สรุปผลการประชุม
" เครือข่ายหมออนามัย " วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2544
ณ ห้องประชุมสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข
ผู้เข้าร่วมประชุม
ทั้งหมด 25 คน คือ
1. นายสุรศักดิ์ บุญเทียน จ.เพชรบูรณ์
2. นายวิเนตร แก้วลุ่มใหญ่ จ.อุตรดิตถ์
3. นายพชรพล เพ็ชรจินดา จ.นครสวรรค์
4. นายพุทธศร วัฒนาอุดมวงค์ จ.เชียงใหม่
5. นส.สุนีย์ สุขสว่าง จ.พิจิตร
6. นายสุธนธิ์ วงค์ศิริ จ.สมุทรปราการ
7. นายประเสริฐ เล็กสรรเสริญ จ.นนทบุรี
8. นายสุรัตน์ รื่นภิรมย์ จ.ชลบุรี
9. นางบุษบง ชาวกัณหา จ.ปราจีนบุรี
10. นายสรายุทธ สมศรี จ.หนองบัวลำภู
11. นายประสาทพร สีกงพลี จ.มหาสารคาม
12. นายธวัชชัย แสงจันทร์ จ.นครพนม
13. นางสุพันกัลยา ลำเหลือ จ.ขอนแก่น
14. นส.อลิสา ศรีอรรถจันทร์ จ.อุดรธานี
15. นายวิเชียร จิตต์พิศาล จ.พังงา
16. นายนันทโชค ชูทอง จ.สุราษฎร์ธานี
17. นายวันชัย บ่อเงิน จ.ยะลา
18. นายเสมอ กาฬภักดี กองการเจ้าหน้าที่ สป.
19. นายสถิตย์ ยะสะกะ กองสาธารณสุขภูมิภาค สป.
20. นายพนมพร ถนอมทรัพย์ สำนักเลขารัฐมนตรี สป.
21. นายวิวัฒน์ แซ่ลิ้ม คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล
22. นายพิชญ์ รอดแสวง สำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข สป.
23. นายปริญญา ระลึก สำนักตรวจราชการ สป.
24. นายสุทธิสิทธิ์ ไมตรีจิตร์ สถาบันพระบรมราชชนก สป.
25. อาจารย์กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร สนง.ปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ(สปรส.)
สรุปสาระการประชุม
1. ผลการดำเนินงานในรูปแบบเครือข่าย/ประชาคมในแต่ละจังหวัด
ในช่วงแรกของการสัมมนาเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานในรูปแบบเครือข่าย/ประชาคมของผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งถือเป็นตัวแทนผู้ประสานงานการจัดตั้งเครือข่ายหมออนามัยในแต่ละจังหวัด
รวม 17 จังหวัด มีหลายจังหวัดได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว
อาทิ จังหวัดพังงา ใช้วิธีการทำหนังสือประสานถึงผู้บริหารระดับจังหวัดทุกจังหวัดในภาคใต้และมีการจัดประชุมอย่างไม่เป็นทางการ
1- 2 ครั้ง พร้อมทั้งทำแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้งเครือข่ายหมออนามัย
จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มต้นจากการหาแนวร่วมอย่างไม่เป็นทางการ
มีการประชุมพูดคุยกันเป็นระยะๆ แต่เดิมนั้นจะมีชมรมนักวิชาการ
ชมรมหัวหน้าสถานีอนามัยที่ค่อนข้างเข้มแข็ง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เริ่มด้วยการทำเอกสารขายแนวคิด ทำแบบสอบถามและจดหมายข่าว
รวมถึงการประชาสัมพันธ์ในโอกาสต่างๆ รวมทั้งจัดตั้ง(ร่าง)กรรมการดำเนินการโดยมีตัวแทนจากทุกอำเภอ
จังหวัดเพชรบูรณ์ ใช้วิธีการประสานกับผู้บริหารอย่างเป็นทางการและรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มในรูปคณะกรรมการชัดเจน
และกำลังร่างระเบียบขององค์กร จังหวัดอุตรดิตถ์ ดำเนินการในกลุ่มประชาชนในรูป
"ประชาคมท่าปลา" ร่วมมือกับภาคเอกชนต่างๆ มีผลงานที่ชัดเจน
สำหรับเครือข่ายระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอ-จังหวัดยังไม่มี
จังหวัดนครสวรรค์ มีการจัดตั้งกรรมการโดยมีตัวแทนทุกอำเภอ
ประชุม 2 - 3 ครั้ง จังหวัดอุดรธานี มีหลายกิจกรรมที่ดำเนินการ
เช่น ประชาคม การรวมกลุ่มการทำงานต่างๆ จังหวัดขอนแก่น
มีกิจกรรมเครือข่ายด้านข้อมูลข่าวสารแต่เป็นในเขตอำเภอเมือง
จังหวัดนครพนม เดิมมีการรวมกลุ่มทำงานกันอยู่บ้าง แต่ยังไม่เป็นทางการ
มีเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ต และรับทำเวบไซด์ให้เครือข่ายหมออนามัยระดับประเทศด้วย
และอีกหลายจังหวัดยังอยู่ในระหว่างการศึกษาหารูปแบบ
/ แนวทางการจัดตั้งเครือข่ายฯ ข้อสังเกตประการหนึ่งของประสบการณ์การจัดตั้งเครือข่ายดังกล่าวคือ
ส่วนใหญ่จะเป็นการดำเนินการในระบบ คือมีรูปแบบที่เป็นทางการแบบราชการเพราะว่าง่ายต่อการทำงานและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้
ในขณะที่บางแห่งอาจรู้สึกไม่มั่นใจต่อการทำงานในระบบ
เช่น เกรงว่าผู้บริหารไม่เห็นด้วย ก็จะเลี่ยงไปทำงานนอกระบบ
แบบไม่เป็นทางการ โดยสรุปแล้วกล่าวได้ว่า สถานการณ์การจัดตั้งเครือข่ายหมออนามัย
อยู่ในระยะของการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ขยายแนวคิด หาแนวร่วม
เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการจัดตั้งเครือข่ายหมออนามัยในระดับพื้นที่
และระดับประเทศต่อไป
2. แนวคิดการจัดตั้งเครือข่าย
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ผอ.สปรส. ได้ให้แนวคิดและแนวทางในการรวมตัวกันในรูปเครือข่ายของหมออนามัยไว้
สรุปได้ดังนี้ โลกหรือสังคมในปัจจุบัน สังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ถึงขนาดที่มีบางคนกล่าวว่า ในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้านี้
สังคมโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงและรวดเร็ว
มีนักวิชาการเขาสรุปไว้ว่าจะเร็วในอัตราที่มากกว่าการเปลี่ยนแปลงในระยะ
100 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญที่กำลังส่งผลกระทบต่อทุกสังคมทั่วโลกเหมือนๆ
กัน ประการที่ 1 คือ เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้โลกแคบลง
เพราะการติดต่อที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว ยุคนี้ความเป็นองค์รวมจะเห็นได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น
เพราะความเชื่อมโยงที่ง่ายและรวดเร็ว จะทำให้ผลกระทบที่ส่งถึงกันนั้นง่ายและรวดเร็วตามไปด้วย
ประการที่ 2 คือ กระแสประชาธิปไตย ปัจจัยนี้จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอำนาจในสังคมอย่างมาก
โครงสร้างเดิมๆ ที่รวมศูนย์อำนาจจะค่อยสลายตัวไปในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ บุคคลใด หรือองค์กรใด ที่ปรับตัวไม่ทันก็จะกลายเป็นคนหลงยุค
ตามสังคมไม่ทัน ซ้ำร้ายอาจกลายเป็นปัญหาของสังคม สิ่งที่สะท้อนปัญหาอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวที่ชัดเจนที่สุดคือ
การที่ระบบราชการถูกมองว่าเป็นระบบที่ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพต่อการทำงานในสังคมปัจจุบัน
ทั้งๆ ที่โครงสร้างของระบบทั้งหลายถูกสถาปนาขึ้นมาเพื่อทำงานรับใช้สังคม
กล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่า ระบบราชการแบบเดิมเป็นสิ่งไม่ดี
ระบบเช่นนั้นดีและเหมาะสมกับสังคมยุคเก่า แต่ไม่เหมาะสมกับสังคมในยุคปัจจุบันอีกต่อไป
เมื่อสังคมโลกเปลี่ยนไป องค์กรหรือสถาบันในสังคมก็ต้องเปลี่ยนให้ทัน
วิธีคิดแบบเดิมๆ วิธีการทำงานแบบเดิมๆ จึงไม่อาจนำมาใช้แก้ไขปัญหาในสังคมได้
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ในปัจจุบันหน่วยงานราชการกำลังกลายเป็นจำเลยของสังคม
ถูกตำหนิ ถูกฟ้องร้องไม่เว้นแต่ละวัน อันนี้คือผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร
ด้วยเหตุของการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลกดังกล่าว ผอ.สปรส.ได้ให้แนวคิดเรื่องการสร้างเครือข่ายหมออนามัย
หรือองค์กรใดๆ ก็ตามว่า ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงในยุคปัจจุบันด้วย
ความจริงที่ว่าคือ องค์กรที่มีโครงสร้างแนวดิ่งจะมีโครงสร้างของอำนาจแนวดิ่งอยู่ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และอำนาจแนวดิ่งนี่แหละที่ก่อให้เกิดแรงกดทับ แรงกดดันภายใน
และนำมาซึ่งความขัดแย้ง และความล่มสลายของกลุ่ม/องค์กรในที่สุด
ดังนั้น องค์กรหรือเครือข่ายที่จะดำรงอยู่ได้ในสังคมใหม่จะต้องเป็นโครงสร้างในแนวราบ
ในลักษณะของเครือข่าย โครงสร้างเช่นนี้มิได้ดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจ
แต่จะเชื่อมโยงสัมพันธ์กันด้วยแนวคิด อุดมการณ์ที่ตรงกัน
ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของสังคม
(WIN-WIN) ไม่ใช่ผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มเท่านั้น
องค์กรเช่นนี้จะเป็นองค์กรของความสมานฉันท์ เป็นองค์กรของการเรียนรู้ร่วมกันอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ผอ.สปรส.ยังได้เตือนว่าเพียงแค่การรวมตัวด้วยโครงสร้างในแนวราบ
เท่านั้นยังไม่พอ สิ่งที่สำคัญและควรเป็นหัวใจขององค์กรคือ
วัตถุประสงค์ กล่าวคือ ก่อนจะรวมตัวกันนั้นให้ทบทวนวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าจะเป็นกลุ่มแบบใด
เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการรวมตัว พอแบ่งวัตถุประสงค์ได้
3 แบบใหญ่ๆ คือ แบบที่ 1 คือ รวมตัวกัน เพื่อเป็นพลังในการต่อรองผลประโยชน์ของกลุ่ม
หรือพรรคพวก องค์กรเช่นนี้อาจจะมีโครงสร้างแนวราบ มีการพัฒนากันเอง
ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันอย่างดีก็จริงแต่ก็เป็นไปเพื่อมุ่งหาผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
จึงมักมีความโน้มเอียงที่จะทำทุกอย่างเพื่อพรรคพวกหรือกลุ่มของตัวมากกว่าสังคม
ซึ่งในที่สุดก็จะเกิดความขัดแย้งกับสังคมภายนอก และล่มสลายไปในที่สุด
แบบที่ 2 คือการรวมตัวกันเพื่อสงเคราะห์ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ
มีกิจกรรมเพื่อการพัฒนากันเอง คือ ดำเนินการเฉพาะภายในกลุ่มของตนเอง
แบบที่ 3 คือ รวมตัวเพื่อร่วมทุกข์ร่วมสุข แลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่มเหมือนแบบแรก
แต่ทั้งหมดเป็นไปเพื่อสร้างสมาชิกที่มีคุณภาพให้เป็นผู้ที่จะทำประโยชน์ต่อสาธารณะหรือสังคมโดยรวมมิใช่เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม
หรือประโยชน์ส่วนตัว สิ่งที่ได้คือ ความสุขอันเกิดจากการทำประโยชน์ให้สังคม
สรุปว่า โครงสร้างและรูปแบบมีความสำคัญในแง่วิธีคิด
แต่วัตถุประสงค์สำคัญกว่าในแง่ผลสัมฤทธิ์ของกลุ่ม
3. แนวทางการดำเนินงานเพื่อสร้างเครือข่ายหมออนามัย
แนวทางการดำเนินงานของเครือข่ายหมออนามัย มติของที่ประชุม
มีดังนี้ 3.1 เครือข่ายในระดับพื้นที่ สรุปในเบื้องต้นว่า
ในระดับจังหวัด - อำเภอ ให้ถือว่าผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้เป็นผู้ประสานงานเครือข่ายหมออนามัยของแต่ละจังหวัด
หากจะประสานในระดับภาคด้วยก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละพื้นที่
แนวทางการดำเนินงานคือให้เริ่มจากการขายแนวคิด หาแนวร่วมที่สมัครใจ
ส่วนรูปแบบเครือข่ายจะเป็นทางการ(ภายในระบบ) หรือไม่เป็นทางการ(นอกระบบ)
ก็ได้ ให้ถือเป็นเรื่องเสรี แล้วแต่วิธีคิดและความถนัดเฉพาะกลุ่ม
/ เฉพาะบุคคล อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่ใดต้องการการสนับสนุน
หรือความช่วยเหลือใดๆ จากทีมผู้ประสานงานจังหวัดอื่นๆ
ก็สามารถร้องขอหรือแจ้งความประสงค์ผ่านมาทางทีมผู้ประสานงานส่วนกลาง
หรือจะประสานโดยตรงเลยก็ได้ สำหรับการสนับสนุนอื่นๆ
ให้แต่ละพื้นที่ก่อตั้งให้เป็นรูปเป็นร่างก่อน ซึ่งถ้าในระดับจังหวัดเข้มแข็งแล้วการสนับสนุนต่างๆ
ทางส่วนกลางจะประสานกับหน่วยงาน / องค์กรต่างๆ เพื่อขอรับการสนับสนุนต่อไป
3.2 เครือข่ายระดับประเทศ มติที่ประชุม มีประเด็นสำคัญๆ
สรุปได้ดังนี้
1.)
รูปแบบ มีมติให้ใช้รูปแบบไม่เป็นทางการไปก่อนในระยะนี้ถือว่าเป็นระยะของการเตรียมเพื่อสร้างเครือข่ายที่เป็นทางการในอนาคต
2.) ชื่อ
มีมติว่าเพื่อความสะดวกในการประสานงานต่อไป ให้ใช้ชื่อ
" ภาคีหมออนามัยแห่งชาติ "
ไป ก่อน ทั้งนี้หากมีการจัดตั้งเครือข่ายที่เป็นทางการอาจมีมติจากที่ประชุมที่เป็นทางการในอนาคตต่อไป
3.) วัตถุประสงค์
ที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้วัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อเป็นเครือข่ายด้านวิชาการและข้อมูลข่าวสารเพื่อพัฒนางานสาธารณสุข
2. เพื่อเป็นศูนย์รวมในการประสานงาน ดำเนินกิจกรรมต่างๆ
ระหว่างหมออนามัยทั่วประเทศ 3. เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างการยอมรับวิชาชีพหมออนามัย
4.) ยุทธศาสตร์และกลวิธีการดำเนินงาน
ระดับพื้นที่ 1. เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ขายแนวคิด หาแนวร่วมเพื่อสร้างเครือข่ายต่อไป
2. พัฒนาให้เกิดเครือข่ายในจังหวัด หรือปรับองค์กรเดิมที่มีอยู่ให้เข้มแข็ง
3. เชื่อมโยงศักยภาพของแต่ละเครือข่าย ระดับประเทศ 1.
ส่งเสริมและพัฒนาช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างเครือข่าย
เพื่อให้เข้มแข็ง 2. ติดประสานงานหน่วยงาน / องค์กรเพื่อขอรับการสนับสนุนทรัพยากร
5.) สำหรับช่องทางที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ดังนี้ 1.
วารสารหมออนามัย ลงข่าวความเคลื่อนไหวในพื้นที่ต่างๆ
2. เวบไซด์ http://moanamai.thethai.net 3. ตู้ ปณ.
211 นนทบุรี 11000 4. จดหมาย โดยใช้ที่อยู่กอง บ.ก.วารสารหมออนามัย
5. โทรศัพท์ 02-5901946 6. โทรสาร 02-5901947 6.)
การติดตามความก้าวหน้า
และการประชาสัมพันธ์ 1. จัดประชุมผู้ประสานงานเครือข่ายเป็นระยะๆ
อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามความก้าวหน้าของการ ดำเนินงาน
ทั้งนี้ให้ทีมผู้ประสานงานในส่วนกลางเป็นผู้กำหนดการจัดประชุมตามความเหมาะสมและประสานสมาชิกทราบต่อไป
2. เข้าร่วมกิจกรรมระดับประเทศเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานขององค์กรให้หมออนามัย
และ สาธารณชนทั่วไป ( เช่น งานตลาดนัดสุขภาพ 1 - 5 กันยายน
2544 ซึ่งเป็นงานรวมภาคีต่างๆ ระดับชาติ ) 3. จัดเวทีการประชุมเครือข่ายระดับภาค
ระดับประเทศ เพื่อกระตุ้นให้ทุกจังหวัดมีการจัดตั้ง
เครือข่าย 7.) งบประมาณและการสนับสนุนอื่นๆ 1. ตัวแทนในส่วนกลางของบสนับสนุนเพื่อการประชุมตัวแทน
2. ในระดับพื้นที่แล้วแต่ศักยภาพ เช่น เงินบำรุง มูลนิธิ
ฯลฯ