เสนอ
เภสัชกรจรัญวิทย์ แซ่พัว


จัดทำโดย
นศภ.ปิยนาฏ สุขเพ็ชร์ รหัส 4150044
นศภ.สาวิตรี ปทะวานิช รหัส 4150090


รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ฝึกการฝึกปฏิบัติงาน 2
สาขาเภสัชกรรมคลินิกและเภสัชกรรมโรงพยาบาล ( 595-502)
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2545
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


คำนำ

โรคผิวหนังเป็นโรคที่พบได้บ่อยในชุมชน โดยเฉพาะในเขตที่มีอากาศร้อนชื้น แม้ว่าโรคผิวหนังส่วนใหญ่จะไม่ทำให้ผู้ป่วยถึงกับเสียชีวิต แต่มักจะเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาให้หายขาดได้ยาก และสร้างความอับอายให้กับผู้ที่เป็น เนื่องจากเป็นโรคที่บ่งบอกถึงสุขอนามัยที่ไม่ดี จึงส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมและภาวะเศรษฐกิจของผู้ป่วยได้
รายงานฉบับนี้ได้จัดทำขึ้น เพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในชุมชนและสามารถรักษาในร้านยาได้ เช่นโรคติดเชื้อรา , แบคทีเรีย , ไวรัส , หิด , ผื่นแพ้ , ลมพิษ , ผมร่วง และปัญหาสิว - ฝ้า
พร้อมทั้งการรักษาในร้านยา ทั้งนี้ทางคณะผู้จัดทำ ขอขอบคุณ ภก. จรัญวิทย์ แซ่พัว( เภสัชกรประจำแหล่งฝึก )
ที่ได้ให้คำแนะนำในการทำรายงานฉบับนี้ และหวังว่ารายงานฉบับนี้คงจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านไม่มากก็น้อย

คณะผู้จัดทำ
20 พฤศจิกายน 2545

สารบัญ

เรื่อง หน้า
1.ข้อมูลโรค
- Fungal infection 1 - 4
- Bacterial infection 4 - 5
- Viral infection 5 - 6
- Parasitic infection 6
- Eczema 7 - 8
- Alopecia 8 - 9
- Urticaria 9 - 10
- Acne & Melasma 10 - 12
2. ข้อมูลยา
- Antibacterial 13 - 14
- Antifungal 14 - 15
- Antiparasitic 15
- Treatment of Acne & Melasma 16 - 17
- Antiviral 17 - 18
- Antihistamine 18
- Steroid 18 - 19
3. ภาคผนวก 20 - 25


Fungal infection
โรคติดเชื้อราที่พบบ่อยในร้านยา ได้แก่
1. กลาก (Dermatophytic or Ring worm infection)
กลากเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อรา "dermatophyte" ในผู้ใหญ่มักมักจะพบบริเวณขาหนีบ และ ตะโพก (Tinea cruis) , บริเวณลำตัว แขน ขา (Tinea corporis) , บริเวณง่ามเท้าและฝ่าเท้า
(Tinea pedis) , บริเวณเล็บมือ เล็บเท้า (Tinea unguium) ส่วนกลากที่ใบหน้า (Tinea facial) และที่ศีรษะ(Tinea capitis) นั้นจะพบได้บ่อยในเด็ก
ช ลักษณะของกลากแต่ละชนิด
1. T. corporis (กลากที่ลำตัว) : รอยโรคจะมีลักษณะเป็นวง มีสะเก็ดขุยมากที่ขอบ ขอบจะเด่นชัดหรืออาจนูนแดงกว่าส่วนอื่น รอยโรคข้างในจะมีสีแดงและค่อยๆขยายวงออก มีขุยและคันมาก
2. T. capitis (กลากบนหนังศีรษะ) : ลักษณะหนังศีรษะจะเป็นสะเก็ดขุย เป็นหย่อมๆ และผมร่วงบริเวณนั้น
3. T. unguium (กลากที่เล็บ) : เล็บจะมีลักษณะหนา ยุ่ยหรือแข็ง ตัวเล็บอาจเผยอและเซาะลึกเข้าไปที่โคน เนื้อรอบเล็บจะไม่มีการอักเสบ นอกจากจะเกิดการติดเชื้อพวก candida
4. T. cruis (กลากที่ขาหนีบและตะโพก) : พบมากในฤดูร้อนและมีอากาศชื้น รอยโรคจะคล้ายกลากที่ลำตัว
5. T. pedis (กลากที่ฝ่าเท้าและง่ามนิ้วเท้า) : รอยโรคจะเป็นลักษณะเปื่อยลอก เป็นแผ่นขุยขาวๆ และมีกลิ่นเหม็น บริเวณง่ามเท้า
* บริเวณที่เป็น อาจพบแผลบวม แดงและอักเสบหรือเป็นหนองได้ ถ้าผู้ป่วยเกามากๆจนติดเชื้อแบคทีเรีย
ช การรักษา
1. ยาทาเฉพาะที่ :
1.1 ใช้ Antifungal cream/ointment ทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อฆ่าเชื้อรา เช่น
- Whitfield ointment
- Imidazole group เช่น miconazole (Darktarinโ) , Clotrimazole (Canestenโ) , Isoconazole (Travogenโ) , ketoconazole (Diazonโ, Nizoralโ)
- Terbenafine (Lamisilโ, eu 2000โ) มักใช้กับกลากที่เล็บ
- Tolnaftate (Ezon-Tโ, Alber-Tโ) มักใช้กับกลากที่เท้า
1.2 ใช้ Antifungal + Steroid cream ทาบริเวณที่เป็น เพื่อฆ่าเชื้อราและลดอาการคัน เช่น
-
* การรักษา แม้รอยโรคจะหายไปแล้ว ให้ทายาต่อไปอีก 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรค
2. ยารับประทาน :
2.1 Griseofuvin 500 mg/day
- กลากที่ตัว จะให้นาน 3-4 สัปดาห์
- กลากที่ศีรษะจะให้นาน 4-6 สัปดาห์
- กลากที่เล็บมือจะให้นาน 4-6 เดือน (โดยให้ 1g/day ในเดือนแรก)
- กลากที่เล็บเท้ามักจะใช้ยากินไม่ได้ผลแม้ให้ยานานเป็นปี ดังนั้นจึงเพียงทายาเพื่อมิให้โรคกำเริบก็พอ
2.2 Ketoconazole 200 mg/day นาน 1 เดือน
2.3 Itraconazole 200 mg/day นาน 15 วัน
3. ใช้ยาทาร่วมกับยารับประทาน

กลากน้ำนม : เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของผิวหนัง ทำให้การสร้างเม็ดสีไม่เป็นไปตามปกติ รอยโรคจะคล้ายกลาก แต่จะมีขุยเล็กน้อย และขอบเขตไม่ชัดเจน
ช การรักษา จะใช้ Triamcinolone acetonide 0.02% ทาบางๆที่รอยโรควันละ 3 ครั้ง

2. เกลื้อน (Tinea vorsicolor)
เกลื้อนเป็นโรคที่มักพบบริเวณ ลำตัว,คอ,แขน,ขา,หน้าและหนังศีรษะ แต่จะไม่เกิดกับผมและเล็บ รอยโรคจะมีขอบเขตชัดเจน ปกคลุมด้วยสะเก็ดบางๆ มีสีขาวจางๆหรือสีน้ำตาลอ่อน ชอบเป็นรอบรูขุมขน และมักจะคันเวลาเหงื่อออก โรคนี้มักจะเป็นๆหายๆ
ช การรักษา
1. ใช้ยาทาเฉพาะที่ :
- Whitfield ointment
- Imidazole cream
- Selenium sulfide 2.5% suspension (Selsunโ) ฟอกทิ้งไว้ 15 นาที แล้วจึงอาบน้ำ โดยทำวันละ 2 ครั้ง กรณีที่เป็นไม่มากก็ให้ใช้สำลีชุบน้ำยา ทาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
2. ใช้ยารับประทาน :
- Ketoconazole 200 mg/day นาน 10-14 วัน
- Itraconazole 200 mg/ day นาน 5 วัน

3. Candidiasis
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อ candida albican ซึ่งสาเหตุที่ส่งเสริมการเกิดโรคมีหลายอย่างได้แก่
- ภาวะหมักเปื่อย จึงมักพบบริเวณง่ามและซอกต่างๆของร่างกาย และชอบเป็นกับคนที่ต้องทำงานแฉะๆทั้งวัน
- การใช้ broad spectrum antibiotic เป็นเวลานานๆ
- การใช้ยาจำพวก steroid หรือ พวกยาที่กดภูมิคุ้มกันของร่างกายเป็นเวลานานๆ
- ภาวะการตั้งครรภ์
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังเข่นโรคเบาหวาน


สามารถแบ่งการติดเชื้อได้ดังนี้
1. Oral candidiasis : เป็นการติดเชื้อราในช่องปาก จะมีลักษณะเป็นฝ้าขาวบริเวณลิ้นหรือเยื่อบุช่องปาก บริเวณขอบๆจะแดง ถ้าใช้ไม้ขูดฝ้าขาวจะมีเลือดออกได้ง่าย และรู้สึกแสบเวลารับประทานอาหาร การติดเชื้อในลักษณะนี้จะพบได้บ่อยในเด็กทารก , ผู้ที่ใส่ฟันปลอมและรักษาความสะอาดในช่องปากไม่ดีด้วยเช่นกัน
2. Candidal paronychia : เป็นการติดเชื้อราที่เล็บ จะมีลักษณะเล็บเปื่อย เนื่องจากมือถูกน้ำตลอดเวลา จนเนื้อเยื่อรอบๆเล็บเปื่อย ผิวหนังรอบๆเล็บจะบวมและเล็บขรุขระ
3. Candidal Intertrigo : เป็นการติดเชื้อราตรงซอกพับผิวหนังเข่น ข้อพับ , ขาหนีบ และรักแร้
4. Vulvovaginal candidiasis : เป็นการติดเชื้อราในช่องคลอด ซึ่งจะพบบ่อยในคนที่ใช้ ยาantibiotic บ่อยๆ,คนท้องและผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยจะมีอาการคันปากช่องคลอด และมีตกขาวสีขาวขุ่น ลักษณะคล้ายแป้งจับกันเป็นก้อน
ช การรักษา
1. Oral candidiasis :
- ใช้ Nystatin oral suspension 100,000 unit /cc อมในปากให้นานที่สุดแล้วค่อยกลึน
- ใช้ 1% Gentian violet ป้ายแผล
- รับประทาน Ketoconazole / Itraconazole 200 mg/day นาน 5-10 วัน
- รับประทาน Fluconazole 150 mg/wk นาน 1 เดือน
2. Candida paronychia :
2.1 หลีกเลี่ยงการทำงานเฉาะๆ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ใช้ถุงมือกันน้ำเวลาทำงาน
2.2 ใช้ยาทาเฉพาะที่ โดยทาที่เล็บและเนื้อเยื่อรอบๆเล็บที่เป็น เช่น
- Imidazole cream (Clotrimazole , miconazole)
- Cyclopiroxolamine cream (Loproxโ , Candixโ)
- 2% Gentian violet paint
1.3 ใช้ยารับประทาน เช่น
- Ketoconazole / Itraconazole 200 mg/day นาน 3-5 เดือน หรือ 400 mg/day นาน 7วันใน1เดือน เป็นเวลา 3 เดือน ก็ได้ (pulse therapy)
- Fluconazole 150 mg/wk นาน10-12 เดือน
3. Vaginal candidiasis :
2.1 ใช้ยาเหน็บช่องคลอด เข่น
- Canestenโ Vaginal tablet 500 mg/tab เหน็บคืนเดียว หรือ 100 mg/tab เหน็บ 7คืนติดกัน
- อื่นๆ เช่น NystatinโVaginal tablet , Gynaconโ, Fungiconโ และ Vagicinโถ
2.2 ใช้ยารับประทาน เช่น
- Ketoconazole 200 mg 1* 2 pc นาน 5 วัน
- Fluconazole 150 mg single dose

4. Candidal Intertrigo :
- ใช้ Imidazole cream ทา
- ใช้ยารับประทานเข่น ketoconazole
* การรักษาโรคเชื้อราบนผิวหนัง ควรใช้ยาร่วมกับการดูแลรักษาบริเวณที่เป็นให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ และพยายามหลีกเลี่ยงการเกา เนื่องจากจะทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียตามมาได้

Bacterial Infection
เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนังที่พบบ่อย คือ staphylococci และ streptococci ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางรอยเกา รอยถลอก และแผลที่ผิวหนัง
ช ลักษณะการอักเสบของผิวหนัง
1. Abcess/Furuncle/Bolis : เป็นการอักเสบของรูขุมขนและต่อมไขมัน มีลักษณะเป็นตุ่มหนองที่อักเสบลึกลงไปถึงรากขน พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีร่างกายไม่แข็งแรง เช่น โรคขาดสารอาหาร, โรคโลหิตจาง, ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง, โรคระบบของต่อมไร้ท่อ และผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันนานๆ
2. Carbuncle : เป็นลักษณะของ Furuncle แต่ฝีมีหลายๆ เม็ดอยู่ติดกัน
3. Folliculitis : เป็นการอักเสบของรูขุมขน แต่การอักเสบไม่ค่อยรุนแรงและต่อมหนองจะแตกง่าย
4. Impettigo/Ecthyma : เป็นตุ่มหนองที่แตกออกแล้วเกิดเป็นสะเก็ดสีดำ มักพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่
5. Cellulitis : เป็นการอักเสบของผิวหนังชั้น Sub cutaneous
ช การรักษา
1. ทำ Wet dressing : กรณีแผลแฉะ และมีน้ำเหลือง เพื่อให้แผลแห้งเร็วขึ้น วิธีการทำคือใช้ผ้าหรือก็อซชุบ NSS (normal saline 0.9%) มาประคบที่แผล ถ้าแผลมีขนาดใหญ่มาก ก็ให้แช่แผลลงใน NSS เลย โดยแช่ประมาณ 15-30 นาที แล้วจึงเอาออก ให้ทำวันละครั้งแล้วแต่ความแฉะของแผล
2. Debridement & Drainage : เป็นการตัดเนื้อตายออก และเอาหนองออก เพื่อให้ยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. ใช้ antibiotic แบบทา : กรณีที่แผลอักเสบไม่มาก เช่น
- Gentamicin cream = Garamycin?
- Gramicidin cream
- Bacitracin cream
- Neomycin cream
- Polymyxin B cream
- Mupirocin cream = Bactoban?
- Silver sulfadiazine cream
4. ใช้ antibiotic แบบรับประทาน/ฉีด
- Penicillin, Cloxacillin, Dicloxacillin
- Tetracyclin
- Cotrimoxazole

Viral Infection
1. งูสวัด (Herpes Zoster)
เชื้อที่ทำให้เกิดงูสวัด เป็นเชื้อตัวเดียวกันที่ทำให้เกิดอีสุกอีใส อาการเริ่มต้นผู้ป่วยจะมีอาการไข้ต่ำๆ, ปวดเมื่อย, เจ็บผิวตื้นๆ ประมาณ 3-4 วัน ต่อมาจะมีผื่นขึ้น มีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นเป็นกลุ่มๆ และ 2-3 วันต่อมา ตุ่มก็จะมีสีเหลืองขุ่นและแตกออก เกิดเป็นสะเก็ด เชื้อจะแพร่กระจายไปตามเส้นประสาทซีกใดซีกหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดทั้งในระยะที่มีผื่นขึ้นและระยะที่ผื่นหายแล้ว
โรคนี้เป็นครั้งเดียวแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีก และเป็นโรคที่หายเองได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่ในผู้สูงอายุจะหายช้ากว่า และมักจะมีอาการปวดอยู่หลายเดือน แม้ผื่นจะหายแล้ว เรียกอาการในลักษณะนี้ว่า "Posttherpetic neuralgia"
ช การรักษา จะรักษาตามอาการ
1. ให้ยาแก้ปวด เช่น paracetamol, Ibuprofen (ห้ามให้ Aspirin เพราะจะเสี่ยงต่อการเกิด Ryne's syndrome)
2. ให้ยาแก้คัน พวก Antihistamine เช่น hydroxyzine
3. ให้ยาพวก Tranquilizer เพื่อหวังผล sedative
4. ให้ Corticosteroid cream ทาในระยะแรก ที่ยังเป็นผื่นแดงอยู่ เพื่อลดอาการปวดและอักเสบ
5. ให้ Antibiotic cream ทา เช่น Savlon cream, Gentamicin cream (Garamycin?) Terramycin ointment
6. ทำ Wet dressing กรณีแผลแฉะ
7. ให้ Antibiotic แบบรับประทาน เช่น cloxacillin
8. ให้ Antiviral รับประทาน เช่น
Acyclovir 800 mg/tab วันละ 5 ครั้ง นาน 7-10 วัน หรือ
Famcyclovir 500 mg/tab วันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน

2. เริม (Herpes Simplex)
เชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเริม มี 2 ชนิด คือ HSV 1 และ HSV 2 โดย HSV 1 จะทำให้เกิดเริมบริเวณสูงกว่าเอวขึ้นไป เช่น เริมที่ปาก, ตา, เยื่อบุเมือก ส่วน HSV 2 จะทำให้เกิดเริมตรงบริเวณที่ต่ำกว่าเอว เช่น ที่อวัยวะเพศ เชื้อชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายโดยการสัมผัสโดยตรง ผู้ป่วยจะมีอาการเริ่มด้วยเป็นไข้, ปวดเมื่อยตามตัว และมีอาการเจ็บๆ คันๆ บริเวณที่จะเกิดตุ่มขึ้นมา หรือต่อมน้ำเหลืองบริเวณข้างเคียงจะโต และกดเจ็บ เมื่อเกิดผื่นตุ่มใสขึ้นประมาณ 1-2 วันต่อมา ตุ่มจะแตกออกและปวดมาก จากนั้นแผลก็จะตกสะเก็ดและหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์ ยกเว้นในคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ ก็จะเป็นนานกว่า เมื่อหายแล้วเชื้อจะหลบอยู่ตามปมประสาท เมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอ เช่น ภาวะไข้, ความเครียด, เป็นหวัด, อดนอน หรือช่วงก่อนมีประจำเดือน ก็จะเกิดเริมขึ้นมาอีก
ช การรักษา
1. กินยา Acyclovir (zovirax?) 200 mg วันละ 5 ครั้ง นาน 7-10 วัน หรือ Famcyclovir
2. ทายา Acyclovir cream (Virogon?) โดยทาวันละ 5 ครั้งติดต่อกัน 5 วัน หรือทา Idoxuridine cream
* เริมที่อวัยวะเพศเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้นควรงดมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่เป็นด้วย

3. หูด (Wart)
หูดจะมีลักษณะเป็นตุ่มแข็งๆ, ผิวเรียบหรือขรุขระ, หนาเกิดได้ที่ฝ่ามือ, ฝ่าเท้า, ใต้เล็บ, รอบๆ เล็บ หรือเกิดที่อวัยวะเพศ (ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้) ถ้าเกิดที่เท้ามักจะเจ็บเวลาเดิน หูดเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายในเด็ก และคนที่ไวต่อการติดเชื้อชนิดนี้
ช การรักษา
1. ใช้ Podophyllin (collomack?, Podolin?) แต้มที่หูดทิ้งไว้ ~6-8 ชั่วโมง แล้วล้างออก ให้ทำอาทิตย์ละครั้ง เป็นเวลา 3 อาทิตย์ติดกัน ถ้ายังไม่หายอาจต้องใช้วิธีจี้ด้วยไฟฟ้า
* ก่อนแต้มยา ให้ทาวาสลินรอบๆ หูดก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ยาไปกัดผิวหนังรอบหูดที่ปกติ

Parasite Infection
1. หิด (Scabies)
หิด เป็นตัวไรชนิดหนึ่งที่ตัวเมียสามารถขุดผิวหนังของคนเราให้เป็นอุโมงค์เพื่อวางไข่ และเจริญตัวเป็นตัวแก่ในเวลาต่อมา หิดเป็นโรคที่ติดต่อได้จากการสัมผัสโดยตรงหรือใกล้ชิดกับผู้ที่เป็น รอยโรคจะมีลักษณะเป็นรอยนูน คดเคี้ยวคล้ายเส้นด้ายสั้นๆ ที่ผิวหนัง, คันมากโดยเฉพาะในตอนกลางคืนและพบตุ่มคัน โดยหิดจะพบได้บ่อยบริเวณฝ่ามือ, ฝ่าเท้า, ง่ามมือ, ข้อมือ, รักแร้, สะดือ, หัวนม และอวัยวะเพศ การเกาจะทำให้เกิดตุ่มหนองขึ้นเนื่องจากเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย
ช การรักษา
ให้ใช้ยาทา โดยทาหลังอาบน้ำ ในบริเวณที่เป็นหรือทาทั้งตัว ทาทิ้งไว้ประมาณ 12-24 ชั่วโมง ส่วนใหญ่มักจะทาก่อนนอน แล้วค่อยตื่นมาอาบน้ำล้างออกในตอนเช้า ยาที่ใช้ทา ได้แก่
1. Gamma benzene hexachloride/Lindane 0.3 % W/W (Jacutin?) ยาตัวนี้ทาครั้งเดียว
2. Benzyl benzoate 25% suspension
3. 1% Benzene hexachloride
ยาข้อ 2, 3 ให้ทาติดต่อกัน 3-7 วัน
4. Crotamiton (Eurax?) = ทาหลังอาบน้ำ เช้า-เย็น ติดต่อกัน 3-5 วัน (ไม่ต้องทาหน้าและศีรษะ)
5. อาจให้ Antihistamine หรือ Hydrocortisone cream ทาแก้คัน
* นอกจากนี้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย ก็ต้องรักษาด้วย และควรนำเครื่องนุ่งห่ม, เครื่องนอนมาซักตากแดด เพื่อกำจัดตัวหิดที่ติดอยู่ให้หมดไป

Eczema
Eczema หรือ Dermatitis คือ การอักเสบของผิวหนัง ซึ่งมักจะทำให้เกิดอาการคันโรคในกลุ่มนี้มีอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดที่มีสาเหตุต่างกัน บางอย่างก็รู้ บางอย่างก็ไม่รู้ ลักษณะของรอยโรค จะแตกต่างกันตามชนิดและระยะเวลาของการอักเสบนั้นๆ eczema แบ่งได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้
1. Acute eczema : มีลักษณะบวม, แดง มากน้อยแล้วแต่ความรุนแรง ผื่นจะมีลักษณะเป็นกลุ่มของ vesicles หรือ papulovesicular ซึ่งอาจจะแตกแล้วมีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม
2. Subacute eczema : มีลักษณะของการอักเสบ บวมแดงลดน้อยลง vesicles ที่แตกแล้วและน้ำเหลืองที่เคยไหลจะเริ่มแห้งและตกสะเก็ด
3. Chronic eczema : มีลักษณะผิวหนังตรงรอยโรคจะหนา, ด้าน, สีผิวมักคล้ำขึ้นและอาจลอกเป็นขุยบ้าง
eczema แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ดังนี้
1. Contact dermatitis : เป็นปฏิกิริยาของผิวหนังที่มีต่อการสัมผัสกับสารบางชนิด แบ่งได้เป็น
- Primary irritant dermatitis : เกิดเมื่อผิวหนังไปสัมผัสกับสารที่ทำให้เกิดความระคายเคือง ซึ่งมักจะเกิดกับทุกคนที่สัมผัส เช่น ไปสัมผัสผงซักฟอกที่มีความเป็นด่างแรงๆ หรือในเด็กบางคนที่เป็นผื่นเวลาใส่ผ้าอ้อมเนื่องจากผิวเด็กยังบอบบางอยู่ จึงระคายเคืองได้ง่าย
- Allergic contact dermatitis : เกิดเมื่อสัมผัสกับสิ่งที่ตนเองแพ้ ซึ่งจะเกิดเฉพาะบางคน เช่น แพ้สายนาฬิกา, สายเข็มขัด, สร้อยคอ, ตุ้มหู ซึ่งตอนสัมผัสครั้งแรกจะยังไม่แสดงอาการ แต่เมื่อสัมผัสครั้งต่อไป จะเกิดผื่นขึ้นบริเวณที่สัมผัสสิ่งเหล่านั้น
- Phototoxic contact dermatitis
- Photoallergic contact dermatitis
2. Atopic dermatitis เป็นอาการแพ้ที่แสดงออกมาในลักษณะของผื่น eczema หรืออาการหอบหืด หรือไข้ละอองฟาง การแพ้ในลักษณะนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ส่วนใหญ่จะพบในวันทารกและเด็กเล็กๆ เมื่อโตขึ้นก็จะค่อยๆ หายไปเอง อาการมีดังนี้
- อาการ eczema ในเด็กทารก (2-6 เดือน) = มีผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสคัน บางครั้งผิวแห้งกว่าปกติ เป็นขุยตามแก้มและหน้าผาก
- อาการ eczema ในเด็กเล็ก = มักเกิดผื่นบริเวณข้อพับ, ข้อมือ, ข้อเท้า และรอบคอ
- อาการ eczema ในผู้ใหญ่ = เป็นที่เดียว กับเด็กเล็ก มักจะกำเริบเวลาเครียดหรือช่วงก่อนมีประจำเดือนในผู้หญิง
ช การปฏิบัติตนทั่วๆ ไป
1. หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้
2. พยายามอย่าเกา
3. ไม่ใส่เสื้อผ้าที่คับเกินไป หรือมีเนื้อผ้าที่ระคายผิวหรือสกปรกหมักหมม
4. หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่เป็นด่างแรงเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้งมากขึ้น อาการผื่นจะยิ่งรุนแรงขึ้น
ช การรักษา
1. ใช้ยา Antihistamine เพื่อลดอาการคัน เช่น Hydroxyzine (Atarax?) 10 mg, 25 mg วันละ 2-4 ครั้ง
2. ทำ wet dressing กรณีแผลแฉะมีน้ำเหลืองเพื่อให้แผลแห้งเร็วขึ้น
3. ให้ Antibiotic กิน/ทา กรณีมีการติดเชื้อ แบคทีเรียแทรกซ้อน (เป็นหนอง) เช่น cloxacillin (กิน)
4. ให้ Corticosteroid เพื่อลดอาการแพ้และคัน
- แบบทาเฉพาะที่ : กรณีโรคไม่รุนแรงมาก เช่น Unit? lotion, Hydrocortisone, cream Betnovate cream, Aristocort cream
- แบบรับประทาน : กรณีโรครุนแรง (แพ้หรือคันมาก) เช่น Prednisolone โดยให้รับประทานระยะเวลาสั้นๆ
5. ถ้าผิวแห้งมาก ให้ใช้พวก Hydrophillic cream ทาหลังอาบน้ำ และไม่ควรใช้น้ำอุ่นอาบน้ำ เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้น
6. ถ้าผิวหนาตัวจะให้พวก Keratolytic ทาเช่น Locosalen? (Flumethasone-piva late & Salicylic acid)
7. อาจจะให้ steroid ที่ combined กับ antibacterial และ antifungal ด้วยก็ได้ เช่น Qualiderm?, Kenacom?,Supracortin? cream

8. Alopecia
ผมคนเราปกติจะร่วงไม่เกิน 100 เส้นต่อวัน ถ้าร่วงมากกว่านี้แสดงว่ามีภาวะผมร่วงเกิดขึ้น โดยผมร่วงจะมีอยู่หลายลักษณะและหลายสาเหตุ ดังนี้
1. ผมร่วงเป็นหย่อมๆ อาจเกิดจาก
- เชื้อราบนหนังศีรษะ = อาจมีลักษณะมีรังแค, ผมมันและคันร่วมด้วย เส้นผมเปราะเวลาจับเบาๆ ก็หลุดติดมือได้ง่าย ผมจะร่วงเป็นหย่อมๆ ไม่สม่ำเสมอ
- Alopecia areata = เป็นโรคของ autoimmune disease ผมจะร่วงเป็นวงกลม แต่หนังศีรษะจะปกติ ไม่เป็นรังแค บางครั้งพบว่ามีผมและขนร่วมทั้งตัว
- Trichotilomania = มักพบในเด็กที่มีปัญหาที่ชอบถอนผมตัวเอง
- Syphilitic alopecia = ลักษณะคล้ายหนูแทะ เกิดจากเชื้อ Syphilis
- Leprosy
2. ผมร่วงทั่วๆ ไปทั่วศีรษะ อาจเกิดจาก
- Seborrheic dermatitis (โรครังแคของศีรษะ)
- สภาวะที่ร่างกายไม่แข็งแรง เช่น มีไข้สูง, เจ็บหนักนานๆ ได้รับการผ่าตัดใหญ่หรือช่วงหลังคลอดบุตร ผมจะร่วงประมาณ 3 เดือน แล้วจะดีขึ้นเอง
- ภาวะที่ร่างกายขาดอาหารพวกโปรตีน
- โรค anemia, SLE, Syphilis, Leprosy, เบาหวาน
- ได้รับยา Cytotoxic drug หรือ ยากดภูมิคุ้มกัน
- แพ้สารบางชนิด เช่น แพ้น้ำยาสระผม/ยาย้อมผม
- ความเครียด
3. ผมร่วงเป็นรูปตัว M
มักเกิดจากกรรมพันธุ์ มักจะเริ่มเกิดเมื่ออายุอายุ > 20 ปี และพบในเพศชาย > เพศหญิง
ช การรักษา
1. ถ้าเป็นเชื้อราบนหนังศีรษะ
- รักษาความสะอาดโดยสระผมบ่อยๆ
- ใช้น้ำยาสระผมพวก Ketoconazole (Nizoral? Shampoo), Selenium sulfide (Selsun?, Selfide?), Coal-tar solution (Polytar?) สระผมอาทิตย์ละ 2 ครั้ง
- ถ้าเป็นมากจะให้ยากิน เช่น Griseofluvin 500 mg/day นาน 4-6 สัปดาห์
2. ผมร่วงจากสาเหตุอื่นๆ ให้รักษาที่สาเหตุ (เป็นโรคเรื้อรัง, แพ้สารเคมี, ขาดสารอาหาร, ใช้ยาบางชนิดและความเครียด)
3. ให้อาหารบำรุงรากผม เช่น Bergamot?, Neril? เพื่อช่วยให้รากผมแข็งแรงขึ้น
4. ให้ยาปลูกผม เช่น
- Regaine?, Retaine? แบบทา
- Pregaine? shampoo
- Loniten? (minoxidil) แบบรับประทาน

ลมพิษ (Urticaria)
ลมพิษเป็นโรคผิวหนังที่มีอาการคัน ลักษณะผื่นเป็นเม็ดนูนแดงเหมือนตุ่มยุงกัด (wheal) บางครั้งผื่นมีลักษณะเป็นวงมีขอบนูนแดง ผื่นจะขึ้นระยะสั้นราว 3-4 ชั่วโมง แล้วหายไป และขึ้นอีกภายใน 24 ชั่วโมง อาจขึ้นที่เดิมหรือคนละที่ก็ได้ ผื่นลมพิษมี 2 ลักษณะ
1. Acute urticaria ผื่นลมพิษจะมีลักษณะเป็นๆ หายๆ ไม่เกิน 6 สัปดาห์ ผื่นจะขึ้นมากทันทีทันใด ถ้าขึ้นที่หน้าก็อาจจะมีริมฝีปากบวม และถ้ารุนแรงก็จะมีเวียนศีรษะ อาเจียน ความดันตก หายใจลำบากได้ สาเหตุที่พบบ่อย คือ
- แพ้ยา เช่น Aspirin, Penicillin, Vaccine บาดทะยัก, วัคซีนพิษงู
- แพ้อาหาร เช่น อาหารทะเล, อาหารประเภทโปรตีน เนื้อ, ไข่
- สารเคมีบางชนิด
2. Chronic urticaria ผื่นมักจะขึ้นตอนกลางคืน, หลังอาบน้ำหรือตอนเช้ามืด ส่วนใหญ่มักหาสาเหตุไม่พบ แต่พบว่าผู้ป่วยส่วนหนึ่งมีโรคแพ้อื่นๆ (atopy) ร่วมด้วย เช่น หืด, หวัดเรื้อรัง, ผื่นคันเรื้อรังหรือมีกรรมพันธุ์ โรคแพ้ดังกล่าว นอกจากนี้ยังอาจเกิดจาก ความเครียด, พยาธิในลำไส้ (strougiloid) ถูกอากาศที่ร้อนหรือเย็นจัด, หญิงก่อนมีประจำเดือน
ช การรักษา
1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้
2. ให้ antihisfamine พวก hydroxyzine (Atarax? 20-50 mg 4 ครั้ง/วัน, Promethazine (phenegan?), CPM (cohistan?)
3. ให้ยาทา calamine lotion ลดอาการคัน
4. ให้ corticosfearoid ระยะสั้นๆ (Prednisolone ให้กรณีคันมากๆ)
5. ให้ theodur 300 mg 1 ด 2 กรณีหลอดลมหดเกร็ง

Acne & Melasma
1. Acne (สิว)
สิวเป็นโรคของต่อมไขมัน sebaceous ที่มีการสร้างไขมันเพิ่มขึ้นประกอบกับการสร้าง Keratin ที่เพิ่มมากขึ้น ภายในรูขุมขน ทำให้มี Keratin มาอุดตันรูขุมขน ซึ่งเป็นทางเปิดของต่อมไขมัน ทำให้เกิด comedone ขึ้น ประกอบกับการเจริญของ bacteria ในรูขุมขน (Propionibacterium acne) ทำให้เกิดการอักเสบตามมา
ช ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดสิว
1. ฮอร์โมนเพศ : โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศชาย (androgen) เพราะฮอร์โมน androgen จะมีฤทธิ์กระตุ้นการผลิต sebum ของต่อมไขมัน แต่ฮอร์โมน estrogen ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง จะมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง sebum จากต่อมไขมัน ดังนั้นจึงพบว่าช่วงวัยรุ่นจะเกิดสิวได้บ่อย เพราะเป็นช่วงที่มีการสร้างฮอร์โมน androgen เพิ่มขึ้นในทั้งหญิงและชาย
2. อาหารบางชนิด : เช่น พวกช็อกโกแล็ต, ลูกนัท,น้ำอัดลม, ลูกกวาด, เนยและไขมัน แต่จะเกิดกับบางคนเท่านั้น
3. ภูมิอากาศ : สิวมักจะขึ้นในช่วงที่อากาศร้อนและชื้น
4. การสัมผัส/เสียดสีบ่อยๆ : เช่น การล้างหน้าบ่อยๆ, การเช็ดหน้าแรง เนื่องจากจะทำให้ผิวไม่แข็งแรง และติดเชื้อได้ง่าย
5. เครื่องสำอาง : โดยเฉพาะเครื่องสำอางที่มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบ เช่น ครีมกันแดด เนื่องจากอาจทำให้รูขุมขนอุดตันได้
6. สบู่ : บางชนิดที่มีเกลือกรดไขมันบางตัว ที่ทำให้เกิดท่อทางเดินต่อมไขมันอุดตันได้
7. ความเครียด : โดยความเครียดจะกระตุ้นต่อม hypothalamus ให้หลั่งสารมากระตุ้นที่ต่อม pituitary และdiyกระตุ้นต่อมหมวกไตตามมา ทำให้ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนออกมาหลายชนิด รวมทั้งฮอร์โมน androgen ด้วย
8. การใช้ steroid เป็นเวลานานๆ : โดย steroid ที่มีความแรงสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เกิดสิวได้มาก
9. ประจำเดือน : พบว่าในผู้หญิงมากกว่า 2/3 จะมีสิวกำเริบในช่วงก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายมีฮอร์โมน estrogen ลดลงและมี progesterone เพิ่มขึ้น ซึ่ง Progesterone นั้นมีคุณสมบัติของฮอร์โมน androgen ร่วมด้วย ทำให้การผลิต sebum เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ในช่วงก่อนมีประจำเดือน จะมีภาวะน้ำคั่งในร่างกายมากกว่าปกติ ทำให้ cell ผิวหนังที่รูขุมขนบวมโต และไปอุดตันท่อทางเดินของต่อมไขมัน
10. วัยหมดประจำเดือน : เป็นช่วงที่มี estrogen ต่ำ ซึ่งปกติ estrogen จะมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดสิว ในขณะที่ฮอร์โมน androgen ยังมีการผลิตเท่าเดิม
11. ภาวะตั้งครรภ์ : การเกิดสิวในหญิงตั้งครรภ์นั้นจะเกิดกับบางคน บางคนสิวก็ดีขึ้น บางคนสิวก็กำเริบ ทั้งนี้เพราะระดับฮอร์โมน estrogen และ Progesterone มีการเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน ขึ้นๆ ลงๆ ระหว่างการตั้งครรภ์
ประเภทของสิวที่พบบ่อยที่สุด คือ สิววัยรุ่น (Acne vulgaris) จะมีลักษณะเป็นเม็ดตุ่มสีแดง ก่อความระคายเคือง เจ็บปวด และอาจกลายเป็นตุ่มหนองได้ เม็ดสิวจะทำให้ปวดและคัน ทำให้ต้องแกะเกาจนเกิดการอักเสบขึ้น ส่วนใหญ่สิวจะขึ้นบริเวณที่มีความมันมาก เช่น หน้าผาก, คาง, แก้ม, หน้าอก, จมูก และแผ่นหลัง
สิวมีหลายลักษณะ ได้แก่ สิวหัวขาว, สิวหัวดำ, papule (แดงๆ) , pastules (หนอง), nodulo cystic (สิวหัวช้าง)
ช การรักษาสิว
1. ใช้พวก Keratolytic drug มาละลายหัวสิว (comedolytic) เช่น
- Retinoic acid (Retin-A? , 0.25-0.05%) โดยให้ทาก่อนนอน เพื่อหลีกการสัมผัสกับแสงแดด เนื่องจากยาจะทำให้ผิวแพ้แสงแดดได้ง่าย
- Benzoyl peroxide 2.5, 5, 10% (Panoxyl?) โดยจะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในรูขุมขน และลดกรดไขมันร่วมด้วย สัปดาห์แรกให้ทาทิ้งไว้ 15 นาที ในตอนเช้า แล้วค่อยล้างออก สัปดาห์หลังๆ ค่อยเพิ่มเวลาทาเป็น 1-2 ชั่วโมง ถ้าไม่มีอาการแพ้เกิดขึ้น
* ยา 2 ตัวนี้ ให้ทาคนละเวลากัน เพราะถ้าใช้พร้อมกัน ยาจะทำปฏิกิริยากัน ทำให้ยาหมดฤทธิ์
2. Antibiotic เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของสิวอักเสบ
- แบบทา เช่น Clindamycin 0.1% (Dalacin-T?), Erythromycin base 2% (Dermabaz?) โดยให้แต้มหัวสิวที่อักเสบ วันละ 2-3 ครั้ง
- แบบรับประทาน เช่น
Tetracyclin 500 mg/tb ครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 4 ครั้ง
Doxycyclin 100 mg/tb ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง
Co-trimoxazole 80/400 mg/tb ครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง
Amoxycillin 500 mg/tb ครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง
Ampicillin 500 mg/tb ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 4 ครั้ง
Minocyclin 50 mg/tb ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง
Erythromycin 250-500 mg/tb ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 4 ครั้ง
3. Steroid เพื่อลดการอักเสบ ในรายที่เป็นสิวอักเสบรุนแรง
- Triamcinolone acetate (10-25 mg/ml) ฉีดเข้าถุงสิว
4. Iso-tretinoin (Roaccutane?)
มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งไขมันได้ดีมาก ใช้ในกรณีที่ใช้วิธีข้างต้นไม่ได้ผลแล้ว หรือเป็นสิวรุนแรงมาก เช่น สิวหัวช้าง จัดเป็นยา category X (ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์) มี side effect ค่อนข้างมาก ได้แก่ ริมฝีปาก และผิวหนังแห้งเป็นขุย และแตก, ผมร่วง
2. ฝ้า (Melasma)
ฝ้าเกิดจากการที่เซลล์เม็ดสี (melanin) บางตำแหน่งมีการทำงานมากเกินไป หรือมีจำนวนมากขึ้นในชั้นหนังกำพร้า เนื่องมาจากถูกกระตุ้นจากแสงแดดหรือฮอร์โมน ทำให้ผิวหนังตำแหน่งนั้นๆ มีสีเข้มขึ้นเป็นสีน้ำตาลเข้มกว่าบริเวณข้างเคียง ฝ้ามักเกิดบริเวณแก้ม, จมูก, หน้าผาก, คาง และมักจะเป็นเหมือนกันทั้ง 2 ข้าง
ช ปัจจัยที่มีผลกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดสี
- แสงแดด (สำคัญที่สุด)
- ฮอร์โมน : โดยเฉพาะ estrogen จึงมักพบฝ้าในผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือใช้ยาคุมกำเนิด
- เครื่องสำอาง : การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอาง ทำให้เกิดรอยดำแบบฝ้าได้
- พันธุกรรม :
- ยาบางชนิด เช่น ยากันชัก (diphenyl hydantoin, mesantoin)
ช การป้องกัน
- ใช้ครีมกันแดด หรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดจัดๆ
- หลีกเลี่ยงฮอร์โมนที่ทำให้เกิดฝ้า (estrogen สูง)
ช การรักษา
1. Hydroquinone 4% (ลดการสร้างเม็ดสี) เช่น Persatina?
2. สาร Biorehabilitate (ลดการทำงานของเซลล์เม็ดสี)
3. Vitamin A acid (เร่งการลอกตัวของชั้นขี้ไคล) เช่น Renova? (tretinoin) 0.05%
4. ยาทา coxticosteroid (ยับยั้งการสร้างเม็ดสี melanin)
5. Kojic acid ซึ่งเป็นสารสกัดจากรากชะเอม
ช ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ใช้รักษาฝ้าในร้านยา
1. Pynocare? = สารสกัดจากเปลือกสน
2. Albuwhite? = มีสาร arbutin, vitamin E, Alovera, rhatany root ext.
3. Renova? = (tretinoin 0.05%)
4. Extra melasma? = มีสาร Licorice
5. Persatina? มี hydroquinone 4%
6. นิจิดีส์? สำหรับหน้า

Antibacterial
1. Neomycin
กลไกการออกฤทธิ์ : ยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนของแบคทีเรีย โดยจับกับ 30s ribosomal subunit ของแบคทีเรีย
ข้อบ่งใช้ : ใช้ในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง
อาการไม่พึงประสงค์ : rash ,dermatitis ,urticaria ,burning
2. Gentamycin
กลไกการออกฤทธิ์ : ยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนของแบคทีเรีย โดยจับกับ 50s ribosomal subunit ของแบคทีเรีย
ข้อบ่งใช้ : ใช้ในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังโดยมีสาเหตุมาจาก gram negative ได้แก่ Pseudomonas , Proteus , Seratia และ gram positive เช่น Staphyllococus เป็นต้น
อาการไม่พึงประสงค์ : nephrotoxicity , neurotoxicity เช่น vertigo , ataxia , ototoxicity
3. Erythromycin
กลไกการออกฤทธิ์ : ยับยั้งการสังเคราะห์แบคทีเรียโดยจับกับ 50s ribosomal subunit ทำให้แบคทีเรียไม่สมารถสังเคราะห์โปรตีนได้
ข้อบ่งใช้ : ใช้ในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง เช่น S.aureus , หรือเชื้ออื่นๆเช่น S. pyogenes , S pneumoniae , นอกจากนี้ยังใช้รักษาแผลริมอ่อนได้อีกด้วย
อาการไม่พึงประสงค์ : abdominal pain , nausea , vomitting , oral candidiasis
4. Clindamycin
กลไกการออกฤทธิ์ : ยาจับกับ 50s ribosomal subunit โดยยับยั้งการสร้างพันธะเปปไทด์ทำให้แบคทีเรียไม่สามารถสังเคราะห์โปรตีนได้
ข้อบ่งใช้ : เหมาะสำหรับรักษาสิวหัวหนองขนาดเล็กสิวหัวช้างหรือสิวอุดตันใช้ไม่ได้ผล
อาการไม่พึงประสงค์ : itching , oily skin , peeling , dryness , pseudomembranous colitis
5. Tetracyclin
กลไกการออกฤทธิ์ : ยับยั้งการสังเคราะห์แบคทีเรียโดยจับกับ 30s และ 50s ribosomal subunit ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ cytoplasmic membrane
ข้อบ่งใช้ : ใช้ในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังโดยมีสาเหตุมาจาก gram negative และ gram positive รวมถึงการรักษาสิวอักเสบด้วย
อาการไม่พึงประสงค์ : ทำให้ฟันเปลี่ยนสี (ในเด็ก) ,photosensitivity , diarrhea , nausea , vomitting
6. Cloxacillin
กลไกการออกฤทธิ์ : cloxacillin จับกับ penicillin binding protein ทำให้เชื้อไม่สามารถสร้าง peptidoglycan ได้ จึงยับยั้งการสังเคราะห์ผนังเซลล์ของแบคทีเรีย
ข้อบ่งใช้ :ใช้ในการรักษา staphylococci ที่สามารถสร้าง เอนไซม์ penicillinase
อาการไม่พึงประสงค์ : diarrhea , nausea , vomitting , abdominal pain

7. Ampicillin
กลไกการออกฤทธิ์ : cloxacillin จับกับ penicillin binding protein ทำให้เชื้อไม่สามารถสร้าง peptidoglycan ได้ จึงยับยั้งการสังเคราะห์ผนังเซลล์ของแบคทีเรีย
ข้อบ่งใช้ : ใช้ในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังโดยมีสาเหตุมาจาก gram positive Staphylococci และ Streptococci
อาการไม่พึงประสงค์ : diarrhea , nausea , vomitting , rash , candidiasis
8. Doxycyclin
กลไกการออกฤทธิ์ : ยับยั้งการสังเคราะห์แบคทีเรียโดยจับกับ 30s และ 50s ribosomal subunit ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ cytoplasmic membrane
ข้อบ่งใช้ : ใช้ในการรักษารักษาสิวอักเสบ
อาการไม่พึงประสงค์ : diarrhea , nausea , vomitting ,photosensitivity
9.Co-trimoxazole
กลไกการออกฤทธิ์ : sulfamethoxazole จะยับยั้งการสังเคราะห์ folic acid ของแบคทีเรียและยับยั้งการเจริญเติบโตโดยยับยั้งการเปลี่ยน dihydrofolic acid จาก para-aminobenzoic acid ส่วน trimethoprim จะยับยั้งการเปลี่ยน dihydrofolic acid เป็น tetrahydrofolate ทำให้ขาดเอนไซม์ที่จะนำไปใช้ในกระบวนการสร้าง folic acid ซึ่งจำเป็นต่อเชื้อ
ข้อบ่งใช้ : ใช้กับ uncommon susceptible gram negative และ gram positive และใช้ในการรักษาสิวอักเสบด้วย
อาการไม่พึงประสงค์ : nausea , vomitting , rash

Antifungal
1. Imidazole derivative ได้แก่ Itraconazole , Ketoconazole , Miconazole , Clo-trimoxazole
กลไกการออกฤทธิ์ : ขัดขวางการสร้าง ergosterol ซึ่งมีหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับ membrane integrity ของเชื้อรา เมื่อ cell permeability เพิ่มขึ้น เซลล์ก็จะตาย ส่วนใน mammalian cell นั้น ไม่มีผลเพราะมี cholesterol เป็น membrane sterol ที่สำคัญซึ่งสามารถได้มาจากอาหาร ยานี้เป็นทั้ง fungistatic และ fungicidal ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น
ข้อบ่งใช้ : ใช้ได้กับทั้ง dermatophytosis, candida และ tinea versicolor
อาการไม่พึงประสงค์ : irritation ,vomiting, diarrhea, constipation, photophobia, elevation ของ hepatic enzymes, hepatitis, gynecomastia, somnolence และ nervousness
2. Nystatin
กลไกการออกฤทธิ์ : เป็นทั้ง fungistatic และ fungicidal โดย nystatin จะจับกับ sterol moiety ซึ่งอยู่ที่ membrane ของเชื้อที่ sensitive ต่อยา แล้วทำให้ membrane permeability เปลี่ยนแปลง ทำให้ potassium ions และ intracellular component รั่วออกมาภายนอกเซลล์
ข้อบ่งใช้ : ได้ผลกับเชื้อ Candida spp. และอาจมีผลต่อเชื้อ Histoplasma spp., Cryptococcus spp., Blastomyces spp., Trichophyton spp., Epidermophyton spp.
อาการไม่พึงประสงค์ : diarrhea , nausea , vomitting
3. Griseofulvin
กลไกการออกฤทธิ์ : เป็น fungistatic ยาจะฆ่า young, actively metabolizing cell โดยไปจับ cell lipid ทำให้มีการสร้าง DNA ต่อไปเรื่อยๆ จนเกินพอ และยายังทำให้เกิด metaphase arrest ใน rapidly dividing cell
ข้อบ่งใช้ : ใช้ได้ผลกับเชื้อ Microsporum species, Trichophyton species, Epidermophyton species
อาการไม่พึงประสงค์ : ปวดศีรษะ ซึ่งมักจะหายไปเองแม้จะให้ยาต่อไปอีก ผลอย่างอื่นๆ ได้แก่ peripheral neuritis, confusion, syncope, vertigo, transient macular edema, nausea, vomiting, diarrhea, leukopenia, neutropenia, basophilia, monocytosis, albuminuria, photosensitivity, serum sickness syndrome, angioedema, candida intertrigo
4. Ciclopirox olamine
กลไกการออกฤทธิ์ : ยับยั้งการขนส่งสารที่จำเป็นสำหรับเซลล์ของเชื้อรา ทำให้การสังเคราะห์ DNA , RNA และโปรตีนผิดปกติไป
ข้อบ่งใช้ : ใช้ในการรักษา Tenea pedis , Tenea cruris , Tenea corporis , cutaneous candidiasis , Tanea versicolor , onychomycosis ของนิ้วมือและนิ้วเท้าอันเนื่องมาจาก Trichophyton rubrum
อาการไม่พึงประสงค์ : pruritus , irritation , redness , burning , pain
5. Terbinafine
กลไกการออกฤทธิ์ : ยับยั้ง squalene epoxide ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สังเคราะห์ ergosterol ในเชื้อราทำให้ผนังเซลล์ของเชื้อราขาด ergosterol ซึ่งทำให้เชื้อตายในที่สุด
ข้อบ่งใช้ : ใช้ในการรักษา Tenea pedis , Tenea cruris , Tenea corporis , Tanea versicolor
อาการไม่พึงประสงค์ : pruritus , irritation, burning
6.Tolnaftate
กลไกการออกฤทธิ์ : ทำให้การเจริญของ hyphae และ mycelium เปลี่ยนไป
ข้อบ่งใช้ : ใช้ในการรักษา Tenea pedis , Tenea corporis , Tanea versicolor , Tanea manuum
อาการไม่พึงประสงค์ : pruritus , irritation

Antiparasitic agent
1. Gammabenzene hexachloride
กลไกการออกฤทธิ์ : ตัวยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของปรสิต ทำให้ระบบประสาทของปรสิตถูกกระตุ้นปรสิตจะชักและตายในที่สุด
ข้อบ่งใช้ : ใช้ในการรักษาหิด
อาการไม่พึงประสงค์ : burning, contact dermatitis, ataxia, aplastic anemia

Treatment of acne
1.ยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาสิว ได้แก่ erythromycin , tetracyclin , clindacyclin , ampicillin , doxycyclin , co-trimoxazole
กลไกการออกฤทธิ์ ,ข้อบ่งใช้ และ อาการไม่พึงประสงค์ ดูได้ในหัวข้อ antibacterial
2.Benzoyl peroxide
กลไกการออกฤทธิ์ : ปล่อย free radical oxygen ออกมา เป็นผลให้มีฤทธิ์ในการลด free fatty acid (FFA) และลดจำนวน P. acne (C. acne) โดยเป็น bacteriocidal และเป็น comedolytic ด้วย
ข้อบ่งใช้ : มักใช้ในการรักษาสิวได้ทั้งชนิดสิวอักเสบ และ comedone เชื่อกันว่าถ้าอยู่ในรูปของ gel จะดีกว่าในรูปที่เป็น cream และ lotion มีรายงานว่าการใช้ benzoyl peroxide ร่วมกับ vitamin A acid จะได้ผลดียิ่งขึ้น และถ้าใช้ร่วมกับ topical หรือ systemic antibiotic ก็จะยิ่งได้ผลดีมากขึ้นไปอีก
อาการไม่พึงประสงค์ : allergic contact dermatitis ได้ ซึ่งอาการมักจะเป็น acute eczema แต่ที่พบน้อยก็คือ primary irritant ซึ่งมักจะมีอาการหน้าลอกและอาจคัน ถ้าถูก็จะบวม นอกจากนี้ benzoyl peroxide อาจทำให้เกิด depigment ได้บ้างเล็ก
3.Retinoic acid ( vittamin A acid , tretinoin )
กลไกการออกฤทธิ์ :
1.Epidermis
1.1 increase mitosis จะมีการแบ่งตัวของเซลล์เพิ่มขึ้นภายใน 2 เดือน หลังจากทาด้วย VAA แล้ว epidermis จะหนาขึ้นเป็น 2 เท่า ฉะนั้นจึงใช้ลดข้อแทรกซ้อนจาก topical corticosteroid
1.2 differentiation มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง คือ
1.2.1 มีรายงานว่า VAA นั้น ลด tonofilament และ keratohyaline granule และมีผลต่อ keratin production คือพบว่าหลังจากใช้ topical VAA ติดต่อกันถึง 50 วัน แล้ว leratin จะลดลงประมาณ 50% ฉะนั้นจึงนำมาใช้กับพวก scaling disorder ต่างๆ ได้ผลดี
1.2.2 นอกจาก eratin จะลดลงแล้ว ลักษณะของ eratin ก็จะเปลี่ยนไปด้วย เช่น ระยะแรกของการทา topical จะเกิด parakeratosis แต่ระยะต่อไปก็จะกลับดูเป็นปกติ และถ้านำเอามาทำ electron ก็จะพบว่า keratin นั้นเกาะกันหลวมกว่าก่อนทายา
2. Dermis
2.1 การเปลี่ยนแปลงของปริมาณของเซลล์
2.1.1 monocytes, histiocytes และ lymphocytes จะเพิ่มขึ้น ผลจากการทา 0.1% VAA จะทำให้จำนวนเซลล์เพิ่มขึ้นมากกว่าการกิน VAA 100 mg
2.1.2 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของ mast cell
2.2 Intercellular substance
2.2.1 มี plasma protein เข้าไปในช่องว่างระหว่างเซลล์
2.2.2 มี decompose ของโครงสร้างของ collagen & elastic fibres
2.2.3 จะปรากฏว่ามี atypical peridicities ของ collagen
3. Terminal vessels อาจจะพบการเปลี่ยนแปลงดังนี้ คือ
3.1 เกิดการพองตัวของ endothelial cells
3.2 มีการเพิ่ม microtubular inclusion
3.3 มี vacuole เพิ่มขึ้น
ข้อบ่งใช้ : โรคที่นำ VAA มาใช้มาก ได้แก่ acne ซึ่งช่วยในการขจัดและป้องกัน comedone ได้ พบว่าประมาณ 4 สัปดาห์ comedone ก็จะเริ่มนุ่มตัวลงและถูกขับออก มีรายงานว่าในการรักษาสิวถ้าใช้ร่วมกับ systmic tetracycline หรือร่วมกับ topical benzoyl peroxide ก็จะเสริมให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้น
อาการไม่พึงประสงค์ : Erythema ซึ่งมักเป็นเพียงชั่วคราวและถูกเสริมได้ด้วยแรงกด
Peeling มักเป็นในตอนต้นๆ ของการรักษาแล้วจะหายไปในภายหลัง
Burning เกิดได้กับคนส่วนใหญ่และจะเป็นอยู่ประมาณ 15 นาที ซึ่งจะเป็นเฉพาะคนที่เริ่มต้นใช้ใหม่ๆ แต่พอนานๆ ไปก็จะหายไปเอง
Eczema เป็นผลจากการรบกวนผิวซึ่งเกิดจากผู้ป่วยถูหรือขัดผิวเมื่อมีการลอกอยู่แล้ว
Allergic contact dermatitis พบได้บ้างแต่ไม่บ่อยนัก
Pigmentation ทำให้ผิวขาวขึ้นได้เพียงเล็กน้อย
Oily face อาจทำให้หน้ามันเพิ่มขึ้นได้

Treatment of melasma
1.Hydroquinone
กลไกการออกฤทธิ์ : Hydroquinone มีฤทธิ์ลดการสร้าง melanin ของทั้ง epidermal และ follicular melanocyte โดยการขัดขวาง oxidation ของ tyrosine ให้เปลี่ยนเป็น dopa และ dopa เปลี่ยนเป็น dopaquinone และยังพบด้วยว่า hydroquinone ทำให้ melanosome เกิดผิดปกติขึ้นมาด้วย โดยทำให้มีการลดทั้งจำนวนและเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของ melanosome ใน melanocyte ซึ่งอาจจะเป็นผลจากการเป็น competitive inhibitor และอาจจะเกิดจากการปล่อย free radical ออกมา
ข้อบ่งใช้ : ใช้ในการรักษาฝ้า (melasma)
อาการไม่พึงประสงค์ : dermatitis , dryness , erythema , stinging , ochronosis and colloid

Antiviral
1. Podophyllin
กลไกการออกฤทธิ์ : เป็น antimitotic ทำให้เซลล์หยุดเจริญในระยะ metaphase และทำให้ epithelial cell ตาย
ข้อบ่งใช้ : ใช้รักษา wart ก่อนทาจะป้องกันผิวหนังปกติที่อยู่รอบๆ โดยการทา vasaline เมื่อจี้ podophyllin แล้วควรล้างออกภายในระยะเวลา 8-24 ชั่วโมง
อาการไม่พึงประสงค์ : อาจมีการระคายเคือง มีอาการแพ้ได้ ควรทายาอย่างระมัดระวัง และควรล้างออกเมื่อถึงเวลาอันสมควร นอกจากนี้ในเด็กเล็กๆ ควรระวังอย่าใช้ยาปริมาณมาก และไม่ควรใช้กับหญิงมีครรภ์


2. Acyclovir
กลไกการออกฤทธิ์ : สามารถหยุดยั้ง herpes simplex types 1 และ 2, varicella zoster, โดยรบกวนขบวนการ DNA polymerase ของ virus ทำให้ขัดขวางการ replication ของ virus
ข้อบ่งใช้ : ใช้รักษาและป้องกันการเป็นกลับซ้ำของการติดเชื้อ Herpes simplex และ Herpes zoster โดยควรเริ่มใช้ acyclovia ตั้งแต่เริ่มเป็นภายใน 72 ชั่วโมง
อาการไม่พึงประสงค์ : rash , vomitting , tremor

Antihistamine
ก่อนจะพูดถึง antihistamine เราควรมาทำความรู้จักกับ histamine เสียก่อน คือ
Histamine Histamine จะถูกหลั่งเมื่อมี degradation ของ mast cells และ histamine จะไปออกฤทธิ์ที่ receptor site พบว่า histamine receptor มี 2 ชนิด คือ
1. H1 receptor ซึ่งมีผลเกี่ยวกับการขยายตัวของหลอดเลือดเพิ่ม capillary permeability, contraction of nonvascular smooth muscle ซึ่งผลเหล่านี้จะถูกขัดขวางได้โดย antihistamine
2. H2 receptor มีผลเกี่ยวกับการกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเป็นสำคัญ แต่ก็มีผลเกี่ยวกับการกระตุ้นหัวใจบ้างเล็กน้อย
ดังที่ทราบมาแล้วว่า histamine นั้น ออกฤทธิ์ที่ receptor 2 ชนิด คือ H1 และ H2 ฉะนั้น antihistamine ก็อาจมาแย่งที่กับ histamine ที่ receptor ทั้ง 2 ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึง Histamine H1-receptor antagonist เท่านั้น
กลไกการออกฤทธิ์ : ป้องกันฤทธิ์ของ histamine ซึ่งทำให้หลอดเลือดขยายตัว และเกิดมี permeability ของ capillary เพิ่มขึ้น ฉะนั้น antihistamine สามารถป้องกัน edema, wheal, flare และ itch ซึ่งเกิดจาก injury หรือ histamine liberating drug ได้
ข้อบ่งใช้ : ใช้รักษา allergic dermatitis เช่น urticaria และ angioedema โดยควบคุมอาการคัน ลด edema และ ลด erythema
อาการไม่พึงประสงค์ : drowsyness พบมากที่สุด มึนงง อ่อนเพลีย อาการของ CNS stimulation (insomnia & nervousness), Atropine like side effects เช่น dry mouth, blur vision, urinary retention, palpitation, constipation (เมื่อใช้ขนาดสูงๆ)

Steroid
กลไกการออกฤทธิ์ : Corticosteroid มีผลหลายอย่างด้วยกัน แต่ผลที่นำมาใช้ในการรักษา คือ ผลที่เป็น anti-inflammatory และผลที่เป็น antimitotic หรือ immunosuppression ซึ่งแต่ละอย่างมีกลไกดังนี้
1. Stabilization of lysosome โดยการป้องกันการแตกของ membrane ของ lysosome ผลนี้เชื่อว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการลดการอักเสบ
2. Inhibition of inflammatory cells คือยั้งไม่ให้เซลล์เหล่านี้เคลื่อนตัวเข้ามาในบริเวณที่มีปฏิกิริยา
3. Action-inhibitor mediator คือ corticosteroid จะต่อต้านฤทธิ์ของ mediator ต่างๆ ที่จะทำให้เกิดการอักเสบ เช่น histamine, kinin และ prostaglandin แต่ก็ไม่ได้หยุดการหลั่งและการสร้างสารต่างๆ เหล่านี้
4.Vasoconstriction คือ พบว่า corticosteroid ทำให้ vascular bed บางแห่งเกิด constriction โดยเฉพาะชนิดทานั้นจะเห็นผลได้ชัดเจน แต่ยังไม่มีโรคทราบกลไกที่แน่นอน เพียงเชื่อกันว่าเป็นเพราะcorticosteroid ไปเสริมฤทธิ์ของ norepinephrine และเชื่อว่าผลทาง vasoconstriction นั้นจะเป็นสัดส่วนโดยตรงต่อความแรง (potency) ของ topical corticoste roid คือ ถ้า corticosteroid ชนิดใดทำให้เกิด vaso-constriction มากก็จะมี potency สูง คือหมายถึงมีประสิทธิภาพในการลดการอักเสบได้สูงด้วย
5.Antimitotic และ immunosuppressive action ฤทธิ์เช่นนี้เป็นผลจากการที่ corticosteroid ไปยับยั้งการสร้าง DNA และ protein ของเซลล์ในกรณีของ topical corticosteroid นั้น ฤทธิ์ของ antimitotic เฉพาะที่จะถูกเสริมด้วยผลของ vasoconstriction เพราะเป็นการลด metabolism การยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ของ systemic corticosteroid นั้นจะมีผลกับ T-lymphocyte มากกว่า B-lymphocyte โดยทั่วๆ ไปเชื่อกันว่า corticosteroid ที่มีฤทธิ์ antimitotic สูง ก็จะมีประสิทธิภาพในการลดการอักเสบสูงด้วย ฤทธิ์ของ immunosuppression นั้นพบว่า corticosteroid จะไม่มีผลกับ T-cell ที่มี memory ส่วนในแง่ของ humoral immune นั้นจะมีผลให้ลดการสร้าง immunoglobulin แม้ว่าจะมีหลักฐานบ้างว่า corticosteroid ช่วยป้องกันการจับกันของ antigen กับ antibody ก็ตาม แต่โดยทั่วๆ ไปแล้วก็ยังเชื่อกันว่าผลของ immunosuppression นั้นเป็นผลจากหลายๆ กลไกร่วมกัน
ข้อบ่งใช้ : Corticosteroid เป็นที่นิยมใช้กับการอักเสบของผิวหนังเกือบทุกชนิด แต่ว่าการตอบสนองต่อยาก็แตกต่างกันตามชนิดของโรค บางพวกตอบสนองดีมาก ควรเลือก corticosteroid ชนิดที่อ่อนก่อน สำหรับพวกที่ตอบสนองช้าหรือตอบสนองไม่ค่อยดีก็ควรใช้ชนิดที่แรงขึ้น
อาการไม่พึงประสงค์ : ข้อแทรกซ้อนของ steroid มีได้หลายอย่างดังในตาราง ซึ่งนอกจะเหมือนกับ cream ทั่วๆ ไป คืออาจเกิดการแสบร้อนและ contact dermatitis แล้ว ยังมีผลจากตัว steroid เอง ซึ่งถ้ายิ่ง potent เท่าใด ก็มักจะมีข้อแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นเท่านั้น
ตารางแสดงผลข้างเคียงของ steroid

Burning Stellate pseudoscars
Itching Ulceration
Irritation Perioral dermatitis
Dryness Granuloma gluteale infantum
Miliaria Vegetating fluoroderma
Folliculitis Acne
Skin blanching Nodular elastoidosis with cysts and
Skin atrophy* comedone
Striae atrophicae Hypertrichosis
Photosensitivity Hypopigmentation
Hirsutism Withdrawal syndrome
Adrenal suppression Cushing syndrome

ภาคผนวก

Treatment of Acne
ชื่อการค้า ส่วนประกอบ
Retin-cream
Panoxyl
Clinda gel
Isotrex
Stieva-A cream 0.05%
Pisalin ointment
Chloramphenicol ointment
ขี้ผึ้ง unison
นิจิดีส์

Persatina
Antibacterial* Tretinoin 0.0.25%,0.05%
Benzoyl peroxide
Clindamicin
Isotretinoin
Tretinoin 0.05%
Chloramphenicol
Chloramphenicol
Chloramphenicol
Mineral oil, methy paraben, pripyl paraben, salicylic acid,
sodium borate, wax, perfume
Hydroquinone
* ยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาสิวดูได้จากตาราง Antibacterial

Antifungal + Steroid
ชื่อการค้า ส่วนประกอบ
Tara-plus
Fungisil-T
Fungicort
Lymarin
Travocort
Myda-B
Fungiderm-B
Clothasone
Tonaf-B Miconazole, triamcinolone acetonide
Miconazole, triamcinolone acetonide
Miconazole, hydrocortisone
Miconazole, triamcinolone acetonide
Isoconazole, diflucortolone
Clotrimazole , betamethasone valerate
Clotrimazole , betamethasone valerate
Clotrimazole , betamethasone valerate
Tolnaftate, betamethasone valerate

Antibacterial + Antifungal + Steroid
ชื่อการค้า ส่วนประกอบ
Supracortin
Quadriderm
Kenacomb Neomycin, 8-hydroxyquinoline, fluprednidine-21-acetate
Iodochlohydroxyquin, tolnaftate, betamethasone valerate
Gramicidin, nystatin, triamcinolone acetonide

Antifungal
ชื่อการค้า ส่วนประกอบ
Tonaf
Eu2000
Lamisil
Nizoral
Diazon
Daktarin
Dermon
Fungisil
Travogen
Zema cream
Fungiderm
Defungo
Canesten
Candix
Lopeox
Kenalyn Shampoo
Nizoral
Stieprox
Chintaral Shampoo
Selfide
Selson
Alber-T
ขี้ผึ้งเบอร์ 28
Zema lotion Tolnaftate 1%, 2%
Terbinafine
Terbinafine
Ketoconazole
Ketoconazole
Miconazole
Miconazole
Miconazole
Isoconazole
Clotrimazole
Clotrimazole
Clotrimazole
Clotrimazole
Clotrimazole
Ciclopirox olamine
Ketoconazole
Ketoconazole
Ciclopirox olamine
Ketoconazole
Selenium sulfide
Selenium sulfide
Tolnaftate, triacetin
Salicylic acid, benzoic acid, sulphur, Camphor, Petroltum
Salicylic acid, resorcinol, phenylic acid

Keratolytic + Steroid
ชื่อการค้า ส่วนประกอบ
Betosalic ointment
Locasalen
Diprosalic ointment Salicylic acid, betamethasone valerate
Salicylic acid, flumetasone pivalate
Salicylic acid, betamethasone dipropionate

Antibacterial + Steroid
ชื่อการค้า ส่วนประกอบ
Synalar-N
Neozolone
Prednisil-N
Genta-bethasone
Diprogenta cream
Betnovate-N
Betnovate-C
Betnovate-M
Bethasone-N
Clinovate-N Neomycin, fliocinolone
Neomycin, rednisolone
Neomycin, rednisolone
Gentamicin, betamethasone valerate
Gentamicin, betamethasone valerate
Neomycin, betamethasone valerate
Clioguinol, betamethasone valerate
Gentamicin, betamethasone valerate
Neomycin, betamethasone valerate
Neomycin, betamethasone valerate

Antiviral
ชื่อการค้า ส่วนประกอบ
Vilerm
Zovirax
Entir
Zevin
Virogon
Viron
Virovir Acyclovir 5% ( ทา ) , 800mg ( กิน )
Acyclovir 5%
Acyclovir 5%
Acyclovir 5%
Acyclovir 5% ( ทา ) , 800mg ( กิน )
Acyclovir 200 mg
Acyclovir 200 mg

Steroid
ชื่อการค้า ส่วนประกอบ
Topicort
Aristocort
Kemsid
Dermatop
Dermovate crean, ointment
Clobet cream
Celestoderm-V
Diprosone cream
Bethasone cream
TV lone
Kela lotion
Unif lotion
Prednisolone Desoximetasone
Triamcinolone acetonide 0.1%,0.2%
Triamcinolone acetonide
Prednicarbate
Clobetasol
Clobetasol
Betamethasone valerate
Betamethasone valerate
Betamethasone valerate
Triamcinolone acetonide
Triamcinolone acetonide
Triamcinolone acetonide
Prednisolone

Antibacterial
ชื่อการค้า ส่วนประกอบ
Garamycin
Gentrex
Bactroban
Fucidin
Cloxacillin-500
Servidiclox
Phenoxymethyl penicillin capsule
Penycin
Meixil capsule
Topcillin
Servamox
Ibiamox
Sia-mox
U-Amox
Rancil
Ampi 500
Ar-trim
L-trim
Gaprim tab
Mega-prim
Tetra central
Kentra 500
Magnacin
Bronmycin
Tetradox
Ery-tab
Stacin Gentamicin
Gentamicin
Mupirocin
Fucidic acid
Cloxacillin 500 mg
Cloxacillin 250 mg
Penicillin V potassium 400,000 IU
Penicillin V potassium 400,000 IU
Amoxycillin 500 mg
Amoxycillin 500 mg
Amoxycillin 500 mg
Amoxycillin 500 mg
Amoxycillin 500 mg
Amoxycillin 500 mg
Amoxycillin 500 mg
Ampicillin 500 mg
Trimethoprim 80 mg+sulfamethoxazole 400 mg
Trimethoprim 80 mg+sulfamethoxazole 400 mg
Trimethoprim 80 mg+sulfamethoxazole 400 mg
Trimethoprim 160 mg+sulfamethoxazole 800 mg
Tetracyclin 250 mg
Tetracyclin 500 mg
Doxycyclin 100 mg
Doxycyclin 100 mg
Doxycyclin 100 mg
Erytromycin 250 mg
Erytromycin 250 mg

Antihistamine
ชื่อการค้า ส่วนประกอบ
Pellit gel
Fenistil
Caladryl
Systral
Allerax-FC
Atarax
Chlorpheniramine
Trandrozine syrup
Atarax syrup
Calamine-V
Antipru lotion
Antergan Diphenhydramine, diethyltoluamide, dimethylphthalate
Dimethindane
Diphenhydramine, calamine, camphor
Chlophenoxamine
Hydroxyzine 10 mg
Hydroxyzine 10 mg ,25 mg
Chlorpheniramine maleate 4 mg
Hydroxyzine 10 mg
Hydroxyzine 10 mg
Diphendramine, calamine, zinc oxide, camphor, menthol
Diphendramine, calamine, camphor
Mepyramine maleate, hydrocortisone

ยาอื่น ๆที่ใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง
ชื่อการค้า ส่วนประกอบ
1. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับหนังศรีษะ
Mild Shampoo

Pregain Shampoo

Bergamot Fatty polyglycoside, acetyl glutamate, olive oil, vittamin E,
panthenol, octyl, methoxycinamate
Tea lauryl sulfate, sodium laureth sulfate, cocamidopropyl
betaine, cocamide, EDTA, propylene
สารสกัดจากมะกรูด
2. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับลำตัว
Poly-tar
Serna lotion
ยาผงตรา 3 เหรียญทอง
บาโนซิน ( ผงโรยแผล )
Genquin ( ผงโรยแผล )
ผง sulfa copper ( ผงโรยแผล ) Coal tar
Camphor, menthol, phenol
Zince oxide, calamine, sulfadiazine
Clioquinol, bacitracin, neomycin sulfate, zinc stearate
Clioquinol, bacitracin, gentamicin
Sulfanilamide, copper sulfate, zinc sulfate, zinc oxide กำมะถัน
3.ยาที่ใช้กับแผลสด
ยาแดงสหการ
เบตาดีน
ทิงเจอร์ไอโอดีน Merbromin solution
Povidone -Iodine
Iodine+potassium iodide

4.ยาที่ใช้กับแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก
เจลว่านหางจระเข้
Silverzine cream
Burnol plus
Dermazine สารสกัดจากว่านหางจระเข้
Micronized silver sulfadiazine
Aminacrine, cetrimide, thimol
Micronized silver sulfadiazine
5. ยาที่ใช้รักษาผื่นผ้าอ้อมในเด็ก
Napilene
Drapolene Benzalconium chloride, cetrimide
Benzalconium chloride, cetrimide
6. ยาที่ใช้บรรเทาอาการฟกช้ำบวม
Reparil gel
เจลใบบัวบก
Trofodermin Aescin
สารสกัดจากใบบัวบก
Clostibol acetate, neomycin


เอกสารอ้างอิง

1. กนก บุณยะรัตเวช, โรคผิวหนังในเวชปฏิบัติทั่วไป, Michael TamesGerman for Post Publishing Co.,Ltd, 2520.
2. กนกกร สุนทรขจิต, ผิวหนัง-ฮอร์โมน และ สิว-ฝ้า , พิมพ์คร้งที่ 1, โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว,2545
3. พิชิต สุวรรณประกร,ตำรับยาและวิธีการรักษาโรคผิวหนัง, บริษัทโพสต์พับลิชชิงจำกัด ,กรุงเทพมหา- นคร,2528.
4. เพ็ญวดี ทิมพัฒนพงศ์, แนวทางในการวินิจฉัยและรักษาโรคผิวหนัง, พิมพ์คร้งที่ 1, โรงพิมพ์เทคนิคเซนเตอร์,2527.
5. Lacy C. F., Drug Information Handbook, 9th edition, Lexi-Comp.Inc ,Canada, 2001.
6. Riley M. R., Drug Facts and Comparison 2000, 54thedition, Wolter Kluwer Company,USA, 2000.

Hosted by www.Geocities.ws

1