เมื่อตอนที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กตัวเล็กๆ
ในทุกๆ ค่ำคืนยามราตรี ข้าพเจ้ามักจะหอบเอาสื่อ หมอน และผ้าห่มออกมานอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ที่ลานดินหน้าบ้าน
เพื่อนอนดูหมู่ดวงดาวที่ส่องแสงสกาวอยู่บนฟากฟ้า พร้อมๆ กับนับดูหมู่ดวงดาราที่แพรวพราวอยู่บนฟากฝันแห่งนั้น
ตลอดจนภาวนาอธิษฐานขอพรจากดวงดาวถึงสิ่งต่างๆ มากมายอยู่เสมอ ตามประสาของเด็กตัวน้อยๆ
ที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสา
โลกของเด็กๆ นั้น ดูเหมือนจะเป็นโลกแห่งความฝันและจินตนาการอย่างแท้จริง
ในโลกใบเล็กๆ ใบนั้น เด็กๆ ทุกคนต่างก็มีความคิดฝันและมีความหวังเป็นสมบัติของตัวเอง
และเฝ้าภาวนาอธิษฐานต่อดวงดาวอยู่เสมอ เพื่อที่จะขอให้ความฝันของตนได้กลายมาเป็นความจริง
ซึ่งในความหวังและความฝันเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นความสดใส บริสุทธิ์หมดจด เปี่ยมล้นไปด้วยความเบิกบานงดงาม
ไร้เดียงสา และไร้เล่ห์เหลี่ยม ซึ่งบางครั้งซื่อและบริสุทธิ์เสียจนผู้ใหญ่เองก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ทั้งหมด
ข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในจำนวนเด็กๆ ทั้งหลายเหล่านั้น ที่มีความฝันและมีความหวังเป็นสมบัติของตนเอง
มีโลกส่วนตัวเป็นโลกแห่งความฝัน ซึ่งมีบ้างที่เป็นความจริง ในขณะที่หลายๆ สิ่งก็เป็นได้แค่เพียงความฝัน
..ที่เลื่อนลอย
แต่ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกดีใจที่ข้าพเจ้ายังมีโอกาสได้หวังและฝัน อย่างน้อยการที่เราได้ฝันถึงสิ่งต่างๆ
นั้นก็แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของชีวิตและช่วยทำให้ชีวิตของเรามีความหวังและมีความมุ่งมั่นพยายามมากยิ่งขึ้น
ด้วยว่า
.ความหวังและความฝันนั้นเป็นสมบัติของมวลมนุษย์ทุกๆ คนที่ยังคงมีลมหายใจอยู่
ขณะที่ความสิ้นหวังและหมดหวังนั้นเป็นสมบัติของมนุษย์ผู้ที่ปราศจากลมหายใจ ซึ่งถ้าหากชีวิตเราปราศจากความหวังและความฝันเสียแล้ว
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะอยู่เพื่ออะไร และเราจะอยู่ไปเพื่อใครกัน
ทุกๆ ครั้งที่ข้าพเจ้ามองดูดวงดาว ณ ฟากฟ้าที่กว้างไกล
ข้าพเจ้าเคยภาวนาอธิษฐาน ตั้งความปรารถนาและมีความฝันใฝ่อยู่ในใจลึกๆ อยากจะออกมาต่อสู้และผจญภัยกับโลกภายนอก
เพียงคนเดียวตามลำพัง อยากจะเดินทางท่องเที่ยวไปในโลกที่กว้างใหญ่ อยากจะมีชีวิตและอยากจะใช้ชีวิตเฉกเช่นเดียวกับ"สิทธารถะ"
ผู้กล้าหาญในนิยายปรัชญาของเฮอร์มาน เฮสเส
ด้วยคิดและหวังอยู่เสมอว่ามันคงจะตื่นเต้นและสนุกท้าทายน่าดู ซึ่งบางทีมันอาจจะทำให้รสชาติของความเป็นคนมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น
ตลอดจนหวังว่ามันคงจะทำให้ได้เรียนรู้ชีวิต และค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเองได้บ้าง
แต่เมื่อกาลเวลาพัดผ่านล่วงเลยไป พอข้าพเจ้าเติบใหญ่และโตขึ้น
ได้มามีชีวิตและใช้ชีวิตอย่างที่ตนเคยปรารถนาและต้องการ ปลีกตัวออกมาอยู่ในอีกโลกหนึ่ง
ซึ่งเป็นโลกที่ห่างไกลจากจินตนาการและความคิดฝัน ได้เรียนรู้ ได้รู้จัก ได้พบเห็นและได้ประสบกับอะไรต่างๆ
มากมาย ทั้งโอกาส สถานที่และผู้คนที่หลากหลายในสังคมแห่งความเป็นผู้ใหญ่ที่โหดร้ายและทารุณ
ซึ่งเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันและกันอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกที่เข้ามาทดแทนความสนุกและตื่นเต้นท้าทายเหล่านั้นก็คือ
ความเหงาและความว่างเปล่า ซึ่งปวดร้าวอยู่เสมอในยามที่ต้องระลึกถึง
ถึงทุกวันนี้ ทุกๆ ครั้งที่ข้าพเจ้าเห็นเด็กตัวน้อยๆ
วิ่งซุกซนหยอกล้อกันเล่นอย่างร่าเริงสนุกสนาน ทำให้ข้าพเจ้าได้หวนรำลึกถึงวัยเยาว์ในชีวิตที่ล่วงเลยไป
ตลอดจนความทรงจำบางอย่างที่ได้สูญหายไปในวัยเยาว์
ในยามที่ข้าพเจ้าเหงาหรือทุกข์ใจ ข้าพเจ้าจะมีความรู้สึกที่ดีขึ้น
เมื่อได้คิดถึงวันเยาว์ที่ผ่านพ้นไป เพราะในวัยเยาว์เหล่านั้น ข้าพเจ้าได้พบเจอกับอะไรต่างๆ
มากมาย ทั้งโอกาส สถานที่ และบุคคลที่หลากหลาย ข้าพเจ้ามองเห็นภาพแม่กำลังป้อนน้ำนมให้ข้าพเจ้า
มองเห็นตัวเองกำลังวิ่งเล่นกับเพื่อน มองเห็นความเซ่อของตัวเองที่เอาครีมคอฟฟี่เมตไปซักผ้าเพราะนึกว่าเป็นผงซักฟอกชั้นดี
มองเห็นคุณครูผู้ใจดีที่สั่งสอนให้ตั้งใจเรียน เห็นความมีน้ำใจของเพื่อนเด็กด้วยกัน
ได้ยินเสียงการแสดงความยินดีอย่างจริงใจเมื่อพวกเราชนะการแข่งขันกีฬา มองเห็นถึงคุณค่าแห่งมิตรภาพที่ทุกคนได้มอบให้กันและกัน
จำได้ถึงคำมั่นสัญญาที่ว่าเราต้องจากกันเพื่อไปทำหน้าที่ของตนเอง ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน
เราจะเป็นเพื่อนกันตราบนิรันดร์ ฯลฯ เหล่านี้คือความสุข ความอบอุ่น และความทรงจำที่ไม่มีวันสิ้นสุดที่ได้รับจากชีวิตในวัยเยาว์
หากข้าพเจ้าสามารถหมุนย้อนวันเวลาให้กลับคืนมาเป็นเหมือนดั่งเดิมได้อีก สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าจะทำก็คือการกลับไปสู่ชีวิตในวัยเยาว์ ไปสู่โลกใบเล็กที่ได้จากมา อยากจะกลับไปเป็นเด็กตัวน้อยๆ เหมือนเดิม เพื่อเติมแต่งความฝันในวัยเยาว์ที่หายไปเหล่านั้นให้สมบูรณ์
ข้าพเจ้าอยากจะกลับไปยืนอยู่ที่เดิม อยากจะกลับไปสู่โลกใบเดิมที่สะอาด
บริสุทธิ์ งดงาม อบอุ่นและไร้เดียงสา เพื่อที่จะไม่ต้องมาทุกข์ทนกับความเป็นผู้ใหญ่ที่สับสนและโหดร้ายต่อไปอีก
แต่ก็นั่นแหละนะ มันสายเกินไปเสียแล้ว มันคงจะเป็นไปไม่ได้ อย่างมากข้าพเจ้าก็ทำได้แค่เพียงฝันและรำลึกถึงเท่านั้นเอง.
|
รำพึงถึงวัยเยาว์
|