MPA16_bangkok
"Translation (Public Choice :p 120-127) " ::
โดย MPA16_bangkok
"ระบบราชการ, ประชาธิปไตย และการตลาดในการบริหารรัฐกิจ!"
- - - - ->>
ระบบราชการ, ประชาธิปไตย และการตลาดในการบริหารรัฐกิจ (หน้า 120 - 127)
การบริหารรัฐกิจมักต้องพบกับความตึงเครียดในการสื่อค่านิยม และอธิบายค่านิยมอย่างลึกซึ้ง ทางหนึ่งก็ต้องจัดหากลไกที่มีเหตุผล ยอมรับได้ทั่วไป อีกทางก็ต้องเปิดกว้างและตอบสนองความกดดัน และความต้องการอันหลากหลาย รวมทั้งให้นิยามที่จะเติมเต็มความต้องการเหล่านี้
Douglas Yates แบ่งค่านิยมที่เป็นรูปแบบโดยรวมของการบริหารรัฐกิจใน USA เป็น 2 ลักษณะ คือ การบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ และพหุนิยมประชาธิปไตย อย่างแรกเน้นการควบคุมจากส่วนกลาง และการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพขององค์การภาครัฐ ส่วนอย่างหลังเน้นเรื่องการตอบสนองการบริหารรัฐกิจ และบทบาทของนโยบายต่อองค์การภาครัฐ โดยใช้วิธีกระจายอำนาจไปในส่วนต่าง และเปิดกว้างต่อการเข้ามาร่วมใช้บริการ ซึ่งทั้ง 2 ลักษณะมีวิธีจัดการกับปัญหา ที่มีความขัดแย้งกับลักษณะการบริหารกิจกรรมรัฐในเชิงการตลาด
ในการเปรียบเทียบระหว่างรูปแบบระบบราชการ, พหุนิยมประชาธิปไตย และการตลาด เราสามารถบอกถึงความแตกต่าง และลักษณะเด่นของกลไกของแต่ละรูปแบบ กล่าวคือรูปแบบระบบราชการ (Bureaucracy) สำหรับการบริหารรัฐกิจจะถือว่าความมีประสิทธิผล และประสิทธิภาพของงาน, และการให้บริการ รวมทั้งการปฏิบัติต่อประชาชนเป็นคุณสมบัติแรก และสำคัญที่สุดที่ต้องมี ส่วนกลไกที่จะทำให้สำเร็จตามคุณสมบัติเหล่านั้น ก็คือการที่จะต้องมีการควบคุมอย่างเป็นทางการ การรวบอำนาจเข้ามาสู่ศูนย์กลาง การที่จะต้องทำให้รูปแบบของการบริการโดยรวมเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ในขณะที่พหุนิยมประชาธิปไตย (Pluralist Democracy) จะมีลักษณะที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เพราะหัวใจของการบริหารอยู่ที่ความรับผิดชอบต่อความต้องการที่หลาหลายของสังคม รัฐกิจที่มีรูปแบบลักษณะนี้จะถูกแบ่งย่อยให้มีความหลากหลาย เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในสังคมได้ ส่วนกลไกที่จะผลักดันทำให้การบริหารองค์การประสบความสำเร็จคือ องค์นั่นๆ ต้องมีความเป็นเอกเทศ (ในแง่ของการบริหาร และการปฏิบัติการ) การกระจายอำนาจเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ส่วนลักษณะการบริหารรัฐกิจเชิงตลาด (Market like) นั้น จะมีทั้งความเหมือนและความต่างกับทั้ง 2 ลักษณะข้างต้น คือ จะให้ความสำคัญกับความมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ซึ่งจะเหมือนกับระบบราชการ แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการที่จะต้องมีสินค้าและบริการที่หลากหลายสำหรับผู้บริโภค ซึ่งเหมือนกับพหุนิยมประชาธิปไตย แต่คงยังมีความต่างตรงที่ความรู้สึกรับผิดชอบต่อประชาชน/ ผู้บริโภค ในเชิงการตลาดจะมุ่งเน้นที่จะตอบสนองความต้องการของปัจเจกบุคคล ในขณะที่พหุนิยมประชาธิปไตยมีจุดประสงค์สำหรับประชาชนในองค์รวม ส่วนกลไกหลักของการตลาดคือการสร้างบรรยากาศการแข่งขันสำหรับผู้ผลิต และผู้จัดหาบริการ ซึ่งจุดนี้จะต่างจากระบบราชการ แต่จะเหมือนพหุนิยมประชาธิปไตย
- 1/4 - นอกจากนั้น เรายังสามารถแยกความแตกต่างของทั้ง 3 ลักษณะนี้ได้จากการดูถึงความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมือง และการบริหาร ในระบบราชการนั้น รัฐกิจจะถือว่าเป็นเครื่องมือ (Instruments) ที่ดำเนินไปตามนโยบายของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ในขณะที่พหุนิยมประชาธิปไตยมีความคลุมเครือของหน้าที่ระหว่างการเมืองกับการบริหารมากกว่า กิจการภาครัฐไม่ได้เป็นเพียงแต่เครื่องมือที่สนองต่อนโยบายของฝ่ายการเมือง แต่ยังกำหนดนโยบายในการดำเนินงานสำหรับตัวเองอีกด้วย ส่วนด้านการตลาดไม่ได้ให้ความสำคัญต่อความแตกต่างระหว่างการเมืองกับการบริหาร เท่ากับความแตกต่างระหว่างการเตรียมความพร้อมกับการผลิตสินค้า กล่าวคือ ถ้ารัฐบาลบริหารแบบเชิงตลาดแล้ว รัฐบาลนั้นคือผู้เตรียมความพร้อม แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิตเสมอไป ดังนั้น จึงเห็นได้ชัดเจนว่าการบริหารเชิงการตลาดนี้ให้ความสำคัญกับการทำสัญญาระหว่างผู้ผลิต และผู้กำหนดนโยบาย
ในอีกมุมมองหนึ่ง บทบาททางด้านการกำหนดนโยบายของการบริหารเชิงการตลาดจะอยู่ในมือของประชาชน หรือผู้บริโภค คือประชาชนมีสิทธิ์เลือกผู้ผลิต รวมทั้งชนิดของสินค้าและบริการ เช่น ประชาชนสามารถเลือกที่เรียนที่โรงเรียนระดับประถม และมัธยมศึกษาที่ใดก็ได้
ในรูปแบบของระบบราชการ การควบคุมจะออกมา จากระบบภายใน มีสายงานบังคับบัญชาตามลำดับชั้น และกลไกการตอบสนองที่เกี่ยวข้อง โดยผ่านนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง การแต่งตั้ง และกระบวนการเลื่อนชั้น ซึ่งจะสำเร็จได้โดยการวางแผนการเงิน งบประมาณ การจัดการทรัพยากรบุคคลภายใต้การดูแลของผู้บังคับบัญชาระดับหัวหน้าฝ่าย
ส่วนพหุนิยมประชาธิปไตย การควบคุมดูเหมือนไม่มีความสำคัญมากเท่ากับของระบบราชการ เพราะมองเห็นว่าการบริหารตามลำดับชั้นบังคับบัญชา จะเป็นการกีดกั้นความเป็นเอกเทศ ความเป็นอิสระในการปฏิบัติงาน และไม่สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้
สำหรับการบริหารเชิงการตลาด มีการบริหารที่แตกต่างออกไป คือในทางหนึ่งก็จะพยายามควบคุมไม่ให้มีระบบราชการ ส่วนอีกทางหนึ่งก็จะพึ่งพาวิธีจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถควบคุมพฤติกรรมของผู้จัดหาบริการ และผลิต โดยการบีบให้มาการแข่งขันระหว่างกัน
นอกจากนี้ ในระบบราชการ งานบริหารจะถูกตรวจสอบโดยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง มิใช่โดยตรงจากประชาชน แต่จะเป็นในทางอ้อม (เ ประชาชนเลือก สส. - กำหนดนโยบาย - ทำหน้าที่ตรวจสอบ) ส่วนในรูปแบบพหุนิยมจะถูกตรวจสอบโดยกลุ่มคนที่การได้รับการบริการจากกิจการภาครัฐที่มีการบริหารในลักษณะนี้ การถูกตรวจสอบจะถูกกระทำได้โดยกลุ่มคนเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องต่อการกำหนดนโยบาย และสุดท้ายในการบริหารเชิงตลาด จะถูกตรวจสอบโดยฝ่ายการเมืองในฐานะที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย และประชาชนในฐานะที่เป็นผู้บริโภค
- 2/4 - ุ สรุป :
ท ภายใต้รูปแบบระบบราชการ การบริหารรัฐกิจ มุ่งเน้นความมีประสิทธิผล และประสิทธิภาพ การใช้เทคนิคความสามารถ มีการตอบสนองต่อนักการเมือง และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งในระดับสูง มีความเสมอภาคของการให้บริการประชาชนส่วนรวม ไม่มุ่งเน้นที่ปัจเจกบุคคล
ท พหุนิยมประชาธิปไตย มีความรับผิดชอบและตอบสนองต่อความต้องการอันหลากหลายของกลุ่มผลประโยชน์ เปิดกว้าง เข้าถึงได้ มีความยืดหยุ่น หลากหลาย ต่อรอง และสามารถประนีประนอมได้
ท การบริหารเชิงการตลาด มีความเป็นกลาง ใช้เทคนิคความสามารถ มีความรับผิดชอบ และตอบสนองต่อฝ่ายการเมืองและประชาชน ส่งเสริมให้มีการแข่งขันระหว่างผู้ผลิต/ ผู้จัดหาสินค้าและบริการ มีความยืดหยุ่น และความหลากหลาย
ท หนทางในการนำการแปรรูปภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนไปปฏิบัติ
เมื่อพูดถึงการแปรรูปภาครัฐไปสู่เอกชน มีวิธีการปฏิบัติที่หลากหลาย อย่างแรก คือมีการ คาดคะเนมากกว่าการนำไปปฏิบัติ เช่น เมื่อกิจการภาครัฐประสบปัญหาด้านงบประมาณที่จำกัด โครงการต่างๆ ถูกลดจำนวน และยกเลิก จึงมีการนำการจัดการเชิงตลาดเข้ามาช่วยการในกำหนดบรรทัดฐาน เพื่อให้สามารถเลือกสรรกิจกรรมที่สมควรดำเนินการต่อ ยิ่งไปกว่านั้น การลดจำนวนของโครงการต่างๆ ลง รวมทั้งการเปลี่ยนระบบบริหารการเงินใหม่ กระบวนการแปรรูปก็ยังสามารถที่จะเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน/ รัฐวิสาหกิจที่จะมีส่วนช่วยในการบริการ เช่น มหาวิทยาลัยของรัฐเริ่มที่จะทำสัญญากับบริษัทรักษาความสะอาด และบริษัทที่เกี่ยวกับโภชนาการ, หรืออย่างเช่น กระทรวงศึกษาธิการเห็นว่าควรยกเลิกวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น และจัดให้มีสาขาที่มหาวิทยาลัยเอกชนในเมืองแทน
ผลของการแปรรูปภาครัฐ ที่ลดการให้บริการ โดยเพิ่มการทำสัญญาระหว่างบริษัทเอกชน, เพิ่ม ค่าธรรมเนียมของผู้ใช้บริการ จะนำไปสู่วิธีปฏิบัติที่หลากหลายในด้านของการบริหารงานภาครัฐ ซึ่งหมายถึงบทบาทของการบริหารงานภาครัฐจะลดลง และส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงในการบริหารองค์การมากขึ้น ผู้จัดการจะต้องปรับตัวเพื่อที่จะลด และเปลี่ยนแปลงหน้าที่ความรับผิดชอบ รวมทั้งเปลี่ยนแปลงความคิดและการปฏิบัติไปสู่ลักษณะของความเติบโตอย่างสม่ำเสมอของงบประมาณ และการขยายของกิจกรรมต่างๆ พวกเขาจะต้องรับมือกับปัญหาเรื่องกำลังใจของเจ้าหน้าที่ และแรงจูงใจในสภาพแวดล้อมที่จะท้าทายคุณค่าของการบริการภาครัฐ โดยจะต้องหาทางที่จะพยุงความผูกพันในระหว่างที่องค์การอยู่ในขาลง
และเมื่อมีการแปรรูปภาครัฐ ผู้บริหารจะต้องอธิบาย และให้ความกระจ่างได้ว่าหน้าที่และการ บริการขององค์การ หรือกิจการภาครัฐนี้ให้ผลประโยชน์ต่อภาครัฐ และเอกชนถึงจุดไหน และอย่างไร บ้าง ทั้งนี้เพื่อให้สามารถกำหนดการใช้ประโยชน์ของภาครัฐได้อย่างเหมาะสม และจัดเก็บค่าบริการได้ตามลักษณะของผลประโยชน์ของภาคเอกชน มากกว่าไปนั้น ความต้องการที่จะต้องเจาะจงให้ชัดเจนไปว่ามีนโยบาย และแผนงานอย่างไรในการดำเนินงานจะมีมากขึ้น
การแปรรูปภาครัฐ ยังมีผลต่อขั้นตอนของการกำหนดนโยบายด้วย แต่ก็ไม่เป็นการง่ายที่จะ อธิบายว่ามันมีผลอย่างไร อย่างไรก็ตามเมื่อมีการลดบทบาทของฝ่ายการเมือง และข้าราชการประจำลง ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิชาการจากภายนอกจะเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบทบาทของฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำในการกำหนดนโยบายจะหมดไป เพียงแต่ว่าจะมีบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
สุดท้ายนี้ จะมีกิจกรรมในการกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับการบริหารภาครัฐเพิ่มขึ้น มีการเน้นถึงวิธี การปฏิบัติงาน การสร้างและการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบให้เหมาะสม
Edward Jennings Jr. เห็นว่า การแปรรูปภาครัฐไปสู่เอกชนจะให้ประโยชน์ต่อตัวระบบน้อย เพราะจะมุ่งเน้นที่ผลงาน แรงจูงใจ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การแปรรูปภาครัฐก็มิได้มีผลในแง่ลบเสมอไป เพราะสามารถช่วยขจัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป และเมื่อลดขั้นตอนดังกล่าวได้แล้ว ก็จะสามารถเพิ่ม หรือมุ่งความสนใจไปสู่ขั้นตอนที่มีความสำคัญ ซึ่งมีผลต่อวัตถุประสงค์หลักขององค์การได้ดียิ่งขึ้น
>> กลับไปหน้าเดิมค่ะ...:)
|
HOME
|
WEBBORD
|
SIGN GUESTBOOK
|
VIEW GUESTBOOK
|
© 2002 "NIDA16_bangkok" Created and Published by NIDA16_bangkok All rights reserved.