WWW.MOHANAMAI.COM
เชื่อมโยงความคิด ผูกมิตรปวงประชา นำพารูปแบบประชาสังคม นิยมส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน มุ่งสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต สุจริตในแนวทาง
สสอ.
เครือข่ายหมออนามัย
I HOME Iการปฏิรูปสุขภาพ Iอ่านวารสาร Iภาคีหมออนามัย I ข้อมูลพื้นฐาน Iโฮมเพจ สอ./สสอ.I ดาวน์โหลดบทความIความเคลื่อนไหวฯ I ......About usI
เครือข่ายหมออนามัย
สรุปสาระสำคัญของแผนการกระจายอำนาจด้านสุขภาพ และ
ความเชื่อมโยงกับนโยบาย 30 บาทรักษาโรคทุกโรค

สำนักงานสนับสนุนและพัฒนาการกระจายอำนาจด้านสุขภาพ
กระทรวงสาธารณสุข



  1. แผนแม่บทการกระจายอำนาจด้านสุขภาพ

    ให้มีการพัฒนากลไกในท้องถิ่น เพื่อรองรับการกระจายอำนาจที่ต้องการความชำนาญในวิชาชีพเฉพาะและความเป็นเอกภาพในการจัดบริการสาธารณะ เช่น การจัดการศึกษา การสาธารณสุขการจัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น จำเป็นต้องจัดให้มีคณะกรรมการเฉพาะด้านระดับจังหวัด โดยให้มีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบในการกำหนดนโยบายและมาตรฐานการจัดบริการสาธารณะเรื่องนั้น ๆ ในเขตจังหวัด การจัดสรรทรัพยากร การกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง

  1. แผนปฏิบัติการกระจายอำนาจด้านสุขภาพ (พ.ศ. 2544-2553)

แผนปฏิบัติการดังกล่าวได้เขียนขึ้นตามกรอบและทิศทางที่แผนแม่บทได้วางไว้ โดยมีสาระหลักดังนี้

    1. ให้ถ่ายโอนภารกิจด้านสุขภาพไปยังคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ (กสพ.) (ดูองค์ประกอบ จำนวน ที่มา จากภาคผนวก)
    2. ให้ถ่ายโอนภารกิจบริการสุขภาพเป็นเครือข่ายสถานบริการ 3 ระดับ (รพศ. / รพท./รพช./สอ.) โดยอยู่ภายใต้การกำกับของ กสพ.
    3. ให้ถ่ายโอนภารกิจต้านส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรค ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้กำกับของ กสพ.
    4. ในอนาคตสามารถพัฒนาไปสู่องค์กรอิสระภายใต้รัฐบาลท้องถิ่น (Local Autonomous Body )

โดยสรุป การถ่ายภารกิจด้านสุขภาพ ถ่ายโอนไปที่ กสพ.เป็นหลัก และให้ถ่ายโอนภารกิจด้านส่งเสริมสุขภาพป้องกัน ควบคุมโรค ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งนี้ให้อยู่ภายใต้กำกับของ กสพ.

ดังนั้นงบประมาณในด้านการปฏิบัติการของกรมวิชาการต่าง ๆ (งบพัฒนาบริการ) จะถูกถ่ายโอนไปให้ กสพ. และท้องถิ่น (ดูแผนภูมิที่ 1 ในภาคผนวก) กรมวิชาการจะเหลือเฉพาะงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาวิชาการ

  1. การกระจายอำนาจด้านสุขภาพกับนโยบายหลักประกันสุขภาพ 30 บาท รักษาทุกโรค
    1. การถ่ายโอนงบประมาณ
    2. พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ได้กำหนดให้มีการจัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่น ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 และ 35 ของรายได้รัฐบาล ในปี พ.ศ. 2544 และ 2549 ตามลำดับ

      ดังนั้น ในวันที่ 1 ตุลาคม 2548 (ปีงบประมาณ 2549) รัฐบาลต้องจัดสรรรายได้ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 เงินจำนวนนี้ส่วนใหญ่ส่งไปให้ กสพ. (นิติบุคคล) ซึ่งเป็นกลไกของท้องถิ่น งบประมาณดังกล่าวเป็นงบประมาณของนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค และงบประมาณ (งบพัฒนาบริการ) ของกรมวิชาการ(ดูแผนภูมิที่ 1 ในภาคผนวก)

    3. การถ่ายโอนสถานบริการสุขภาพ
    4. ในวันที่ 1 ตุลาคม 2548 เครือข่ายสถานบริการสุขภาพ 3 ระดับ ทั่วประเทศจะถูกถ่ายโอนไปอยู่ภายใต้กำกับของ กสพ. (ดูแผนภูมิที่ 2 ในภาคผนวก)

    5. การถ่ายโอนบุคลากร
    1. นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป บุคลากรภายใต้เครือข่ายสภาน
    2. บริการสุขภาพระดับ 3 จะถูกเปลี่ยนสถานะจากข้าราชการที่สังกัดภูมิภาคมาเป็นพนักงานของรัฐภายใต้การกำกับของ กสพ. และภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารเครือข่ายสถานบริการสุขภาพ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป บุคลากรสาธารณสุขจะอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลท้องถิ่น

      (Local Government)

    3. บุคลากรในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ(สสอ.) ยังคงสถานะเป็นข้าราชการสังกัดส่วนภูมิภาคเช่นเดิม
    4. บุคลากรในสำนักงาน กสพ. จะมีสถานะเป็นพนักงานของ กสพ. โดยส่วนหนึ่งถ่ายโอนมาจาก สสจ./สสอ. โดยสมัครใจ
    5. การบริหารจัดการของ กสพ. กับนโยบายหลักประกันสุขภาพ 30 บาท รักษาทุกโรค
    1. งบประมาณ

กสพ. จะได้รับงบประมาณจากแหล่ง ต่าง ๆ ดังนี้ (ดูแผนภูมิที่ 1 ในภาคผนวก)

    1. งบประกันสุขภาพ (นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค) โดยจ่ายต่อหัวประชากร (ประมาณ 1,052 บาท/คน/ปี) รวมงบจากกรมวิชาการ
    2. งบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    3. งบจากองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ เช่น สำนักงานกองทุนการวิจัย (สกว.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานสนับสนุนและสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นต้น
    4. งบจากองค์กรต่างประเทศ เช่นองค์การอนามัยโลก เป็นต้น

สำหรับงบจากนโยบายหลักประกันสุขภาพ กสพ. ควรมีสิทธิในการทำความตกลงกับสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการกำหนดสัดส่วนงบประมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ กสพ. ยังสามารถใช้มาตรการทางการเงิน (Financial Control ) ในการเลือกซื้อบริการจากสถานบริการจากสถานบริการสุขภาพและเลือกกลไกการจ่ายเงิน แก่สถานบริการสุขภาพ เพื่อให้บริการประชาชนในพื้นที่ตามเงื่อนไขและข้อตกลง รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากรไปยังสถานบริการต่าง ๆ อย่างครอบคลุมทั่วถึง และเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ กสพ. ยังทำหน้าที่ในการ ลงทะเบียนประชาชนผู้มีสิทธิและให้ประชาชนประชาชนเป็นผู้เลือกสถานบริการสุขภาพระดับต้น

    1. การบริหารจัดการบุคคล
    2. กสพ. มีอำนาจในการแต่งตั้ง (Govemance Control) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป/โรงพยาบาลชุมชน และผู้อำนวยการ (CEO) ของเครือข่ายสถานบริการสุขภาพทั้งนี้เพื่อให้กลไกท้องถิ่นที่ประชาชนเลือกเข้ามาบริหารงานท้องถิ่นได้มีอำนาจในการบริหารจัดการ เพื่อให้ได้มาซึ่งระบบบริการสุขภาพและระบบบริการสุขภาพที่พึงประสงค์และตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่

      อย่างไรก็ตาม กสพ.ในฐานะคณะกรรมการด้านนโยบาย ไม่ควรมีอำนาจหน้าที่ในการบริหาราจัดการบุคลากรในสถานบริการแต่ละระดับ ทั้งนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการคณะกรรมการบริหารสถานบริการสุขภาพ แต่ละระดับ รวมทั้งผู้อำนวยการ (CEO) และคณะกรรมการบริหารเครือข่ายสถานบริการ (ดูแผนภูมิที่ 4 ในภาคผนวก)

    3. บทบาทของ กสพ. กับนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค
      1. กสพ. ในฐานะเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษา (Advisory Committee) ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โดยให้คำปรึกษาในเรื่อง นโยบายและแผนพัฒนาสุขภาพระดับพื้นที่ นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรคและอื่น ๆ โดยอาศัยคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2544 ในจังหวัดที่มีโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค
      2. 4.3.2 กสพ. ในฐานะคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่เต็มตามระเบียบสำนักนายกฯ มอบหมายให้ โดยที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทำหน้าที่เป็นเลขานุการ กสพ. และยังเป็นหน่วยงานในการรองรับงบประมาณจากส่วนกลาง โดยเริ่มดำเนินการไปครอบคลุมทั่วประเทศ ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2548 (ดูแผนภูมิที่ 5 ในภาคผนวก)
      3. 4.4) ความสัมพันธ์ของ สพ./ สสจ./สสอ. และเครือข่ายสถานบริการสุขภาพ (ดูแผนภูมิที่ 6,7 และ 8 ในภาคผนวก)

5) ทิศทางการกระจายอำนาจด้านสุขภาพในอนาคต

5.1 ออก พ.ร.บ. ให้ กสพ. เป็นนิติบุคคล ที่สามารถเป็นหน่วยงานที่รองรับงบประมาณจากส่วนกลาง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป จนถึงปี พ.ศ. 2553 (ปีสุดท้ายของแผนการกระจายอำนาจให้แห่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

    1. นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ให้ กสพ. และเครือข่ายสถานบริการสุขภาพทุกระดับอยู่ภายใต้รัฐบาลท้องถิ่น (Local Government) โดยมีสถานภาพขององค์กรที่มีความเป็นอิสระ มีประสิทธิภาพ (Local Autonomous Body)

ภาคผนวก

คณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ (กสพ.)

อำนาจหน้าที่

  1. กำหนดนโยบายและวางแผนด้านสุขภาพของพื้นที่โดยสอดคล้องกับนโยบายและแผนพัฒนาสุขภาพของประเทศ
  2. จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการในการพัฒนาสุขภาพในพื้นที่
  3. กำหนดหลักเกณฑ์ และจัดสรรทรัพยากรด้านสุขภาพให้แก่สถานบริการสุขภาพ ตามกรอบนโยบายที่กำหนด
  4. กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกสถานบริการสุขภาพ และจัดสรรงบประมาณให้สถานบริการสุขภาพอย่างเหมาะสมทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
  5. กำหนดมาตรฐานในการพัฒนาระบบสุขภาพ และระบบบริการสุขภาพ
  6. กำกับ ดูแล ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานด้านสุขภาพในพื้นที่

องค์ประกอบ จำนวนและที่มาของ กสพ.

1) ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (1 คน ) เป็นประธานกรรมการ

2) ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (1 คน ) เป็นรองประธานกรรมการ

3) ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (7 คน) เป็นกรรมการ

4) ผู้ทรงคุณวุฒิ (3 คน) และผู้แทนภาคประชาสังคม (3 คน )

ที่กระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้ง เป็นกรรมการ

5) ผู้แทนสถานบริการสุขภาพ (ไม่เกิน 4 คน ) เช่น

5.1 ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ / โรงพยาบาลทั่วไป/โรงเรียนแพทย์และรพ.ของรัฐสังกัดอื่น ๆ (ถ้ามี) เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง

5.2 ผู้แทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน (1 คน ) เป็นกรรมการ

5.3 ผู้แทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชน (1 คน) (ถ้ามี) เป็นกรรมการ

5.4 ผู้แทนหัวหน้าสถานีอนามัย/ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาล (1คน) เป็นกรรมการ

6. ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข (1 คน)

6.1 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (1 คน) เป็นกรรมการและเลขานุการ

6.2 ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเวชกรรมป้องกัน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

สรุปภาพรวมของการกระจายอำนาจด้านสุขภาพ

  1. ถ่ายโอนภารกิจด้านสุขภาพ ใน 10 ปี (พ.ศ. 2544-2553)
    1. พ.ศ. 2544 –2548 ถ่ายโอนภารกิจไปที่ กสพ. โดยอาศัยระเบียนสำนักนายกฯ กสพ. มี อำนาจหน้าที่เต็มที่ ตามที่นายกรมว. มอบหมาย โดยอาศัยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)เป็นสำนักงานเลขานุการ
    2. งบประมาณยังอยู่ที่ สสจ.

      สถานภาพบุคลากรสาธารณสุขยังคงเหมือนเดิม

    3. ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2548 ถึง 1 ต.ค. 2553 ถ่ายโอนภารกิจไปที่ กสพ. โดยออกกฏหมายรับรอง สถานะ “นิติบุคคล” เพื่อรองรับงบประมาณ งบประมาณลงไปที่ กสพ.

สถานภาพบุคลากร : พนักงานของรัฐ ภายใต้ กสพ. ซึ่งเป็นกลไกของท้องถิ่น2 หลังปี พ.ศ. 2553กสพ. และเครือข่ายสถานบริการสุขภาพทุกระดับยอยู่ภายใต้รัฐบาลท้องถิ่น (Local Government)

สถานภาพขององค์กรมีความเป็นอิสระ มีประสิทธิภาพสูง(Local Autonomous Body)

สถานภาพบุคลากร เป้ฯพนักงานของรัฐ หรือพนักงานของท้องถิ่นภายใต้รัฐบาลท้องถิ่น

สรุปประเด็นสำคัญการเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของชมรมแพทย์ชนบท


กรรมการชมรมแพทย์ชนบท ได้มีโอกาสเข้าพบ คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ
วันที่ 25 เมษายน 2544 เวลา 15.30 น. ได้หารือเสนอปัญหาและข้อเสนอแนะ และได้รับคำตอบดังนี้

    1. กรณีพนักงานของรัฐไม่สามารถเป็นผู้อำนวยการ รพช.ได้
    2. โดย ก.พ. ได้ตอบกลับมาแล้ว ว่า พนักงานของรัฐ (พนร.) ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการได้ แต่ไม่ใช้เป็นการดำรงตำแหน่ง หรือรักษาการในตำแหน่ง ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ ขณะนี้มีโรงพยาบาล ประมาณ 50 แห่ง ไม่มีผู้อำนวยการ
      จึงขอให้ รมต. เจรจากับ ก.พ. เพื่อแก้ปัญหานี้ รมต. รับว่าจะดำเนินการให้แล้วในเดือน มิถุนายน 2544 นี้

    3. กรณีโรงพยาบาล ต้องส่งเงินนอกงบประมาณเข้าคืนคลัง ตามหนังสือที่
    4. กค 0507.9/ว 107 ลงวันที่ 27 กันยายน 2543

      รมต. แจ้งว่า ได้หารือกับ รมช.คลัง วราเทพ รัตนากร แล้ว ว่าหากส่งเงินเข้าคลังก็คงไม่สามารถทำกองทุน
      เรื่อง “30 บาท รักษาทุกโรค” ได้ ขณะนี้กระทรวงการคลังทราบแล้ว และจะเจรจากับกรมบัญชีกลาง ให้เร็วที่สุด
      ชมรมฯ จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุข ทำหนังสือเวียนถึงโรงพยาบาลทุกแห่งระงับการส่งเงินบำรุงคืนเข้าคลังก่อน เพื่อแจ้งให้โรงพยาบาลทุกแห่งทราบต่อไป รองปลัดฯ สุวิทย์ จะรีบไปดำเนินการให้

    5. กรณียาแก้ปวดสูตรผสม PPA
    6. รมต. แจ้งว่าไม่มีนโยบายทบทวนประกาศกระทรวงสาธารณสุข ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2543 เพราะเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้ว ประกาศฉบับดังกล่าวที่ให้แก้ไขทะเบียนตำรับยา โดยต้องนำ PPA ออกจากสูตรตำรับเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ตามข้อมูลทาง
      วิชาการแล้ว ขอให้ชมรมแพทย์ชนบท และสาธารณะสบายใจได้

    7. กรณีทุจริตยาและเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ ปี 2541
    8. ขณะนี้ได้ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาหมดแล้ว รวมทั้งผลสอบองค์การเภสัชกรรมด้วย คาดว่าจะดำเนินการพิจารณา
      เรื่องนี้ ภายใน มิถุนายน 2544 ให้แล้วเสร็จ และ การดำเนินการทางวินัย จะพิจารณาจากผู้บริหารระดับจังหวัดขึ้นสู่เบื้องบน ไม่ใช่ดำเนินการกับข้าราชการชั้นผู้น้อย

    9. กรณีปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในชนบท
    10. โดยชมรมแพทย์ชนบท เสนอมาตรการระยะสั้น, ระยะกลาง และระยะยาว รมต. เห็นชอบในมาตรการทั้ง 3 และจะพิจารณาดำเนินการต่อไป

    11. กรณีการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ชมรมแพทย์ชนบท เสนอให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ ไม่เร่งรีบจนเกินไป ควรสร้างความพร้อมควบคู่ไปด้วย

การนำเอกชนเข้ามาร่วม ควรที่จะให้เป็น sub contractor ไม่ควรให้เป็น main contractor

รวมทั้งต้องสามารถให้บริการส่งเสริมสุขภาพ-ป้องกันโรคด้วย

ในระยะแรก ควรศึกษาปัญหาจากกรณีกองทุนประกันสังคมด้วย

นอกจากนี้ ทางชมรมแพทย์ชนบท ได้ซักถามประเด็นย่อยต่าง ๆ เพิ่มเติม คือ กรณีการกระจายอำนาจ รมต. แจ้งว่า ตอนนี้เป็น delay time จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่อยากให้ลองระบบใหม่ เพื่อที่จะให้ทำงานและลองบริหารภายใต้ระบบใหม่ดู และน่าจะเป็นเรื่องกระจายอำนาจเช่นกัน

ประเด็นเรื่องร้านขายยา รมต.แจ้งว่า ไม่มีนโยบายปิดห้องยาในโรงพยาบาล แต่หากมองในแง่ลดค่าใช้จ่ายด้านบริหารในอนาคต บางโรงพยาบาลอาจจะเลือกใช้วิธีให้แพทย์เขียนใบสั่งยาให้ผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านขายยาเอง แต่ชมรมแพทย์ชนบท แย้งว่า ร้านขายยาเองยังต้องการเวลาในการปรับปรุง เพราะยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ทั้งหมดอย่างมีคุณภาพแน่

ท้ายสุด รมต. ได้ฝากชมรมแพทย์ชนบท ให้ช่วยนำเสนอแนวทางการปรับปรุงระบบระเบียบการบริหารการเงิน-บัญชี และการบริหารงานบุคคล รวมถึงแนวทางการปฏิรูปองค์การเภสัชกรรมด้วย

***************************************************

 

สถาบันพระบรมราชชนก อาคาร 4 ชั้น 7 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์
อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 02-590-1946 โทรสาร 02-590-1947
ติดต่อ IWEBMASTER I I PORTPOLIO I I คลิกเพื่อพิมพ์หน้านี้ I I

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1