บ่ายวันหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว
ข้าพเจ้ามองลงมาจากหน้าต่างของเครื่องบินที่บินอยู่เหนือมหาสมุทรแปซิฟิค เพื่อสังเกตภูมิทัศน์จากเบื้องสูง
ภายใต้ขอบฟ้าที่งดงามแจ่มใส ที่มีเพียงเมฆหมอกสีขาวบางๆ ลอยอยู่เหนือแผ่นน้ำทะเลเบื้องล่าง
ประกายแสงแดดยามบ่ายส่องประกายระยิบระยับสะท้อนลูกคลื่นที่ถูกซัดไปมา ดุจกลุ่มอัญมณีที่ส่องแสงแพรวพราวบนผืนผ้าสีน้ำเงินเข้ม
ข้าพเจ้าเพลิดเพลินไปกับการเฝ้ามองจนกระทั่งเครื่องบินบินเข้าสู่น่านฟ้าเหนือผืนแผ่นดิน
ที่ทอดเป็นแนวยาวกว้างใหญ่ จะเห็นตามขอบชายฝั่งติดกับมหาสมุทร ที่ประกอบไปด้วยแนวเทือกเขาที่ทอดตัวยาวสลับซับซ้อนบนแผ่นพื้นสีส้มอมน้ำตาล
ธรรมชาติก่อให้เกิดหุบเขา ที่ราบ และซอกมุมของแผ่นดินที่มองเห็นเป็นสีเข้มขึ้น
เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ทั้งยังมีแนวลำธารน้ำ และแม่น้ำประดับเป็นสายใยหล่อเลี้ยงให้แผ่นดินและสรรพชีวิตต่างๆ
ได้รับความชุ่มชื้น
ข้าพเจ้ารู้สึกสบายใจที่ได้ทอดทัศนาภูมิทัศน์ที่งดงามเหล่านี้
ไปจนไม่รู้สึกตัวเองว่าแตกต่างไปจากสิ่งที่มองเห็น มีแต่ความผสานกลมกลืนอยู่ในบรรยากาศที่ดำรงอยู่
นับเป็นเวลานาทีแห่งประสบการณ์ที่มีคุณค่า ที่ทำให้ข้าพเจ้านึกพิจารณาเปรียบเทียบไปกับเวลาใดๆ
ที่เราต้องทนจำเจวนเวียนอยู่ในพื้นที่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างจำกัด หรือที่ที่มีความสับสนวุ่นวาย
เรามักจะมีความขัดแย้งหรืออุปสรรคเกิดขึ้นในจิตใจ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของปัญหาต่างๆ
ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เมื่อเราปลดปล่อยตัวเองเข้าสู่ห้วงธรรมชาติ หรือเพียงแต่การมองเห็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์งดงาม
จิตใจนั้นก็จะได้รับการชะล้าง ไม่ขุ่นข้องหมองมัว แต่แจ่มใสมีพละกำลัง และเมื่อนั้นปัญหาต่างๆ
ก็จะได้รับการแก้ไขลงอย่างง่ายๆ
เราอาจเปรียบเทียบธรรมชาติที่บริสุทธิ์ได้กับ"ยาขนานเอก"
ที่ช่วยบำรุงจิตวิญญาณของมนุษย์ให้มีความเข้มแข็งและเบิกบานงดงามอยู่เสมอ
เป็นยาที่เราสามารถเสาะแสวงหาได้จากการเข้าไปอยู่หรือสัมผัส หรือการเดินทางท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ
เช่น ทะเล,น้ำตก, ป่าเขาลำเนาไพร เป็นการเสาะแสวงหาความสงบ และระลึกถึงสภาพธรรมชาติของตนเอง
เราจะสังเกตได้ว่า ภายหลังการเดินทางเช่นนี้ เราจะได้รับพลังชีวิตกลับคืนมา รวมทั้งมีประสบการณ์ที่ดีงามกับตนเองและผู้อื่น
เราจะมองเห็นชีวิตและโลกอย่างเข้าใจมากขึ้น และมีความอดทนต่อสิ่งต่างๆ ที่เราต้องเผชิญรับได้มากขึ้นเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเราพิจารณาคุณประโยชน์ของธรรมชาติในด้านที่เป็นแหล่งขององค์ความรู้ต่างๆ
ตั้งแต่ ศาสนา ปรัชญา จิตวิทยา ศิลปะ รัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฯลฯ ศาสตร์เหล่านี้ถ้าเราศึกษาไล่เรียงมาตามยุคสมัยของความเจริญทางด้านศิลปวิทยาการของมนุษยชาติ
เราจะเข้าใจว่า บทบาทของธรรมชาติ ก็คือ ครูผู้สอน โดยมีเราเป็นนักเรียนที่ช่างคิดช่างสงสัยทั้งสิ้น
ศาสตร์ในยุคแรกๆ เกิดจากความสงสัยของมนุษย์ที่มีต่อปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
สงสัยว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร อะไรเป็นสาเหตุให้เกิด และจะนำผลอะไรมาให้บ้าง
จากการสังเกตและคิดวิเคราะห์ได้นำมาสู่การตั้งข้อสมมุติขึ้น เรียกว่า สมมุติฐาน
จากตรงนี้มนุษย์ก็พยายามหาทางพิสูจน์ด้วยวิธีการต่างๆ โดยอาศัยการทดลองที่คิดค้นขึ้น
สังเกตผลที่ได้ ซึ่งผลที่ได้นี้ภายหลังก็ถูกนำออกมาเผยแพร่ และประยุกต์ใช้เพื่อตอบสนองความต้องการด้านต่างๆ
ของมนุษย์
แต่ในการประยุกต์ใช้ประโยชน์ของธรรมชาติ บางครั้งมนุษย์ก็ขาดความพอดี
หรือด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้เกิดการคุกคามทำลายธรรมชาติ และผลสะท้อนนี้ก็ย้อนกลับมาทำลายมนุษย์เอง
ดังเช่น กวางที่แทะเล็มกินใบไม้อ่อนรอบ ๆ ตัว จนกระทั่งไม่สามารถหาที่ซ่อนกำบังตนจากนายพรานได้
และต้องตกเป็นเหยื่อในที่สุด
เราควรจะดูตัวอย่างการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ดีจากกลุ่มชนพื้นเมืองในส่วนต่างๆ
ของโลก ที่มีชีวิตเรียบง่ายและสันโดษ พวกเขาฉลาดที่จะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติรอบตัว
แต่ไม่ทำลายสิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อตนเอง และลูกหลานของเขาก็จะได้รับมรดกตกทอดที่มีคุณค่า
เมื่อเทียบกับคนในโลกใหม่ที่พรั่งพร้อมด้วยวัตถุ แต่ต้องอยู่ท่ามกลางภาวะปัญหาของสิ่งแวดล้อม
และกับคำถามที่ว่าเราจะมีอะไรเหลือทิ้งไว้ให้กับลูกหลานของเราบ้าง
ธรรมชาติจึงเป็นยาขนานเอก ที่นอกจากจะช่วยบำรุงจิตวิญญาณของมนุษย์ให้มีความสุขและเบิกบานแล้ว
ก็ยังเป็นคุณูปการะอันยิ่งใหญ่ต่อกระบวนการพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ ของมวลมนุษยชาติอีกด้วย
มนุษย์จึงควรที่จะสำเหนียกรู้อยู่เสมอว่า ธรรมชาติคือชีวิต ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และการทำลายธรรมชาติสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย ก็คือการทำลายชีวิตของมนุษย์นั่นเอง.
|
ยาขนานเอก
|