ทุกๆ ครั้งที่เราแหงนหน้ามองดูดาวดวงเล็กดวงใหญ่ที่กำลังเปล่งประกายโชติช่วงอยู่บนฟากฟ้าในยามค่ำคืน
มีหลายครั้งที่เรามีความสงสัยและอยากจะรู้ว่าโลกและตัวเรานั้นดำรงอยู่ ณ แห่งหนใดของจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลหาที่สุดมิได้นี้
ในความลึกลับและยิ่งใหญ่ของจักรวาล ไม่มีใครที่จะสามารถล่วงรู้ได้ว่าจักรวาลเกิดขึ้นมาเมื่อใด
ใครเป็นผู้สร้าง มีขนาดกว้างเท่าใด และจะสิ้นสุดลงตรงที่ใด เพราะนั่นคือสิ่งที่อยู่นอกเหนือวิสัยของมนุษย์
ตลอดจนเป็นเรื่องอจินไตยที่ไม่ควรจะคิดถึง เพราะสามารถที่จะให้คนที่คิดเกิดความวิปลาสเอาง่ายๆ
อีกทั้งไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้ความทุกข์หมดสิ้นไปได้แต่อย่างใด
เมื่อเปรียบเทียบกับจักรวาลอันยิ่งใหญ่ โลกเราใบนี้ช่างเล็กกระจ้อยนิดเดียวเหลือเกิน
และมนุษย์เราเอง ก็เป็นแค่เพียงเศษเสี้ยวของธุลีฝุ่นแห่งจักรวาล ที่แทบจะหาคุณค่าใดๆ
ไม่ได้เลย
อย่างไรก็ตาม แม้มนุษย์จะเป็นแค่เพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ
เมื่อเปรียบเทียบกับโลกหรือจักรวาลอันกว้างใหญ่ แต่อัตตาหรืออหังการของมนุษย์นั้นกลับยิ่งใหญ่กว่าจักรวาลทั้งหลายเสียอีก
อหังการของมนุษย์ที่มีอยู่ ทำให้มนุษย์มักจะมีความรู้สึกนึกคิดและหยิ่งในตนเองอยู่ตลอดเวลาว่า
ตนเองมีคุณค่าและมีความสำคัญกว่าคนอื่นเสมอ ตนเองคือผู้ที่มีความยิ่งใหญ่และประเสริฐกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด
อหังการอันผิดๆ ของมนุษย์ ได้สร้างความเห็นแก่ตัวและสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นกับมนุษย์อยู่ตลอดเวลา
และไม่ใช่จะเพียงแค่นี้เท่านั้น หากแต่ยังสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นกับคนอื่นได้อีกด้วย
เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ทั้งปวง มนุษย์ดูเหมือนว่าจะได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีความประเสริฐมากกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ
อันเนื่องมาจากสามารถฝึกฝนและพัฒนาให้มีความเจริญก้าวหน้าได้ หากแต่ในอีกมุมหนึ่ง
ผู้ที่สร้างความทุกข์ความกังวลใจ และสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายให้เกิดขึ้นกับโลกมากที่สุด
ก็คือ มนุษย์นั่นเอง
มนุษย์จึงเป็นทั้งผู้สร้างโลก ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้ทำลายล้างโลกด้วยเช่นกัน
มนุษย์เป็นทั้งพระเจ้าและซาตานในคนเดียวกัน ทั้งนี้เพราะมีสาเหตุมาจากอหังการหรือความหยิ่งทรนงในตัวเองมากเกินไปนั่นเอง
อหังการหรือมิจฉาทิฏฐิที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทำให้มนุษย์มองว่าตนเองมีความยอดเยี่ยมดีเลิศประเสริฐศรีอยู่ตลอดเวลา
ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมทำให้เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยามและมองคนอื่นในแง่ร้ายอยู่เสมอ
จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าคนอื่นเป็นฝ่ายตรงข้ามที่ตนเองจะต้องทำการเบียดเบียนหรือทำลายให้หมดสิ้นลงไป
สงครามหรือการเข่นฆ่ากันที่กำลังดำเนินอยู่ในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกในปัจจุบัน
ล้วนมีสาเหตุมาจากความเข้าใจผิดหรืออหังการของมนุษย์เอง ที่ไม่รู้จักการยอมรับหรือยอมแพ้กันเสียบ้าง
ต่างคนต่างก็ถือว่าตัวเองมีอำนาจและเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครยอมใคร ผลสุดท้ายก็ทำให้เกิดความรุนแรงตามมา
จนกลายเป็นสงครามแห่งความโง่เง่าที่สร้างความทุกข์ความเจ็บปวดและสร้างความสูญเสียให้เกิดขึ้นอย่างไม่สามารถที่จะเยียวยารักษาให้ดีดังเดิมได้อีก
กล่าวเฉพาะในประเทศไทยเรา ปัจจุบันดูเหมือนว่าสภาพเศรษฐกิจและสังคมของบ้านเมืองนับวันก็ยิ่งจะย่ำแย่ลงไปทุกที
เพราะเรามีผู้นำหรือผู้บริหารประเทศที่มีความมั่นใจและหยิ่ง
ทรนงในตนเองมากเกินไป ซึ่งทำให้มองเห็นคนอื่นไร้ความสามารถ ไม่ดีเท่ากับตนเอง
และไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น จนทำให้เกิดความแตกแยกทางด้านความคิด ทำให้บ้านเมืองต้องขาดความรักความสามัคคี
และประสบกับปัญหาวิกฤตอย่างที่กำลังเป็นอยู่ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง สังคม
และการบริหาร
เพราะฉะนั้น อหังการของมนุษย์จึงไม่ใช่แนวทางสำคัญที่จะนำพาชีวิตและสังคมไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองหรือความสงบสุขอย่างแท้จริงได้
หากมีแต่จะนำชีวิตไปสู่ความหายนะวิบัติและสร้างความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงควรที่จะทำความเข้าใจกับตนเองเสียใหม่ว่า
แท้ที่จริงแล้วตนเองเป็นแค่เพียงเศษเสี้ยวของธุลีฝุ่นแห่งจักรวาลเท่านั้นเอง
หาได้มีความยิ่งใหญ่ไปกว่าคนอื่นๆ แต่อย่างใดไม่ หากแต่ทุกคนล้วนต่างก็มีความเท่าเทียมกัน
ไม่มีใครดีกว่าใคร และไม่มีใครยิ่งใหญ่ไปกว่าใครอย่างที่คิด เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงแค่การสมมติขึ้นมาเท่านั้นเอง
ในเมื่อเราต่างก็เป็นเพียงดั่งเศษธุลีฝุ่นเล็กๆ เช่นนี้
เราทุกคนจึงควรที่จะตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตให้มาก ในขณะเดียวกัน ก็ควรที่จะเรียนรู้ถึงวิธีที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและสันติภาพ
รวมทั้งสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับชีวิต เพื่อร่วมกันรังสรรโลกให้สวยงามอยู่เสมอ.
|
เพียงเศษธุลีฝุ่นของจักรวาล
|