สรุปสาระสำคัญของแผนการกระจายอำนาจด้านสุขภาพ และ ความเชื่อมโยงกับนโยบาย 30 บาทรักษาโรคทุกโรค สำนักงานสนับสนุนและพัฒนาการกระจายอำนาจด้านสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข -
แผนแม่บทการกระจายอำนาจด้านสุขภาพ
ให้มีการพัฒนากลไกในท้องถิ่น เพื่อรองรับการกระจายอำนาจที่ต้องการความชำนาญในวิชาชีพเฉพาะและความเป็นเอกภาพในการจัดบริการสาธารณะ เช่น การจัดการศึกษา การสาธารณสุขการจัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น จำเป็นต้องจัดให้มีคณะกรรมการเฉพาะด้านระดับจังหวัด โดยให้มีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบในการกำหนดนโยบายและมาตรฐานการจัดบริการสาธารณะเรื่องนั้น ๆ ในเขตจังหวัด การจัดสรรทรัพยากร การกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง - แผนปฏิบัติการกระจายอำนาจด้านสุขภาพ (พ.ศ. 2544-2553)
แผนปฏิบัติการดังกล่าวได้เขียนขึ้นตามกรอบและทิศทางที่แผนแม่บทได้วางไว้ โดยมีสาระหลักดังนี้ - ให้ถ่ายโอนภารกิจด้านสุขภาพไปยังคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ (กสพ.) (ดูองค์ประกอบ จำนวน ที่มา จากภาคผนวก)
- ให้ถ่ายโอนภารกิจบริการสุขภาพเป็นเครือข่ายสถานบริการ 3 ระดับ (รพศ. / รพท./รพช./สอ.) โดยอยู่ภายใต้การกำกับของ กสพ.
- ให้ถ่ายโอนภารกิจต้านส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรค ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้กำกับของ กสพ.
- ในอนาคตสามารถพัฒนาไปสู่องค์กรอิสระภายใต้รัฐบาลท้องถิ่น (Local Autonomous Body )
โดยสรุป การถ่ายภารกิจด้านสุขภาพ ถ่ายโอนไปที่ กสพ.เป็นหลัก และให้ถ่ายโอนภารกิจด้านส่งเสริมสุขภาพป้องกัน ควบคุมโรค ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งนี้ให้อยู่ภายใต้กำกับของ กสพ. ดังนั้นงบประมาณในด้านการปฏิบัติการของกรมวิชาการต่าง ๆ (งบพัฒนาบริการ) จะถูกถ่ายโอนไปให้ กสพ. และท้องถิ่น (ดูแผนภูมิที่ 1 ในภาคผนวก) กรมวิชาการจะเหลือเฉพาะงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาวิชาการ - การกระจายอำนาจด้านสุขภาพกับนโยบายหลักประกันสุขภาพ 30 บาท รักษาทุกโรค
- การถ่ายโอนงบประมาณ
พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ได้กำหนดให้มีการจัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่น ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 และ 35 ของรายได้รัฐบาล ในปี พ.ศ. 2544 และ 2549 ตามลำดับ ดังนั้น ในวันที่ 1 ตุลาคม 2548 (ปีงบประมาณ 2549) รัฐบาลต้องจัดสรรรายได้ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 เงินจำนวนนี้ส่วนใหญ่ส่งไปให้ กสพ. (นิติบุคคล) ซึ่งเป็นกลไกของท้องถิ่น งบประมาณดังกล่าวเป็นงบประมาณของนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค และงบประมาณ (งบพัฒนาบริการ) ของกรมวิชาการ(ดูแผนภูมิที่ 1 ในภาคผนวก) - การถ่ายโอนสถานบริการสุขภาพ
ในวันที่ 1 ตุลาคม 2548 เครือข่ายสถานบริการสุขภาพ 3 ระดับ ทั่วประเทศจะถูกถ่ายโอนไปอยู่ภายใต้กำกับของ กสพ. (ดูแผนภูมิที่ 2 ในภาคผนวก) - การถ่ายโอนบุคลากร
- นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป บุคลากรภายใต้เครือข่ายสภาน
บริการสุขภาพระดับ 3 จะถูกเปลี่ยนสถานะจากข้าราชการที่สังกัดภูมิภาคมาเป็นพนักงานของรัฐภายใต้การกำกับของ กสพ. และภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารเครือข่ายสถานบริการสุขภาพ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป บุคลากรสาธารณสุขจะอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลท้องถิ่น (Local Government) - บุคลากรในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ(สสอ.) ยังคงสถานะเป็นข้าราชการสังกัดส่วนภูมิภาคเช่นเดิม
- บุคลากรในสำนักงาน กสพ. จะมีสถานะเป็นพนักงานของ กสพ. โดยส่วนหนึ่งถ่ายโอนมาจาก สสจ./สสอ. โดยสมัครใจ
- การบริหารจัดการของ กสพ. กับนโยบายหลักประกันสุขภาพ 30 บาท รักษาทุกโรค
- งบประมาณ
กสพ. จะได้รับงบประมาณจากแหล่ง ต่าง ๆ ดังนี้ (ดูแผนภูมิที่ 1 ในภาคผนวก) - งบประกันสุขภาพ (นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค) โดยจ่ายต่อหัวประชากร (ประมาณ 1,052 บาท/คน/ปี) รวมงบจากกรมวิชาการ
- งบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- งบจากองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ เช่น สำนักงานกองทุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานสนับสนุนและสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นต้น
- งบจากองค์กรต่างประเทศ เช่นองค์การอนามัยโลก เป็นต้น
สำหรับงบจากนโยบายหลักประกันสุขภาพ กสพ. ควรมีสิทธิในการทำความตกลงกับสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการกำหนดสัดส่วนงบประมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ กสพ. ยังสามารถใช้มาตรการทางการเงิน (Financial Control ) ในการเลือกซื้อบริการจากสถานบริการจากสถานบริการสุขภาพและเลือกกลไกการจ่ายเงิน แก่สถานบริการสุขภาพ เพื่อให้บริการประชาชนในพื้นที่ตามเงื่อนไขและข้อตกลง รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากรไปยังสถานบริการต่าง ๆ อย่างครอบคลุมทั่วถึง และเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ กสพ. ยังทำหน้าที่ในการ ลงทะเบียนประชาชนผู้มีสิทธิและให้ประชาชนประชาชนเป็นผู้เลือกสถานบริการสุขภาพระดับต้น - การบริหารจัดการบุคคล
กสพ. มีอำนาจในการแต่งตั้ง (Govemance Control) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป/โรงพยาบาลชุมชน และผู้อำนวยการ (CEO) ของเครือข่ายสถานบริการสุขภาพทั้งนี้เพื่อให้กลไกท้องถิ่นที่ประชาชนเลือกเข้ามาบริหารงานท้องถิ่นได้มีอำนาจในการบริหารจัดการ เพื่อให้ได้มาซึ่งระบบบริการสุขภาพและระบบบริการสุขภาพที่พึงประสงค์และตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม กสพ.ในฐานะคณะกรรมการด้านนโยบาย ไม่ควรมีอำนาจหน้าที่ในการบริหาราจัดการบุคลากรในสถานบริการแต่ละระดับ ทั้งนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการคณะกรรมการบริหารสถานบริการสุขภาพ แต่ละระดับ รวมทั้งผู้อำนวยการ (CEO) และคณะกรรมการบริหารเครือข่ายสถานบริการ (ดูแผนภูมิที่ 4 ในภาคผนวก) - บทบาทของ กสพ. กับนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค
- กสพ. ในฐานะเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษา (Advisory Committee) ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โดยให้คำปรึกษาในเรื่อง นโยบายและแผนพัฒนาสุขภาพระดับพื้นที่ นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรคและอื่น ๆ โดยอาศัยคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2544 ในจังหวัดที่มีโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค
- 4.3.2 กสพ. ในฐานะคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่เต็มตามระเบียบสำนักนายกฯ มอบหมายให้ โดยที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทำหน้าที่เป็นเลขานุการ กสพ. และยังเป็นหน่วยงานในการรองรับงบประมาณจากส่วนกลาง โดยเริ่มดำเนินการไปครอบคลุมทั่วประเทศ ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2548 (ดูแผนภูมิที่ 5 ในภาคผนวก)
- 4.4) ความสัมพันธ์ของ สพ./ สสจ./สสอ. และเครือข่ายสถานบริการสุขภาพ (ดูแผนภูมิที่ 6,7 และ 8 ในภาคผนวก)
5) ทิศทางการกระจายอำนาจด้านสุขภาพในอนาคต 5.1 ออก พ.ร.บ. ให้ กสพ. เป็นนิติบุคคล ที่สามารถเป็นหน่วยงานที่รองรับงบประมาณจากส่วนกลาง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป จนถึงปี พ.ศ. 2553 (ปีสุดท้ายของแผนการกระจายอำนาจให้แห่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) - นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ให้ กสพ. และเครือข่ายสถานบริการสุขภาพทุกระดับอยู่ภายใต้รัฐบาลท้องถิ่น (Local Government) โดยมีสถานภาพขององค์กรที่มีความเป็นอิสระ มีประสิทธิภาพ (Local Autonomous Body)
ภาคผนวก คณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ (กสพ.) อำนาจหน้าที่ - กำหนดนโยบายและวางแผนด้านสุขภาพของพื้นที่โดยสอดคล้องกับนโยบายและแผนพัฒนาสุขภาพของประเทศ
- จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการในการพัฒนาสุขภาพในพื้นที่
- กำหนดหลักเกณฑ์ และจัดสรรทรัพยากรด้านสุขภาพให้แก่สถานบริการสุขภาพ ตามกรอบนโยบายที่กำหนด
- กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกสถานบริการสุขภาพ และจัดสรรงบประมาณให้สถานบริการสุขภาพอย่างเหมาะสมทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
- กำหนดมาตรฐานในการพัฒนาระบบสุขภาพ และระบบบริการสุขภาพ
- กำกับ ดูแล ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานด้านสุขภาพในพื้นที่
องค์ประกอบ จำนวนและที่มาของ กสพ. 1) ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (1 คน ) เป็นประธานกรรมการ 2) ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (1 คน ) เป็นรองประธานกรรมการ 3) ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (7 คน) เป็นกรรมการ 4) ผู้ทรงคุณวุฒิ (3 คน) และผู้แทนภาคประชาสังคม (3 คน ) ที่กระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้ง เป็นกรรมการ 5) ผู้แทนสถานบริการสุขภาพ (ไม่เกิน 4 คน ) เช่น 5.1 ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ / โรงพยาบาลทั่วไป/โรงเรียนแพทย์และรพ.ของรัฐสังกัดอื่น ๆ (ถ้ามี) เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง 5.2 ผู้แทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน (1 คน ) เป็นกรรมการ 5.3 ผู้แทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชน (1 คน) (ถ้ามี) เป็นกรรมการ 5.4 ผู้แทนหัวหน้าสถานีอนามัย/ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาล (1คน) เป็นกรรมการ 6. ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข (1 คน) 6.1 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (1 คน) เป็นกรรมการและเลขานุการ 6.2 ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเวชกรรมป้องกัน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ สรุปภาพรวมของการกระจายอำนาจด้านสุขภาพ - ถ่ายโอนภารกิจด้านสุขภาพ ใน 10 ปี (พ.ศ. 2544-2553)
- พ.ศ. 2544 2548 ถ่ายโอนภารกิจไปที่ กสพ. โดยอาศัยระเบียนสำนักนายกฯ กสพ. มี อำนาจหน้าที่เต็มที่ ตามที่นายกรมว. มอบหมาย โดยอาศัยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)เป็นสำนักงานเลขานุการ
งบประมาณยังอยู่ที่ สสจ. สถานภาพบุคลากรสาธารณสุขยังคงเหมือนเดิม - ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2548 ถึง 1 ต.ค. 2553 ถ่ายโอนภารกิจไปที่ กสพ. โดยออกกฏหมายรับรอง สถานะ นิติบุคคล เพื่อรองรับงบประมาณ งบประมาณลงไปที่ กสพ.
สถานภาพบุคลากร : พนักงานของรัฐ ภายใต้ กสพ. ซึ่งเป็นกลไกของท้องถิ่น2 หลังปี พ.ศ. 2553กสพ. และเครือข่ายสถานบริการสุขภาพทุกระดับยอยู่ภายใต้รัฐบาลท้องถิ่น (Local Government) สถานภาพขององค์กรมีความเป็นอิสระ มีประสิทธิภาพสูง(Local Autonomous Body) สถานภาพบุคลากร เป้ฯพนักงานของรัฐ หรือพนักงานของท้องถิ่นภายใต้รัฐบาลท้องถิ่น สรุปประเด็นสำคัญการเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของชมรมแพทย์ชนบท กรรมการชมรมแพทย์ชนบท ได้มีโอกาสเข้าพบ คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ วันที่ 25 เมษายน 2544 เวลา 15.30 น. ได้หารือเสนอปัญหาและข้อเสนอแนะ และได้รับคำตอบดังนี้
- กรณีพนักงานของรัฐไม่สามารถเป็นผู้อำนวยการ รพช.ได้
โดย ก.พ. ได้ตอบกลับมาแล้ว ว่า พนักงานของรัฐ (พนร.) ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการได้ แต่ไม่ใช้เป็นการดำรงตำแหน่ง หรือรักษาการในตำแหน่ง ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ ขณะนี้มีโรงพยาบาล ประมาณ 50 แห่ง ไม่มีผู้อำนวยการ จึงขอให้ รมต. เจรจากับ ก.พ. เพื่อแก้ปัญหานี้ รมต. รับว่าจะดำเนินการให้แล้วในเดือน มิถุนายน 2544 นี้ - กรณีโรงพยาบาล ต้องส่งเงินนอกงบประมาณเข้าคืนคลัง ตามหนังสือที่
กค 0507.9/ว 107 ลงวันที่ 27 กันยายน 2543 รมต. แจ้งว่า ได้หารือกับ รมช.คลัง วราเทพ รัตนากร แล้ว ว่าหากส่งเงินเข้าคลังก็คงไม่สามารถทำกองทุน เรื่อง 30 บาท รักษาทุกโรค ได้ ขณะนี้กระทรวงการคลังทราบแล้ว และจะเจรจากับกรมบัญชีกลาง ให้เร็วที่สุด ชมรมฯ จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุข ทำหนังสือเวียนถึงโรงพยาบาลทุกแห่งระงับการส่งเงินบำรุงคืนเข้าคลังก่อน เพื่อแจ้งให้โรงพยาบาลทุกแห่งทราบต่อไป รองปลัดฯ สุวิทย์ จะรีบไปดำเนินการให้ - กรณียาแก้ปวดสูตรผสม PPA
รมต. แจ้งว่าไม่มีนโยบายทบทวนประกาศกระทรวงสาธารณสุข ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2543 เพราะเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้ว ประกาศฉบับดังกล่าวที่ให้แก้ไขทะเบียนตำรับยา โดยต้องนำ PPA ออกจากสูตรตำรับเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ตามข้อมูลทาง วิชาการแล้ว ขอให้ชมรมแพทย์ชนบท และสาธารณะสบายใจได้ - กรณีทุจริตยาและเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ ปี 2541
ขณะนี้ได้ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาหมดแล้ว รวมทั้งผลสอบองค์การเภสัชกรรมด้วย คาดว่าจะดำเนินการพิจารณา เรื่องนี้ ภายใน มิถุนายน 2544 ให้แล้วเสร็จ และ การดำเนินการทางวินัย จะพิจารณาจากผู้บริหารระดับจังหวัดขึ้นสู่เบื้องบน ไม่ใช่ดำเนินการกับข้าราชการชั้นผู้น้อย - กรณีปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในชนบท
โดยชมรมแพทย์ชนบท เสนอมาตรการระยะสั้น, ระยะกลาง และระยะยาว รมต. เห็นชอบในมาตรการทั้ง 3 และจะพิจารณาดำเนินการต่อไป - กรณีการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ชมรมแพทย์ชนบท เสนอให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ ไม่เร่งรีบจนเกินไป ควรสร้างความพร้อมควบคู่ไปด้วย การนำเอกชนเข้ามาร่วม ควรที่จะให้เป็น sub contractor ไม่ควรให้เป็น main contractor รวมทั้งต้องสามารถให้บริการส่งเสริมสุขภาพ-ป้องกันโรคด้วย ในระยะแรก ควรศึกษาปัญหาจากกรณีกองทุนประกันสังคมด้วย นอกจากนี้ ทางชมรมแพทย์ชนบท ได้ซักถามประเด็นย่อยต่าง ๆ เพิ่มเติม คือ กรณีการกระจายอำนาจ รมต. แจ้งว่า ตอนนี้เป็น delay time จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่อยากให้ลองระบบใหม่ เพื่อที่จะให้ทำงานและลองบริหารภายใต้ระบบใหม่ดู และน่าจะเป็นเรื่องกระจายอำนาจเช่นกัน ประเด็นเรื่องร้านขายยา รมต.แจ้งว่า ไม่มีนโยบายปิดห้องยาในโรงพยาบาล แต่หากมองในแง่ลดค่าใช้จ่ายด้านบริหารในอนาคต บางโรงพยาบาลอาจจะเลือกใช้วิธีให้แพทย์เขียนใบสั่งยาให้ผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านขายยาเอง แต่ชมรมแพทย์ชนบท แย้งว่า ร้านขายยาเองยังต้องการเวลาในการปรับปรุง เพราะยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ทั้งหมดอย่างมีคุณภาพแน่ ท้ายสุด รมต. ได้ฝากชมรมแพทย์ชนบท ให้ช่วยนำเสนอแนวทางการปรับปรุงระบบระเบียบการบริหารการเงิน-บัญชี และการบริหารงานบุคคล รวมถึงแนวทางการปฏิรูปองค์การเภสัชกรรมด้วย *************************************************** |