เมื่อหลายเดือนก่อน
ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เดินทางไปทัศนศึกษาที่วนอุทยานแห่งชาติ Yosemite ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย
อันเป็นวนอุทยานแห่งชาติที่มีความสวยงามและยิ่งใหญ่มากแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา
ในการเดินทางไปทัศนศึกษาครั้งนี้ ข้าพเจ้าเดินทางไปกับคณะของนักแสดงโปงลางจากสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี
ที่เดินทางมาจากประเทศไทยโดยคณะของเราใช้เวลาในการเดินทางไปกลับ 8 ชั่วโมงเต็ม
แต่ใช้เวลาอยู่ที่ Yosemite เพียงแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้นเอง เพราะมีเวลาในการทัศนศึกษาแค่เพียงวันเดียว
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าคณะของข้าพเจ้าจะมีเวลาอยู่ที่นั่นเพียงชั่วระยะสั้นๆ
แค่ 4 ชั่วโมงก็จริง แต่ก็เป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ เพราะว่ามีโอกาสได้เก็บเกี่ยวความประทับใจมากมายเอาไว้ในใจ
จากการได้พบเห็นความงดงามแห่งธรรมชาติของวนอุทยาน Yosemite แห่งนี้
ในขณะที่เดินท่องเที่ยวอยู่ใน Yosemite ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองกำลังเดินท่องเที่ยวอยู่ในดินแดนแห่งสรวงสวรรค์
เพราะที่นั่นมีบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมมาก มีต้นไม้ใหญ่มากมาย มีหน้าผาสูงหลายแห่ง
สัตว์ป่าหลากหลายชนิด ลำธารใสเย็น และน้ำตกที่สดสวยงดงาม
เห็นแล้วเกิดความสุขและเบิกบานใจอย่างมหัศจรรย์
ตอนที่พักทานข้าวกลางวันใต้แมกไม้ข้างลำธารที่มีน้ำใสไหลเย็นมองเห็นฝูงปลาแหวกว่ายไปมา
นกเป็ดน้ำฝูงหนึ่ง และกระรอกป่า ได้พากันเข้ามามีส่วนร่วมในการทานอาหารด้วย โดยพากันเดินมากินอาหารที่มีคนยื่นให้
ชนิดที่ไม่มีความตื่นกลัวแต่อย่างใด คล้ายๆ กับพวกมันจะรู้ว่าทุกคนล้วนต้องการที่จะผูกมิตรภาพกับมัน
ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากเหลือเกินในยุคสมัยปัจจุบัน
ข้าพเจ้ามีความสุขและเพลิดเพลินกับการเดินชมและศึกษาธรรมชาติอย่างไม่รู้สึกเบื่อ
รู้สึกประทับใจในทุกอย่างที่พบเห็น จนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว มารู้สึกตัวอีกที
ก็ตอนที่มีคนบอกว่าถึงเวลากลับแล้ว เลยจำใจต้องลา Yosemite กลับมาด้วยความอาวรณ์
โดยเก็บเกี่ยวเอาความทรงจำที่ดีๆ มากมายกลับมาด้วย และตั้งใจเอาไว้ว่า วันข้างหน้าหากมีโอกาสก็จะกลับไปเยี่ยมอีก
การไปทัศนศึกษาในครั้งนี้ นอกเหนือจากข้าพเจ้าจะได้รับความประทับใจหลายๆ
อย่าง กลับมาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาเรียนรู้ ก็คือความเข้าใจในธรรมชาติ
และความรู้สึกซาบซึ้งในคุณค่าและความสำคัญของมัน ซึ่งทำให้ข้าพเจ้ายิ่งเกิดความรัก
ความหวงแหนในธรรมชาติสิ่งแวดล้อมมากขึ้นว่าเดิม
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นับว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากต่อทุกชีวิต และชีวิตกับธรรมชาติต่างก็มีความเกี่ยวเนื่อง
เชื่อมโยง และผูกพันกันอยู่ตลอดเวลา ในฐานะที่ธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ เป็นปัจจัยที่จะเกื้อกูลให้ชีวิตเกิดความสมดุลขึ้น
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ต้นไม้ สายน้ำ
ดิน ฟ้า อากาศ และสัตว์ป่า ล้วนมีคุณูปการะต่อชีวิตของมนุษย์ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับร่างกายและจิตใจ
ถ้าหากว่าธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ถูกทำลายลงไป ก็จะพลอยทำความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นกับชีวิตของมนุษย์เองด้วยเช่นกัน
ในความเป็นจริง มนุษย์กับธรรมชาติ เป็นความสัมพันธ์ที่มิอาจจะแบ่งแยกออกจากกันได้
เพราะมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และธรรมชาติเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของมนุษย์
การสร้างทัศนคติที่ไม่ดีให้เกิดขึ้นกับธรรมชาติ การมองไม่เห็นคุณค่าของธรรมชาติ
หรือการมองธรรมชาติเป็นแค่เพียงเหยื่ออันโอชะที่ตนเองจะพึงกอบโกยเอาผลประโยชน์จากมันเพียงอย่างเดียวแบบหน้ามืดตามัว
โดยที่ไม่คำนึงถึงผลร้ายที่จะตามมาในอนาคต จึงเป็นการเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง
ปัจจุบันนี้มีปัญหามากมายที่เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์ได้กระทำต่อสิ่งแวดล้อม
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำเน่าเสีย ปัญหามลภาวะอากาศเป็นพิษ ปัญหาอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น
ปัญหาฝนกรด ปัญหาฝนแล้งหรือตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล ปัญหาปฏิกิริยาเรือนกระจก หรือ
Green House Effect ซึ่งเหล่านี้ล้วนเกิดมาจากน้ำมือของมนุษย์เอง ที่พากันประทุษร้ายและทำลายธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ
โดยขาดการการพิจารณาไตร่ตรองและขาดการยั้งคิด จนนำมาซึ่งความเดือดร้อนอย่างที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
ตราบใดที่มนุษย์ยังมองไม่เห็นถึงความสำคัญของธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมที่มีความเกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยงและสัมพันธ์กับสรรพชีวิต ยังมองทุกอย่างโดยความแปลกแยก แบ่งซอยแยกส่วน และมองเห็นว่าเป็นเพียงทรัพยากรที่จะตนเองจะพึงครอบครองกอบโกยเพื่อเอาผลประโยชน์
ตราบนั้นมนุษย์ก็คงจะต้องพบกับความเจ็บปวดและก้มหน้ารับผลกรรมที่ตนเองได้ร่วมกันกระทำขึ้นโดยไม่มีวันสิ้นสุด
อย่างไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีจะเป็นเสมือนยาขนานเอกที่จะชุบสรรพชีวิตให้มีชีวิตชีวาและมีความสุข
เบิกบาน ร่มเย็นอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งจะเอื้ออำนวยประโยชน์และความสุขให้กับสรรพชีวิตอย่างมหาศาล
ถ้าหากว่าทุกๆ คนหันหน้ามาทำการศึกษาและทำความเข้าใจถึงคุณค่าและความสำคัญของมันอย่างจริงจัง
และร่วมแรงร่วมใจกันคุ้มครองป้องกันรักษาเอาไว้ โดยไม่ให้มีการทำลายลงไปอย่างที่กำลังเป็นอยู่
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่มีคุณูปการะอันยิ่งใหญ่ต่อสรรพชีวิต มนุษย์จึงควรที่จะสำเหนียกรู้อยู่เสมอว่า ธรรมชาติคือชีวิต ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และการเบียดเบียนหรือทำลายธรรมชาติสิ่งแวดล้อมทั้งหลายให้หมดสิ้นไป ก็คือการเบียดเบียนหรือทำลายชีวิตของมนุษย์นั่นเอง.
|
ธรรมชาติกับชีวิต
|