าทายต่อการเผชิญกับผู้บริหารภาครัฐ (Challenges Confronting Public Administration)

นวนิยายต้นศตวรรษ ที่ 20 (House, 1912) เกิดขึ้นในระหว่าง ค.ศ. 1920 อธิบายถึงชีวิตของบัณฑิตWest Point ที่มีอุดมคติที่ถูกรังเกียจ โดยการหาประโยชน์จากผู้ที่อ่อนแอกว่า โดยคนที่มีสรีระและจิตใจที่แข็งแรงกว่า หนุ่มเจ้าอุดมคตินำกองทัพต่อต้านกองทัพของรัฐบาลในสงครามกลางเมือง (Civil War) และได้รับชัยชนะในสนามรบเอลม่า ( Battle of Elma) พื้นที่ที่อยู่เหนือรัฐนิวยอร์ก หลังจากชัยชนะของเขาไม่นานนัก นายพลหนุ่มผู้นี้ได้นำทหารเข้าสู่กรุงวอชิงตัน ได้รับการยอมรับโดยการยอมจำนนของประธานาธิบดี และประกาศตนเองเป็นผู้ปกครองของสาธารณรัฐ ต่อมาผู้ปกครองแนะนำชุดของการปฏิรูปที่เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของรัฐบาลอเมริกัน และทำให้เกิดการตอบสนองต่อเจตนารมณ์ของประชาชน ภาษีมีอัตราก้าวหน้าขึ้น การลงคะแนนเลือกตั้งถูกทำให้สั้นลงและคนจนได้รับการรับประกันการจ้างงานโดยรัฐบาล ชื่อของหนังสือนวนิยายเรื่องนี้คืออะไร ฟิลิป ดรู : ผู้ปกครอง (Philip Dru : Administrator)

เวลาเปลี่ยน นิยายของ ฟิลิป ดรู ไม่ได้เป็นโครงเรื่องสำหรับนิยายขายดีในปัจจุบัน ผู้บริหารภาครัฐแทบจะไม่ได้เป็นแบบของฮีโร่ในนวนิยายปัจจุบัน และมักจะถูกอธิบายว่าเป็นร่างเงาที่มีการใช้อำนาจที่เหมือนกับนักปกครองในนวนิยายของฟิลิป ดรู แต่ขาดความถูกต้องตามกฎหมายในการปฏิบัติงาน

แต่บางสิ่งไม่เปลี่ยน ผู้บริหารภาครัฐยังคงปักหลักอยู่ ในหนึ่งในช่องทางความต้องการที่มากที่สุดในชีวิตของชาวอเมริกัน พวกเขาไม่ได้ถูกต้องการให้สร้างระบบรัฐบาลจากการไม่มีอะไรเลย แต่ถูกคาดหวังให้สนับสนุนการทำงานของระบบรัฐบาลที่ซับซ้อนที่สุดในโลก อะไรคือความท้าทายที่ผู้บริหารภาครัฐในปัจจุบันเผชิญอยู่ ? ในส่วนที่ 1 ของหนังสือเล่มนี้จะบอกความท้าทายที่เฉพาะเจาะจงที่ผู้บริหารภาครัฐต้องเผชิญ เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงที่ระดับที่แตกต่างของรัฐบาล และขอบเขตทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และความเป็นสากลบทนี้ บอกลักษณะบางอย่างของความท้าทายที่จะอภิปรายทั้งในส่วนที่ 1 และส่วนที่เหลือของหนังสือเล่มนี้

ขอบเขตทั้ง 5 ข้อ อธิบายความท้าทายของภาคประชาชน ดังต่อไปนี้
1. การรักษาคำสั่งของรัฐธรรมนูญ
2. การประสบความสำเร็จในด้านเทคนิค
3. เผชิญกับความคาดหวังภาคประชาชน
4. การบริหารจัดการ ความซับซ้อน ความไม่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลง และ
5. การประพฤติ/ปฏิบัติด้วยความมีจริยธรรม

สิ่งที่กล่าวมาไม่ได้อ้างว่าจะใช้กับผู้บริหารภาครัฐได้ตลอดเวลา แต่ผู้เขียนเชื่อว่ามันจะทำให้หลายคนเกิดความตระหนัก และมีความต้องการที่จะมีอาชีพในด้านการให้บริการแก่ภาคประชาชน

การรักษาคำสั่ง.....รัฐธรรมนูญ (Maintaining Constitutional Order)

ความมีชื่อเสียงของรัฐบาลอเมริกัน คือ การทำตามรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุดเพื่อความเหมาะสมของการปฏิบัติงานของภาครัฐบาล และเอกชน แม้ว่าบทบัญญัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นศูนย์กลางของการบริหารภาครัฐของชาวอเมริกัน รัฐธรรมนูญนำเสนอข้อแนะนำที่ตรงไปตรงมาเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับบทบาทของการบริหารภาครัฐ และผู้บริหารภาครัฐ ที่ วาลโด้ (Waldo) (1980, หน้า 66) ให้ข้อสังเกตว่า "รัฐธรรมนูญไม่ได้ใส่ความหมายของการบริหาร และการจัดการ" และเป็นที่ประจักษ์ว่าผู้วางกรอบรัฐธรรมนูญ "ไม่ได้เล็งเห็นกลไกของรัฐ ที่มีขนาดใหญ่ หลากหลาย และซับซ้อน เช่นในปัจจุบัน"

ทั้ง ๆ ที่ขาดความจำกัดความของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผู้ก่อตั้งรัฐเป็นเจ้าของทัศนะ เกี่ยวกับบทบาทการบริหารในรัฐบาลอเมริกัน โรร์ (1986, หน้า 1) เขียนไว้ว่า " คำว่าการบริหาร และคำที่มีรากศัพท์เดียวกัน ปรากฏถึง 124 ครั้ง ในหนังสือ The Federalists Papers มากกว่าปรากฏในสภาคองเกรส ประธานาธิบดี และศาลฎีกาสูงสุด" โรร์โต้แย้งอย่างมีเหตุผลว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติเรื่องการบริหารงานของรัฐ ไม่ใช่ภาษาของรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการโต้แย้งระหว่างผู้ที่นิยมรัฐ และผู้ที่ต่อต้านรัฐ

ถึงแม้ว่าเราจะเห็นด้วยกับโรร์หรือไม่ก็ตาม รัฐธรรมนูญของอเมริกันทำให้ผู้บริหารภาครัฐต้องทำตามบทบัญญัติ และข้อกำหนดต่าง ๆ มากมายเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 Woodrow Wilson (1987, หน้า 201) ซึ่งเป็นอาจารย์ประวัติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ได้เห็นถึงความยากลำบากของการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เขากล่าวว่า การทำตามรัฐธรรมนูญนั้นยากลำบากกว่าการกำหนดรัฐธรรมนูญ รายละเอียดในการบริหารงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างเสมอภาครวดเร็ว และไม่กระทบกระเทือนฝ่ายใดนั้นเป็นปัญหามาก สำหรับผู้บริหาร

ผู้บริหารภาครัฐจะสามารถรับมือกับปัญหาที่ Woodrow Wilson หยิบยกขึ้นมาเมื่อ 100 ปีที่แล้ว อย่างไร ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และความซับซ้อนของสังคมปัจจุบัน คำตอบนี้อยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งประเทศ ที่เล็งเห็นค่านิยมที่มีความสำคัญ เช่น การปรับปรุงรัฐธรรมนูญ เกียรติยศ และการศึกษา (Richardson and Nigro, 1987) ผู้บริหารภาครัฐสามารถทำตามกฎระเบียบของรัฐธรรมนูญ โดยการสนับสนุนการปรับปรุงรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายรวมถึงการแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งเป็นการปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชน พวกเขาต้องได้รับการยอมรับจากประชาชน และยังต้องให้ความรู้แก่ประชาชน เกี่ยวกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การเมือง กฎหมาย และการบริหารงาน ปัจจัยที่เกี่ยวกับการบริหารงานเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ท้าทายแก่ผู้บริหารภาครัฐ

การประสบความสำเร็จในด้านเทคนิค (Achieving Technical Competence)
หนึ่งในความคาดหวังสูงสุดของผู้บริหารภาครัฐ คือ การที่ผู้บริหารมีความสามารถด้านเทคนิค ในการใช้กฎที่ได้รับมอบหมายโดยผู้ที่เหนือกว่าทางการเมือง และทางการบริหารจัดการและโดยพลเมือง ความสามารถด้านเทคนิคเป็นศูนย์กลางของการบริหารจัดการภาครัฐ ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 หนึ่งในวัตถุประสงค์ของบทความที่สำคัญ Woodrow Wilson's (1887) คือ การปรับปรุงเจ้าหน้าที่ของรัฐ การเคลื่อนไหวของผู้บริหารเมือง และการปฏิรูปแบบก้าวหน้าอื่น ๆ ในต้นศตวรรษที่ 20 สะท้อนถึงคำสัญญาของสังคมอเมริกัน ต่อความสามารถทางการเมือง เฉกเช่นเดียวกับว่าเป็นศูนย์กลางของการออกแบบรัฐบาล (Kaufman ,1969)

อย่างไรก็ตาม ความต้องการความสามารถในด้านเทคนิค ไม่ทำให้ผู้บริหารภาครัฐต้องเผชิญกับความท้าทายที่เกิดขึ้นจากความสามารถด้านเทคนิค เช่นเดียวกับที่เกิดกับ ผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจ วิศวกร และนักบัญชี แต่หัวใจหลักของงานของผู้บริการภาครัฐ จะเกี่ยวกับความท้าทายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะว่ารัฐบาลได้แบ่งงานกระจายออกไป ไม่ว่าตลาดจะไม่สามารถทำให้เป็นที่พอใจ หรือลงความเห็นไม่ได้ว่าเหมาะสมกับภาคเอกชน ดังนั้น ความท้าทายของผู้บริหารภาครัฐ คือการทำงานให้บรรลุผลสำร็จ งานนั้นเป็นงานที่ยากและไวต่อความรู้สึก และต้องทำให้เกิดความไว้วางใจต่อหน่วยงานอื่นในสังคม

บ่อยครั้ง มีอุปสรรคใหญ่ ๆ ขัดขวางการทำงานให้บรรลุผล เช่น หลักการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ของการนำไปใช้ของโครงการจัดหางานของรัฐบาลกล6างในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เพรสแมน และวิลดาฟสกี้ (1979) สรุปว่า มีความสงสัยที่ว่ารัฐบาลสามารถประสบความสำเร็จในที่สุด เมื่อใส่ความได้เปรียบที่ไม่น่าเชื่อถือ เทียบกับโครงการระหว่าง8รัฐบาลที่จะต้องต่อสู้ดิ้นรน ไม่ทุกกิจกรรมของรัฐบาลที่ประสบความคาดหวังในระดับต่ำ ในการทำให้ประสบความสำเร็จ แต่อาจจะเป็นที่ประสบการณ์อันน้อยนิดของผู้บริหารภาครัฐ ที่จะถูกถามเรื่องการควบคุมเหนือโครงการต่าง ๆ กับความเป็นไปได้เล็กน้อยที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ

เท่าที่ความท้าทาย คือ การบรรลุระดับของความจำเป็น ของความสามารถด้านเทคนิคเพื่อการบริการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ การประสบความสำเร็จในความท้าทายอันหนึ่ง คือ เป็นการทำให้เกิดความท้าทายอื่น ๆ วิลเบิร์น (1954) สังเกตว่า หลายปีที่ผ่านมา ความเป็นมืออาชีพของบริการภาครัฐมีข้อด้อยของการแยกตัวโดยอัตโนมัติของข้าราชการ จากความชื่นชอบทางการเมือง และการควบคุมทางการเมือง ดังนั้นการรักษาความสมดุลระหว่างการลงความเห็นด้านวิชาชีพ และการควบคุมทางการเมือง เป็นส่วนต่อขยายของความท้าทายของความสามารถด้านเทคนิค

เผชิญกับความคาดหวังภาคประชาชน (Coping with Public Expectations)
แล็ดด์ (1978) นิยามการอนุรักษ์องค์การของอเมริกันและความอิสระของการดำเนินงานด้วยความโน้มเอียง 2 ประการ ได้แก่ เพื่อรักษาการจัดเรียงลำดับองค์กรตามพื้นฐาน และ เพื่อขยายข้อกำหนดรัฐบาลต่อโครงการด้านเศรษฐกิจ และสังคม แบบฉบับของความโน้มเอียงทั้ง 2 ประการ มีความโดดเด่นมากในช่วงจลาจลทางภาษีของรัฐแคลิฟอร์เนียของปี 1978 เบื้องหลังของ Proposition 13 และการลดลงของรายได้ของรัฐที่มากกว่า 7 พันล้านเหรียญสห2รัฐอเมริกา ชาวแคลิฟอร์เนียแสดงออกถึงความคาดหวังว่า บริการภาครัฐจะไม่ลดลง และอาจมีการขยายบริการมากขึ้น

เหตุผลหนึ่งก็คือ บางครั้งแบบฉบับที่ยังคงเป็นปริศนาของการคาดหวังของภาคประชาชน คือปัญหาที่มีความเป็นส่วนตัวสูง ลินด์บลอม (1980) สังเกตว่า ปัญหาภาครัฐไม่ได้เป็นการให้ แต่เป็นการพิจารณาส่วนบุคคลของผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการทางนโยบาย สาธารณะและสื่อมวลชนได้รับการนิยามว่าเป็นเจ้าภาพของสถานการณ์ที่เป็นปัญหา เช่น ที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดูเด็ก โดยปราศจากมาตรฐานการวัดทิศทางและความลึกของปัญหาที่เกิดขึ้น

กู๊ดเซลล์ (1985) เสนอชุดของเหตุผลสำหรับความคาดหวังเกี่ยวกับการบริหารงานภาครัฐของชาวอเมริกัน (ทั้งที่มีแก่นสาร และบางครั้งก็เป็นเรื่องเพ้อฝัน) กู๊ดเซลล์เสนอแนะว่า หนึ่งในเหตุผลหลักสำหรับความคาดหวัง "ที่เป็นไปไม่ได้" ของสาธารณะ คือ ผู้บริหารภาครัฐมักจะถูกถามถึงเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึง ที่ไม่ลงรอยและไม่สอดคล้องกัน อีกปัญหาหนึ่งคือ หน่วยงานภาครัฐส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกตัดสินจากความพยายามในการทำงาน แต่ถูกตัดสินโดยผลที่ได้ทางสังคม จากการปฏิบัติงานของพวกเขา น่าโชคร้ายที่ขอบเขตและความสำคัญของปัญหาสาธารณะ เช่น ความยากจน อาชญากรรม ยาเสพติด โรคเอดส์ เป็นเรื่องใหญ่ที่มีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อย หรือ มันอาจจะเป็นสิ่งที่แทนความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ แต่พลเมืองที่ถูกกระตุ้นโดยวาทศิลป์ และคำสัญญาทางการเมือง และโดยสัญชาติญาณส่วนตัวเกี่ยวกับความก้าวหน้าของมนุษย์ คาดหวังมากขึ้นจากหน่วยงานภาครัฐ และไม่พึงพอใจกับปัญหาที่ควบคุมได้ยาก

วัฒนธรรมเกิดจากความคาดหวังของสาธารนะที่แสดงให้เห็นผู้บริหารรัฐกับข้อสรุปที่ขัดแย้ง ความคาดหวังเปิดเผยให้เห็นถึงตัวกระตุ้นที่เกิดในเวลาเดียวกัน 2 ชุด ได้แก่ สิ่งที่เป็นตัวแทนความเห็นในเชิงบวกในทางอุดมคติและสิ่งที่เป็นตัวแทนของความเห็นในเชิงลบของความไม่เชื่อใจ และข้อจำกัด ตัวกระตุ้นทั้ง 2 ตัวปล่อยให้ผู้บริหารภาครัฐต้องเผชิญกับความจริงอย่างงุ่มง่าม "ผู้บริหารสวมหมวกของหน่วยงานเพื่อสังคม เฉกเช่นเดียวกับหมวกของผู้ที่กระทำผิดเริ่มแรก" (Whorton and Worthley, 1981, p358) ผลพวงของบทสรุปที่ยุ่งเหยิงของวัฒนธรรมการบริหารภาครัฐ สามารถมีได้สองสามรูปแบบได้แก่ การพัฒนาของระบบการป้องกันเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลง การรับรู้ที่ว่ามีการบุกรุกจากผู้ที่อยู่ข้างนอก หรือหน่วยงานอื่นที่ตรงข้าม และการสร้างของธรรมเนียมการดำเนินงานพิเศษ เพื่อ " การทำงานของรัฐบาล"

ผู้บริหารภาครัฐถูกท้าทายเพื่อรักษามุมมองของบทบาทผู้บริหารภาครัฐ พวกเขาจะต้องทะเยอทะยานเพื่อตอบสนองมุมมองของพลเมือง และผู้รับบริการ แม้ว่ามุมมองเหล่านี้ขัดแย้งกันและกัน ในขณะเดียวกันผู้บริหารภาครัฐจะต้องตระหนักว่า สาธารณะต้องการให้พวกเขาเป็นพวกที่ไม่โอ้อวดและมีความยุติธรรม ท้ายสุดผู้บริห2ารภาครัฐจะต้องต่อต้านการปกป้องตำแหน่งที่กำกวมโดยการเสียสละเพื่อสาธารณะ

การจัดการกับความซับซ้อน ความไม่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลง
(Managing Complexity, Uncertainly, and Change
ปัจจุบันการบริหารงานภาครัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา มีการใช้มานาน 2 ศตวรรษของระบบการเมือง มีการออกแบบให้มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เมื่อเราอยู่ในศตวรรษที่ 20 ตอนปลาย ที่ถูกซ้ำเติมโดยเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ และทางสังคม มรดกของผู้นิยม และสนับสนุนการปกครองในรูปแบบของสหรัฐ (Federalist) ยังคงอยู่ รัฐบาลไม่ควรจะมอบความไว้วางใจแก่เจตนาที่ดีของพลเมือง นั่นคือ พลเมืองแสวงหา เพื่อเรียกร้องความสนใจของตนที่เป็นการเห็นแก่ตัวต่อผู้อื่น รัฐบาลของพลเมืองอิสระ ต้องการการออกแบบแบบแผน ที่ปกป้องการถูกควบคุม โดยความสนใจของคนเพียงคนเดียว หรือหลายคน ทั้งนี้ระบบที่เกิดขึ้นอาจถูกขัดขวางโดยระบบทรราช การออกแบบ / การจัดวางของรัฐบาลอเมริกันได้ถูกทำให้แน่ใจว่า ไม่เพียงจะมีความหลากหลายของการเตรียมทางโครงสร้างแล้ว ยังมีความหลากหลายของค่านิยม ความเห็นทางการเมือง และความสนใจ

ทรัพย์สินของหน่วยงานของรัฐบาล แสดงถึงความซับซ้อนซ่อนเงื่อน (โดยเจมส์ เมดิสสัน) ในปี 1982 มีหน่วยงานขอองรัฐบาลจำนวน 82,341 หน่วย ในสหรัฐอเมริกา โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ และมีความหลากหลายที่เกี่ยวพันกัน ซึ่งประกอบไปด้วย รัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลของรัฐทั้ง 50 รัฐ และรัฐบาลท้องถิ่นของเขตการปกครองที่เล็กกว่าระดับรัฐ (counties) 3,041 เขต เขตเมืองจำนวน 16,74 เขต เมืองใหญ่และเมืองจำนวน 19,076 เมืองและเขตการปกครองพิเศษอีกจำนวน 28,588 เขต รัฐจะให้บริการต่างๆ ไล่เรียงจาก การควบคุมน้ำท่วม และการระบายน้ำไปสู่บริการป้องกันไฟไหม้ ไปจนถึงบริการห้องสมุด และโรงพยาบาล รวมทั้งมีเขตโรงเรียนอีก 14,581 เขต (Wright, 1988) เครือข่ายของความสัมพันธ์ระหว่าง และท่ามกลางหน่วยงานของรัฐ นั่นก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล/intergovernmental relations ที่ท้าทายสัญลักษณ์แบบที่ง่ายและคงทน แต่มันถูกอธิบายอย่างหลากหลาย โดยการเปรียบเทียบกับเค้กที่เป็นชิ้นๆ เค้กหินอ่อน รั้วบ้าน และเชือกสั้น หรือปลายแส้

ถ้าความซับซ้อนของโครงสร้างที่ได้รับการถ่ายทอดมา ไม่มีความท้าทายเพียงพอ โครงข่ายของรัฐบาลในปัจจุบันจะถูกขยายโดยองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรจำนวนนับพันๆ ที่เป็นผู้ให้บริการภาครัฐ ในปี 1980 รัฐบาลกลาง รัฐบาลของแต่ละรัฐ และรัฐบาลท้องถิ่น ให้ความสนับสนุนภาค/ หน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไร เป็นเงินทั้งสิ้น 50 พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา (Salamon, 1987) ค่าเฉลี่ยที่มากกว่าร้อยละ 40 ของการใช้จ่ายภาครัฐ ใช้จ่ายไปเพื่อการให้บริการด้านสังคม การจ้างงาน ที่อยู่อาศัย สุขภาพอนามัย และที่เหลือก็ถูกส่งต่อไปให้องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร

มีผู้สังเกตการบางคนโต้แย้งว่า การใช้เพื่อวงกว้างขององค์กร ในภาคที่ 3 ลดศักยภาพการดำเนินงานของรัฐบาล "การบริหารจัดการโดยผู้แทน/administration by proxy" (Hood, 1976) เกิดขึ้นเป็นความสมัครใจทีจะเข้าไปสู่งานบริการที่ไม่เคยทำมาก่อน (งานบริการที่ขาดหายไป)

ปัจจัยที่ซับซ้อนอีกประการหนึ่ง คือการไหลออกโดยธรรมชาติของเศรษฐกิจการเมืองของอเมริกา การดำเนินธุรกิจมีอิทธิพลต่อความถูกต้องของการตัดสินใจ เช่น การปรับราคา การเปิดโรงงาน การจ้างงาน และการไล่ออก ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจขยายวงเหนือไปจากขอบเขตทีกำหนดของธุระกรรมที่ง่ายๆ เพราะรัฐบาลพึ่งพาการดำเนินของธุรกิจ และจะต้องส่งเสริมการดำเนินงานของธุรกิจ ไม่มีสิ่งใดจะอยู่ในตำแหน่งเหนือกว่าธุรกิจ ลินด์บอม (1977, หน้า 175) เขียนไว้ว่า "ธุรกิจเกิดขึ้นเสมือนระบบดำเนินงานทีจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจทอดทิ้งมันได้

ความซับซ้อน คือ ดาบสองคม มันสามารถเสริมกำลังใจ และช่วยรักษาระบบของการปกครอง แต่ความซับซ้อนสามารถจะมีความจุเกินกำลังที่เราจะตอบสนอง หรือรับมือกับมันได้ โมเชอร์ (1980, หน้า 542) เขียนไว้ว่า "บางส่วนของความซับซ้อน คือ ความท้าทาย ทำให้สนุก แต่เป็นไปได้ว่า ความซับซ้อนอาจจะเติบโตเหนือขอบเขตของความคิดที่สุกสว่างที่สุด ฉันสงสัยว่ามันเป็นเช่นนั้นแล้ว" ถ้าความซับซ้อนแสดงถึงความท้าทาย และอุปสรรคต่อความสำเร็จของการบริหารภาครัฐ ดังนั้นการบริหารงานภาครัฐจะต้องเตรียมตัวเพื่อจะตามวิถีกลยุทธ์ที่แตกต่าง วิถีทางหนึ่งก็คือ การใส่ใจในการทำงานในปัญหาที่ซับซ้อน สนับสนุนการแก้ไขปัญหาให้ประสบความสำเร็จ อีกวิถีทางคือ การออกแบบระบบเพื่อปฏิบัติงานแบบร่วมใจกัน เพื่อเอาชนะอุปสรรคของความซับซ้อน และการอนุญาตให้มนุษย์เอาชนะข้อจำกัดส่วนบุคคล ส่วนอีกวิถีทางหนึ่งคือ การตระหนักถึงความไม่ได้ผลของการเข้าแทรกแซง และการเว้นจากการสร้างเป้าหมายที่ไม่เป็นจริง ตัวเลือกที่ยากๆเหล่านี้เป็นส่วนของความท้าทายที่เกิดจากความซับซ้อน

ประพฤติ หรือปฏิบัติด้วยความมีจริยธรรม (Behaving Ethically)
ความคาดหวังต่อพฤติกรรมที่เปี่ยมด้วยจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ เกิดจากการก่อตั้งของสาธารณรัฐ ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐพิจารณาว่าตนเองเป็นเผ่าพันธุ์ที่ดี มีความสามารถของการบริหารงาน

อย่างไรก็ตาม ผู้บิหารภาครัฐในปัจจุบันพบว่า ตนเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความกำกวมในด้านจริยธรรม การสนทนาในเรื่องศีลธรรมกลายเป็นที่นิยมลดลง ความสมบูรณ์แบบของศีลธรรมมีแนวโน้มตกต่ำลง วาลโด้ (1980, หน้า 112) เขียนไว้ว่า "ศตวรรษที่ 21 มีความลำบากในการจำแนกศีลธรรม ว่าจะจำแนกโดยการปฏิบัติของหลักศีลธรรมที่มีความเห็นพ้องต้องกัน หรือโดยความเข้มข้นของความต้องการทางศีลธรรม"

ในขณะเดียวกัน ความต้องการทางศีลธรรมกลายเป็นสิ่งที่สับสนยุ่งเหยิง ผลพวงจากการตัดสินใจในการบริหารจัดการ กลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้น ปัจจุบัน การพิจารณาเรื่องการบริหารจัดการครอบคลุมขอบเขตของสภาพแวดล้อมทางด้านกายภาพ และสังคม จากความสะอาดของอากาศที่เราหายใจไปสู่โอกาสในการปลูกถ่ายอวัยวะไปสู่ความปลอดภัยของชุมชน

หัวใจของความท้าทายด้านจริยธรรมของผู้บริหารภาครัฐ มีคำถามอยู่ 2 ข้อ (Brown, 1986) ได้แก่ คงเป็นตัวแทนของผู้บริหารภาครัฐ ? และ เหตุผลของการกระทำส่วนบุคคลและการปฏิบัติงานขององค์กร รวมทั้งวิถีคิด มีอะไรบ้าง ? เมื่อถามต่อไปก็จะได้คำถามว่า ผู้บริหารภาครัฐเป็นผู้รับใช้ของคนกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งก็คือผู้มีอำนาจการบริหารจัดการเหนือกว่า) หรือเป็นผู้รับใช้ของกลุ่มหลายกลุ่ม (รวมทั้งผู้บัญญัติกฎหมาย และรัฐอิสระ) ? ผู้บริหารควรจะทำงานเพื่อเพิ่มผลลัพธ์ใบเชิงบวก หรือมีบางสิ่งที่บังคับให้ผู้บริหารต้องปฏิบัติตาม ? แน่นอนไม่มีคำตอบง่ายๆ สำหรับคำถามดังกล่าว แต่จากความไม่แน่นอนของคำตอบ ทำให้เกิดความท้าทายสำหรับผู้บริหารภาครัฐ ที่จะตอบสนองอย่างจริงจัง ในเรื่องความจำเป็นของศีลธรรมของกฎระเบียบทางสังคม

บทสรุป (Summary)
ไม่เหมือนกับคอร์รัปชั่น หรือความนิยมชมชอบ ที่ประสบกับผู้บริหารที่ปั้นแต่งเรื่องขึ้นของสาธารณรัฐ (ฟิลิป ดรู /Philip Dru) ไม่มีเรื่องโกหกที่สร้างขึ้นเกี่ยวกับความท้าทายที่ผู้บริหารภาครัฐในปัจจุบันประสบอยู่ ผู้บริหารภาครัฐทุกคนต้องเรียนรู้เพื่อที่รับมือกับความท้าทายทั้ง 5 ประการ ที่กล่าวมาในบทข้างต้น ซึ่งสะท้อนถึงระบบการบริหารจัดการของชาวอเมริกัน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สังคม และ การเปลี่ยนแปลงในระบบสากลที่ครอบคลุมระบบการบริหารจัดการอยู่ ความท้าทายทั้ง 5 ประการ สามารถทำให้เกิดความสับสนวุ่นวาย และทำให้เกิดความสบายใจไปพร้อมๆกัน การบริหารจัดการภาครัฐถูกหยิบยกขึ้นมาพูดเรื่องความท้าทายที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เราหวังว่าการบริหารจัดการภาครัฐจะยังคงดำเนินต่อไปเพื่อเผชิญกับความท้าทายในอนาคตด้วยความสำเร็จ เพราะว่าคุณภาพของชีวิตขององค์กรภาครัฐ และเอกชน ขึ้นอยู่กับความท้าทายเหล่านี้ บทต่อๆไปของตำราเล่มนี้จะกล่าวถึงความท้าทายในรายละเอียดปลีกย่อย และให้ความรู้ผู้บริหารภาครัฐให้มองเห็น ตลอดจนการรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้น





>> กลับไปหน้าเดิมค่ะ...:)

| HOME | WEBBORD | SIGN GUESTBOOK | VIEW GUESTBOOK |

© 2002 "NIDA16_bangkok" Created and Published by NIDA16_bangkok All rights reserved.
 
Hosted by www.Geocities.ws

1