1. วัคซีนป้องกันโรคหัด
2. วัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน
3. วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน
4. วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก
5. วัคซีนป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยัก
6. วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยักและไอกรน
7. วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ
| ชื่อวัคซีน (ชื่อการค้าที่มีในประเทศไทย) |
อายุ | ขนาด | วิธีใช้ | กระตุ้น | ภูมิคุ้มกัน / ปฏิกิริยา | การเก็บรักษา | ข้อควรทราบ |
|
1. วัคซีนป้องกันโรคหัด |
> 9 เดือน | 0.5 ml |
ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง บริเวณสะโพกหรือต้นแขน |
ไม่จำเป็น | - เด็กอาจมีไข้ระหว่างวันที่ 5 ถึงวันที่
12 หลังจากได้รับวัคซีน และหายไปเองภายใน 2-5 วัน และอาจมีอาการชักในเด็กที่มีประวัติชักเวลามีไข้สูง - เด็กบางคนอาจมีผื่นขึ้นพร้อมกับไข้ คล้ายหวัดประมาณ 2 วันแล้วหายหรือบางคนอาจมีอาการคล้ายหวัดร่วมด้วย |
- เก็บที่อุณหภูมิ 4 - 8 ฐC ป้องกัน การถูกแสง - น้ำที่ใช้ผสมให้เก็บในที่เดียวกัน - ควรใช้ทันทีหลังจากผสมแล้วหรือใช้ภายใน 8 ชม.โดยต้องเก็บไว้ที่อุณหภมิ 4-8 ๐ Cและไม่ให้ถูกแสง |
- ระวังในเด็กที่กำลังเป็นไข้ เด็กที่แพ้ไข่ไก่
เด็กที่ได้รับการให้เลือด พลาสมาหรือแกมมาโกลบูลินมาไม่เกิน 3 เดือน - ไม่ควรให้ในเด็กที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน - ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ |
|
2. วัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน |
> 15เดือน | 0.5 ml | - ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง | ไม่จำเป็น | - อาการไข้ต่ำๆ ปวดตามข้อในวันที่
8-12 หลังการฉีดวัคซีนและหายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง บางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองต้นคอโตและมีผื่นร่วมด้วย - ภูมิคุ้มกันที่ขึ้นเต็มที่หลังสัปดาห์ที่ 2 ไปแล้วและจะคงอยู่ตลอดชีวิต |
- เก็บที่อุณหภูมิ 4-8 ฐC และไม่ให้ถูก แสงแดดตลอดเวลา - วัคซีนที่ผสมละลายแล้วต้องใช้ภายใน 1 ชั่วโมงหรือถ้าเก็บในตู้เย็นจะเก็บได้นานไม่เกิน 8 วัน - ต้องดูฉลากวันหมดอายุด้วย |
- ห้ามให้ในหญิงตั้งครรภ์หรือหญิงที่อาจมีการตั้งครรภ์ในระยะ
2 เดือน - ในระยะที่มีไข้หรืออาการของไข้หวัดไม่ควรได้รับวัคซีน - ห้ามให้วัคซีนแก่ผู้ที่มีประวัติแพ้ neomycin เนื่องจากในกระบวนการเตรียมขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้อง ชื่อวัคซีน (ชื่อการค้าที่มีในประเทศไทย) อายุ ขนาด วิธีใช้ กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน / ปฏิกิริยา การเก็บรักษา ข้อควรทราบ ใช้ neomycin และ polymyxin เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นผลผลิตขั้นสุดท้าย คือ วัคซีนอาจจะยังมียาทั้งสองเหลือปนอยู่ |
|
3. วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด
คางทูม และหัดเยอรมัน |
12-15 เดือน | 0.5 ml | ฉีดเข้าใต้หนัง บริเวณสะโพกหรือต้นแขน | อายุ 5-12 ปี | -มีอาการปวด บวม บริเวณ ที่ฉีด - มีไข้ หรือมีผื่นขึ้นตามตัว - มีอาการคล้ายแพ้ยา หายใจลำบาก - ปวดข้อ ต่อมน้ำเหลือง โต |
- เก็บที่อุณหภูมิ 2-10 ฐC และห้าม โดนแสงตลอดเวลา - วัคซีนที่ผสมละลายแล้วต้องให้ภายใน 1 ชั่วโมง ถ้าเก็บในตู้เย็น เก็บได้นานไม่เกิน 8 ชั่วโมง - วันหมดอายุให้ดู ฉลากบนขวดวัคซีน นั้น |
- ใช้สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไปที่ยังไม่เคยออกหัดหรือเป็นคางทูม - ผู้ที่ได้รับวัคซีน เมื่ออายุต่ำกว่า 1 ปี ถ้าได้รับการฉีดซ้ำเมื่ออายุ 15 เดือน จะทำให้ภูมิคุ้มกันสมบูรณ์ดีขึ้น - ห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์ - ไม่ให้ในคนที่มีประวัติแพ้ไข่ แบบรุนแรง แพ้ยา neomycin หรือในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ - ไม่ควรให้ร่วมกับยาพวก immunoglobulin , blood products และ immunosuppressant หรือควรเว้นช่วงอย่างน้อย 3 เดือนจึงให้ยา ชื่อวัคซีน (ชื่อการค้าที่มีในประเทศไทย) อายุ ขนาด วิธีใช้ กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน / ปฏิกิริยา การเก็บรักษา ข้อควรทราบ - วัคซีนนี้อาจรบกวนปฏิกิริยา ของ Tuberculin skin test จึงควรเว้นระยะเวลาอย่าง น้อย 4- 6 สัปดาห์ |
|
4. วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก |
>5 ปี ( ไม่เคยได้รับ DTP / DT )
- ไม่เคยรับวัคซีนT มาก่อนหรือได้รับไม่ครบชุด |
0.5 ml
0.5ml |
- IM 2 ครั้งแต่ละครั้งห่างกัน
- IM 2 ครั้งแต่ละครั้งห่างกัน 1 เดือน
- IM ( รวม 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1- 2 เดือน )+ antitoxin |
- ขนาด 0.5 ml : 6 เดือน -1 ปี หลังจากได้รับวัคซีนชุดแรก
- 1 ครั้ง( 0.5ml)
- ไม่จำเป็น |
- มีอาการเจ็บประมาณ 2 สัปดาห์หลังฉีดครั้งแรก - เด็กที่ฉีดวัคซีนครบ 4 เข็มจะมีภูมิคุ้มกัน > 10ปี |
- เก็บที่อุณหภูมิ 4-8 ๐C ห้ามแช่แข็ง - เก็บได้นานประมาณ 2 ปี นับแต่วันที่ผลิต - ควรดูฉลากวันหมดอายุด้วย |
- การฉีด T ให้หญิงตั้งครรภ์เพื่อป้องกันโรคบาดทะยักในเด็กเกิดใหม่
( neonatal tetanus )เริ่มฉีดครั้งที่ 1 ในโอกาสแรกที่พบ ครั้งที่ 2 ควรฉีดก่อนครบกำหนดคลอดอย่างน้อย
1 เดือน - ต้องเขย่าขวดจนตะกอนกระจายทั่วกันดีก่อนที่จะใช้ - การฉีด tetanus antitoxin ควรถามประวัติการแพ้ต่างๆหรือประวัติเป็นลมพิษและต้องทำ intracutaneous หรือ ophthalmic sensitivity test ก่อนทุกครั้ง - การฉีด tetanus antitoxin ต้องฉีดคนละข้างกับ tetanus toxoid และไม่ผสม |
|
5. วัคซีนป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยัก - เป็น adsorbed vaccine |
-เด็ก >7 ปีและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับ DTP มาก่อน
|
0.5 ml - IM : บริเวณส่วนกลางของต้นขาด้านนอกหรือต้นแขน |
- IM : บริเวณส่วนกลางของต้นขาด้านนอกหรือต้นแขน ครั้งที่1 : ปีหลังจากเข็มแรก |
-ครั้งที่ 1 :1 ปีหลังจากเข็มแรก |
- เด็กที่ได้รับวัคซีนอาจมีไข้ร้องกวนได้ - เด็กบางรายอาจมีอาการปวดบวม แดง - ร้อน บริเวณที่ฉีด : หลังจากฉีดประมาณ 3 -
4 ชั่วโมงนานไม่เกิน 24 ชั่วโมงภูมิคุ้มกัน |
- เก็บที่อุณหภูมิ - ควรดูฉลากวันหมดอายุด้วย |
- ต้องเขย่าขวดจนตะกอนกระจายตัวทั่วกันดีก่อนใช้ - การฉีดวัคซีนกระตุ้น สำหรับเด็กอายุ 7 ปีขึ้นไปหรือผู้ใหญ่ - ที่เคยได้รับวัคซีน DTP มาโดยครบชุดแล้วให้ฉีด dT 0.5 ml IM กระตุ้นเพียงครั้งเดียว - DT : ใช้ในเด็ก < 7 ปีที่ไม่สามารถให้ DTP ได้ เช่น เด็กที่มีโรคทางสมอง หรือมีประวัติชัก |
|
6. วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ
บาดทะยักและไอกรน |
1 - 1.5 ปี 4 - 7 ปี |
0.5 ml
0.5 ml |
- IM บริเวณส่วนกลางโคนขาด้านนอก หรือต้นแขน ( รวม 3 ครั้งแต่ละครั้งต่างกันประมาณ 2 เดือน )
- IM |
ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 |
- เด็กที่ได้รับวัคซีนอาจมีไข้ ร้องกวนผิดปกติ - ภูมิคุ้มกัน |
- เก็บที่อุณหภูมิ 4-8 C ห้ามแช่แข็ง - เก็บได้นานประมาณ 18 เดือนนับจากวันผลิต - ควรดูฉลากวันหมดอายุด้วย |
- เด็กที่มาหลังอายุ 2 - 3 เดือนก็ให้เริ่มฉีดวัคซีนได้เช่นเดียวกัน - ห้ามใช้ฉีดในเด็ก 7 ปีขึ้นไป |
| 7. วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ
(ไข้สันหลังอักเสบ) ( Poliomyelitis Vaccine ) มี 2 ชนิดคือ 2.1 ชนิดกิน (OPV , Sabin ) Attenuated live oral poliomyelitis vaccine ประกอบด้วย 2.2 ชนิดฉีด (IPV , salk ) |
เด็ก
เด็กอายุตั้งแต่ 6 - 12อาทิตย์ขึ้นไปโดยเฉพาะในถิ่นที่มีการระบาดเป็นประจำ |
0.1-0.5 ml
1 ml |
-ให้โดยการกิน เป็นวิธีเดียวกับการติดเชื้อตามธรรมชาติโดยให้
พร้อมกับ DTP ใน3
- ครั้งแรกแต่ละครั้งห่างกัน 2 เดือน
|
- ครั้งที่ 4 ให้หลังจากให้วัคซีนชุดแรก
- ประมาณ 1ปี และสามารถให้อีกครั้งเมื่อถึงวัยเข้าโรงเรียนอายุประมาณ4-6 ปี
|
- ภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานอาจจะตลอดชีวิต - กระตุ้นให้ร่างกายสร้าง - ภูมิคุ้มกันในบริเวณเยื่อเมือกในทางเดินอาหารและในกระแสเลือด - กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันในกระแสเลือด |
- อุณหภูมิต่ำกว่า -20 ฐC เก็บได้ประมาณ
2 ปี - อุณหภูมิระหว่าง 0- (-20) ฐCเก็บได้ประมาณ 1 ปี - อุณหภูมิระหว่าง 4-8 ฐC เก็บได้ประมาณ 90 วัน - วัคซีนโปลิโอที่เป็นสารละลายเมื่อเปิดใช้ควรใช้ให้หมดในวันเดียว - เก็บในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิ 4-8 ฐC - ห้ามเก็บในช่องแช่แข็ง - ไม่ควรเก็บในอุณหภูมิที่ร้อนกว่าที่กำหนด |
- ควรให้เด็กกินให้เสร็จสิ้นครบ
ชุดตั้งแต่ ก่อนอายุ 1 ปี - ไม่ควรให้ในเด็กที่มีภูมิคุ้มกัน- บกพร่องหรือ ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน - ไม่ควรให้คนที่ท้องเสีย - ไม่ควรให้ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันเปลี่ยนแปลงไปจากภาวะปกติ เช่น ผู้ที่มี แกมม่ากลอบูลินในเลือดผิดปกติ เป็นต้น - ห้ามฉีดโปลิโอไวรัสชนิดรับประทาน - อาจทำให้เกิดการแพ้ เพนิซิลลินและสเตร็พโตมัยซิน - ถ้าสัมผัสกับผู้เป็นโปลิโอใหม่ๆ ควรเลื่อนการฉีดเป็นเวลา 20-30 วัน |
ชื่อวัคซีน
(ชื่อการค้าที่มีในประเทศไทย) อายุ ขนาด วิธีใช้ กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน / ปฏิกิริยา
การเก็บรักษา ข้อควรทราบ
- เตรียมจากการเพาะเชื้อไวรัสโปลิโอในเซลล์เพาะเลี้ยงจากไตลิงแล้วฆ่าด้วยฟอร์มาลิน
8. วัคซีนป้องกันไข้ไทฟอยด์ ( Thyphoid Vaccine )
ท วัคซีนชนิดฉีด
( Injected Thyphoid Vaccine )
- ผลิตจากเชื้อ Salmonella typhi ที่ถูกฆ่าด้วยความร้อนและฟีนอล ผู้ใหญ่และเด็กเกิน
12 ปี
- เด็ก < 12 ปี
0.5 มล.
0.25 มล.
- sc. ที่บริเวณต้นแขน
- sc. ที่บริเวณต้นแขนและให้เริ่มฉีดเมื่อระยะปีแรกที่เข้าเรียน ( 4 - 7 ปี )
- ทุก 3 ปี หลังจากฉีดครั้งแรก
- ทุกปีในท้องที่ที่มีการระบาดของโรค
- หลังฉีดอาจมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย และบวมแดง
ร้อน บริเวณฉีด
- อาการนี้จะเริ่มประมาณ 3 - 4 ชม. หลังฉีด
- ปฏิกิริยานี้จะมีอยู่ประมาณ 1 - 2 วัน
- ควรให้ยาลดไข้กิน ได้แก่paracetamol เพื่อลดไข้ - เก็บในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิ
4 - 8ฐc
- ห้ามเก็บในช่องน้ำแข็งเพราะถ้าแช่วัคซีนนี้ให้เย็นจนแข็งจะเสียทันที
- ก่อนใช้ต้องเขย่าขวดจนตะกอนกระจายทั่วกันดีเสียก่อน
- ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอหรือเคยมีปฏิกิริยารุนแรงต่อวัคซีนนี้
- สำหรับการฉีดกระตุ้นให้ฉีดครั้งละ 0.1 มล. เข้าในหนัง
- ( intracutaneous ) แทน
อายุการใช้งานประมาณ 18
เดือนนับแต่วันที่ผลิต
ท วัคซีนชนิดกิน
( Oral Thyphoid Vaccine )
- ผลิตจากเชื้อ Salmonella typhi ชนิด ty 21a ซึ่งทำให้อ่อนฤทธิ์แล้ว
- เป็นผงแห้ง ( lyophilized )
- บรรจุใน capsule สำหรับรับประทาน
All
3 แคปซูล
- รับประทาน 3 วัน วันละครั้งก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง แต่ละครั้งห่างกัน 3 วัน
- ให้รับประทานแคปซูลขาวก่อน 2 แคปซูล ( เพื่อป้องกันการถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะ
) แล้วตามด้วย
- อาจมีการรบกวนในระบบทางเดินอาหารบ้างหลังรับประทานวัคซีนแต่พบน้อยราย
- ภูมิคุ้มกันโรคจะเกิดขึ้นในระยะเวลา 2 - 3 วัน หลังรับประทานวัคซีนแต่พบน้อยราย
- เก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4 - 8 ฐc
- ห้ามเก็บในช่องน้ำแข็ง
- เก็บในห้องที่อากาศแห้งและไม่ร้อนจัด
- การเก็บในห้อง
ปรับอากาศจะเป็น
การดีที่สุด
- ไม่ควรให้ยาที่มีฤทธิ์ทำลายเชื้อ Salmonella typhi เช่น Cotrimoxazole , Ampicillin
, Chloramphenicol พร้อมกันหรือในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับการให้วัคซีน
ชื่อวัคซีน
(ชื่อการค้าที่มีในประเทศไทย) อายุ ขนาด วิธีใช้ กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน / ปฏิกิริยา
การเก็บรักษา ข้อควรทราบ
- ขนาดใช้แต่ละครั้งประกอบด้วยแคปซูลชมพูขาว 1 แคปซูล และแคปซูลขาว 2 แคปซูล
- แคปซูลชมพูขาวแต่ละแคปซูลประกอบด้วยเชื้อ ไม่ต่ำกว่า 109 ตัว
แคปซูลขาวประกอบด้วย
Sodium bicarbonate 0.4 g - แคปซูลชมพูขาว 1 แคปซูล ภายใน 2 -3 นาที ต่อมา - -
ภูมิคุ้มกันจะอยู่นานประมาณ 2 ปี
-
9. วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ( Rabies Vaccine )
ในประเทศไทยมีอยู่ 2 ชนิด
1. วัคซีนเพาะเลี้ยง
1.1 Human Diploid Cell Vaccine ( HDVC )
- ผลิตจากการเลี้ยงเชื้อ fixed rabies virus ใน human diploid cell แล้วทำให้เชื้อตาย
ด้วย b- propiolactone 0.025 %
- เป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำยาละลาย 1 มล.
- Purified Chick Embryo เริ่มฉีดวัคซีนทันทีที่สัตว์ที่กัดมีอาการน่าสงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าระหว่างเฝ้าดูอาการสัตว์เป็นเวลา
16 วัน
1 มล. หรือ 0.5 มล.
1. การป้องกันล่วงหน้า
(Preexposure treatment )
- ดูดน้ำยาละลาย 1 มล. ( ถัาเป็น HDCV , PCEC หรือ PDEV ) หรือ 0.5 มล. ( ถ้าเป็น
PVRV )ผสมกับวัคซีนผงแห้ง
- เขย่าเบาๆให้ละลายเข้ากัน
- วัคซีนที่ละลายแล้วควรใช้ทันที
ฉีดขนาด 1 มล. หรือ 0.5 มล. แล้วแต่ชนิดเข้ากล้ามเนื้อ หรือขนาด - กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงต่อโรคสูง
เช่น นักวิทย์ในห้องปฏิบัติการวิจัยกับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ให้ฉีดวัคซีน 1 dose
ทุก 6 เดือน หรือเมื่อตรวจพบว่ามีระดับแอนติบอดีต่ำกว่า 0.5 IU/ml
- กลุ่มบุคคลที่มี ก. ปฏิกิริยาเฉพาะที่
- อักเสบ บวม ตรงบริเวณที่ฉีด
- มีผื่นแดง มักพบหลังจากที่ได้ฉีดไปแล้ว 5 เข็มขึ้นไป
- อาจให้การรักษาโดยให้กินยาต้านฮีสตามีน
ข. ปฏิกิริยาทั่วไป
- มีอาการคันตามตัวหรือแขนขา
- มีไข้ ปวดๆ มึนศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ง่วงนอน
- เนื่องจากระยะฟักตัวของโรคพิษสุนัขบ้าอาจยาวนานเป็นปี
ดังนั้นแม้ว่ามีผู้มาขอรับบริการช้าแต่ยังอยู่ในระยะเวลา 1 ปีหลังสัมผัสเชื้อ ก็ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับกรณีเพิ่งได้รับเชื้อใหม่ๆ
- หญิงมีครรภ์ และเด็กถ้าสัมผัสโรค ให้ฉีดวัคซีนและอิมมูโนโกลบูลินได้ โดยไม่มีข้อห้าม
- การฉีดวัคซีนไม่ตรงตามกำหนดนัด มีผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันไม่มากนัก จึงไม่ต้อง
ชื่อวัคซีน
(ชื่อการค้าที่มีในประเทศไทย) อายุ ขนาด วิธีใช้ กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน / ปฏิกิริยา
การเก็บรักษา ข้อควรทราบ
fibroblast cells
- ผลิตเช่นเดียวกับ 1.1 แต่เลี้ยงใน Chick Embryo fibroblast cells
1.2 เป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำยาละลาย 1มล.Purified Vero Cell Rabies Vaccine(PVRV
)
- ผลิตเช่นเดียวกับ 1.1 แต่เลี้ยงใน Vero Cell
- เป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำยาละลาย 0.5 มล.
2. วัคซีนไข่เป็ดฟักชนิดบริสุทธิ์ ( Purified Duck Embryo Cell Rabies Vaccine
, PDEV )
- ผลิตเช่นเดียวกับ 1.1 แต่เลี้ยงใน embryogenated duck eggs
- เป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำยาละลาย 1มล.
3.ERIG ( Equine Rabies Immunoglobulin )
- ผลิตจากซีรั่มม้า
- PASTEUR ANTIRABIES
ผู้ใหญ่และเด็ก > 1 ปี
เด็ก < 1ปี
5 ml ( 1,000 IU )
ลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง - 0.1 มล. เข้าในหนังบริเวณต้นแขน ในวันที่ 0,7 และ 21 หรือ
28
2.การป้องกันหลังสัมผัสโรค ( Post - exposure treatment )
ฉีดเข้า IM ขนาดเดียวกับ
การป้องกันล่วงหน้าโดย
ฉีด 5 เข็ม ในวันที่ 0 , 3 ,
7 , 14 และ 30
- ฉีด ID 2 จุด ที่ต้นแขนซ้ายและขวาในวันที่ 0,3, 7 และฉีด 1 จุดในวันที่ 30 และ
90
- ถ้าสัมผัสโรคภายใน 6 เดือนหลังจากเข็มสุดท้ายให้ฉีดวัคซีน 1 ครั้ง เข้ากล้าม
1 เข็มหรือเข้าในผิวหนัง 1 จุด
- ถ้าเกิน 6 เดือน ให้ฉีด 2 ครั้งในวันที่ 0 และ 3
โอกาสสัมผัสโรค เช่น ผู้ที่เลี้ยงสุนัข ให้ฉีดวัคซีน
1 dose ทุกปี เมื่อตรวจพบว่ามีระดับแอนติบอดีต่ำกว่า 0.5 IU/ml - ชาตามปลายมือ
ปลายเท้า กลัวแสงสว่าง แขนขาอ่อนแรง ปัสสาวะไม่ออก
* วัคซีนจะเริ่มมีภูมิคุ้มกัน
หลังฉีดในวันที่ 7 ส่วน
ใหญ่จะมีระดับ Ab เกิน
0.5 IU/ml ในวันที่ 14
ระดับ Ab จะขึ้นสูงสุด
ประมาณวันที่ 30 และ
ตรวจพบได้จนถึง 1 ปี
- เก็บในตู้เย็นอุณหภูมิ 2 - 8 ฐc
- ห้ามเก็บในช่องแช่แข็ง
- ตั้งต้นฉีดเข็มที่1 ใหม่
- วัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยงทุกชนิด และวัคซีนไข่เป็ดฟัก สามารถใช้ทดแทนกันได้
- สำหรับผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า ถ้ามีแผลเปิดถูกน้ำลายหรือถูกกัดหรือน้ำลายกระเด็นเข้าตาก็ให้ฉีดวัคซีน
ถ้าไม่มีแผลหรือน้ำลาย
- ไม่กระเด็นเข้าตาไม่ต้องฉีด
- วัคซีนมีอายุประมาณ 2 ปี นับจากวันที่ผลิต ก่อนใช้ต้องดูวันหมดอายุด้วย วัคซีนที่ละลายแล้วควรฉีดทันที
ชื่อวัคซีน
(ชื่อการค้าที่มีในประเทศไทย) อายุ ขนาด วิธีใช้ กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน / ปฏิกิริยา
การเก็บรักษา ข้อควรทราบ
SERUM 1000 IU / 5 ml.
4. HRIG ( Human Rabies Immunoglobulin )
- ผลิตจากซีรั่มคน
- RABUMAN BERNA, 300 IU / 2 ml.
- มีขนาด 2 ml ( 300 IU ) และ 5 ml ( 750 IU ) - ฉีดขนาด 40I IU ต่อน้ำหนักตัว 1 ก.ก. โดยแบ่งฉีดที่แผลและรอบๆแผลให้ได้มากที่สุด ที่เหลือฉีดเข้ากล้ามเนื้อสะโพก
- ใช้เหมือน 5 ml
- ให้ขนาดไม่น้อยกว่า 20 IU ต่อน้ำหนักตัว 1 ก.ก.
การฉีดเหมือน ERIG - มีอัตราการแพ้เพียง 1 %
- อาการแพ้ไม่รุนแรง
- เริ่มมีภูมิคุ้มกันทันทีหลังฉีดและอยู่ได้ไม่นาน
- ไม่มีการแพ้รุนแรง นอกจากมีไข้หรือเจ็บบริเวณที่ฉีดเพียงเล็กน้อย
- เริ่มมีภูมิคุ้มกันทันทีหลังฉีดและอยู่ได้ไม่นาน - เก็บเหมือน HRIG - ไม่ควรใช้ในขนาดสูงกว่าที่แนะนำ
เพราะไปกดการสร้างภูมิคุ้มกันบางส่วน
- ควรให้ซีรั่มโดยเร็วที่สุดในวันแรกที่เริ่มฉีดวัคซีน
- ถ้าไม่สามารถให้ในวันแรกที่เริ่มฉีดวัคซีนก็ยังอาจให้ซีรั่มได้ถ้าฉีดวัคซีนมาแล้วไม่เกิน
8 วัน
- ต้องทำ skin test ก่อน เพื่อดูการแพ้ต่อ ERIG หรือไม่
- ก่อนใช้ต้องดูวันหมดอายุด้วย
- คล้ายกับ ERIG แต่ไม่ต้องทำ skin test
10. วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส
: Varicella vaccine (VAR)
- วัคซีนที่นำเข้าในประเทศไทย
ได้แก่
1. Varilrix ของ
Smithkline Beecham ใน 1
dose มีเชื้อไม่ต่ำกว่า 2000
PFU - ในผู้ใหญ่และเด็กอายุเกิน 12 ปี
0.5 ml/ dose 2 dose
- ฉีดใต้ผิวหนัง(subctameous) โดยให้เข็มที่สองห่างจากเข็มแรกประมาณ 4-8 อาทิตย์
นิยมที่ต้นแขนหรือต้นขา ภายใน 30 นาทีหลังจากเตรียมวัคซีนเสร็จ (reconstituted)
- Varilrix สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานถึง 2 ปี
- Varivax วัคซีนนี้ต้องเก็บไว้ในตู้แช่แข็งอุณหภูมิ - 15ฐC ถ้าเก็บในตู้เย็นจะเก็บได้เพียง
3 เดือน - อาการไม่พึงประสงค์ หลังฉีดจะมีอาการ ปวด , บวม , erythema บริเวณที่ฉีดเกิดได้ประมาณ
25 % ไข้เกิดได้ประมาณ 4-10 % อาการทางการหายใจ (respiratory symptoms) เกิดได้น้อย
เกิดผื่นคล้ายตุ่มอีสุกอีใส
ชื่อวัคซีน
(ชื่อการค้าที่มีในประเทศไทย) อายุ ขนาด วิธีใช้ กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน / ปฏิกิริยา
การเก็บรักษา ข้อควรทราบ
2. Varivax ของ Merk Sharp and Dohme ใน 1 dose มีเชื้อไม่ต่ำกว่า 1350 PFU
- Live attenuated varicella vaccine พัฒนาจาก
Oka-Rerck strain of varicella
virus ที่เลี้ยงใน human cell line
- ในแต่ละ 0.5 ml ประกอบด้วย
virus 1350 plaque forming
units เป็นอย่างน้อย รวมทั้ง
hydrolyzed gelatin 12.5 mg
neomycin เล็กน้อย , fetal
bovine serum และบางส่วน
จาก cell culture - ในเด็กอายุตั้งแต่ 1-12 ปี
* ควรเลือกฉีดในผู้ใหญ่หรือเด็กโตอายุเกิน 12 ปีที่ยังไม่เคยเป็นโรคนี้ และเกรงว่าอาจมีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงหากติดเชื้อนี้เข้า
เช่น ผู้ที่ป่วยเป็นโรค leukemia ส่วนในเด็กเล็กถึงเป็นก็มีอาการไม่รุนแรง 0.5
ml/ dose ครั้งเดียว (varicella rash)ประมาณ 4 %
ข้อควรระวัง ควรระมัดระวังการใช้วัคซีนนี้ในบุคคลต่อไปนี้
ผู้เป็นโรค เอดส์ , bone marrow depression , ผู้อยู่ระหว่างการรับยาสเตียรอยด์,
immunosuppression , ระหว่างการให้นมบุตร , กำลังตั้งครรภ์ , มีการติดเชื้อ , แพ้ยาพวก
neomycin และควรเลี่ยงการใช้ยาพวก salicylate , immunoglibulin และ วัคซีนตัวเป็นชนิดอื่นร่วมด้วย
11. วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบขนิดเอ : Hepatitis A vaccine (HAV) - อายุที่เหมาะสมในการให้วัคซีนควรเป็น
-เด็ก : 720 ELU/ml - ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ บริเวณต้นแขน (deltoid muscle )ให้ในเด็ก
720 ELU/ml - เก็บที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส โดยไม่ต้องแช่ห้องแข็ง - อาการไม่พึงประสงค์
มีน้อย และมักจะเกิดบริเวณที่ฉีดภายใน 3 วัน อาจมี
ชื่อวัคซีน
(ชื่อการค้าที่มีในประเทศไทย) อายุ ขนาด วิธีใช้ กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน / ปฏิกิริยา
การเก็บรักษา ข้อควรทราบ
- ที่มีใช้ในประเทศอเมริกา คือ
Havrix (Smith Kline Beecham)
Vaqta (Merck & Co.,Inc.)
เป็น killed whole virus
vaccines โดย
Havrix มี 2-phenoxyethanol เป็น preservative มีหน่วยความแรงเป็น enzyme-linked
immunosorbent assay(ELISA) unit (ELU)
Vaqta ไม่มี preservative มีหน่วยความแรงเป็น units (U)
- ที่มีใช้ในประเทศไทย คือ Havrix (SmithKline Beecham) อายุ 1-2 ปี เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นหลังอายุ
2 ปี และอยู่ตลอดไป แต่ในเด็กเล็กการติดเชื้อเกิดเป็นแบบไม่มีอาการเป็นส่วนใหญ่และการติดเชื้อเมื่อโตขึ้นจะเกิดเป็นแบบมีอาการเพิ่มขึ้น
จึงแนะนำที่จะใช้ใน เด็กโต วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ขนาด 0.5 ml
3 dose -ผู้ใหญ่ 720 ELU/ml ขนาด1 ml 3 dose
-ผู้ใหญ่ 1440 ELU/ml ให้ขนาด 1 ml
2 dose ขนาด0.5 ml ให้ในผู้ใหญ่ขนาด 1 ml ให้ 2 dose ห่างกัน 1 เดือน และกระตุ้น(dose
ที่ 3) ในช่วง 6-12 เดือนต่อมา
- หรืออาจให้ในผู้ใหญ่ : 1440 ELU/ml ให้ขนาด 1 ml โดยให้เพียง 2 dose ห่างกัน
6 เดือน - ปวด บวม แดง ประมาณ 50 % , ปวดศีรษะ 5-10 %
- อาการไม่พึงประสงค์ในเด็กจะน้อยกว่าผู้ใหญ่ แม้ว่าจะเป็น inactivated virus vaccine
แต่ก็ไม่แนะนำให้ใช้ในหญิงตั้งครรภ์
- ประสิทธิภาพของ vaccine สูงเมื่อให้ในเด็ก ยิ่งอายุมากขึ้น ประสิทธิภาพของการป้องกันไวรัสตับอักเสบเอยิ่งลดลง
- เนื่องจากการใช้ vaccine นี้ยังไม่นานนัก จึงมีข้อมูลน้อยที่จะประเมินความสามารถของระยะเวลาการป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ
ได้
* คำแนะนำในการให้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ
1.นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีความชุกชุมไวรัส
ชื่อวัคซีน
(ชื่อการค้าที่มีในประเทศไทย) อายุ ขนาด วิธีใช้ กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน / ปฏิกิริยา
การเก็บรักษา ข้อควรทราบ
ตับอักเสบเอ
2.ชายรักร่วมเพศ
3.ผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีด
4.เด็กที่อาศัยอยู่ในชุมชนที่เคยมีการระบาดของไวรัสตับอักเสบA
5.ผู้ที่มีโอกาสติดเชื้อแพร่กระจายเชื้อเช่น บุคลากรในสถานเลี้ยงเด็ก ผู้ที่ทำอาหาร
คนงานเก็บขยะ
6.ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับเรื้อรัง
12. วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี Hepatitis B Vaccine
- HbsAg 5 - 40 mcg/ ml
- ขนาด 0.5 - 5 ml / ขวด
- 2 ชนิด ทำมาจากพลาสม่าหรือ DNA recombinant
จากพลาสมา
* Hevac B Pasteur 5 mcg/ml
( Merieux )
* Cheil Sugar Co. เกาหลี
Hepavax B
( Korea Green Cross ) 0-12 ปี
>12 ปี
Adult
< 10 ปี
0.5ml
1 ml
2ml
20 mg
10 mg
- IM 0,1,6 month
- เด็กเล็ก : ต้นขาด้านหน้าค่อนไปทางด้านนอก
- เด็กโต : ต้นแขน
- IM ไม่ควรฉีดสะโพก
- กระตุ้นหลังจากให้วัคซีนไปแล้ว 5 ปี เพราะวัคซีนสามารถสร้างแดนติบอดีและคุ้มกันโรคได้อย่างน้อย
5 ปี
- 2 - 8 ฐC สามารถเก็บไว้ได้ถึง 3 ปีและที่อุณหภูมิ 37 ฐC เก็บได้นานเพียง 1 เดือน
ห้ามแช่แข็ง เนื่องจากการแช่แข็งจะทำให้วัคซีนเสื่อมสภาพได้
- ครบ 3 ครั้งไม่จำเป็นต้อง
กระตุ้นยกเว้นผู้มีสภาพภูมิ
คุ้นกันบกพร่อง
ชื่อวัคซีน
(ชื่อการค้าที่มีในประเทศไทย) อายุ ขนาด วิธีใช้ กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน / ปฏิกิริยา
การเก็บรักษา ข้อควรทราบ
* Engerix - B เบลเยี่ยม
( Smith Kline Biologicals )
* H-B Vax II สหรัฐอเมริกา
( MSD )
* Bimmugen ญี่ปุ่น
( Kaketsuken ) >10 ปี
<10 ปี
แรกเกิด-10 y
11-19 y
>20 y
>10 y
<10 y 20 mg
10 mg
2.5mg
5mg
10mg 10mg
5mg
- pre exposure0,1,6,mo
- post exposur0,1,2 และ 2 ปี
0,1,6 mo ทารกแรกเกิดที่มีความเสี่ยง ( มารดา + Ve HbsAg )5 g ร่วมกับ HBIG เมื่อแรกเกิด
- 0,1,6 month
13. วัคซีนป้องกันวัณโรคหรือ บีซีจี
(BCG Vaccin)
- เป็นวัคซีนที่ได้จากเชื้อวัณโรคที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ทำให้หมดฤทธิ์ในการทำให้เกิดโรค
(Attenuated strain of M. tuberculosis)
- เป็นผงแห้งมีความทนทานต่อความร้อนและสามารถเก็บได้นาน
- น้ำหนัก 0.1-1.0 mg
- จำนวนเชื้อ 2-10 ล้านตัว /mg
- ขนาดบรรจุหลอดละ 10 dose /ml และ50 dose / 5ml All 0.1 ml - ฉีดเข้าในหนัง (Intracutaneous
injection)โดยฉีดเข้าบริเวณกล้ามเนื้อส่วนบนของต้นแขน ( deltoid )
- ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน: 2-3 wk
- หลังฉีดผิวหนังโป่งนูน และจะเห็นรูขุมขนกว้างประมาณ 6-8 mm ประมาณ 2 ชั่วโมงก็ยุบหายไปแต่จะเห็นเป็นสีแดงๆ
ตรงบริเวณที่เข็มแทง แล้วตุ่มจะโตขึ้นช้าๆกลายเป็นฝีเม็ดเล็กๆและมีหนอง ประมาณ
3-4 สัปดาห์ แล้วจะแห้งหายไป - เป็นผงแห้งเก็บที่ 4-8 ฐC จะมีอายุการใช้งานประมาณ
1 ปีนับจากวันที่ผลิต
- เป็นสารละลายต้องใช้ให้หมดในวันนั้น - ระวังมิให้ถูกแสงแดด โดยตรง
- เขย่าเบา ๆ ก่อนดูดไปใช้
- อายุการใช้ประมาณ 2 ปีนับจากวันที่ผลิต
- ควรรักษาผิวหนังบริเวณที่ฉีดให้สะอาด
- แผลที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องใส่ยาเพียงแต่ใช้สำลีสะอาดชุบน้ำเช็ดรอบแผลให้สะอาด
- ถ้าต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงบริเวณที่ฉีดอักเสบโตขึ้นและเป็นฝีควรปรึกษาแพทย์
ชื่อวัคซีน
(ชื่อการค้าที่มีในประเทศไทย) อายุ ขนาด วิธีใช้ กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน / ปฏิกิริยา
การเก็บรักษา ข้อควรทราบ
- ในคนที่เคยได้รับเชื้อวัณโรคตามธรรมชาติหรือเคยได้รับวัคซีนมาก่อนผิวหนังบวมแดงจะเกิดภายใน
24-48 ชั่วโมง ขนาดบาดแผลจะรุนแรงกว่าผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน - ห้ามใช้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง,คนที่
Burn บริเวณกว้าง ,และ คนที่ได้รับยาต้านวัณโรค
14. วัคซีนไข้สมองอักเสบ Japanese encephalitis Vaccine
( JEV )
- มี 2 preparation คือ fluid type และ freeze- dried type
1-2 ปี
<3 ปี
All
ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค 1 ml - ฉีดเข้าทาง subcutanous
- < 3 ปี ฉีด 0.5 ml ฉีด 2 dose ห่างกัน 7- 14 วัน นับจากการฉีดเข็มที่ 2 และฉีดกระตุ้นทุกปีหรืออย่างน้อยทุก
4 ปี
- > 3 ปีและผู้ใหญ่ 1 ml ฉีด 2 ครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์
- ฉีดให้ครบ 2 dose 1 เดือนล่วงหน้าก่อนการระบาด
- กระตุ้นเมื่อ 1 ปีต่อมาและทุก 3-4 ปี - อาจมีผื่นบริเวณเฉพาะที่ฉีด กดเจ็บมีไข้ต่ำๆ
พบน้อยามาก ปวด บวม
- 2-8 ฐC ป้องกันแสง
- fluid vaccine คงคุณภาพได้นาน 1 ปี
- freeze- dried vaccine 5 ปี - เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือนไม่ควรฉีดถ้าแม่มีภูมิคุ้มกันแล้ว
- ไม่ควรฉีดวัคซีนในผู้ที่เป็นไข้สูง โรคหัวใจ ไต ตับ เบาหวาน หญิงมีครรรภ์
- วัคซีนนี้จะได้ผลหลังจากฉีดเข็มที่ 2 แล้วประมาณ 1 เดือน ควรฉีดให้เสร็จก่อนถึงฤดูฝนประมาณ
1 เดือน
15. วัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น - เด็กอายุ 3-18 เดือนในช่วงระบาด
- เด็กอายุมากกว่า 2 ปี 0.5 ml - ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ( s.c. )
- ฉีด 2 เข็มห่างกัน 3 เดือน - ภูมิคุ้มกันจะเริ่มขึ้นใน 7- 10 วัน
- หลังฉีดจะมีภูมิอยู่ไม่เกิน 3 ปี - เชื้อไข้กาฬหลังแอ่น เกิดจากเชื้อ Neisseria
meningitidis ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งมีอัตราการตาย 13 % และโลหิตเป็นพิษมีอัตราการตาย
11 % มักเกิดขึ้นในช่วงอายุ 3 - 12 ปี
- คำแนะนำในการให้วัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น
1. เด็กอายุมากกว่า 2 ปีใน
ชื่อวัคซีน
(ชื่อการค้าที่มีในประเทศไทย) อายุ ขนาด วิธีใช้ กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน / ปฏิกิริยา
การเก็บรักษา ข้อควรทราบ
2. ขณะที่มีการระบาดของเชื้อ
3. เด็กอายุ 3-18 เดือนในช่วงระบาด
4. ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูง เช่น ผู้ถูกตัดม้าม
5. เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการที่ต้องสัมผัสกับเชื้อ
6. บุคคลที่จะไปถิ่นระบาด
3.วัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์ ( Cholera Vaccine )
-เป็นวัคซีนตัวตาย
-อยู่ในรูปยาน้ำแขวนตะกอน หรือผงแห้ง
-องค์การเภสัชกรรมได้นำเชื้ออหิวาต์ทั้งตัวมาฆ่าด้วยความร้อน 56 ฐC เป็นเวลา 1
ชั่วโมง
-จำนวนสายพันธ์ Ogawa 4,000 ล้านตัว และ Inaba 4,000 ล้านตัว
ไม่ควรให้เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือน 1.0 ml -ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ , ใต้ผิวหนังและฉีดเข้าชั้นของผิวหนัง
-กรณีฉีดเข้าชั้นของผิวหนังใช้สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า5ปี
-การให้ภูมิคุ้มกันแบบปฐมภูมิจะฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 1สัปดาห์ ถึง 1 เดือน
-ฉีดในช่วงระบาดอาจจะฉีดเพียงครั้งเดียว -กระตุ้นทุก 6 เดือน ในขณะที่ยังอยู่ในภาวะต่อการได้รับเชื้ออหิวาต์
-ภูมิคุ้มกันอยู่ได้ไม่นาน ประมาณ 3-6 เดือน
-ภายหลังฉีดจะมีอาการบวมแดง และเจ็บบริเวณที่แด อาจจะมีอาการอ่อนเพลีย ไข้ ภายใน
24-48 ชั่วโมง
-ผู้ที่มีอายุมากกว่า 10 ปี และเคยได้รับวัคซีนมาหลายครั้งแล้วอาจจะมีอาการอักเสบ
บวมแดงในวันที่ 6-12 หลังจากฉีด -เก็บที่มีอุณหภูมิ 2-8 ฐC ห้ามแช่แข็ง
-ยาน้ำแขวนตะกอนเก็บได้นาน 18 เดือน
-เป็นผงแห้งเก็บได้นาน 5 เดือน
-เก็บให้พ้นแสงสำหรับยาน้ำแขวนตะกอน
-
วัคซีนป้องกันโรคกาฬโรค
-เตรียมโดยการเพาะเลี้ยงเชื้อ P. pestes บนอาหารเลี้ยงเชื้อ แล้วฆ่าด้วยฟอร์มาดีฮัยด์
All
0.5 ml และ 0.2 ml
ฉีดเข้ากล้ามเนื้อในบุคคลที่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในถิ่นที่มีการระบาด
-ผู้ใหญ่และเด็กอายุมากกว่า10 ปี จะให้3ครั้ง โดย 2ครั้งแรก 0.5 ml ห่างกัน 4 สัปดาห์
ขึ้นไป และตามด้วยครั้งที่ สาม 0.2 ml 4-12 สัปดาห์หลังจากครั้งที่ 2
แต่ถ้าไม่มีเวลา 0.5 ml 2 ครั้งห่างกัน 3สัปดาห์
-เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ฉีดครั้งที่ 1และ2 ขนาด 0.1 mlและครั้งที่ 3 ขนาด0.04ml
-เด็กอายุ 1-4 ปี ครั้งที่ 1และ2 ขนาด 0.2 ml และครั้งที่3 ขนาด0.06 ml
-เด็กอายุ5-10 ปี ฉีดครั้งที่ 1และ 2 ขนาด0.3 ml และครั้งที่3 ขนาด 0.12 ml
ฉีดทุก 6-12 เดือนถ้ายังอาศัยอยู่ในที่ที่มีการระบาด -ภูมิคุ้มกันจะคงอยู่ในระยะสั้นๆ
-การฉีดให้ประชาชนทั่วไปยังไม่เป็นที่นิยม จะฉีดป้องกันให้แก่บุคคลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเท่านั้น
-จะปวดบริเวณรอบๆที่ฉีด
-การฉีดครั้งหลังมักมีไข้ ปวดศรีษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว - -สามารถลดอัตราการป่วยและการตายเฉพาะโรคกาฬโรคชนิดต่อมบวมเท่านั้นแต่ไม่ได้ผลในรายที่เป็นปอดบวม
7.