เศรษฐศาตร์ วิศวกรรม ผลงานทางวิศวกรรมในระยะหลังอยู่ในลักษณะของการออกแบบเพื่อประสิทธิภาพที่ดี ความหมายของประสิทธิภาพถ้าพิจารณาในความหมายทางวิศวกรรม จะอธิบายได้ว่าเป็นค่าของอัตราส่วนที่ได้ต่อหน่วยของงานหรือพลังงานที่ใช้ตามสูตรดังนี้
ถ้าจะให้ความหมายของประสิทธิภาพ เป็นการเปรียบเทียบผลที่ได้กับผลที่ใช้ไป ในเชิงเศรษฐศาตร์เรามักเปรียบเทียบเป็นจำนวนเงินที่เป็นรายได้ และจำนวนเงินที่เป็นรายจ่าย
เศรษฐศาตร์เป็นศาตร์ที่มีความสัมพันธ์ไม่น้อยกว่าศาตร์อื่นๆ ที่มนุษย์มีไว้เพื่อประกอบเป็นอาชีพ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้นความสัมพันธ์ของมนุษย์ซึ่งมีต่อกันและกันโดยทางจิตใจและทางวัตถุ จึงมีบทบาทต่อความเป็นมนุษย์ ในสังคมหนึ่งๆ ความรู้ความเข้าใจในทฤษฎีหลักการบางอย่างทางเศรษฐศาตร์จะเป็นประโยชย์ช่วยให้เราเข้าใจปัญหาเชิงเศรษฐศาตร์และช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ดี กฎและทฤษฎีทางเศรษฐศาตร์จะกล่าวโดยย่อดังนี้
  • กฎความขาดแคลน(The Law of Scarcity)
  • กฎของการลดลงของผลที่ได้(The Law of Diminishing Return)
  • หลักการผลิตจำนวนมาก(Mass Production)
  • อุปสงค์และอุปทาน(Demand & Supply)
  • ราคา เงินเฟ้อและเงินฝืด(Prince Inflation &Deflation)
  • กฎของความขาดแคลน การขาดแคลนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราเกี่ยวข้องกับเศรษฐศาตร์ ก็เพราะความขาดแคลนทำให้เราต้องตัดสินใจเลือกใช้หรือดำเนินการอย่างหนึงสำหรับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เรามีทรัพยากรอย่างหนึ่งสามารถใช้ผลิตสินค้าสองประเภทอย่างเต็มที่โดยมีความสัมพันธ์กันทางการผลิต เช่น ถ้าผลิตสิ่งหนึ่งมากขึ้นการผลิตอีกสิ่งหนึ่งก็จะลดลง ดังแสดงในตารางที่ 1. และรูปที่ 1.เมื่อผลิตสินค้าชนิดที่ 1 ได้ 15 หน่วยเราจะไม่มีทรัพยากรเหลือสำหรับผลิตสินค้าชนิดที่ 2 ถ้าผลิตชนิดที่ 1 น้อยลงเรื่อยๆ จำนวนที่เหลือจากการผลิตชนิดที่ 1 จะใช้ผลิตชิดที่ 2 ได้มากขึ้น ในรูปที่ 1 เราเลือกผลิตอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งแทนค่าได้ตามจุดต่างๆบนส่วนโค้ง ก็เท่ากับเราใช้ทรัพยากรเต็มที่ แต่ถ้าเราทำการผลิตมีค่าเท่ากับจุด (ก) ก็แสดงว่าทัพยาการที่เรามีอยู่จำกัดไม่ได้ใช้อย่างเต็มที่
    กฎของการลดลงของผลที่ได้ "การเพิ่มปริมาณงานที่ให้อย่างหนึ่งโดยงานที่ให้อย่างอื่นคงที่ จะทำให้งานที่ได้เพิ่มขึ้น แต่จะเพิ่มขึ้นถึงจุดหนึ่งซึ่งผลงานที่ได้ต่อหน่วยงานที่ให้เพิ่มขึ้นจนมีค่าสูงสุดแล้วปริมาณงานที่ได้ต่อหน่วยงานที่ให้เพิ่มขึ้นก็จะลดลง"
  • อธิบายการคำนวณ จำนวนผลผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อจำนวนคนที่เพิ่มขึ้น
  • 150=(150/1)
  • 200=([350-150]/[2-1])
  • 250=([600-350]/[3-2])
  • 400=([1000-600]/[4-3])
  • 400=([1400-1000]/[5-4])
  • 400=([1800-1400]/[6-5])
  • 400=([2200-1800]/[7-6])
  • 300=([2500-2200]/[8-7])
  • 250=([2750-2500]/[9-8])
  • 150=([2900-2750]/[10-9])
  • อธิบายการคำนวณ จำนวนผลผลิตต่อคน
  • 0
  • 150=150/1
  • 175=350/2
  • 200=600/3
  • 250=1000/4
  • 280=1400/5
  • 300=1800/6
  • 314=2200/7
  • 313=2500/8
  • 306=2750/9
  • 290=2900/10
  • ตัวอย่างของกฎของการลดลงของผลที่ได้ จะพิจารณาจากตารางที่ 2 ซึ่งแสดงการใช้งานบนพื้นที่ดิน 100 ไร่ ในขณะที่เป็นที่ว่างเปล่าจะไม่มีผลแต่อย่างใด เมื่อมีคนหนึ่งมาทำนาบนที่ดินผืนนี้ก็จะได้ผลผลิตออกมาจำนวนหนึ่ง ถ้เพิ่มจำนวนแรงงานเป็นสองคน จำนวนผลผลิตที่ได้รับ และจำนวนผลผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อจำนวนคนที่เพิ่มขึ้น ก็จะมีค่าสูงกว่าในกรณีที่ใช้แรงงานเพียงหนึ่งคน เมื่อใช้แรงงานสามคน ผลที่ได้ก็จะสูงกว่าเมื่อใช้แรงงานสองคน เพ่มขึ้นเช่นนี้เรื่อยๆ ไป จนกระทั่งแรงงานเพิ่มขึ้นเป็น 7 คน ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นจากากรเพิ่มแรงงานทีละ 1 คน จะลดจาก 400 ถัง เป็น 300 ถัง ผลผลิตเฉลี่ยมีค่า 314 ถังต่อคนถ้าหากเพิ่มแรงงานขึ้นเป็น 8 คน พบว่าค่าของผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากากรเพิ่มของแรงงานอีก 1 คน จะลดลงจาก 400 ถังเป็น 300 ถัง หรือผลผลิตเฉลี่ยต่อคนลดลงจาก 314 ถังเหลือ 313 และจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเพิ่มจำนวนแรงงานในขณะที่ที่ดินมีพื้นที่เท่าเดิม
    หลักการผลิตจำนวนมาก
    การผลิตจำนวนมากจะต้องถือหลักการใช้หน่วยของการผลิตที่มีอยู่ให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด โดยการให้งานในลักษณะเดียวกัน ผลผลิตที่เหมือนกัน และให้งานครั้งละมากๆ หลักการอื่นๆที่เกิดขึ้นจากหลักการของการผลิตจำนวนมากมีดังนี้
  • 1.)หลักการในการใช้พลังงานตามธรรมชาติให้เกิดการใช้งานสูงสุด เช่น เช่นการใช้พลังงานน้ำพลังงานลมในการเกิดหน่วยผลิตที่เหมือนๆกันเป็นจำนวนมากๆ
  • 2.)หลัการในการใช้เครื่องจักรกลชนิดอัติโนมัติสามารถควบคุมด้วยตัวเอง ใช้ในการผลิตสินค้าครั้งละมากๆ
  • 3.)หลักการของการใช้หน่วยผลผลิตมาตรฐานและหน่วยผลิตทดแทนกันได้ การผลิตครั้งละมากๆจะสามารถตอบสนองความต้องการของทุกๆคนได้ เมื่อเกิดการชำรุดควรสามารถใช้ผลิตภัณฑ์มาตรฐานทดแทนส่วนที่ชำรุดได้อย่างเช่น ชิ้นส่วนของรถยนต์ ถ้าออกแบบไว้ให้มีชิ้ส่วนมาตรฐานและทดแทนเปลี่ยนกันได้สำหรับรถยนต์ทุกๆคันในโลกปริมาณตวามต้องการของชิ้นส่วนที่สึกหรอก็จะมีความต้องการสูงมากกว่าการผลิตจำนวนมากๆ ก็จะทำได้ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำ
  • 4.)หลักการแบ่งแยกความชำนาญงานเพื่อให้ผลผลิตสูงขึ้นเมื่อปริมาณความต้องการของผลิตภัณฑ์มีมากขึ้น การแบ่งแยกความชำนาญงานในการผลิตจะทำให้มีการผลิตมากขึ้นหมายความถึงประสิทธิภาพในการผลิตที่สูงขึ้นด้วย ตัวอย่างโรงกลึงซึ่งมีช่างกลึงและช่างเชื่อม ช่างกลึงสามารถที่จะเชื่อมได้เช่นเดียวกับช่างเชื่อมแต่คงไม่ดีเท่ากับความชำนาญของช่างเชื่อมประจำในระยะที่งานของโรงกลึงไม่มากนักช่างแต่ละคนสามารถที่แยกทำแต่ละชิ้นงานได้ โดยจะทำหน้าที่กลึงและเชื่อมไปด้วย แต่ต่อมาเมื่อได้รับงานที่เป็นงานออกแบบอย่างเดียวกันต้องการจำนวนมาก การแยกหน้าที่โดยการแบ่งงานกันตามความชำนวญของตน จะทำให้ผลผลิตจำนวนเร็วมากขึ้นและได้มากขึ้นในเวลาเท่าเดิม
  • 5.)หลักการของการแบ่งขบวนการผลิตที่ซับซ้อนให้เป็นขบวนการผลิตที่ง่ายๆสำหรับการผลิตจำนวนมากๆ หลักการนี้คล้ายกับการแบ่งแยกความชำนาญของแรงงาน ต่างกันที่ใช้หลักการแบ่งแยกการทำงานของเครื่องจักรเพื่อให้สามารถควาบคุมให้เกิดการผลิตได้สูงและเร็วนึ้น
    อุปสงค์และอุปทาน
    อุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply)เป็นเรื่องพื้นฐานทางเศรษฐศาตร์ ซึ่งแสดงพฤติกรรม ของผู้บริโภค (ผู้ซื้อ) กับผู้ผลิต (ผู้ขาย)ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา
    โดยปกตินอกเหนือจากองค์ประกอบอื่นๆของตลาด ราคาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการจูงใจให้เกิดอุปสงค์ หมายความว่า ปริมาณสินค้าซึ่งผู้บริโถคจะซ้อขึ้นอยู่กับราคา ถ้าองค์ประกอบอื่นๆ ของการตลาดไม่เปลี่ยนแปลง ราคาสินค้าสูงขึ้นจำนวนสินค้านั้นจะขายได้ลดลง และถ้าสินค้าลดลงความต้องการสินค้ามากขึ้น กลไกดังกล่าวอธิบายได้ดังนี้
    1.)เมื่อสินค้าลดลงก็เป็นเหตุจูงใจให้ผู้ซื้อมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าลูกค้าเดิมจะซื้อไว้มากขึ้นหรือจะได้ลูกค้าใหม่สำหรับสินค้านั้น ตัวอย่างเช่นการลดราคาของห้างสรรพสินค้าเป็นเหตุจูงใจให้มีผู้เข้าชม และซื้อของใช้จากห้างสรรพสินค้านั้นมากขึ้น
    2.)เมื่อราคาสินค้าเพิ่มมากขึ้น ผู้บริโภคก็พยายามหาสิ่งทดแทนซึ่งราคาถูกกว่าหรืออาจจะลดการบริโภคสินค้าชนิดนั้นลง ทำให้ปริมาณความต้องการของสินค้าลดลง จะมีผู้ซึ่งมีรายได้สูงเท่านั้นที่ยังยอมใช้สินค้าที่แพงขึ้น ตัวอย่างสินค้าจำพวก ผลไม้ เช่น มะม่วง เมื่อมีคาราสูงขึ้นผู้บรโถคก็น้อยลง ดังรูปที่ 2
    รูปที่ 2. กลไกของอุปสงค์กับราคา
    รูปที่ 3. กลไกของอุปทานกับราคา
    ราคา เงินเฟ้อและเงินฝืด
    ราคา คือค่าวัดความพอใจของการแลกเปลี่ยน ดังนั้นผลผลิตและงานบริการทุกอย่างจะต้องมีราคา เราถือค่าแรงงานเป็นราคา และมีราคาของผลิตภัฒฑืต่างๆ เป็นเกณฑ์ในการแลกเปลี่ยนตามสกุลราคาของเงินตราที่ตั้งเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายโดยทั่วไปราคาจะสูงขึ้นถ้าความต้องการผลิตภัณฑ์หรือบริการสูงขึ้น และราคาลดลงเมื่อมีการแข่งขันด้านการผลิตและให้บริการมีมาก
    เงินเฟ้อ
    หมายถึงภาวะที่ราคาของสินค้าและบริการสูงขึ้น ภาวะของเงินเฟ้อเป็นผลดีต่อลูกหนี้และผู้ค้ากำไร และเป็นผลเสียต่อเจ้าหนี้และผู้มีรายได้คงที่
    เงินฝืด
    หมายถึงภาวะที่ราคาสินค้าและบริการลดลงและมีผลในทางตรงกันข้ามกับกับเงินเฟ้อ คือผู้ได้ประโยชน์จากเงินฝืดจะถือได้ว่าเป้นพวดเจ้าหนี้และผู้ที่มีรายได้แน่นอน เพราะการที่ราคาลดลงอำนาจการซื้อก็สูงขึ้น ก็เป็นเสมือนหนึ่งการเพิ่มรายได้ แต่เจ้าหนี้มักจะทวงหนี้ได้อยากเพราะเงินฝืด
    Hosted by www.Geocities.ws

    1