| การจัดเครือข่ายระบบบริการสุขภาพ ลักษณะหน่วยบริการปฐมภูมิ (หรือหน่วยบริการระดับต้น) และเครือข่ายบริการปฐมภูมิ ภายใต้การประกันสุขภาพถ้วนหน้า I. หลักการในการจัดเครือข่ายระบบบริการสุขภาพ ทำให้เกิดบริการที่มีคุณภาพกระจายอย่างทั่วถึง ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการได้ง่าย
- ต้องเอื้อให้เกิดระบบบริการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ บูรณาการ และมีการส่งต่อระหว่างบริการแต่ละระดับได้อย่างไม่มีช่องว่าง ครอบคลุมบริการสุขภาพพื้นฐานสำคัญตามชุดสิทธิประโยชน์หลักภายใต้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ลดปัญหาการบริการที่ซ้ำซ้อน
- ต้องเอื้อให้เกิดการบริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานโดยทั่วหน้า เอื้อต่อการจัดบริการที่ดูแล ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
- ต้องเอื้อให้เกิดระบบบริการที่ผสมผสาน ดูแลด้วยแนวคิดแบบองค์รวม บูรณาการการดูแลทั้งด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรค และการฟื้นฟูสุขภาพอย่างสอดคล้องกับสภาพความต้องการของประชาชน
- สร้างให้เกิดความรับผิดชอบของเครือข่ายบริการต่อการดูแลสุขภาพของประชาชนระยะยาว
- สร้างความร่วมมือในการให้บริการภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน
II. หน่วยงานที่จะเป็นคู่สัญญาให้บริการสุขภาพภายใต้การประกันสุขภาพถ้วนหน้า จัดเป็นกลุ่มได้ 3 กลุ่ม คือ - หน่วยคู่สัญญาของบริการระดับปฐมภูมิ (Contracting unit for Primary care, CUP) หมายถึงหน่วยงานที่จัดให้มีบริการสุขภาพทั่วไปทั้งส่วนที่เป็นการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสภาพพื้นฐาน ที่เป็นลักษณะการให้บริการแบบผู้ป่วยนอก การให้บริการที่บ้าน และบริการในชุมชน ไม่รวมบริการที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะ หน่วยคู่สัญญาของบริการระดับนี้จะต้องมีประชากรที่ขึ้นทะเบียนที่ชัดเจน และจัดให้มีหน่วยบริการที่ประชาชนที่มีสิทธิในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติต้องเลือกขึ้นทะเบียนเป็นสถานพยาบาลประจำตัว ซึ่งหน่วยบริการระดับนี้อาจจัดบริการโดยสถานพยาบาลหน่วยเดียว หรือจัดเป็นเครือข่ายของหน่วยบริการย่อยที่ร่วมกันให้บริการได้
ในกรณีที่จัดเป็นเครือข่ายบริการปฐมภูมิ สถานพยาบาลที่สามารถจัดบริการได้ครบ และมีแพทย์ บุคลากรสาขาต่างๆ ครบตามเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งสามารถเป็นหน่วยบริการคู่สัญญาได้โดยตรง ในเอกสารนี้ เรียกว่า หน่วยบริการปฐมภูมิหลัก (main contractor) หน่วยบริการที่ให้บริการไม่ได้ครบทุกประเภท หรือมีบุคลากรที่ไม่ครบตามมาตรฐานที่คณะกรรมการกลางกำหนด ในเอกสารนี้เรียกว่า หน่วยบริการปฐมภูมิรองในเครือข่ายบริการปฐมภูมิ (หน่วยบริการปฐมภูมิรองฯ, sub-contractor) หน่วยบริการรองฯนี้จะไม่สามารถรับขึ้นทะเบียนเป็นคู่สัญญาได้ ยกเว้นแต่จะรวมกันเป็นเครือข่ายที่สามารถจัดบริการได้ครบและมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ - หน่วยคู่สัญญาของบริการระดับทุติยภูมิ (Contracting unit for Secondary care, CUS) หมายถึงหน่วยงานที่ให้บริการสุขภาพทั่วไปกรณีผู้ป่วยในเป็นหลัก ซึ่งได้แก่ โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย รวมถึงโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ ที่สนใจสมัครเข้าร่วมเครือข่ายบริการทุติยภูมิ สถานพยาบาลที่ให้บริการระดับนี้จะรับผู้ป่วยที่ส่งต่อมาจากหน่วยบริการปฐมภูมิ เพื่อเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน
- หน่วยคู่สัญญาของบริการระดับตติยภูมิ (Contracting unit for Tertiary care, CUT) หมายถึงหน่วยงานที่ให้บริการที่เป็นบริการเฉพาะทาง ต้องใช้เทคโนโลยีและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง หน่วยให้บริการระดับนี้อาจเป็นโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย หรือสถาบันที่ดูแลรักษาโรคเฉพาะทางต่างๆ
สถานพยาบาลแต่ละแห่งอาจเป็นหน่วยคู่สัญญาของบริการมากกว่าหนึ่งระดับได้ หากสามารถจัดบริการได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของบริการในแต่ละระดับนั้น III. คุณลักษณะสำคัญของบริการสุขภาพแต่ละระดับ ลักษณะสำคัญของกระบวนการบริการระดับปฐมภูมิที่ดี - เป็นบริการด่านแรกที่ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวก (Front-line care) ดูแลสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่มอายุ และทุกกลุ่มโรคตามมาตรฐาน เป็นที่ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพแก่ประชาชน ก่อนที่จะไปรับบริการเฉพาะทางอื่นๆ
- เป็นบริการที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง (Ongoing / longitudinal care) ตั้งแต่ก่อนป่วยจนถึง ขณะป่วย และการฟื้นฟูสภาพ ตั้งแต่เกิดจนตาย รวมทั้งหมายถึงการมีความเข้าใจกัน รู้จักกันระหว่างผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ/ประชาชน อย่างต่อเนื่อง
- เป็นบริการที่ดูแลประชาชนอย่างผสมผสาน คำนึงถึงปัจจัยทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง (Comprehensive care) ให้บริการที่ผสมผสานทุกด้านตามความจำเป็นของผู้รับบริการ ทั้งทางด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค
- เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่ทำหน้าที่ส่งต่อ และประสานเชื่อมต่อการบริการอื่นๆ ทั้งด้านการแพทย์ ด้านสังคมเมื่อจำเป็น รวมทั้งการเชื่อมต่อข้อมูลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน (Co-ordinated care)
ลักษณะสำคัญของบริการระดับทุติยภูมิ และตติยภูมิ คือ - ให้บริการทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน
- มีบุคลากรให้บริการ อุปกรณ์ เครื่องมือในการให้บริการได้ตามมาตรฐานที่คณะกรรมการกลางกำหนด
- มีระบบรองรับการให้บริการฉุกเฉิน และผู้ประสบอุบัติเหตุได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ
- มีระบบการรับส่งต่อผู้ป่วยและข้อมูลจากหน่วยบริการปฐมภูมิที่สะดวก ไม่มีช่องว่าง และมีการส่งต่อผู้ป่วยกลับไปรับบริการต่อเนื่องที่หน่วยบริการปฐมภูมิเมื่อเห็นว่าเหมาะสม พร้อมข้อมูลแผนการดูแล
- มีระบบการกำกับและพัฒนาคุณภาพที่ชัดเจน และสม่ำเสมอ
IV. มาตรฐานเบื้องต้นของหน่วยคู่สัญญาของบริการระดับปฐมภูมิ (CUP) สถานพยาบาลที่จะเป็นหน่วยคู่สัญญาของบริการระดับปฐมภูมิ (CUP) จะต้องจัดให้มีหน่วยบริการปฐมภูมิที่ให้บริการภายใต้สถานพยาบาลหน่วยเดียว หรือจัดเป็นเครือข่ายบริการปฐมภูมิที่มีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ 1. ขีดความสามารถ - มีการให้บริการที่ผสมผสาน ทั้งด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสภาพ
- มีบริการด้านยา ตั้งแต่การจัดหายา การจ่ายยา และการให้ความรู้ด้านยา
- มีการตรวจชันสูตรพื้นฐาน ที่ควรทำเองได้ และมีระบบส่งต่อไปยังหน่วยอื่นที่ให้บริการได้อย่างรวดเร็วคล่องตัว (ตามเกณฑ์มาตรฐาน)
- มีระยะเวลาให้บริการอย่างน้อย 56 ชั่วโมงต่อสัปดาห์(ให้เน้นเวลาสะดวกของประชาชน)
2. การจัดหน่วยบริการ (ที่ตั้ง และประชากรรับผิดชอบ) หน่วยคู่สัญญาจะต้องจัดให้มีหน่วยบริการปฐมภูมิที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพของประชากร อย่างต่อเนื่องไม่เกิน 10,000 คนต่อหน่วยบริการปฐมภูมิ (หนึ่งหน่วยคู่สัญญาอาจจัดให้มีหลายหน่วยบริการปฐมภูมิได้) และสถานที่ตั้งของหน่วยบริการปฐมภูมิหลัก หรือหน่วยบริการปฐมภูมิรอง ต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ประชาชนเดินทางไปใช้บริการได้สะดวกภายใน 30 นาที (โดยรถยนต์) ในระยะเริ่มต้นของการจัดบริการอาจไม่ได้ครบตามมาตรฐานนี้ทั้งหมด แต่ขอให้มีแผนการพัฒนาที่ชัดเจน (ดังตัวอย่างในเรื่องระยะการพัฒนาคุณภาพบริการปฐมภูมิ) ในกรณีที่หน่วยคู่สัญญาเป็นโรงพยาบาล ในระยะปีแรกให้สามารถจัดตั้งหน่วยบริการปฐมภูมิในโรงพยาบาลได้ 1 จุดที่รับดูแลประชากรที่ขึ้นทะเบียนไม่เกิน 30,000 คน และให้มีการจัดหน่วยบริการปฐมภูมินอกโรงพยาบาลอย่างน้อย 1 จุดที่ดูแลประชากรไม่เกิน 10,000 คนต่อหน่วยบริการ 3.ด้านบุคลากร ต้องมีบุคลากรทั้งส่วนที่เป็นแพทย์ และพยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่มีความสามารถตามเกณฑ์มาตรฐานให้บริการที่หน่วยบริการปฐมภูมิ (ในกรณีที่จัดเป็นเครือข่ายบริการ หากจัดให้มีหน่วยบริการปฐมภูมิรอง หน่วยคู่สัญญาจะต้องจัดให้มีบุคลากรไปเสริมการให้บริการให้ครบได้ตามมาตรฐาน) 3.1 มีพยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์มาตรฐานเป็นทีมให้บริการที่ต่อเนื่องในอัตราส่วนไม่น้อยกว่า 1:1,250 คน โดยที่มีพยาบาลวิชาชีพอย่างน้อย 1 คนต่อประชากร 5,000 คน (อัตราส่วนนี้เป็นเฉพาะระยะแรก ในอนาคตควรพัฒนาให้มีบุคลากรในอัตราส่วน 1: ประชากร900 คน ) และบุคลากรต้องทำงานประจำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยร้อยละ 75 3.2 ในระยะแรก ให้มีแพทย์ในเครือข่ายร่วมให้บริการต่อเนื่องเต็มเวลา ในอัตราส่วนอย่างน้อย 1 : 10,000 (ในอนาคตควรพัฒนาให้มีแพทย์มากขึ้นในอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร 1: 3,000 คน) - ในพื้นที่ที่มีแพทย์ไม่เพียงพอ อาจจัดให้มีพยาบาลวิชาชีพ หรือพยาบาลเวชปฏิบัติ ที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสมตามเกณฑ์มาตรฐานเพิ่มเติมจากข้อ 3.1 รวมเป็นอัตราส่วนอย่างน้อย 1: 1,000 ภายใต้การดูแลรับผิดชอบของแพทย์ รวมทั้งหมด ไม่เกิน 1: 20,000 คน
- มี ทันตแพทย์ ในอัตราส่วนไม่น้อยกว่า 1: 20,000 คน ในพื้นที่ที่มีทันตแพทย์ไม่เพียงพอ อาจจัดให้มี ทันตาภิบาล ในอัตราส่วนอย่างน้อย 1:20,000 ภายใต้การดูแลของทันตแพทย์ รวมทั้งหมด ไม่เกิน 1: 40,000 คน
- ให้มีเภสัชกร ทำหน้าที่ดูแลระบบการจัดหา จัดเก็บ และบริหารเวชภัณฑ์และระบบยา เพื่อให้การบริการในหน่วยปฐมภูมิเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง
4. ด้านการจัดการ ต้องมีระบบการจัดการที่เหมาะสม เพื่อ - ให้เกิดความต่อเนื่องของการบริการ (เช่นระบบนัดหมาย การติดตาม จัดระบบข้อมูล)
- ให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว (เช่นประชาชนได้รับบริการภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากมาถึงสถานพยาบาล)
- ให้มีข้อมูลเพื่อการให้บริการที่มีคุณภาพ และสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค
- ให้มีระบบการกำกับ และพัฒนาคุณภาพบริการได้อย่างสม่ำเสมอ
- มีการจัดการด้านยา ตามเกณฑ์มาตรฐาน
5. ด้านอุปกรณ์ อาคาร และสถานที่ - มีอุปกรณ์เครื่องมือเพื่อการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรค และการฟื้นฟูสุขภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน และมีระบบที่ป้องกันการติดเชื้อ ( sterile system)
- มีการจัดการให้มียานพาหนะเพื่อใช้ในการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียงในกรณี ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว
- มีอาคารให้บริการที่สะดวก สะอาด ปลอดภัย และมีพื้นที่ให้บริการที่พอเพียงตามเกณฑ์
6. มีระบบการเชื่อมต่อ และส่งต่อ กับโรงพยาบาลที่ทำหน้าที่สนับสนุนการบริการ และด้านวิชาการได้อย่างต่อเนื่อง
V. ระยะของการพัฒนาคุณภาพของเครือข่ายบริการปฐมภูมิ การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิที่มีคุณภาพจำเป็นต้องใช้เวลา และมีแผนการพัฒนาที่ชัดเจน รวมทั้งต้องพัฒนาองค์ประกอบของการจัดบริการให้สอดคล้อง หนุนเสริมการบริการไปในทิศทางที่ต้องการ และเพื่อให้การดำเนินงานเป็นรูปธรรม สามารถประเมินความก้าวหน้าได้ชัดเจน จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิในส่วนต่างๆ ที่ต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นตามระยะเวลาดังรายละเอียดในตาราง ทั้งนี้เป็นการกำหนดขึ้นภายใต้หลักการของการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ และบทเรียนการพัฒนาที่เคยดำเนินการวิจัยและพัฒนาในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ตารางแสดง การจัดการ และผลลัพธ์งานที่ควรดำเนินการให้เกิดขึ้นตามมาตรฐาน ในปีต่างๆ ตามลำดับ | หมวด | ปีแรก | ภายในปีที่ 2 3 | ภายในปีที่ 5 | | ขนาดประชากรต่อหน่วยบริการปฐมภูมิหลัก | ไม่เกิน 10,000 คน ยกเว้นเขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่น ให้หน่วยบริการดูแลประชากรได้ไม่เกิน 30,000 คน | ไม่เกิน 10,000 คน รวมทั้งในเขตเมืองด้วย | ไม่เกิน 10,000 คน ทั้งในเขตเมืองและนอกเมือง | | ที่ตั้งของหน่วยบริการ/จุดบริการ | อย่างน้อย 1 จุด - ประสานเครือข่ายกับสถานีอนามัย หรือคลินิกเอกชน
| ขยายจุดบริการในชุมชนนอกโรงพยาบาล ให้ครอบคลุมอย่างน้อย 50 % ของประชากรที่ขึ้นทะเบียน และกระจายอย่างเหมาะสมที่ประชาชนมาใช้บริการได้สะดวก (ทั้งนี้ดูตามความเหมาะสมของที่ตั้งของรพ.และขนาดประชากร) | ขยายจุดบริการในชุมชนนอกโรงพยาบาล ครอบคลุมได้ 100 % ของประชากรที่ขึ้นทะเบียน และกระจายอย่างเหมาะสม (ไม่มี OPD walk in ในรพ.) แต่อาจมีหน่วยบริการในโรงพยาบาลได้ 1 จุด สำหรับประชากรที่อยู่รอบๆ โรงพยาบาล | | อาคาร สถานที่ | มีห้อง พื้นที่ที่ชัดเจนในการให้บริการ แยกจากหน่วยอื่น พื้นที่สะอาด ปลอดภัย มีบรรยากาศที่สะดวก สบาย การไหลเวียนการใช้บริการสะดวก | การไหลเวียนการใช้บริการสะดวก ลดสิ่งกีดขวางในการสื่อสารระหว่างผู้ให้ และผู้รับบริการ | เหมือนปีที่ 2 | | ระบบรับผิดชอบประชาชน | ทีมรับผิดชอบต้องรู้ว่าประชาชนที่ขึ้นทะเบียนเป็นใคร อยู่ที่ไหน | ทีมต้องมีการติดต่อ รู้จักกับประชาชนที่ขึ้นทะเบียน และรู้สภาพการใช้บริการ | ทีมต้องประเมินสภาพปัญหาสุขภาพของประชาชนในทุกด้าน และวางแผนการแก้ไข | | ลักษณะการจัดบริการ | - จัดให้มีบริการครบทุกด้าน แต่สำหรับจุดบริการในรพ. ให้แยกจุดตรวจออกจาก OPD ทั่วไปเพื่อรับบริการจากเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเฉพาะ อาจใช้ห้องยา และห้องบัตรใน ระบบปกติของรพ.
| - ให้มีบริการครบทุกด้าน และในกรณีจุดบริการในรพ.ให้จัดบริการด้านยาและห้องบัตรให้เบ็ดเสร็จในหน่วยบริการ ไม่รวมกับหน่วยปกติ
| - บริการครบทุกด้าน และเชื่อมต่อกับบริการในชุมชนอย่างมีคุณภาพ
| | บุคลากร | - มีแพทย์และทันตแพทย์ประจำเครือข่าย ที่ทำหน้าที่ให้บริการและเป็นที่ปรึกษาร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
- มีพยาบาลวิชาชีพ พยาบาลเทคนิค/เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำหน่วยบริการในอัตราส่วนต่อประชากร 1:1,250 โดยเป็นบุคลากรประจำที่ดูแลประชากรแต่ละกลุ่ม
| - มีพยาบาลวิชาชีพ พยาบาลเทคนิค หรือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ประจำหน่วยบริการในอัตราส่วน 1:1,250 โดย 1 ใน 4ของบุคลากรนี้ให้เป็นพยาบาลวิชาชีพ/พยาบาลเทคนิค หรือ จนท.สาธฯ ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรเวชศาสตร์ครอบครัว
| - ในเครือข่ายมีบุคลากรสาธารณสุขสาขาอื่น ได้แก่ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด นักสังคมสงเคราะห์ ร่วมเป็นที่ปรึกษาและให้บริการ
| | การจัดการ | เน้นที่ความสะดวกรวดเร็ว และเริ่มจัดระบบให้มีความต่อเนื่องในการดูแล เช่นผู้ป่วยได้พบเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการคนเดิม มีระบบข้อมูลการดูแลที่ต่อเนื่อง | เน้นความต่อเนื่องของการดูแล และการจัดระบบติดตามในกรณีขาดนัด และการติดตามในชุมชน | เน้นการดูแลแบบองค์รวม การเชื่อมโยงกับการส่งเสริมสุขภาพ และบริการด้านอื่นๆ เช่นสังคมสงเคราะห์ |
หมายเหตุ กรณีที่ไม่สามารถจัดบริการได้ตามมาตรฐาน ให้ กสพ. และ หน่วยที่ทำหน้าที่ประเมินคุณภาพหน่วยบริการ พิจารณาตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ให้สอดคล้องกับหลักการจัดบริการปฐมภูมิ VI. ลักษณะการจัดเครือข่าย ลักษณะบริการที่ให้แก่ประชาชน แบ่งเป็นประเภท คือ 1) การให้บริการเป็นบริการผสมผสาน ที่ประกอบด้วยการบริการด้านต่าง ๆ คือ - ด้านการรักษาพยาบาลทั้งที่เป็นโรคทั่วไป โรคเรื้อรัง ซึ่งผสมผสานการให้ความรู้กับผู้รับบริการเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่เป็น การติดตามเยี่ยมบ้านในรายที่จำเป็น และการฟื้นฟูสภาพพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง (ในที่นี้ใช้อักษรย่อ = บริการ ก.)
- บริการด้านการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคในระดับบุคคล และครอบครัว ทุกกลุ่มอายุ ทั้งที่เป็นบริการในสถานพยาบาล และบริการในชุมชน (=บริการ ส.)
- การให้บริการเชิงรุก (= บริการ ชร.) ได้แก่ การดำเนินงานต่างๆ เพื่อ
- สนับสนุนการพึ่งตนเองของประชาชน องค์กรประชาชนและชุมชน
- ให้ความรู้และความมั่นใจแก่ประชาชนในการดูแลปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย
- ให้ความรู้แก่ประชาชนให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่ดี
- ดูแลความครอบคลุมของงานต่างๆในด้านส่งเสริม ป้องกัน ฟื้นฟูสภาพในชุมชน
- ประเมินสภาพปัญหาสุขภาพของบุคคล ครอบครัว ชุมชน
- ร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ ในการวิเคราะห์วางแผน ดำเนินการ แก้ปัญหาสุขภาพ
- บริการด้านทันตกรรม ที่เป็นบริการรักษาพื้นฐาน และบริการด้านการส่งเสริม ป้องกันทางด้านทันตกรรม (= บริการ ท.)
ลักษณะการจัดการเครือข่าย การจัดเครือข่ายบริการปฐมภูมิของสถานพยาบาลที่เป็นคู่สัญญานั้นอาจมีการจัดได้เป็น 3 ลักษณะคือ - เป็นสถานพยาบาลเดียวที่ให้บริการครบทุกด้านตามเกณฑ์มาตรฐาน
พื้นที่บริการหลัก หน่วยบริการคู่สัญญา - เป็นเครือข่ายสถานพยาบาล ที่มีหน่วยคู่สัญญาเป็นผู้รับผิดชอบการให้บริการในภาพรวม โดยที่หน่วยนี้มีการมอบหมายให้หน่วยบริการย่อยอื่นในการบริการบางประเภทภายในพื้นที่บริการหลัก
พื้นที่บริการหลัก หน่วยบริการคู่สัญญา (3) เป็นเครือข่ายสถานพยาบาลเช่นเดียวกับข้อที่ (2) แต่เครือข่ายหน่วยบริการย่อยตั้งอยู่ทั้งภายในและ ภายนอกพื้นที่หลัก ทั้งนี้ต้องให้บริการได้ตรงตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด พื้นที่บริการหลัก พื้นที่บริการข้างเคียง ระยะทางไม่เกินที่กำหนด หน่วยบริการคู่สัญญญา VII. การลงทะเบียนกับสถานพยาบาล - เพื่อให้เกิดการบริการที่มีคุณภาพที่ดีในระดับปฐมภูมิ ควรให้ประชาชนลงทะเบียนที่เครือข่ายบริการปฐมภูมิที่มีขนาดประชาชนที่รับผิดชอบที่เหมาะสม เพื่อให้หน่วยบริการปฐมภูมิเป็นสถานพยาบาลประจำตัว หรือประจำครอบครัว หากโรงพยาบาลดำเนินการให้เกิดการบริการปฐมภูมิ ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ประจำครอบครัวและจัดให้มีหน่วยที่ให้บริการปฐมภูมิ
- การลงทะเบียนอาจจัดให้มีการเลือกตามความพอใจของประชาชน ภายใต้หลักเกณฑ์ทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม โดยเลือกสถานพยาบาลปฐมภูมิเป็นสถานพยาบาลประจำตัวได้ 2 แห่ง ได้แก่ หน่วยบริการปฐมภูมิหลักที่มีแพทย์ และหน่วยบริการปฐมภูมิรองที่อยู่ใกล้บ้าน โดยหน่วยบริการปฐมภูมิหลักและรองที่อยู่ใกล้บ้านอยู่ในเครือข่ายบริการปฐมภูมิเดียวกัน
VIII. การใช้บริการ ควรมีการตกลงขั้นตอนการใช้บริการกับประชาชนที่ลงทะเบียนตามความเหมาะสมของพื้นที่โดยที่พยายามทำให้เกิด 1) การใช้บริการตามขั้นตอนที่เครือข่ายบริการมีการกำหนดร่วมกับประชาชน ประชาชนสามารถไปใช้บริการได้ทั้งที่หน่วยบริการปฐมภูมิหลัก และรอง ส่วนการใช้บริการทุติภูมิ/ตติยภูมิ ควรผ่านระบบการส่งต่อ หน่วยบริการทุติยภูมิ/ตติยภูมิ ผู้ใช้บริการ หน่วยบริการปฐมภูมิหลัก หน่วยบริการปฐมภูมิรองในเครือข่าย 2) กรณียกเว้นที่ไม่ต้องใช้บริการตามขั้นตอน คือ - กรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน เรียกเก็บเงินจากกองทุนบัตรประกันสุขภาพ
- กรณีไม่อุบัติเหตุฉุกเฉิน ให้มีการตกลงภายในเครือข่ายว่าจะดำเนินการเบื้องต้นอย่างไร
IX ระบบการขึ้นทะเบียนสถานพยาบาล สถานพยาบาลที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมในเครือข่ายบริการทั้งภาครัฐในสังกัดต่างๆและ เอกชน จะต้องยื่นแสดงความจำนงพร้อมข้อมูลพื้นฐานต่อหน่วย กสพ.ว่าต้องการร่วมให้บริการระดับใด และหน่วย กสพ.จะต้องทำหน้าที่ออกตรวจสถานพยาบาลนั้นๆ ว่ามีคุณสมบัติตามเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ และในกรณีที่เป็นหน่วยบริการระดับปฐมภูมิจะสามารถรับขึ้นทะเบียนประชากรได้สูงสุดเท่าไร และเมื่อสถานพยาบาลนั้นผ่านการรับรองแล้ว จึงจะมีการทำสัญญาร่วมให้บริการกับหน่วยกสพ. และจะระบุให้สถานพยาบาลนั้นเป็นสถานพยาบาลที่ประชาชนสามารถเลือกขึ้นทะเบียนได้ X. ภาพรวมของการจัดเครือข่ายบริการสุขภาพในระดับพื้นที่ ซึ่งอาจจะมีการจัดเครือข่ายบริการในหลายลักษณะ เช่น - เครือข่ายบริการปฐมภูมิ มีเฉพาะบริการปฐมภูมิ และสามารถเชื่อมต่อกับบริการทุติยภูมิ และตติยภูมิได้โดยอิสระ แต่ภายใต้เกณฑ์มาตรฐานที่หน่วยงานกลางกำหนด
- เครือข่ายบริการปฐมภูมิ และทุติยภูมิ เป็นเครือข่ายที่มีบริการทั้งระดับปฐมภูมิ และทุติยภูมิร่วมกัน โดยที่บริการแต่ละระดับต้องเป็นไปตามมาตรฐานกลาง และเครือข่ายนั้นไม่ควรใหญ่เกินไป
- เครือข่ายบริการปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ เป็นเครือข่ายที่มีบริการทั้งระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ โดยที่บริการแต่ละระดับเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานกลาง และเครือข่ายนั้นไม่ควรใหญ่เกินไป
รายละเอียดประเภทบริการที่ต้องมีในหน่วยบริการปฐมภูมิ และมาตรฐานอื่นๆ ประเภทของบริการที่ต้องมี - มีลักษณะบริการสุขภาพที่ผสมผสานทุกกลุ่มอายุ ครอบคลุมปัญหาสุขภาพพื้นฐานของ ประชากรในระดับบุคคล และครอบครัว รวมทั้งการบริการด้านยา ตั้งแต่การจัดหายา และการให้ความรู้ด้านยาที่เหมาะสม
- ด้านการรักษาพยาบาล ทั้งที่เป็น
- ปัญหาสุขภาพทั่วไป และปัญหาสุขภาพเฉียบพลันที่พบบ่อย
- ปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่พบบ่อย
- ระบบการคัดกรองโรคเรื้อรัง หรือโรคที่รุนแรง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม
- การดูแลที่บ้าน (Home care)
- การบริการเบื้องต้นกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินหรือประสบอุบัติเหตุรุนแรงก่อนการส่งต่อ
- การผ่าตัดเล็ก
- บริการตรวจชันสูตรพื้นฐาน (ทำเอง หรือส่งต่อ )
- บริการทันตกรรมพื้นฐาน ได้แก่ อุดฟัน ขูดหินน้ำลาย ถอนฟันกรณีปกติ
- การส่งเสริมสุขภาพ ครอบคลุมการดูแลประชาชน ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ได้แก่
- บริการดูแลหญิงวัยเจริญพันธุ์ หญิงตั้งครรภ์ ตั้งแต่ก่อนคลอดจนถึงหลังคลอด บริการคลอด(ตามสภาพพื้นที่)
- บริการดูแลเด็กทั้งด้านพัฒนาการเด็ก วัคซีน
- บริการดูแลส่งเสริมสุขภาพประชาชนทั่วไป และประชาชนกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ เช่น ตามอาชีพเสี่ยง
- บริการดูแลผู้สูงอายุ
- การบริการที่บ้าน เยี่ยมกลุ่มเป้าหมาย
- บริการส่งเสริมและป้องกัน ทันตสุขภาพ ได้แก่ การตรวจและให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพช่องปาก การใช้ฟลูออไรด์ในกลุ่มเสี่ยง การเคลือบหลุมร่องฟัน
- บริการให้ความรู้ด้านสุขภาพ แก่ผู้รับบริการในระดับบุคคล ครอบครัว
- บริการให้คำปรึกษา
- การค้นหาโรคที่ร้ายแรง หรือโรคที่เรื้อรังเพื่อการป้องกันล่วงหน้า (screening)
- การฟื้นฟูสภาพพื้นฐาน ครอบคุลมการฟื้นฟูสภาพทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ ทั้งการ Maintenance ต่อเนื่อง ตลอดจนการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก
- เป็นส่วนที่เริ่มค้นหาปัญหาความต้องการจากประชาชน แล้วให้การดูแลขั้นต้น ก่อนส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญในการวางแผนการฟื้นฟูที่ครบถ้วน
- สามารถส่งต่อเพื่อการรักษา หรือ ฟื้นฟูสภาพ
- ดูแลต่อเนื่องหลังจากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัย และการวางแผนการดูแลจากโรงพยาบาลแล้ว
4. การควบคุม ป้องกันโรคในระดับบุคคล และครอบครัว ได้แก่ การให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรค การค้นหาผู้ป่วย เฝ้าระวัง และการรายงานผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคติดต่อตามพระราชบัญญัติสาธารณสุขและกฏหมายที่เกี่ยวข้อง - สนับสนุนการพึ่งตนเองของประชาชน องค์กรประชาชนและชุมชน ด้านสุขภาพ
- ให้ความรู้ และสร้างความมั่นใจในการดูแลปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย
- ให้ความรู้และสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติตัว เพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ในการดำรงชีวิต(กิน พักผ่อน ออกกำลังกาย)
- ประเมินสภาพบุคคล ครอบครัว ชุมชน โดยความร่วมมือเป็นเครือข่าย เพื่อทราบว่าพื้นที่มีปัญหาสุขภาพที่สำคัญอะไร มีปัจจัยเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพต่างๆอย่างไร
- ร่วมมือกับหน่วยงานอื่นในการวางแผน และดำเนินการแก้ปัญหาสุขภาพของชุมชน
- บริการด้านยา ตั้งแต่การจัดหายา การจ่ายยา และการให้ความรู้ด้านยา
บริการที่ควรมี แต่อาจเป็นส่วนเสริม และมีเงินสมทบเพิ่ม (ทั้งนี้ดูจากความเป็นไปได้ในการดำเนินการ) - การควบคุมและป้องกันโรคที่พบบ่อยในท้องถิ่น ครอบคลุมทั้งโรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ โรคที่มีผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม และจากการประกอบอาชีพ
- มีระบบการติดตามและเฝ้าระวังโรคในชุมชน ได้แก่ การค้นหาปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุของการเกิดโรคได้ และการดำเนินงานควบคุมป้องกันโรค
- การคุ้มครองผู้บริโภค ครอบคลุมทั้งเรื่องยา อาหาร และ การบริการทางการแพทย์ ที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน เช่น รู้มาตรฐาน และเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แนะนำ เผยแพร่ความรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
มาตรฐานของผลลัพธ์งานของหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ด้านความครอบคลุมและการเข้าถึงบริการ - ประชาชนที่ลงทะเบียน และมีอาการเจ็บป่วยมาใช้บริการหรือได้รับบริการในชุมชนจากหน่วยบริการปฐมภูมิที่ขึ้นทะเบียนไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ในปีแรก และเพิ่มเป็นร้อยละ 90 ในปีที่ 5
- กลุ่มเป้าหมายด้านการส่งเสริมสุขภาพ ได้รับการบริการตามเกณฑ์มาตรฐานไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ภายในปีที่ 1 ร้อยละ 90 ในปีที่ 2 และเพิ่มเป็นร้อยละ 95 ภายในปีที่ 5
- ในกรณีที่ประชาชนในความรับผิดชอบป่วยด้วยโรคติดต่อ ต้องมีการรายงานอย่างครบถ้วน ทันเวลาให้แก่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ตั้งแต่ปีที่ 1
ด้านคุณภาพบริการ - บริการที่ต้องมีความต่อเนื่อง ได้แก่บริการดูแลก่อนคลอด บริการให้วัคซีนและติดตามพัฒนาการเด็ก บริการสุขภาพแก่ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จะต้องมีบริการที่ทำให้กลุ่มหมายได้รับบริการอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ในปีที่1 ร้อยละ 80 ในปีที่2 และร้อยละ 90 ในปีที่ 5
- การค้นหาผู้ป่วยในระยะเริ่มแรก (early detection) ในสถานบริการในปีแรกสำหรับปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในพื้นที่ และเริ่มมีการค้นหาผู้ป่วยในชุมชนภายในปีที่ 5
- ผู้ป่วยได้รับบริการรักษาพยาบาลตามเกณฑ์มาตรฐาน
- กลุ่มเป้าหมายด้านการส่งเสริมสุขภาพ ได้รับบริการครบถ้วนตามเวลาที่เหมาะสม ตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อยู่ในความรับผิดชอบ - ลดอัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคที่ควรป้องกันได้
- ลดอัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคที่พบบ่อย
- ประชาชนที่มีการเจ็บป่วยด้วยโรคพื้นฐานที่ประชาชนดูแลด้วยตนเองได้ ควรได้รับการดูแลที่บ้าน โดยไม่ต้องหยุดพักงานโดยไม่จำเป็น
- ผู้ป่วยได้รับบริการในสถานพยาบาลที่เหมาะสม ตามระดับความรุนแรง และความสามารถของสถานพยาบาล
มาตรฐานการจัดการ คุณภาพบริการ - มีแนวทางการดูแลสุขภาพตามมาตรฐานในโรคที่พบบ่อย
- มีรายงานที่แสดงถึงการพัฒนาคุณภาพบริการ
การสื่อสาร มีการจัดแผ่นพับให้ความรู้ หรือจัดให้มีสื่อต่างๆ เพื่อสื่อสารข้อมูล ความรู้ให้แก่ผู้ใช้บริการ เพื่อให้เข้าใจถึงการมารับบริการที่สถานพยาบาลนี้ และการดูแลปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย ซึ่งข้อมูลนี้ควรต้องมีการปรับให้ทันสมัยสม่ำเสมอมีหลักฐานที่แสดงถึงความพยายามในการที่จะการพัฒนาการสื่อสารระหว่างผู้ให้ และผู้รับบริการ ความต่อเนื่องของการบริการ - มีมาตรฐานการบริการ และระบบการตรวจสอบที่ทำให้บริการมีความต่อเนื่อง เช่น การมีระบบนัดหมาย การตรวจสอบและติดตามผู้ที่ไม่มาตามนัดหมาย
- มีการจัดระบบข้อมูลของผู้รับบริการที่ทำให้พิจารณาความต่อเนื่องของการมารับบริการได้ชัดเจน
- มีการจัดการที่จะทำให้ผู้รับบริการได้พบกับแพทย์ หรือผู้ให้บริการคนเดิมอย่าง ต่อเนื่อง
- มีการติดตามผู้ป่วยที่อยู่ในความรับผิดชอบในกรณีที่รับไว้รักษาที่โรงพยาบาล และเมื่อผู้ป่วยได้รับการจำหน่ายให้กลับบ้าน
การส่งเสริมสุขภาพ - มีนโยบายและแนวทางในการดำเนินการด้านส่งเสริมสุขภาพที่ชัดเจน โดยเน้นในบางเรื่องที่เป็นปัญหาของพื้นที่นั้น และดำเนินกิจกรรมส่งเสริมบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักวิชาการที่เหมาะสม
- มีแนวทางการดูแล และส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหอบหืด
- มีแนวทางในการเฝ้าระวัง และกระตุ้นการพัฒนาการเด็ก ตามมาตรฐาน
- มีการให้วัคซีน ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
ระบบข้อมูลข่าวสาร - มีการเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการอย่างเป็นระบบ ครบถ้วน และต่อเนื่อง
- มีการเก็บข้อมูลผู้ป่วยเป็นความลับ ตามกฏหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง
- หากมีการเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ จะต้องมีระบบป้องกันการสูญหาย และมีการปรับข้อมูลให้ทันสมัย
ระเบียนข้อมูลผู้รับบริการ - มีการบันทึกข้อมูลที่จำเป็นของผู้รับบริการตามลำดับเวลา ข้อมูลจำเป็นประกอบด้วย การวินิจฉัยโรค ยาหรือกระบวนการให้บริการที่มีการบริการให้แก่ประชาชน ในแต่ละครั้ง
- หากเป็นผู้รับบริการที่มีอายุมากกว่า 15 ปี ควรมีการบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยง หรือพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่นการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ สภาพน้ำหนัก ภาวะโภชนาการ
- มีระบบการจัดระบบเก็บข้อมูลที่มีการปรับข้อมูล ให้ทันสมัยอยู่เสมอ
ระบบบริหารจัดการ การจัดการเกี่ยวกับการส่งต่อไปตรวจชันสูตรโรค การส่งชิ้นเนื้อ ทั้งในเรื่องการลงทะเบียน การติดตามผล การนำผลไปใส่ในแฟ้มข้อมูลผู้ใช้บริการ การจัดการสถานที่ ขนาดพื้นที่ของสถานที่ให้บริการพอเพียงสำหรับการให้บริการทั้งด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสภาพ ตามมาตรฐานบริการ ระบบยา 1. มีระบบการเก็บรักษายาในคลังยาที่เหมาะสม - 1.1 มีการแยกเก็บยาอย่างเป็นสัดส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาฆ่าเชื้อ ยาอันตรายต่าง ๆ และยาใช้สำหรับภายนอกต้องเก็บแยกจากยากินและยาฉีด
- มีการเก็บยาที่ต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างเหมาะสมในตู้เย็นที่เก็บสามารถรักษาระดับอุณหภูมิที่ต้องการได้
- มีการเก็บยาหมดอายุแยกไว้ต่างหาก
2.มีระบบบริการและระบบบริหารจัดการเพื่อให้เกิดการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ - 2.1 มีรายการยาที่จำเป็นพอเพียงแก่การให้บริการตามบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งเป็นยาที่มีคุณภาพโดยผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP
- 2.2 มียาฉุกเฉิน และ ANTIDOTE พอเพียงในคลังยา
- 2.3 ในการจ่ายยาแก่ผู้ป่วยจะต้องมีการเขียนฉลากยาที่สมบูรณ์ (ชื่อยา ชื่อผู้ป่วย วิธีการและขนาดการใช้ยา วันที่)
- มีระบบการตรวจสอบยา ก่อนจ่ายยา
- ให้คำแนะนำวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง
การขึ้นทะเบียนเพื่อเป็นหน่วยคู่สัญญาให้บริการสุขภาพในระบบประกันสุขภาพของสถานพยาบาลในระบบปัจจุบัน สถานพยาบาลต่างๆ ที่มีในปัจจุบันจะขึ้นทะเบียนเป็นสถานพยาบาลที่ให้ประชาชนเลือกขึ้นทะเบียนได้ มีเงื่อนไขดังนี้ | สถานพยาบาล | การขึ้นทะเบียน | | สถานีอนามัย | - เป็นหน่วยคู่สัญญาหลักไม่ได้ - จะเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิรองที่เป็นเครือข่ายกับสถานพยาบาลที่มีแพทย์ให้บริการตามเกณฑ์มาตรฐาน | | โรงพยาบาลชุมชน | - จะเป็นหน่วยคู่สัญญาหลักสำหรับบริการปฐมภูมิได้ ต้องมีการจัดหน่วยบริการปฐมภูมิ ตามเกณฑ์ที่กำหนด - สามารถขอเป็นคู่สัญญาในการให้บริการระดับทุติยภูมิได้ | | โรงพยาบาลศูนย์/ โรงพยาบาลทั่วไป / โรงพยาบาลเฉพาะทาง โรงพยาบาลรัฐสังกัดกระทรวงต่างๆ | - จะเป็นหน่วยคู่สัญญาหลักสำหรับบริการระดับปฐมภูมิได้ จะต้องมีการจัดหน่วยบริการปฐมภูมิ ตามเกณฑ์ที่กำหนด - สามารถขอเป็นคู่สัญญาสำหรับบริการระดับทุติยภูมิ และตติยภูมิได้ | | คลินิกเอกชน | - จะเป็นหน่วยคู่สัญญาหลักสำหรับบริการปฐมภูมิได้ จะต้องมีแพทย์ให้บริการเต็มเวลา และสามารถจัดบริการได้ครบตามเกณฑ์ (ผ่านการตรวจรับรองเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ ก่อนขึ้นทะเบียน) - ในกรณีที่ไม่ครบตามเกณฑ์ สามารถมีส่วนร่วมเป็น sub-contractor ในการให้บริการร่วมกับหน่วยคู่สัญญาหลัก - รับผิดชอบดูแลประชากรได้เฉพาะในตำบลและอำเภอที่ตั้ง | | โรงพยาบาลเอกชน | - จะเป็นหน่วยคู่สัญญาหลักในการให้บริการปฐมภูมิได้ จะต้องมีการจัดหน่วยบริการปฐมภูมิตามเกณฑ์มาตรฐาน (ผ่านการตรวจรับรองเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำก่อนขึ้นทะเบียน) และระยะแรกให้ดำเนินการดูแลประชาชนได้เฉพาะในเขตอำเภอที่ตั้ง และอำเภอข้างเคียงเท่านั้น - สามารถขอเป็นคู่สัญญาในการให้บริการระดับทุติยภูมิและตติยภูมิได้ | | ร้านยา หรือบริการทางเลือกอื่นๆ | - จะต้องมีคุณภาพตามเกณฑ์ที่มีการรับรอง และสามารถขอเป็น sub-contractor ในเครือข่ายการให้บริการปฐมภูมิ โดยที่ตกลงร่วมกับหน่วยคู่สัญญาหลัก | สรุปแนวทางการจัดหน่วยบริการปฐมภูมิสำหรับคู่สัญญาที่เป็นโรงพยาบาล - พัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิในพื้นที่เขตที่ตั้งของโรงพยาบาล
ให้พิจารณาว่าพื้นที่ในเขตที่ตั้งของโรงพยาบาลมีประชากรเท่าใด สถานพยาบาลของเทศบาลสามารถดูแลประชากรได้เท่าไร สถานีอนามัยสามารถดูแลประชากรได้เท่าไร หรือมีส่วนของภาคเอกชนที่สามารถเข้ามาร่วมดูแลได้หรือไม่ จำนวนเท่าไร ส่วนที่เหลือจะเป็นประชากรในความรับผิดชอบของโรงพยาบาลในฐานะที่เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิที่รพ.ต้องจัดบริการให้โดยตรง ในระยะแรกให้จัดหน่วยบริการปฐมภูมิ ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพในภาพรวมของประชากรที่ขึ้นทะเบียนที่รพ.นี้ โดยจัดให้มีผู้ดูแลรับผิดชอบหน่วยนี้โดยตรงตามเกณฑ์ ซึ่งควรจัดให้มีหลายหน่วยบริการในกรณีที่ประชากรรับผิดชอบมากกว่า 30,000 คน ได้แก่ จัดเป็น 1 หน่วยในโรงพยาบาล และที่เหลืออยู่นอกรพ. ในระยะต้นให้ค่อยๆ ขยาย โดยที่ควรมีหน่วยนอกรพ.อย่างน้อย 1-2 แห่งในปีแรก และขยายขึ้นจนครอบคลุม 50 % ของประชากรที่ขึ้นทะเบียน ในปีที่ 2 และครอบคลุม 100 % ในปีที่ 5 (ทั้งนี้ให้กสพ.พิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมตามขนาดของประชากร เช่นหากประชากรที่รับผิดชอบน้อย ก็ควรครอบคลุมได้หมดภายในปีที่ 2 หรือใช้เวลานานขึ้นในกรณีที่ประชากรมีจำนวนมากเป็นต้น ) - ประสานเครือข่ายการจัดบริการกับสถานีอนามัย หรือคลินิกเอกชน (ถ้ามี) และร่วมพัฒนาสถานีอนามัยในเครือข่ายให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน
ในส่วนที่เป็นพื้นที่รับผิดชอบของสถานีอนามัยในเขตอำเภอนั้น ให้จัดสถานีอนามัยเป็นเครือข่ายบริการกับโรงพยาบาล โดยที่สถานีอนามัยเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิรอง และโรงพยาบาลเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิหลัก ทั้งนี้โรงพยาบาลจะต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาคุณภาพบริการของสถานีอนามัยให้ได้ตามมาตรฐานขั้นต่ำ มีบทบาทในการสนับสนุนเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ และอุปกรณ์ต่างๆ ให้ได้ตามมาตรฐาน รวมทั้งจัดให้มีแพทย์หรือพยาบาลออกไปให้บริการที่สถานีอนามัยอย่างสม่ำเสมอ แนวทางการจัดบริการปฐมภูมิในโรงพยาบาล และนอกโรงพยาบาล ในระยะปีแรก | | หน่วยบริการปฐมภูมิในโรงพยาบาล 1 หน่วย | หน่วยบริการปฐมภูมินอกโรงพยาบาล 1 หน่วย | | ดูแลประชากรขึ้นทะเบียน | ไม่เกิน 30,000 คนต่อหน่วย | ไม่เกิน 10,000 คน ต่อหน่วยบริการ | | การเข้าถึง | เดินทางไปใช้บริการได้สะดวกภายใน 30 นาที | เดินทางไปใช้บริการได้สะดวกภายใน 30 นาที | | ขีดความสามารถ | บริการครบทุกด้าน ทั้งการรักษา ส่งเสริม ป้องกันโรค และการฟื้นฟูสภาพ รวมทั้งบริการทันตกรรม และเชื่อมต่อกับบริการในชุมชน | ขั้นต่ำต้องมีบริการด้านการรักษาพยาบาล และการส่งเสริมสุขภาพที่ผสมผสานกัน ส่วนบริการทันตกรรม บริการด้านยา และการฟื้นฟูสภาพอาจจัดอยู่ในหน่วยเดียวกัน หรือจัดเป็นเครือข่ายประจำ | | บริการด้านยา | มีการจ่ายยาที่สะดวก รวดเร็ว | มีการจ่ายยา ที่สะดวก รวดเร็ว ภายในหน่วยบริการ หรือจัดเป็นเครือข่ายร่วมกับร้านยาที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐาน แต่ต้องสะดวก สำหรับผู้ใช้บริการ | | บุคลากร | แพทย์ 3 คน | แพทย์ 1 คน | | | พยาบาลวิชาชีพอย่างน้อย 2-6 คน | พยาบาลวิชาชีพอย่างน้อย 1-2 คน | | | พยาบาลเทคนิค/เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อย่างน้อย 6-9 คน | พยาบาลเทคนิค/เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อย่างน้อย 4-6 คน | | | อาจมีเจ้าหน้าที่สนับสนุนอื่นๆเช่นการเงิน จพง.เภสัช จนท.เวชสถิติ ในกรณีที่มีจะทำให้สามารถลดจำนวนพยาบาลลงได้ | อาจมีเจ้าหน้าที่สนับสนุนอื่นๆ เช่นการเงิน จพงเภสัช จนท.เวชสถิติ ในกรณีที่มีจะทำให้สามารถลดจำนวนพยาบาลลงได้ | | | ทันตแพทย์ 1 คน ในกรณีที่ทันตแพทย์ไม่เพียงพออาจใช้ทันตาภิบาล ทำงานแทน แต่อยู่ภายใต้การดูแลของทันตแพทย์ในอัตราส่วน 1:40,000 | ทันตแพทย์ หรือ ทันตาภิบาล 1 คน หรือจัดให้มีบริการทันตกรรมในเครือข่ายที่ให้บริการได้เป็นประจำอย่างน้อยทุกวันราชการ | | | ทีมบุคลากรเหล่านี้อย่างน้อย 3 ใน 4 ดูแล ประชาชนที่ขึ้นทะเบียนเป็นการประจำ รับผิดชอบต่อเนื่อง รู้ว่าประชาชนที่ขึ้นทะเบียนเป็นใครอยู่ทีไหน และมีระบบติดต่อ ที่ทำให้รู้จักกัน | ทีมบุคลากรเหล่านี้อย่างน้อย 3 ใน 4 ดูแลประชาชนที่ขึ้นทะเบียนเป็นการประจำ รับผิดชอบต่อเนื่อง รู้ว่าประชาชนที่ขึ้นทะเบียนเป็นใครอยู่ทีไหน และมีระบบติดต่อ ที่ทำให้รู้จักกัน | | อาคารสถานที่ | มีห้อง พื้นที่ที่ชัดเจนในการให้บริการแยกจากหน่วยอื่น พื้นที่สะอาด สะดวก สบาย มีการไหลเวียนการใช้บริการสะดวด | มีห้อง พื้นที่ให้บริการที่ชัดเจนในชุมชน พื้นที่สะอาด ปลอดภัย สะดวก สบาย การไหลเวียนการใช้บริการสะดวก | | อุปกรณ์ เครื่องมือ | มีอุปกรณ์ เครื่องมือ เวชภัณฑ์ พร้อมให้การรักษา และดูแลด้านต่างๆได้ตามเกณฑ์ | มีอุปกรณ์ เครื่องมือ เวชภัณฑ์ พร้อมให้การรักษา และดูแลด้านต่างๆได้ตามเกณฑ์ | | การจัดการ | มีระบบข้อมูลที่สามารถใช้ดูความต่อเนื่องของการบริการ และติดตามผู้ใช้บริการได้ มีระบบนัดหมายที่ทำให้พบแพทย์/เจ้าหน้าที่คนเดิมได้ต่อเนื่อง | มีระบบข้อมูลที่สามารถใช้ดูความต่อเนื่องของการบริการ และติดตามผู้ใช้บริการได้ มีระบบนัดหมายที่ทำให้พบแพทย์/เจ้าหน้าที่คนเดิมได้ต่อเนื่อง | | | มีการลงข้อมูลการดูแลที่ชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการกำกับ และพัฒนาคุณภาพบริการได้ | มีการลงข้อมูลการดูแลที่ชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการกำกับ และพัฒนาคุณภาพบริการได้ | | | มีระบบกำกับ พัฒนาคุณภาพ อย่างสม่ำเสมอ | มีระบบกำกับ พัฒนาคุณภาพ อย่างสม่ำเสมอ | | ระบบการส่งต่อ และเชื่อมต่อกับบริการอื่น | มีการจัดระบบการส่งต่อผู้ใช้บริการไปรับบริการด้านอื่นๆ ในกรณีที่จำเป็น และมีการส่งข้อมูลกลับให้ทีมผู้รับผิดชอบดูแลต่อเนื่อง | มีการตกลงกับโรงพยาบาลที่จะรับการส่งต่อเพื่อให้บริการที่ต่อเนื่อง รวมทั้งการรับผู้ป่วยดูแลต่อในกรณีที่รพ.ส่งกลับ |
หมายเหตุ: ในกรณีที่มีปัญหาที่ไม่สามารถจัดการได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ให้กสพ.หรือ คณะกรรมการที่กสพ./สสจ.จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลด้านมาตรฐานของสถานพยาบาล เป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ ทั้งนี้ให้สอดคล้องกับหลักการจัดบริการปฐมภูมิ และมีแผนการพัฒนาคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานในอนาคตอย่างชัดเจน |