ประเพณีไหลเรือไฟ นครพนม เมื่อ 13 กันยายน 2543
มีขบวนแห่ปราสาทผึ้ง และที่เรียกกันใหม่ว่าเป็น ขบวนเรือไฟบก
ในงานนี้ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามวิทยาเขตนครพนม ร่วมให้การสนับสนุนงานด้วยดี

 
"ประเพณีไหลเรือไฟ"
 
ภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยนั้น มีวัฒนธรรมประเพณีที่ส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกัน ถึงจะแตกต่างออกไปบ้างในบางท้องถิ่นที่เป็นเพียงส่วนน้อย ประเพณีที่ยึดถือเป็นส่วนใหญ่นั้นก็คือ ฮีตสิบสอง
หรือ ประเพณีสิบสองเดือน นั่นเอง "อีต" เป็นคำพื้นเมืองอีสาน หมายถึง ประเพณีอันเนื่องด้วยศีลธรรม คนส่วนรวมถือว่ามี ค่าแก่สังคม ใครประพฤติฝ่าฝืนหรืองดเว้นไม่กระทำตามที่กำหนดถือว่าเป็นผิดเป็นชั่ว

อีตสิบสอง ของชาวอีสานเป็นเรื่องของความเชื่อ
ในพระพุทธศาสนาและประเพณีนิยมพื้นบ้านจุดประสงค์
เพื่อให้สมาชิกในสังคมได้มีโอกาสร่วมทำบุญเป็นประจำ
ทุก ๆ เดือนของรอบปี รวมทั้งเป็นจารีตบังคับให้ทุก ๆ คนเสียสละทำงานร่วมกันประเพณีแรกของฮีตสิบสอง
จะเริ่มต้นด้วยเดือนเจียงหรือเดือนอ้าย ถึง เดือนสิบสองซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายเป็นช่วงของงานบุญกฐิน
ประเพณีไหลเรือไฟ ถือเป็นฮีตย่อยปฏิบัติกันในบางหมู่บ้าน
หรือบางจังหวัด อยู่ในเดือนสิบเอ็ดเป็นช่วงของงานบุญออกพรรษา ไหลเรือไฟถือเป็นกิจกรรมประเพณีของช่วงเดือนนี้

 
 

ซึ่งก็มีกิจกรรมประเพณีอื่นประกอบคือ งานแข่งเรือ งานแห่ปราสาทผึ้ง
และการจุดใต้ประทีป ประเพณีไหลเรือไฟ เป็นประเพณีที่ชาวอีสาน
บางที่อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำได้ยึดถือ ปฏิบัติมานานแล้ว เดิมชาวบ้านเรียก
ประเพณีนี้หลายชื่อ คือ ลอยเฮือไฟ ล่องเฮือไฟ แต่ปัจจุบันยอมรับและ
นิยมเรียกว่า ไหลเฮือไฟ หรือไหลเรือไฟ คติและความเชื่อ ไหลเรือไฟ
เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องในพระพุทธศาสนาตามคติ
ไม่ปรากฎหลักฐานว่าถือปฏิบัติกันมาแต่เมื่อใดเข้าใจว่าพิธีกรรม
ที่ยึดถือกันจนมาเป็นประเพณีนี้จะจัดขึ้นเฉพาะท้องถิ่นในบางจังหวัด
ที่มีชัยภูมิเหมาะสมคือ มีแม่น้ำหรือลำน้ำ เท่าที่ปรากฎจะมีแนวทาง

ปฏิบัติที่คล้าย ๆ กัน อาจแตกต่างบ้างเล็กน้อยตามความเชื่อของท้องถิ่น
    ประเพณีไหลเรือไฟเท่าที่มีการจัดกันขึ้นมีจังหวัดนครพนม สกลนคร
เลย หนองคาย ศรีสะเกษ มหาสารคาม อุบลราชธานี และในแขวงต่าง ๆ ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่ตั้งอยู่ริมฝั่ง
แม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา เช่น ที่หลวงพระบาง, เมืองเมืองดอนโขง แขวงจำปาสัก ฯลฯ
. ความเชื่อเกี่ยวกับการบูชารอยพระพุทธบาท มีเรื่องปรากฏใน
อรรถกถาปุณโณวาทสูตรว่าในครั้งที่มีพญานาคได้ทูลอาราธนา
พระพุทธองค ์เสด็จกลับภพโลกพญานาคได้ทูลขอให้พระองค์ประทับ
รอยพระบาทไว้ ที่หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที รอยพระบาทที่พระองค์ได้ประทับไว้นี้
ต่อมาได้เป็นที่กราบไหว้สักการะบูชาของ เหล่าเทวดา มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายการไหลเรือไฟเชื่อว่าทำเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท

 
  ๒.ความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าเปิดโลกการไหลเรือไฟถือเป็นบูชา
พระพุทธเจ้าในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากเทวโลกลงสู่เมืองมนุษย์
หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จขึ้นไปประจำพรรษาเป็นปีที่ ๗
บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และทรงแสดงอภิธรรมปิฎกโปรดแก่
พระพุทธมารดาเป็นการตอบแทนพระคุณมารดา จนกระทั่ง
บรรลุธรรมชั้นโสดาบันครั้นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ชึ่งเป็นวันมหาปวารณาออกพรรษาพระองค์ก็เสด็จลงสู่
เมืองมนุษย์ทรงประทับยืนบนยอดเขาสิเนราชทำ โลกนิวรณ์
ปาฏิหาริย์ ทำให้สวรรค์ มนุษย์และนรก ต่างมองเห็นกันและกัน
เรียกวันนี้ว่า "วันพระเจ้าเปิดโลก" ในบางท้องถิ่นจะมีการ
ทำปราสาทผึ้งร่วมกับการทำเรือไฟในวันนั้น
๓. ความเชื่อเกี่ยวกับขอขมาและรำลึกถึงพระคุณของพระแม่คงคา นอกจากนั้นยังมีความเชื่อ ในการทำเรือไฟที่แตกต่างออกไปอีก แต่กล่าวโดยรวมแล้วพิธี ไหลเรือไฟนี้ มักผูกพันและเกี่ยวข้องกับไฟ
แทบทั้งนั้น รวมทั้งประเพณีอื่น ๆ เช่น งานแห่เทียนพรรษา งานบุญบั้งไฟ การจุดไต้ประทีปสิ่งเหล่านี้อาจสอดคล้องกับความเชื่อของคนอีสาน
ที่มีความเชื่อว่าไฟจะช่วยเผาผลาญมลายความชั่วร้ายและขจัดปัดเป่า
ความทุกข์ยาก ความทุกข์เข็ญให้หนีพ้นไป เฮือไฟ - แต่เก่าก่อน การประกอบพิธีไหลเรือไฟ
 
  ชาวอีสานส่วนใหญ่จะจัดทำขึ้นในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ รวมทั้งที่
จังหวัดนครพนมด้วย ซึ่งถือเป็นวันมหาปวารณาออกพรรษา
บางจังหวัดอาจจัดในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ พิธีการดั้งเดิมนั้น
(ชุมชนเล็ก ๆ ที่ยังมีการปฏิบัติ) พอใกล้จะถึงวันออกพรรษา
พระภิกษุสามเณรของแต่ละคุ้มวัดจะบอกกล่าวชาวบ้าน
ชวนกันมาจัดเตรียมทำเรือไฟล่วงหน้า ๒-๓ วัน โดยจัดหา
ต้นกล้วย และลำไม้ไผ่ที่หาง่าย ๆ ในหมู่บ้านมาจัดทำเป็น
โครงเรือไฟง่ายๆพอที่จะลอยน้ำได้แผงที่วางสิ่งของอาจทำ
ด้วยการสานไม้ไผ่เป็นส่วนที่ยกขึ้นจากส่วนที่เป็นแพเล็ก ๆ
ความยาวของแพ ประมาณ ๔-๕ วา เวลาเพลก็มีการถวายภัตตาหารเพลและเลี้ยงบรรดาแรงงาน
ชาวบ้านที่มาช่วยทำเรือไฟ จนกระทั่งเรือไฟแล้วเสร็จ
ในวันนั้นก็มีการละเล่นต่าง ๆ เพื่อความสนุกสนานในช่วงบ่าย พอย่ำสนธยาชาวบ้านจะทำขนมหรือสิ่งของที่ต้องการบริจาคทาน
ใส่ลงไปในเรือ แล้วเวลาค่ำก็ททำการจุดไฟ ให้สว่าง โดยที่เชื้อไฟ
ได้แก่ขี้ไต้ (ขี้กระบอง -ภาษาอีสาน)โรยรอบเรือในกาบกล้วยที่แกะ
มาวางไว้ ในเรือหรือบางแห่งใช้ขี้ไต้ที่เป็นมัดผูกติดกับโครงเรือ
แล้วจุดรายรอบลำเรือ จากนั้นก็ผลักเรือให้ออกไป กลางน้ำ
ล่องลอยไปเรื่อย ๆ แล้วแต่จะไปลอยติดริมฝั่งตรงไหน ซึ่งหากมีผู้พบเห็นก็จะสามารถเก็บสิ่งของ ที่พอใช้ได้นำไปใช้ต่อไป การไหลเรือที่จังหวัดนครพนมมีการฟื้นฟูเพื่อจัดทำเป็น
งานประเพณีในอีกรูปลักษณะหนึ่งตามกระแสของการส่งเสริม
การท่องเที่ยว เพื่อให้ถือเป็นงานประเพณีที่ใหญ่ระดับประเทศ
 
 

เป็นการพัฒนางานประเพณี ให้สอดคล้องและเหมาะสม กับสภาพ
สังคมปัจจุบัน เน้นรูปแบบเรือไฟเพื่อการนำเสนอที่สวยงาม
ทว่าก็ยังสืบทอดวิธีการดั้งเดิมไว้โดยมีการจัดทำเรือไฟแบบเก่า
เป็นต้นแบบกระทำพิธีไหลก่อนที่จะตามมาด้วยเรือไฟที่สวยงาม
ของรูปร่างและรูปแบบดวงไฟ และเริ่มจากปี พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นต้นมา
จังหวัดนครพนมได้มีการขอพระราชทานไฟพระฤกษ์จาก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อัญเชิญมาจุดเรือไฟ แบบดังเดิม
แล้วจุดต่อไปยังเรือไฟประกวดลำอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคล
ของการจัดงานประเพณีของจังหวัด ซึ่งได้มีการปฏิบัติสืบต่อเช่นนี้
มาเป็นประจำทุกปีทุกวันนี้เรือไฟที่จัดขึ้นของจังหวัดนครพนมได้
หันมาเน้นในเรื่องของดวงไฟที่จะให้ปรากฏเป็นภาพเรือไฟที่งดงาม
ส่วนประกอบยังเป็น ๒ ส่วนใหญ่ เช่นเดิมคือ ส่วนที่เป็นทุ่นสำหรับลอยน้ำ
ทำด้วยลำไม่ไผ่รวมเป็นกลุ่มมัดเข้าด้วยกัน วางในน้ำเป็น ๒-๓ แถว
เพื่อรับน้ำหนัก ส่วนที่ ๒ คือโครงร่างที่ฝังเหล็กเส้นตัด-ตัดเชื่อม
ต่อกันเป็นรูปร่างตามต้องการ อาจเป็นรูปสัตว์ ปราสาท เจดีย์ ฯลฯ

ในบางหน่วยงานหรืออำเภอที่จัดทำเรือไฟส่วนที่เป็นทุ่นจะทำ
ด้วยการใช้ถังน้ำมันที่ไม่ใช้แล้ว ขนาด ๒๐๐ ลิตรเป็นถังเปล่า
วางลอยทำเป็นลักษณะคล้ายแพด้านบนถังวางเป็นแผ่นได้
และยังสามารถนำถังน้ำมันเปล่านี้มาใช้ได้ในการจัดสร้างเรือไฟ
ในปีต่อไป ด้านดวงไฟที่ต้องการให้มองเห็นจากระยะไกล ๆ
เห็นเป็นเส้นไปตามรูปโครงร่าง นิยมใช้ตะเกียงเล็กผูกติดกับ
แนวเส้นของโครงรูปร่าง โดยมีระยะห่างที่เหมาะสมประมาณ
๑ คืบเพื่อไม่ให้ตะเกรียงเมื่อจุดไฟแล้วลนก้นตะเกรียงอีกอันหนึ่ง
ประสบการณ์จากการทำเรือไฟลักษณะเช่นที่กล่าวนี้ทำให้ช่าง
ทำเรือไฟของจังหวัดนครพนม มีความชำนาญขึ้น เพราะได้กำหนด
ให้ใช้วัสดุที่หาได้จากท้องถิ่นและการห้ามใช้เทคโนโลยี
หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ หรือกระบวนการอื่น ในการให้กำเนิด
ดวงไฟทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ทำให้การสร้างเรือไฟหันมามุ่งเน้น
เรื่องความใหญ่โตของขนาดเรือไฟและเทคนิคการรักษา
ความนิ่งของดวงไฟ จากตะเกียงเพื่อให้เกิดมิติสมจริงสมจัง
ตามรูปร่างที่ต้องการ เรือไฟ เมื่อยังไม่ได้จุดไฟแทบ
จะไม่สามารถบอก รูปลักษณะที่แน่ชัดได้

 
  ผู้ชมจะมองเห็นเพียงโครงร่าง ภายในมีตะเกียงผูกเรียงเป็นรูปต่าง ๆ
ต่อเมื่อได้จุดไฟแล้ว เรือไฟลำนั้นจะสว่างมองเห็นเป็นรูปร่าง ชัดเจน
ดึงดูดให้เกิดความตื่นตาตื่นใจนับว่าเป็นความเพียรพยายามของ
ช่างทำเรือไฟที่มีความอดทนและละเอียดอ่อนในการจัดทำเป็นอย่างยิ่ง
การแข่งขันทำเรือไฟแม้ว่าจะอยู่ภายใต้กติกากำหนด แต่ความคิด
สร้างสรรค์ไม่อาจจะหยุดกันได้ การคิดค้นเทคนิคเพื่อนำเสนอผู้ชม
จึงเป็นสิ่งที่ช่างเรือไฟ ต้องหาสิ่งแปลกใหม่มาเพิ่มให้เรือไฟของตน
มีความโดดเด่น เหนือเรือไฟอื่น ๆ พลุ ตะไล ไฟพะเนียงหรือแม้กระทั่ง
สัตว์ที่พ่นไฟได้ถูกนำมาประกอบ เพื่อแสดงให้ผู้ชม เกิดความประทับใจ ศิลปะในการจัดสร้างเรือไฟของคนนครพนมได้ผ่านการเรียนรู้สะสม
สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดออกมาอย่างน่าทึ่ง และศิลปะ
เหล่านี้ยังจะต้องวิวัฒนาการต่อไป
     

เนื่องจากการจัดสร้างเรือไฟได้หันมาเน้นด้านความใหญ่โตเป็นสำคัญทำให้ค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างสูงขึ้น ในบางปีเพื่อเน้นเรื่องชื่อเสียงของหน่วยงาน/อำเภอที่ส่งเข้าประกวดในงานทำให้งบประมาณค่าจัดสร้างสูงกว่า ที่ทางจังหวัดตั้งไว้ เป็นรางวัลสูงสุดแต่ทั้งนี้ได้ทำให้มองเห็นว่ารางวัลนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญคือ ความเสียสละ ความร่วมแรงร่วมใจ ของกลุ่มคนในหน่วยงาน/อำเภอที่ได้มาเกินค่ากว่ารางวัลเสียอีก เรื่อไฟของจังหวัดนครพนม ใช่ว่าจะมีแต่ความโอ่อา งดงามตระการตาเพียงเท่านั้น แต่คุณค่าและสิ่งที่แฝงปรัชญาทางศาสนาคือสิ่งที่ได้รับจาก "ประเพณีไหลเรือไฟ" ความเชื่อจากอานิสงส์ ที่ได้รับร่วมทำบุญ จิตใจที่ทำให้ใสสะอาดจากการฟังเทศน์ และสุดท้ายอุบายที่มีอยู่ในประเพณีคือ กฎอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

กลับหน้าแรก

 

Hosted by www.Geocities.ws

1