MPA16_bangkok
"Coping with Global Interdependence" ::
โดย MPA16_bangkok

"Coping with Global Interdependence!"- - - - ->>

Coping with Global Interdependence เผชิญกับการพึ่งพากันในระดับสากล 20 ปี ที่ผ่านมา การบริหารภาครัฐ (public administration) ได้ถูกเปลี่ยนรูปแบบโดยสภาพแวดล้อม ภายนอก ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ลักษณะของคำสั่งสากลรูปแบบใหม่ได้แพร่หลายไปยังเครือข่ายของความเกี่ยวข้องและความเป็นอิสระที่ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกระดับเกี่ยวข้องด้วย จากที่หนึ่งของโลกไปสู่อีกที่หนึ่ง บางเครือข่ายยังคงอยู่ แม้ว่าส่วนใหญ่อ่อนแออยู่ได้ชั่วคราวและไม่มีนัยสำคัญ แต่ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และไม่กี่ปีมานี้เอง การพึ่งพากันในระดับสากลมีความแข็งแกร่ง คงทนและมีนัยสำคัญมากขึ้น

ความพึ่งพากันในระดับสากล ภูมิภาค และท้องถิ่น เชื่อมโยงกับความรุ่งเรืองทางการเมืองและเศรษฐกิจ ของเมือง ประเทศ และรัฐบาล มากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต การปกครองตนเองแบบสมัยใหม่ ได้กลายเป็นกระบวนการของการจัดการ ในการพึ่งพาตนเองในระดับสากลและท้องถิ่น ผลที่ตามมาก็คือ ระบบที่สำคัญของผู้บริหารภาครัฐระบบสูง ทั้งที่ได้มาจากการเลือกตั้ง และการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ คือการบริหารจัดการในเรื่องการพึ่งพาระหว่างกันให้มากขึ้น

การเพิ่มขึ้นของความพึ่งพาระหว่างกัน ระหว่าง ความเป็นอิสระที่มีแบบแผน และ อำนาจศาลที่ชัดเจนได้สร้างปัญหาและโอกาส พร้อมๆ กัน ในทางตรงกันข้าม การพึ่งพาระหว่างกันได้เพิ่มแรงบีบแรงกดดันในเรื่อง การปกครองตนเองและผลงานด้านการบริหารจัดการ และมันยังท้าทายการพัฒนาของขอบเขตการเมืองแบบเก่าและความเชื่อถือได้ในการบริหารจัดการและลดความสัมพันธ์ของความสัมพันธ์ ของแนวทางเดิมหลายๆ แนวทางในการบริหารจัดการภาครัฐ ในทางตรงกันข้ามการพึ่งพาในระดับสากล ทำให้เกิดความเป็นไปได้ของโอกาสใหม่ๆ ดังนั้นความสนใจของภาครัฐ ในปัจจุบันจึงต้องการการบริหารจัดการที่เน้นวิสัยทัศน์ทางกลยุทธ์ที่กว้างไกล ความสามารถในการรวบรวมความคิดสไตล์ที่ไม่หยุดนิ่งของความเป็นผู้นำ ความสนใจในการเรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลาย และการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในเรื่องการศึกษาในเรื่องความคิดจาก ความคิดเดี่ยวๆ ไปสู่ความคิดที่เชื่อมโยงกัน ทั้งนี้เพื่อมุ่งไปสู่ความได้เปรียบจากโอกาสใหม่ๆ

การพึ่งพาในระดับสากล/Global Interdependence
โลกาภิวัฒน์ คือ การค้า การเงิน และการถ่ายโอนทางด้านเทคโนโลยีในระดับนานาประเทศ เป็นกระบวนการที่มีมาเมื่อสองสามทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศตะวันตกอื่นๆ ชนชาติอเมริกันตระหนักในเรื่องการพึ่งพาระหว่างกันในระดับสากลช้ากว่าประเทศอื่น เพราะการเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งในขณะนั้น อเมริกาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ (Kline, 1984) ความตื่นตัวท่ามกลางนักบริหารภาครัฐชาวอเมริกัน ของการแผ่ขยายของการพึ่งพาระหว่างกันระดับสากล เริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นของ คศ. 1970 ซึ่งเป็นผลพวงมาจาก ภาวะช็อคทางเศรษฐกิจ จากวิกฤติการณ์ด้านพลังงานของโลกในปี 1973 ตามมาด้วยภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจของโลก และการขาดดุลทางการค้าในปี 1980 การแยกตัวและการโดดเดี่ยวถูกแทนที่ด้วยเครือข่ายที่ซับซ้อนของการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ในระยะแรกมีการพึ่งพาในทางเศรษฐกิจและในปัจจุบันได้แพร่หลายไปยังส่วนต่างๆ ของหน่วยงานด้านนโยบายภาครัฐ เช่น ฝ่ายตรวจคนเข้าเมือง การบังคับใช้กฎหมาย การใช้พลังงาน และการสาธารณสุข "การผ่านเข้ามาของสิ่งที่อยู่ทางไกล" (Cleveland ,1985) กระตุ้นให้นักบริหารภาครัฐได้เล็งเห็นสิ่งที่อยู่นอกองค์กรมากขึ้น และหันกลับมามองสิ่งที่อยู่ในองค์กรลดลง

การพึ่งพาระหว่างกัน หมายถึง ปฏิสัมพันธ์ที่สามารถจำแนกโดย ผลกระทบซึ่งกันและกันที่เกิดขึ้นท่ามกลางนักบริหารภาครัฐ และเกี่ยวข้องกับ "การพึ่งพาร่วมกัน" ที่หมายถึงว่า การกระทำของบุคคลหนึ่งหรือหน่วยงานหนึ่ง มีผลกระทบและถูกจำกัดโดยการกระทำของบุคคลอื่น หรือหน่วยงานอื่น การพึ่งพาระหว่างกัน มีต้นทุนสูงและเป็นการพึ่งพาร่วมกัน ซึ่งสามารถแยกแยะจาก ความเกี่ยวข้องระหว่างกัน (ซึ่งมีต้นทุนต่ำ และไม่มีความสำคัญของการพึ่งพาร่วมกัน) (Keohane and Ney, 1977) แม้ว่าการพึ่งพาระหว่างกันเริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่ปี 1950 และเกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานที่เกิดขึ้นในเรื่องที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การสื่อสาร เศรษฐศาสตร์ และ ทรัพยากรธรรมชาติ

"โครงสร้างข้อมูล" ระดับสากล ที่ว่างระหว่างประเทศมีการลดขนาดลง ทั้งนี้เป็นเพราะว่า เทคโนโลยีช่วยลดระยะทางภูมิศาสตร์ และระยะห่างทางสังคม โลกถูกทำให้เล็กลงเรื่อยๆ การทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ของระดับนานาชาติ ระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ครอบคลุมและเข้มข้นมากยิ่งขึ้น (Rosenau ,1980) ข้อได้เปรียบในด้านการสื่อสาร การขนส่ง และกระบวนการด้านข้อมูลเชื่อมประเทศต่างๆ เช่น ระบบเชื่อมต่อระหว่างกัน ที่การกระทำในประเทศหนึ่งที่สามารถมีผลกระทบที่เกิดขึ้นทันที และผลกระทบที่ตามมาต่อเนื่องและชุมชนของชาวอเมริกัน ด้วยการสื่อสารผ่านดาวเทียม การขนส่งโดยเครื่องบินเจ็ท และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ทุกๆส่วนของโลกสามารถเข้าถึงกันและมีศักยภาพที่จะมองเห็นกันระยะทางระหว่างกัน ได้ถูกทำให้ลดลงด้วย คำใหม่ที่ว่า "โครงสร้างข้อมูล/Infostructure" ทำให้สามารถเข้าถึงส่วนใดๆในโลก ด้วยเครื่องมืออิเลคโทรนิคส์ เครื่องมือติดตามตัวต่างๆ ได้ถูกทำให้มีขนาดเล็กเหมาะสมที่จะรับและส่งข้อมูลผ่านดาวเทียม องค์กรต่างๆสามารถจะออกอากาศ หรือรับข้อมูลวิดิทัศน์ จากพื้นที่ประสบภัยในระยะไกล และหมู่บ้านที่อยู่โดดเดี่ยวห่างไกล ผลที่ได้รับคือ การก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ของความ สามารถในการบ่งบอก การใส่ การส่งต่อ การคิดค้น และการใช้ข้อมูล (Clarke, 1986) รัฐ, ประเทศ และเมืองใหญ่ ในปัจจุบัน มีปฏิสัมพันธ์กับ จังหวัด/ท้องถิ่น และชุมชนต่างๆ อย่างง่ายดายทั่วโลก ผลที่ได้คือ การแผ่ขยายของพื้นที่การเมือง

เศรษฐกิจสากล/Global Economy บางทีผลกระทบที่สำคัญที่สุดของ โครงสร้างข้อมูลสากลแบบใหม่ คือ มีการสื่อสารในเศรษฐกิจระดับสากลที่ไปได้ไกลกว่า การค้าขายระหว่างประเทศอย่างเดียว ไม่กี่ปีที่ผ่านมาทุกประเทศ รวมทั้งประเทศอย่าง แอลบาเนียและพม่า ซึ่งเป็นประเทศที่พยายามจะตัดตัวเองออกจากประเทศอื่น ประสบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจและการพึ่งพากันในเรื่องทรัพยากร เศรษฐกิจระดับสากลถูกจำแนก โดยการเพิ่มขึ้นของการค้าข้ามชาติ จากการขายผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ การเพิ่มขึ้นของการไหลเวียนทางการเงินและทุนข้ามชาติ ความเจริญเติบโตของการอพยพของผู้ใช้แรงงานจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง และการขยายของบริษัทข้ามชาติ ที่สามารถเชื่อมโยงสำนักงานสาขา ผ่านเครือข่ายทางอิเลคโทรนิคส์

มีความก้าวหน้าจากตลาดท้องถิ่นสู่ตลาดภูมิภาค และจากตลาดภูมิภาคสู่ตลาดระดับชาติและไปสู่ตลาดนานาชาติ มีบริษัทต่างชาติมากขึ้นที่แข่งขันกันในสหรัฐอเมริกา และบริษัทของคนอเมริกันที่ส่งออกหรือ ทำงานในต่างประเทศ ปัจจุบันนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกา เกือบร้อยละ 80 ของงานที่เกี่ยวกับการผลิตใหม่ๆ เป็นงานที่เกี่ยวกับธุรกิจส่งออก การค้าระหว่างประเทศ (ของประเทศอเมริกา) เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จากทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งๆที่ ส่วนแบ่งในตลาดส่งออกด้านการผลิตของโลก ของประเทศอเมริกามีการลดจากร้อยละ 25 ใน คศ. 1969 เหลือแค่ ร้อยละ 17 (Chelp, 1985) ที่ซึ่งครั้งหนึ่งที่เศรษฐกิจในประเทศอาจจะเคยถูกแยกจากประเทศอื่น ปัจจุบันมีการเข้ามาของเศรษฐกิจแบบพึ่งพาในระดับสากล ที่กัดกร่อนความอิสระของความเป็นชาตินิยมและกระตุ้นให้ผู้บริหารระดับสูงของรัฐ และในท้องถิ่นคิดถึงเงื่อนไขในระดับสากล

ทรัพยากรธรรมชาติ/Natural Resource, ทุกรัฐบาลไม่ว่าในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค หรือระดับประเทศมีการทำงาน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ของความจำกัดทางทรัพยากร ไม่มีประเทศใดสามารถอยู่ได้ตามลำพังและโดดเดี่ยว จากโลกภายนอกได้ ความพอเพียงในระดับชาติและระดับท้องถิ่นเป็นไปไม่ได้อีกแล้วในเรื่องการผลิตและการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้น มีการเพิ่มขึ้นของการตื่นตัวของการพึ่งพากัน ในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะในเรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างกัน ของระบบความสนับสนุนของอายุทรัพยากรธรรมชาติบนโลก และความต้องการที่จะปกป้องชั้นโอโซน ป่าเขตร้อน รวมทั้งแพลงตอน ชนิด phytoplankton ในมหาสมุทร คำจำกัดความของ "ระบบนิเวศน์วิทยา" ยึดติดกับ ความจำเป็นของการพึ่งพาร่วมกัน ท่ามกลางระดับชีววิทยาหลายระดับ กับระบบของสภาพแวดล้อม

ผลกระทบของนโยบายภาครัฐ/Impacts on Public Policy
โครงสร้างข้อมูลสากล เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และระบบนิเวศน์ทางชีววิทยา ทั้ง 3 อย่างสร้างโครงข่ายของการเชื่อมโยงกัน และลดความเป็นอิสระต่อกัน ปัญหาบางอย่างสามารถถูกแยกออกได้ ตัวอย่างเช่น การว่างงานในระดับท้องถิ่น ไม่สามารถแก้โดยปราศจากการอ้างอิง ถึงปัญหาการค้าโลก และความแข็งแกร่งของระบบเงินตรา ส่วนสำคัญของนโยบายต่างประเทศคือ ประเด็น ปัญหาภายในประเทศ มากกว่าคิดถึงเพียงแค่ความสัมพันธ์ระดับนานาชาติ นโยบายต่างประเทศมีผลต่อนโยบายภายในประเทศ เช่นที่ว่าตัวแปรภายในประเทศ กำหนดวิถีทางและเป็นตัวตัดสินนโยบายต่างประเทศ ดังนั้น การกระทำของทุกชาติในเรื่องนโยบายต่างประเทศเป็นผลพวงมาจากนโยบายระดับรัฐและระดับท้องถิ่น

การวิวัฒนาการเชื่อมโยงระหว่างประเด็นปัญหาระดับนานาชาติ (นโยบายต่างประเทศ) และปัญหาระดับท้องถิ่น (นโยบายภายในประเทศ) ได้แพร่ขยายความจำเป็นในการปกครองตนเอง การเพิ่มขึ้นของจำนวนของประเด็นปัญหาด้านนโยบาย ที่ผู้บริหารระดับรัฐและท้องถิ่นประสบ เช่น การสร้างงาน และการปกป้องทรัพยากร เกิดขึ้นอย่างอิสระ และไม่สามารถแยกได้ทั้งระดับภายในประเทศและระดับนานาชาติ ปัญหาง่ายๆและปัญหาท้องถิ่นในอดีตเคยแยกเป็นอิสระ ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะถูกแทนที่ด้วยปัญหาที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น คือกว้างขวางขึ้น และต้องการผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐและเอกชนในการแบ่งปันความรับผิดชอบ เพื่อให้กระทำการได้อย่างถูกต้อง ปัญหาด้านนโยบายที่สำคัญไม่สามารถรับมือได้ ราวกับว่ามันเป็นประเด็นปัญหาภายในประเทศ เช่นเดียวกับ นโยบายต่างประเทศที่มีผลโดยตรงกับความสามารถในการปกครองตนเองในระดับรัฐและระดับท้องถิ่น ดังนั้นในปัจจุบัน เมืองและรัฐต่างๆ จึงมีนโยบายต่างประเทศเป็นของตนเอง

ผลลัพธ์ของการพึ่งพาระหว่างกัน คือ ผู้บริหารภาครัฐถูกกระตุ้นเพื่อตอบสนองทั้งสถานการณ์ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับชาติ รวมทั้งสถานการณ์ในระดับนานาชาติ และริเริ่มการติดต่อกับต่างประเทศเป็นคู่ค้ากัน ในประเทศสหรัฐเมริกา มีครั้งหนึ่งที่นโยบายต่างประเทศที่ควบคุมโดยรัฐบาลระดับประเทศถูกเปลี่ยนแปลงโดยรัฐบาลในระดับรัฐและระดับท้องถิ่น (Elazar, 1984) รัฐและเมืองต่างๆ ยืนยันความสนใจของท้องถิ่นในขอบเขตความเป็นสากล และ กำหนดนโยบายต่างประเทศของตน โดยการทำตามกลยุทธ์ทั้ง 3 กลยุทธ์ ได้แก่ ข้อหนึ่ง รัฐบาลท้องถิ่นและหน่วยงาน ภายใต้รัฐบาลเช่น National Governors' Association และ the National League of Cities หลังเรียนรู้วิธีการลอบบี้รัฐบาลระดับประเทศให้ประสบความสำเร็จ เช่นประเด็นปัญหาของเขตการค้าที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการควบคุมและความสนใจโดยตรง (Kincaid, 1984; Kline, 1984) ข้อสองรัฐบาลท้องถิ่นกำหนดนโยบายอิสระของตน เรื่องเขตแดนที่ติดต่อกัน (Duchachek, 1984) การข้ามเขตแดน เพื่อเจรจากับคู่ค้าในประเทศ แคนาดา และ เม็กซิโก รวมทั้งสาระต่างๆที่ต้องพิจารณาร่วมกัน ตัวอย่างเช่น รัฐชายแดนทางภาคเหนือ มีการลงนามในสนธิสัญญามากกว่า 600 ฉบับ กับ จังหวัดของ แคนาดา ในเรื่องการป้องกันไฟป่า สะพานข้ามแดนระหว่างประเทศและทางหลวง รวมทั้ง ทางทะเลและการค้าขาย ขณะที่รัฐที่อยู่ชายแดนในภาคใต้ มีการเจรจาต่อรองเรื่องข้อตกลงกับผู้มีอำนาจของประเทศเม็กซิโก ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาอุตสาหกรรม การเกษตร แรงงานผิดกฎหมาย และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม (Kincaid, 1984) ข้อที่สามผู้บริหารระดับรัฐและระดับท้องถิ่น จำนวนมากทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทูตรอบโลก การทูตระหว่างประเทศเป็นความสนใจที่มีลักษณะเฉพาะของประชาชนในท้องถิ่น (Kincaid, 1988) รัฐบาลท้องถิ่นคง สำนักงานการติดต่อถาวรในต่างประเทศ และกำหนดภารกิจในการที่จะส่งเสริมการลงทุนจากชาวต่างชาติ การค้าขายและการท่องเที่ยว รวมทั้งจัดตารางการค้าและการลงทุนเสนอต่อนานาประเทศ

การพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ/ International Economic Development การริเริ่มหลายๆอย่างในการล็อบบี้ภายในประเทศ ความสัมพันธ์ของเขตแดนที่ติดต่อกัน และองค์ประกอบทางการทูต ถูกจัดเตรียมทันทีโดยความต้องการที่จะกระตุ้นการพัฒนา ด้านเศรษฐกิจระดับรัฐและท้องถิ่น มีการประมาณการว่า ที่สหรัฐอเมริกาสูญเสียงานถึง 2.5 ล้านตำแหน่ง ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 1980 ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการแข่งขันข้ามชาติ การเข้ายึดตลาดในประเทศของชาวต่างชาติ และการย้ายฐานการลงทุนและการจ้างงานของบริษัทข้ามชาติไปสู่ประเทศในโลกที่ 3 โลกาภิวัฒน์ ของเศรษฐกิจถูกกระตุ้นโดยบริษัทและอุตสาหกรรมที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลระดับรัฐและท้องถิ่น (Luke, Ventriss, and Reed, 1988)

เพื่อสนองเรื่องดังกล่าว ผู้บริหารภาครัฐกระตุ้นการส่งออกของท้องถิ่นและแสวงหาการลงทุนจากชาวต่างชาติและการท่องเที่ยว เพื่อที่จะสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ เมือง ประเทศ และรัฐต่างๆ พัฒนาความหลากหลายของความริเริ่มทางการค้าระหว่างประเทศ หลายๆโครงการไม่เกี่ยวพันกับสิ่งใดเลยมากกว่า การจัดเตรียมการให้คำปรึกษา การให้ข้อมูล และความช่วยเหลือด้านเทคนิค แก่ องค์กรธุรกิจที่ต้องการจะส่งออกสินค้า ปัจจุบันรัฐส่วนใหญ่เตรียมข้อมูลเพื่อการส่งออก และการประชุม ภารกิจด้านการค้า การส่งเสริมการขาย การให้คำปรึกษาด้านการส่งออก งานแสดงสินค้า และการศึกษาตลาดนานาชาติ และจดหมายข่าว(Luke, Ventriss, and Reed, 1988) แนวทางที่สองเกิดจากรัฐบาลระดับรัฐ และระดับท้องถิ่นกระตุ้นการค้าระหว่างประเทศ โดยการสร้างกลไกด้านการเงินเพื่อส่งออก ในปี 1988 รัฐ 23 รัฐ ได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ส่งออกท้องถิ่น โดยการออกใบรับรองแก่หนี้ การประกันสินเชื่อ และการสนับสนุนการเงินโดยตรง (Sylvester, 1988) การส่งเสริมการส่งออกของรัฐ แม้ว่าจะถูกพิจารณาจากความแตกต่างในเรื่องของแนวทางปฏิบัติ เกิดขึ้นเพื่อจะได้รับผลกระทบในเชิงบวกต่อการสร้างงาน (Coughlin and Cartwright, 1987)

การเงินภาครัฐระหว่างประเทศ/International Public Financial โลกาภิวัฒน์ ของเศรษฐกิจถูกสร้างจากขอบเขตระหว่างประเทศ อันดับสองได้แก่ การเงินภาครัฐระหว่างประเทศ ข้อแรก ตลาดการเงินมีความติดต่อระหว่างกันมากขึ้น และประเทศสหรัฐอเมริกามีการยกเว้นภาษีในตลาดหุ้นกู้ที่กำลังหดตัว เจ้าหน้าที่การเงินระดับรัฐและระดับท้องถิ่น ให้ความสนใจในตลาดทุนในต่างประเทศ เช่นเดียวกับ แหล่งเงินทุนที่มีศักยภาพในการสร้างสาธารณูปโภค และโครงการพื้นฐาน เงินกู้ต่างประเทศเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจมากขึ้น เพราะมันเป็นแหล่งเงินกู้ที่ต้นทุนต่ำ มันเป็นกองทุนใหม่ของแหล่งเงินกู้สำหรับผู้กู้ยืม และมีโครงสร้างทางการเงินสนับสนุนที่หาได้ในตลาดทุนในต่างประเทศที่อาจจะหาไม่ได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา

รวมทั้งการจำหน่ายหุ้นกู้ ผู้บริหารภาครัฐเกี่ยวพันกับ การลงทุนระหว่างประเทศ การลงทุนในต่างประเทศโดยอาศัย แผนเงินบำนาญของเมือง เขต และรัฐต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 1983 การลงทุนทั้งหมดในต่างประเทศของหน่วยงานภาครัฐเป็นจำนวน 144 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ซึ่งกระโดดขึ้นร้อยละ 1,000 เป็น 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ในปี 1984 และลงทุนถึง 6 พันล้านในปี 1986 เช่น รัฐนอร์ทดาโคต้า และรัฐแมสซาซูเสทส์ ลงทุนร้อยละ 10 ของกองทุนเงินบำนาญในตลาดระหว่างประเทศ (Emken, 1988) ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนร้อยละของสินทรัพย์เงินบำนาญภาครัฐลงทุนในต่างประเทศถูกคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่โดดเด่น คือ การเพิ่มขึ้นของการพึ่งพาระหว่างกันทางการเงินในระดับสากล ของรัฐบาลระดับรัฐและระดับท้องถิ่น

ประเด็นปัญหาด้านนโยบายที่เกิดขึ้นอื่นๆ/Other Emerging Policy Issues. แม้ว่าประเด็นปัญหาทางการเงินได้ผลักดันให้ผู้บริหารภาครัฐ มุ่งเข้าสู่ขอบเขตความเป็นสากล ความเป็นชาติระหว่างประเทศ/Internationalization ของประเด็นปัญหาด้านนโยบายระดับรัฐและท้องถิ่น ปัจจุบัน ได้รวมเอาความหลากหลายของปัญหาสังคมและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ต้องการความเอาใจใส่ การอพยพเข้าเมือง การบังคับใช้กฎหมาย มลภาวะทางสิ่งแวดล้อม และการศึกษา การอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคำนึงถึงของเมืองและรัฐชายแดน ที่จะต้องเตรียมบริการภาครัฐ สำหรับประชากรที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น และบริการสำหรับประชากรชั้นล่าง (ครอบครัวชายของ) มลภาวะทางสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงระหว่างเมืองชายแดน และยังเป็นปัญหาที่คงอยู่ตลอดกาล ปัญหาทางมลภาวะแวดล้อม ปัญหาหนึ่งสามารถกลายเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญของท้องถิ่น เช่น รัฐโอริกอน เรียกเก็บเงิน จากประเทศรัฐเซีย เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นของหน่วยงานรัฐ ที่ได้รับผลจากการปนเปื้อนรังสี จากการระเบิดที่เชอร์โนบิล นี่เป็นตัวอย่างสองสามข้อของการขยายตัวของขอบเขตทางสังคมและทางการเมือง ที่สร้างโครงข่ายความเกี่ยวข้องระหว่างกัน สิ่งที่เกิดท้าทายแนวทางเดิม ในการปกครองตนเอง ความเป็นอิสระของท้องถิ่น และ ปฏิบัติการที่เป็นอิสระจากกัน

การสับเปลี่ยนทางความคิด/Ideological Switch
ทุกๆ รุ่น สืบทอด "กระเป๋า" ทางสติปัญญา ที่บรรจุแบบแผนที่ล้าสมัย หรือแบบแผนที่หลุดจากสมัยนิยมของ ความเชื่อและพฤติกรรม ความเชื่อเรื่องประเพณีสวนทางกับประสบการณ์ในปัจจุบัน การพึ่งพาระหว่างกันเพิ่มขึ้น ขอบเขตของธุรกิจภาครัฐที่มีการปรับเปลี่ยน แนวคิดของนักบริหารภาครัฐ จาก การแยกตัวลำพังสู่ความเชื่อมโยงระหว่างกัน การสับเปลี่ยนทางความคิดไม่ง่ายที่จะทำให้เกิดขึ้น ความคิดของการแยกตัวลำพังเข้มข้นในวัฒนธรรมของชาวอเมริกัน ถูกทำนายไว้ล่วงหน้าเรื่องสงครามของความเป็นอิสระและย้อนกลับไปสู่ทฤษฎีทางกฎหมายของอังกฤษ (โดยปรัชญาของ Locke และ Montesquieu) ในเรื่องคำจำกัดความของผู้ปกครองเมืองในรัฐ New England พัฒนาการของแนวคิดเรื่องส่วนบุคคล และวิสัยทัศน์ ของดินแดนที่มีพื้นที่ล้นเหลือสำหรับทุกคน และเปิดประตูกับผู้มาใหม่ทุกคนที่ปรารถนารักษาความเป็นส่วนบุคคล มันถูกฝังรากลึกในทฤษฎีและการใช้รัฐธรรมนูญ การแข่งขันเสรี และในการเมืองระดับท้องถิ่น

แต่ความคิดของการแยกตัวลำพังฝังรากลึก ในอดีต แต่ไม่มีการทำเช่นนี้อีกแล้วในปัจจุบัน อนาคตขึ้นอยู่กับการติดต่อระหว่างกัน การบริหารภาครัฐที่มีประสิทธิภาพจะต้องอ้างอิง การเข้ามาของการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ในระดับสากล อำนาจของรัฐบาลและองค์กรเอกชน มีลักษณะที่แยกจากกัน และมีการปกครองภายในตัวเอง หรือมีระบบการบริหารจัดการของตนเอง ถึงแต่ละหน่วยจะมีสินทรัพย์ที่แยกจากกันในทางกฎหมาย ซึ่งก็ไม่เป็นอิสระจากกันอีกต่อไป ความคิดเห็นของการแยกตัวลำพัง ไม่เป็นประโยชน์ต่อไป อำนาจของรัฐบาลมิได้เป็นอิสระจากหน่วยงานอื่น หรือแยกจากหน่วยงานอื่น การตกผลึก/การอิ่มตัวของการพึ่งพากันในระดับสากล ต้องการแทนที่ความคิดที่จะอยู่ลำพังด้วย สิ่งที่มีการติดต่อระหว่างกัน การเปลี่ยนในแนวคิดนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงลงในด้านการรับรู้ ค่านิยม และความสำคัญอันดับแรก รวมทั้ง แนวทางนโยบายใหม่และการตอบสนองด้าน การบริหารเป็นที่ต้องการจากการปรับเปลี่ยนด้านความคิด

สิ่งที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย / Policy Implication
การพึ่งพาซึ่งกันและกันเกิดขึ้นจากมีการติดต่อระหว่างกันมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้เองที่ค่อย ๆ กัดกร่อนการบริหารและการจัดการภาครัฐตามแบบแผนเดิม ประสบการณ์และความรู้จากการทำงานที่ผ่านมาของนักบริหารภาครัฐเป็นสิ่งที่ล้าสมัยและอาจจะเป็นอันตรายต่อการทำงาน เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการทำงานปัจจุบันมีความแตกต่างจากอดีตโดยสิ้นเชิง ( ในอดีต หน่วยงานจะทำงานโดยอิสระจากกัน ) ภาวะที่เกิดขึ้นใหม่เป็นสถานการณ์จริงและกดดัน การปฏิบัติงานของภาครัฐมีการขยายตัวและแน่นไปด้วยนโยบาย ขณะที่มีการกระจายอำนาจและแบ่งแยกอำนาจโดยหน่วยงานที่มีหน้าที่ทับซ้อนและเหลื่อมล้ำกัน อำนาจฝ่ายเดียวก็ถูกทำให้ลดลง ผู้บริหารงานภาครัฐถูกตำหนิได้ง่ายจากสิ่งแวดล้อมภายนอก และต้องพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น การเลือกทางนโยบายและการปฏิบัติงานภาครัฐมีบ่อยครั้งที่ผลที่เกิดขึ้นไม่สามารถคาดคะเน ไม่มีเจตนา หรือปรารถนาจะให้เกิดนอกเหนือจากสิ่งปกติที่ยู่ภายนอก

นโยบาย ใหม่ ของภาครัฐที่ต้องมีขึ้น กำหนดจากกรอบใหญ่ของการอ้างอิงจากสมมุติฐานของกลุ่มขยายทีมีตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กัน เนื่องจากจะทำให้เกิดผลสำเร็จ นโยบายทางเศรษฐกิจของอเมริกาล้มเหลวในการตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลก (Thurow, 1980) ตัวอย่างเช่น สมมติฐานในการควบคุมนโยบายทางการเงินมีการคำนวณผิดและไม่มีความแม่นยำ (Bryant, 1980)

ในบริบทสิ่งแวดล้อมของการติดต่อระหว่างกัน ปัญหาแต่ละปัญหาเชื่อมโยงกับปัญหาอื่น และทำให้เกิดปัญหาในการไม่อาจคาดคะเนได้ นโยบายภาครัฐนโยบายใหม่แต่ละนโยบาย จะมี ปฏิสัมพันธ์กับนโยบายอื่น ๆ และอาจทำให้เกิดความน่าจะเป็นของผลลัพธ์ที่ไม่อาจเดาได้ ดังนั้น นโยบายสามารถทำให้เกิดปัญหามากขึ้น ยิ่งแก้ก็ยิ่งทำให้เกิดสิ่งที่ไม่อาจคาดคะเนได้ในอนาคต (the temporal dimenision) นโยบายทำให้เกิดการก้าวข้ามเขตอำนาจ (the spatial dimension) และ อาจทำให้เกิดการแทรกแซงกับนโยบายและการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐอื่น (the functional dimension)

ยิ่งกลยุทธ์ทางนโยบายมีความเหมาะสมก็ยิ่งต้องการโครงการและการริเริ่มที่ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายระยะยาว หรือวิสัยทัศน์ที่จะนำไปสู่ความร่วมมือของหน่วยงานระหว่างภาครัฐและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กลยุทธ์เพื่อความร่วมมือทำให้เกิดความสัมพันธ์ ของการระดมทรัพยากรระหว่างองค์กรและทำให้เกิดการปฏิบัติงานที่เหมาะสม สำหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สิ่งที่กล่าวข้างต้นต้องการการตอบสนองอย่างเป็นระบบโดยผู้สนองนโยบายกลยุทธ์ในการจัดทำนโยบายใหม่ของรัฐบาลควรจะถูกออกแบบให้มีความสามารถที่จะแนะนำการปฏิบัติงานภาครัฐให้เกิดประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่มีการติดต่อเชื่อมโยงระหว่างกัน กลยุทธ์นี้ควรจะมีกรอบการทำงานและแบบจำลองที่มีการสันนิษฐานความสัมพันธ์แบบที่ต้องพึ่งพากันและกัน ท่ามกลางตัวแปรที่เพิ่มขึ้น กลยุทธ์ควรจะมีขอบเขตที่เล็กลงควรจะเกิดจากการรวบรวม เช่น รวบรวมความพยายามที่จะระดมความหลากหลายของผู้ปฏิบัติงานระหว่างองค์กรต่าง ๆ ใน ภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไร

การตอบสนองด้านการบริหารจัดการ /Managerial Response
การเพิ่มขึ้นของการพึ่งพาระหว่างกันในระดับสากลทำให้ขอบเขตอำนาจด้านเดียวต้องยุติลง และทำให้การปกครองด้วยตนเองตามธรรมเนียมเดิมมีความสำคัญน้อยลง ผู้บริหารงานภาครัฐถูกกระตุ้นให้เพิ่มความสนใจในสภาพแวดล้อมภายนอกองค์กรเกิดอย่างไม่หยุดนิ่งและให้ความสนใจน้อยลง ในเรื่องการดำเนินงานภายในองค์กรและกำลังการผลิต ในบริบทของการติดต่อระหว่างกัน ผู้บริหารงานภาครัฐถูกกระตุ้นให้นำงานและความเข้าใจในเรื่องการพึ่งพาระหว่างกัน ระหว่างระดับหน่วยงานกับรัฐบาล สิ่งที่สำคัญมากขึ้นไปอีก คือ ผู้บริหารภาครัฐที่ประสบความสำเร็จจะพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องในหัวข้อ ได้แก่ ความคิดเชิงกลยุทธ์ ภาวะผู้นำแบบตัวเร่ง และการเรียนรู้วัฒนธรรมหลากหลาย

ความคิดเชิงกลยุทธ์ / Strategic thinking ผู้บริหารภาครัฐที่มีศิลปะกลายเป็น "ผู้ถักทอ" คือผู้ที่เห็นแบบแผนและความเกี่ยวข้องกันในสภาพแวดล้อมระดับสากลและร้อยเรียงสิ่งเหล่านี้เข้าไปอยู่ในเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ ความสนใจของภาครัฐต้องการทักษะในความคิดเชิงกลยุทธ์ นั่นคือ ความสามารถในการคิดระดับสากลและปฏิบัติงานทั่วท้องถิ่น ในระดับการบริหารจัดการจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นและโอกาสที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายระยะยาว ความคิดเชิงกลยุทธ์รวมส่วนประกอบดังต่อไปนี้ (Botkin and Others, 1979, Luke, 1986; Mitroff and Kilmann, 1984):

ท การกระตุ้นสูตร (การรวบรวม) ของสมมติฐานใหญ่จากสมมุติฐานย่อย ๆ ที่แตกต่าง กัน
ท ความคิดเกี่ยวกับโครงข่ายของ กลยุทธ์ระดับท้องถิ่นและระดับสากลที่มีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ
ท การพิจารณาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้กว้างมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับสากล
ท การสืบหาความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นและระหว่างประเทศ และการเข้าถึงความสำคัญของการเชื่อมโยง
ท การคาดการณ์ล่วงหน้าว่าในอนาคต จะมีความต้องการหน่วยงานภาครัฐ เพื่อจะลดเวลาในการสนองตอบปัญหาที่เกิดขึ้น
ท การคิดอย่างเป็นระบบ คือ คิดถึงหลาย ๆ องค์ประกอบที่เป็นที่มาของเหตุและผล

ภาวะผู้นำแบบตัวเร่ง / Catalytic Leadership ความคิดเชิงกลยุทธ์อย่างเดียวไม่เพียงพอ จะต้องประกอบด้วย ความสามารถในการรับมือกับผู้สนองนโยบายและกลุ่มที่อยู่นอกหน่วยงาน และการบริหารจัดการองค์กร ผู้นำที่อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีความเชื่อมโยงระหว่างกันจะต้องมีทักษะ ในการกระตุ้นปฏิบัติการของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลาย ๆ ฝ่ายเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายและวิสัยทัศน์ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการสร้างพันธมิตรและความร่วมมือ ซึ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกๆฝ่ายจะต้องเห็นพ้องต้องกันในเรื่องเป้าหมายและกลยุทธ์ ในระดับปฏิบัติการต้องอาศัยการคุยกันทางโทรศัพท์ การเข้าร่วมประชุมหลาย ๆ ครั้ง และการไปเที่ยวร่วมกันนอกสำนักงาน

ยิ่งไปกว่านั้นทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสามารถจำแนกได้เช่นเดียวกับ "ภาวะผู้นำแบบตัวเร่ง"นั้นก็คือความสามารถในการร่วมกัน ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่เป็นบุคคลสำคัญทั้งภาครัฐและเอกชนในประเด็นปัญหาที่สำคัญรวมของระดับสากลและระดับท้องถิ่น เช่น ฝนกรด การอพยพเข้าเมือง หรือ ความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ผู้นำแบบตัวเร่งกระตุ้นการพัฒนาของคนกลุ่มใหญ่ มีเพียงผู้สนับสนุน (Facilitators) ที่มีความสามารถที่จะย้ายโครงข่ายของการพึ่งพาระหว่างกันของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ภาคเอกชนผู้นำทีมีพรสวรรค์(ด้วยวิสัยทัศน์ส่วนตัว)มีน้อยมากที่สามารถเคลื่อนย้ายโครงข่ายของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่เอกชนไปในทิศทางที่เฉพาะเจาะจง

ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงภาครัฐที่เคร่งในธรรมเนียมเดิม มองว่า ความกดดันจากสภาพแวดล้อม ก่อให้เกิดโครงข่ายต่าง ๆ ของการพึ่งพาซึ่งกันและกันว่าเป็นแหล่งหรือที่มาของสิ่งที่น่าผิดหวัง ผู้นำแบบตัวเร่งเข้าใจว่าการติดต่อระหว่างกันทำให้เกิดความเป็นไปได้ และสร้างโอกาสใหม่ที่ไม่เคยค้นพบมาก่อน การเกิดขึ้นของการติดต่อระหว่างกัน ทำให้เกิดโอกาสใหม่ ๆ ในการทำงานภาครัฐและทรัพยากรแหล่งใหม่ที่จะนำมาใช้ได้ การเปิดของตลาดทุนระหว่างประเทศ สำหรับพันธบัตร / เงินกู้ของรัฐบาลเป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่ง การพึ่งพาระหว่างกันและการติดต่อระหว่างกันทำให้เกิดทรัพยากรแหล่งใหม่และแบบแผนใหม่ ๆ ในการริเริ่มปฏิบัติการก่อนที่จะมีความคิดจะทำเพียงลำพัง

การเรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลาย / Multicultural Learning มีการเพิ่มความต้องการในการเรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลายและทักษะในระดับสากล ข้อหนึ่ง ความคาดหวังระดับสากล คือ ความต้องการที่จะสะท้อนเศรษฐกิจระดับสากลพึ่งพาซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับการขยายความรู้ในเรื่องของ คุณค่า/ค่านิยมมุมมอง ตลาดทุน และโครงสร้างของรัฐบาลในต่างประเทศ ข้อสอง การเพิ่มของทักษะในการสื่อสารระหว่างประเทศและภาษาต่างประเทศที่จะช่วยให้บริหารภาครัฐได้สังเกต คิด และปฏิบัติงานในโลกที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน

โลกาภิวัฒน์ของเศรษฐกิจสร้างความต้องการที่จะเข้าใจ วัฒนธรรม ตลาดและภาษาของประเทศอื่น ๆ การบริหารภาครัฐต้องเรียนรู้ เช่น การถกเถียงอภิปรายเรื่องการส่งออก การรับมือกับเจ้าหน้าที่ต่างชาติ จะพัฒนาความเข้าใจเรื่อง โอกาสลงทุนในต่างประเทศที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจของรัฐและชุมชน

บทสรุป
ผู้บริหารภาครัฐกำลังค้นพบว่า มีสิ่งที่สามารถเรียนรู้จากการพึ่งพาระหว่างกัน ปัญหาของผู้บริหารภาครัฐถูกเฉลี่ยความรับผิดชอบ โดยผู้บริหารหลาย ๆ คน และวิธีการแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ถูกนำไปใช้ ณ ที่ใดที่หนึ่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริหารงานภาครัฐซึ่งต้องการความอยากรู้อยากเห็นด้วยสติปัญญา ผู้บริหารภาครัฐจึงจะต้องอ่านมากขึ้น และบอกตัวเองในเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระดับสากลและระดับชาติ มีการท่องเที่ยวมากขึ้น ใช้เวลามากขึ้นต่อสถานการณ์ระดับโลก และดำเนินงานในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เจรจาต่อรองเรื่องการข้ามเขตแดน และส่งเสริมความร่วมมือในการทำงาน การทำงานร่วมกับพันธมิตร

ความคิดเชิงกลยุทธ์เป็นสิ่งที่จำเป็น และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับรู้ของการพึ่งพาระหว่างกันในระดับสากลและความสามารถการเข้าถึงคลื่นระดับสากลที่ไหลมาจากหนทางต่าง ๆ กันในเวลาเดียวกัน และบางครั้งก็ให้สับสนโดยคลื่นกระแทกที่ส่งมาจากสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดหวัง ในไม่ช้า ผลกระทบจากภายนอกจะมีการส่งผลต่อสถานการณ์ในท้องถิ่น และเป็นการดีกว่าจะคาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้ามากกว่าที่จะรับมือกับผลกระทบอย่างรีบเร่งและปราศจากการไตร่ตรอง

การเกี่ยวข้องที่ชัดเจนอีกประการหนึ่ง คือ ลักษณะเด่นใด ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่าง นโยบายและการบริหารจัดการ การเลือกและแต่งตั้งเจ้าหน้าที่จะต้องยึดหลักความท้าทายของการพึ่งพาระหว่างกันระดับสากล เจ้าหน้าที่ที่ได้รับเลือกจะต้องแสดงความเห็นเรื่องที่เป็นจริงใหม่ ๆ ของโลก ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งจะต้องคิดเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมให้กว้างไกลขึ้น เจ้าหน้าที่ทั้งที่ได้รับเลือกและได้รับการแต่งตั้งอาจจะตระหนัก ขณะที่การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ยากขึ้น ธุรกิจภาครัฐระหว่างประเทศและการขยายของเครือข่ายประชาชนอาจจะทำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น ผู้บริหารภาครัฐไม่ต้องทำงานเหมือนต้นแบบในอดีตอีกต่อไป แต่สามารถจะยืมหรือเลียนแบบจากการปฏิบัติงานที่เหนือกว่าจากที่ใดที่หนึ่งที่จะทำให้การปฏิบัติงานในท้องถิ่นของตนดีขึ้น การปรับปรุงการดำเนินงานขององค์กรภาครัฐขึ้นอยู่กับความเข้าใจในสภาพแวดล้อมของการติดต่อระหว่างกันอันใหม่ในเรื่องการบริหารงานภาครัฐ รวมทั้งการปกครองในระบบที่ต้องพึ่งพาระหว่างกันระบบใหม่







>> กลับไปหน้าเดิมค่ะ...:)

| HOME | WEBBORD |

© 2002 "NIDA16_bangkok" Created and Published by NIDA16_bangkok All rights reserved.
 
Hosted by www.Geocities.ws

1