เชื่อมโยงความคิด ผูกมิตรปวงประชา นำพารูปแบบประชาสังคม นิยมส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน มุ่งสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต สุจริตในแนวทาง

สถิติ

WWW.MOHANAMAI.COM
เครือข่ายหมออนามัย
I HOME Iการปฏิรูปสุขภาพ Iอ่านวารสาร Iภาคีหมออนามัย I ข้อมูลพื้นฐาน Iโฮมเพจ สอ./สสอ.I ดาวน์โหลดบทความIความเคลื่อนไหวฯ I ......About usI
เครือข่ายหมออนามัย

สธ.ลอยแพพนักงานรัฐ 3 หมื่นชีวิตเคว้งคว้าง

ที่มา http://www.manager.co.th/asp-bin/viewNews.asp?newsid=4542778756022

การถือกำเนิดของพนักงานของรัฐนั้น ถือเป็นหนึ่งในผลงานการสร้างสรรค์ของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียหรือ ‘เอดีบี’ ที่ได้เสนอให้มีการลดกำลังคนภาครัฐก่อนที่จะปล่อยเงินกู้ก้อนงามให้กับรัฐบาลไทย โดยเริ่มจากปี 2543 เป็นต้นมา

 

ทว่า นับจากวันที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขไทยได้ตกลงปลงใจที่จะเป็นทาสของเอดีบี โดยขับใสให้บุคลากรของตนเองพ้นจากความเป็นข้าราชการ ปัญหาก็ไม่เคยได้รับการแก้ไขและเหลียวแลอย่างจริงๆ จังๆ

 

กระทั่ง ณ ขณะนี้ชะตาชีวิตของมวลหมู่กลุ่มคนที่มีชื่อว่า ‘พนักงานของรัฐ’ ราว 30,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ของกำลังคนภาครัฐที่มีอยู่ในระบบสาธารณสุขได้เดินทางมาถึงจุดที่สามารถสะท้อนความผิดพลาดอันเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี หลังจากปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อและคาราคาซังมาตั้งแต่ยุค ‘นายชวน หลีกภัย’ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากยังไม่มีบทสรุปเกี่ยวกับชะตากรรมของพวกเขาที่ชัดเจน

 

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ตลอดระยะเวลาประมาณ 2 ปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับคนกลุ่มนี้?

 

พนง.รัฐไร้คนเหลียวแล

ภญ.ดาริน จึงพัฒนาวดี ประธานชมรมเภสัชชนบท เปิดเผยว่า จริงๆ แล้ว การเกิดขึ้นของพนักงานของรัฐถือเป็นเรื่องเฉพาะหน้าของกระทรวงสาธารณสุขที่ถูกกำหนดกรอบลงมาไม่ให้บรรจุบุคลากรเป็นข้าราชการ ดังนั้น จึงได้มีตำแหน่งเจ้าพนักงานของรัฐขึ้นมาเพื่อรองรับ

 

ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มแรกที่ทุกอย่างยังสับสน อัตราเงินเดือนหรือสิทธิ์สวัสดิการได้อิงกับระบบราชการที่มีอยู่เดิมไปก่อน จากนั้น จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อร่างกฎหมายคือ ‘พระราชบัญญัติพนักงานของรัฐ’ ขึ้นมา

 

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวก็ยังคงเป็นเพียงแค่ร่างและไม่เคยมีการผลักดันให้ออกมาบังคับใช้อย่างใด

 

“ร่างกันไปได้ระยะหนึ่ง รัฐมนตรีกร(ทัพพะรังสี) ก็เหมือนกับมีแนวคิดที่จะให้กลับไปเป็นข้าราชการเหมือนเดิม ทุกอย่างก็เลยหยุดไป จากปี 2543 ถึงปัจจุบันมีร่างที่ผ่านการปรับปรุงมาทั้งหมดแล้วถึง 4 ร่างด้วยกัน”

 

ผลจากความลังเลทางด้านนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อผู้ที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐในหลายด้าน หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือเรื่องกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) ที่ต้องเสียสิทธิ์ในการเข้าร่วม เนื่องเพราะกฎหมายของกบข. ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่เป็นสมาชิกได้คือข้าราชการเท่านั้น

 

ด้วยเหตุนี้ พนักงานของรัฐจึงเสียสิทธิ์ในส่วนนี้ไปเป็นเวลาถึง 2 ปีเต็มๆ

ขณะที่ในเรื่องของการปฏิบัติงานก็มีปัญหาเช่นกัน อาทิ ในส่วนของเภสัชกรซึ่งโดยปกติแล้วไม่ได้ทำงานเฉพาะที่ในโรงพยาบาลชุมชนอย่างเดียว แต่มีส่วนหนึ่งที่ทำงานอยู่กับสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.) และต้องใช้ความเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในการลงพื้นที่ออกไปตรวจโรงงานหรืออะไรต่างๆ

 

ทว่า การเป็นพนักงานของรัฐ ไม่ได้มีกฎหมายฉบับใดรองรับอย่างถูกต้อง ดังนั้น การทำงานทุกวันนี้จึงไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริง หรือถ้าจะใช้คำว่า ‘เถื่อน’ ก็คงไม่ผิดเพี้ยนอะไรมากนัก

 

ด้านน.พ.วชิระ บถพิบูลย์ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวแสดงความคิดเห็นในส่วนของแพทย์ว่า ผลกระทบที่เห็นชัดๆ ก็คือเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณที่เต็มไปด้วยปัญหาและความวุ่นวายจากสถานภาพของความเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนเกิดขึ้นแล้วที่ ‘จังหวัดระนอง’ กล่าวคือ ขณะนี้ผู้อำนวยการโรง พยาบาลชุมชุมในทุกอำเภอของระนองล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐทั้งสิ้น ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งบริหารที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณโดยตรง

 

ทว่า เมื่อไปยื่นฎีกาที่คลังจังหวัดกลับถูกปฏิเสธที่จะจ่ายเงินให้ เหตุผลคือ ตำแหน่งพนักงานของรัฐไม่มีกฎหมายรองรับ เพราะฉะนั้นคลังจังหวัดไม่สามารถใช้ข้อกฎหมายใดมาเป็นหลักฐานอนุมัติจ่ายเงินให้ได้

 

“เดิมคนทำเรื่องงบคือสสจ.จังหวัด แต่ตอนหลังกฎหมายเปลี่ยนและโอนมาให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจัดการโดยตรง ซึ่งกับผู้อำนวยการที่เป็นข้าราชการก็ไม่มีปัญหาอะไร พอเป็นพนักงานของรัฐกลับทำไม่ได้ เวลานี้ ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการวิ่งไปยังโรงพยาบาลที่มีผู้อำนวยการเป็นข้าราชการ ถึงจะเบิกได้ เป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายอยู่พอสมควร

 

“เรื่องกฎหมายความจริง ที่ผ่านมากระทรวงก็แก้เหมือนกัน แต่เป็นการแก้แบบขอไปทีคือ เรื่องการเบิกจ่ายพัสดุก็ทำภายใต้อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ผู้ว่าฯ เซ็นอนุมัติมาแล้วก็เบิกได้ ขณะที่เรื่องการบริหารงานบุคคลก็ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นคนออกคำสั่งมอบอำนาจให้”ประธานชมรมแพทย์ชนบทอธิบายถึงวิธีการแก้ปัญหาในช่วงที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม บุคลากรที่ดูเหมือนได้รับผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ‘เจ้าพนักงานสาธารณสุข’ ที่สำเร็จการศึกษามาจากวิทยาลัยสาธารณสุขทั่วประเทศ เนื่องเพราะขณะนี้ถูกบรรจุให้เป็นแค่ ‘ลูกจ้างชั่วคราว’ ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งพนักงานของรัฐ ทำให้เสียสิทธิในเรื่องของการรักษาพยาบาลไปโดยปริยาย

 

“ความจริง ทุกคนคือแพทย์ เภสัชฯ ทันตแพทย์ไม่ได้รังเกียจการเป็นพนักงานของรัฐเลย เพียงแต่อยากให้กระทรวงฯ มีความชัดเจนในเรื่องนี้ และออกเป็นกฎหมายรองรับให้ถูกต้องและมีความชัดเจนกับสถานะของตนเองเท่านั้น ขอยืนยันอีกครั้งว่า แม้เราจะสับสนกับสถานภาพ แต่พนักงาน ของรัฐทุกคนก็ตั้งใจทำงานเต็มที่เหมือนเดิม

 

“ส่วนเรื่องเจ้าพนักงานสาธารณสุข คิดว่ากระทรวงฯ ต้องชัดเจนกว่านี้ คือต้องบอกกล่าวหรือประกาศให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนสอบเข้าเรียนต่อ เขาจะได้รู้ว่าเมื่อจบออกมาแล้วจะเป็นอะไร ทุกคนจะได้ตัดสินใจได้ว่าเรียนหรือไม่เรียน”ประธานชมรมเภสัชชนบทกล่าว

 

ทั้งนี้ หากยังจำกันได้ ปัญหาเรื่องพนักงานของรัฐได้เคยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2 คนคือ ‘นายกร ทัพพะรังสี’ และ ‘นางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ’ ประกาศไม่เห็นด้วยและเดินเครื่องให้กลับไปบรรจุเป็นข้าราชการเหมือนเดิมมาก่อน

 

โดยเฉพาะนางสุดารัตน์นั้น ได้ทำเรื่องเสนอให้พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร พิจารณาแล้วด้วยซ้ำไป

 

ทว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(กพ.) ก็ยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ความหวังที่จะกลับไปเป็นข้าราชการจึงแทบไม่หลงเหลืออีกต่อไป

 

เมื่อประมวลภาพทั้งหมดที่เกิดขึ้น ถึงที่สุดแล้ว ถ้าจะบอกว่าเป็นเพราะ ‘ความไร้ประสิทธิภาพ’ ของผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝากของข้าราชการประจำที่มี ‘ปลัดกระทรวง’ เป็นแกนนำ ทั้งคนเก่าคือ ‘นพ.มงคล ณ สงขลา’ และคนใหม่คือ ‘นพ.วินัย วิริยกิจจา’ ก็คงไม่หนีจากความจริงสักเท่าใด

 

เนื่องจากไม่เคยสนใจที่จะลงมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างน้อยในฐานะของความเป็น ‘พี่’ ซึ่งอาจจะร่ำเรียนมาในสถาบันเดียวกัน ก็น่าจะเป็นแรงผลักดันให้ออกมาดูแลและให้ความชัดเจนกับ ‘น้องๆ’ กันบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้ข้าราชการการเมืองเข้ามาหาเสียงด้วยถ้อยคำหวานๆ ว่า จะให้กลับบรรจุเป็น ‘ข้าราชการ’ เหมือนเดิม แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรในก่อไผ่ สถานะการเป็นพนักงานของรัฐก็ยังคงคาราคาซังอยู่แค่ในขั้นตอนของการยกร่างกฎหมาย

 

กระทั่งเกิดคำถามที่ร่ำลือกันอย่างหนาหูในกระทรวงสาธารณสุขว่า ทุกคนตกอยู่ในภาวะ ‘น้ำท่วมปาก’ จนพูดไม่ออกกันหมด

 

“ขณะนี้สถานภาพนักเรียนทุนของกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะพนักงานของรัฐทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร ยังไม่มีความชัดเจน ว่าต้องมีแนวปฏิบัติอะไรบ้างในระยะเวลา 2-3 ที่ต้องชดใช้ทุน”น.พ. สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย บัณฑิตคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะกรรมการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังจากการที่นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไปเป็นประธานเปิดการอบรมปฐมนิเทศและเลือกสถานที่ปฏิบัติงานสำหรับแพทย์ ทันตแพทย์และเภสัชกร ผู้ใช้สัญญาเมื่อต้นปี 2545 ที่ผ่านมา

 

นายแพทย์วิพุธ พูลเจริญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) กล่าวแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า ความจริงเรื่องการลดอัตรากำลังคนภาครัฐถือเป็น กรอบนโยบายของประเทศที่มีความชัดเจนมาแล้วตั้งแต่ต้น ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องปฏิบัติตาม

 

กระทรวงสาธารณสุขก็เช่นเดียวกัน

 

ทว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ไม่มีผู้บริหารในฝากของข้าราชการประจำคนใดสนใจที่จะปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลที่กำหนดเอาไว้ ขณะที่ฝ่ายการเมืองเองก็ต้องการหาเสียงกับคน 30,000 คน ด้วยการโปรยยาหอมว่า น่าจะมีโอกาสกลับไปเป็นข้าราชการอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการสร้างความหวังลมๆ แล้งๆ และไม่มีทางเป็นไปได้

 

ดังนั้น ปัญหาทุกอย่างจึงถูกปล่อยปะละเลยมาในทุกรัฐบาล

 

“เวลาบอกเป็นปัญหา ต้องถามว่าเป็นปัญหาเพราะใคร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนที่ต้องแก้ตามนโยบายไม่ปรับแก้ เขาบอกอยู่แล้วว่า หมอ พยาบาล เภสัช ทันตแพทย์ จะไม่มีการบรรจุอีกแล้ว ในกฎหมายปฏิรูประบบโครงสร้างของกระทรวงฯ เองก็บอกว่า โรงพยาบาลจะต้องเป็นองค์กรในกำกับของรัฐ เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปในทิศทางเดียวกับนโบายรัฐคือระบบราชการจะต้องไม่ขยายตัว

 

“ปัญหาใหญ่คือกระทรวงฯ ยอมรับไหม สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะกระทรวงไม่ยอมรับต่างหาก กระทรวงฯ ยังบอกเด็กๆ ว่า ไม่เป็นไร ต่อไปจะต้องรับเป็นข้าราชการ แล้วก็ปล่อยให้ปัญหาค้างคา จากคนเป็นพันก็กลายเป็นหมื่น โครงสร้างระบบที่จะรองรับจึงไม่ได้จัดทำขึ้นมา รัฐมนตรีแทนที่จะเป็นเสียงเดียวกับรัฐบาล ไม่ กลับไปเอาใจข้าราชการ รัฐมนตรีมากี่คนก็พูดกับข้าราชการอย่างนี้ทุกที เดี๋ยวเราจะต่อสู้ให้ แปลว่าอะไร จริงใจหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ”นายแพทย์วิพุธกล่าว

 

พนักงานรัฐแก้ปัญหาเงิน

ลดจำนวนขรก.จริงหรือ

 

ย้อนกลับมาที่ต้นตอของสาเหตุที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขได้ขายผ้าเอาหน้ารอดด้วยการคิดค้นตำแหน่ง ‘พนักงานของรัฐ’ ดูเหมือนว่าประเด็นสำคัญที่สุดเหนืออื่นใดเห็นจะหนีไม่พ้นเรื่อง ‘เงิน’

 

ทั้งนี้ เพราะเป้าประสงค์หนึ่งของการเป็นพนักงานของรัฐก็คือ ต้องการลดขนาดอัตรากำลังคนภาครัฐลง อันจะทำให้ประหยัดงบประมาณและค่าใช้จ่ายในการจ้าง รวมทั้งรื้อโครงสร้างของข้าราชการที่เต็มไปด้วยความเทอะทะและอุ้ยอ้ายจนยากจะเยียวยา

 

ทว่า เมื่อพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วจะเห็นได้ว่า เป้าหมายกับความเป็นจริงช่างสวนทางกันอย่างแทบไม่น่าเชื่อ เนื่องจากแทบจะไม่ได้เป็นไปตามเป้าประสงค์เลยแม้แต่น้อย

 

ประเด็นแรกคือเรื่องการลดจำนวนคน การปรับเปลี่ยนสถานะจากข้าราชการมาเป็นพนักงานของรัฐ ไม่ได้ทำให้จำนวนคนลดลง เพราะคนยังเท่าเดิม เพียงแต่ลบคำว่า ‘ข้าราชการ’ ออกไป และมีคำว่า ‘พนักงานของรัฐ’ ทดแทน

 

อย่างไรก็ตาม ลึกๆ แล้ว วิธีการนี้อาจประสบความสำเร็จก็เป็นได้ เพราะในเมื่อความรู้สึก ‘ไม่มั่นคง’ เกิดขึ้นกับตำแหน่งพนักงานของรัฐ ในไม่ช้าจำนวนคนที่สมัครเข้ามาทำงานต่อหลังจากใช้ทุนก็จะลดลงไปด้วย คล้ายๆ กับเป็นวิธีอ้อมที่หวังผลในระยะยาว

 

แต่ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงที่ดูแลสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศ

 

แนวโน้มที่เป็นไปได้ค่อนข้างสูงก็คือ คนเก่งๆ ที่จะเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานของรัฐก็จะลดน้อยตามไปด้วย เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนเหล่านั้นมีช่องทางหรือการหารายได้ที่มากกว่า บุคคลชั้นมันสมองก็พร้อมที่จะไหลออกจากภาคราชการทันที

 

“ทุกคนต้องยอมรับว่า คนเราเมื่อเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงขึ้น เขาก็อาจจะอยู่ไม่นาน คนเก่าก็ไม่รู้ว่ากระทรวงฯ จะจ้างต่อหรือเปล่า เมื่อได้งานข้างนอกทำที่ดีกว่า เขาก็ไป มันก็เกิดมีการไหลออกนอกระบบไปเรื่อยๆ ทุกวันถามว่าไหลออกไปเยอะไหม ก็พอสมควร แล้วก็คงมีทะยอยต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเผื่อว่ายังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน”ประธานชมรมเภสัชชนบทกล่าว

 

เช่นเดียวกับทางด้านการแพทย์ที่ น.พ.วิชระยืนยันว่ามีผลกระทบพอสมควร กล่าวคือ ณ ขณะนี้นั้นจากจำนวนแพทย์ชนบททั่วประเทศมีประมาณ 2,200 คน ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งเป็นพนักงานของรัฐ ซึ่งในช่วงที่ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสับสนก็มีแพทย์ส่วนหนึ่งตัดสินใจลาออกและหันไปประกอบอาชีพในโรงพยาบาลเอกชนหลายต่อหลายคนด้วยกัน

 

ประเด็นที่สองคือเรื่องการลดจำนวนค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่รัฐต้องแบกรับภาระเอาไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล รวมทั้งสิทธิต่างๆ ที่ข้าราชการได้รับ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) เป็นต้น

 

เมื่อพิจารณาเฉพาะในส่วนของเงินเดือนแล้วจะเห็นว่า การเป็นพนักงานของรัฐไม่ได้แก้ปัญหาอะไร เพราะในเมื่อจำนวนคนไม่ได้ลดลงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และเป็นการแก้ปัญหาแค่การเปลี่ยนชื่อ อัตราค่าจ้างต่างๆ ในส่วนของเงินเดือนก็ยังไม่ได้ลดลง หากเพิ่มขึ้นอีกต่างหากจากการเพิ่มเงินเดือนประมาณ 1.6 เท่า(ยึดเกณฑ์เดียวกับพนักงานมหาวิทยาลัย)

 

ยิ่งเมื่อมีแนวโน้มว่า กระทรวงสาธารณสุขกำลังผลักดันให้พนักงานของรัฐมีสิทธิในกบข.ด้วยแล้ว ยิ่งไม่เห็นความจำเป็นของการเป็นพนักงานของรัฐเลย เพราะย่อมแสดงว่า สิทธิในการเป็นพนักงานของรัฐมีความแตกต่างจากข้าราชการน้อยมาก

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ถามว่า การเป็นพนักงานของรัฐเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้หรือไม่

 

“เราแปลกใจอยู่ว่า ถ้าคิดเป็นตัวเงินแล้ว จริงๆ รัฐบาลก็จ่ายเท่าเดิม ไม่ได้ลดลงอะไรไปเลย แต่อาจเป็นไปได้ว่า นี่คือผลงานที่สำคัญของ ก.พ.เพราะสามารถลดจำนวน ข้าราชการลงได้”ประธานชมรมเภสัชชนบทกล่าว

 

เช่นเดียวกับที่น.พ.วชิระแสดงความคิดเห็นว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลในเรื่องการลดงบประมาณเงินเดือนข้าราชการ โดยสถาปนาตำแหน่งพนักงานของรัฐขึ้นมา ถือเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เพราะเมื่อตรวจสอบดูแล้วทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

 

กล่าวคือเป็นเพียงแค่การย้ายตัวเลขงบประมาณจากที่เคยอยู่ในหมวดเงินเดือน ไปอยู่ในหมวดอื่นๆ เท่านั้น หรือเป็นเพียงแค่การตกแต่งตัวเลขทางบัญชี โดยย้ายการกระเป๋าซ้ายไปไว้ในกระเป๋าขวา

 

“ข้อเสนอที่ท่านรัฐมนตรีสุดารัตน์ต้องการผลักดันให้แยกออกมาจาก ก.พ.เป็น กสธ.หรือคณะกรรมการข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขนั้น คิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะนั่นหมายความว่าทำให้อำนาจของก.พ.ลดลง ยังไงก.พ.ไม่น่าจะยอมเพราะกระทรวงสาธารณสุขมีข้าราชการรวมแล้วถึงประมาณ 200,000 คน ถ้าออกไปสะเทือนก.พ.แน่ ก.พ.น่าจะยินดีให้เป็นพนักงานของรัฐมากกว่า

 

“ผมคิดว่าการที่กระทรวงปล่อยคาราคาซังอยู่ เพราะอาจมีเรื่องอื่นต้องทำ ถ้าเป็นรัฐบาลนี้ก็เรื่อง 30 บาท ดังนั้น จึงอาจหลงลืมที่จะเข้ามาจัดการก็ได้ แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไหนๆ กระทรวงก็มีนโยบายผลักดันให้โรงพยาบาลเป็นองค์กรมหาชนอยู่แล้ว ต่อไปพนักงานของรัฐเหล่านี้ก็จะต้องเข้าไปสังกัด ในช่วงที่ยังหารูปร่างหรือโครงสร้างที่ลงตัวไม่ได้ ก็ซื้อเวลารอไปเรื่อยๆ ก่อน”น.พ.วชิระกล่าว

 

ลึกไปกว่านั้นก็คือ เมื่อมีการกำหนดแผนแม่บทในเรื่องการลดอัตรากำลังคนเอาไว้อย่างชัดเจน ในส่วนของสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่ผลิตบุคลากรเหล่านี้ขึ้นมาได้มีการพูดคุยหรือตกลงที่จะลดการผลิตบัณฑิตออกมาหรือไม่

 

เพราะจากการตรวจสอบข้อมูล ทุกอย่างยังคงดำรงอยู่เหมือนเดิม

ความจริงถ้าจะว่าไปแล้ว เรื่องการลดจำนวนนักศึกษาในสถาบันต่างๆ น่าจะเป็นไปได้ยากยิ่ง เพราะในเมื่อมหาวิทยาลัยต่างๆ พร้อมจะออกนอกระบบ การผลิตบัณฑิตที่มีผู้ต้องการเรียนสูง ก็ย่อมเป็นหนึ่งในหนทางที่จะแสวงหารายได้ และเภสัชกร แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาลก็เป็นสาขาวิชาชีพที่มีปริมาณคนต้องการเรียนสูงอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

และทั้งหมดนั้นคือ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับบุคลากรในกระทรวงสาธารณสุขที่มีชื่อว่า ‘พนักงานของรัฐ’ และถึงตรงนี้คงสามารถสรุปได้แล้วว่า การเป็นพนักงานของรัฐจะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกับประเทศชาติเลยแม้แต่น้อย ตราบใดก็ตามเมื่อผู้บริหารกระทรวงและผู้บริหารประเทศยังไม่เข้าใจปรัชญาของการลดอัตรากำลังคนภาครัฐ และทำความเข้าใจกับผู้คนทั้งประเทศไปในทิศทางเดียวกัน

คำว่า ล้มเหลว...น่าจะเป็นบทสรุปที่ดีที่สุดของเรื่องนี้

1}

สถาบันพระบรมราชชนก อาคาร 4 ชั้น 7 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์
อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 02-590-1946 โทรสาร 02-590-1947
ติดต่อ IWEBMASTER I I PORTPOLIO I I คลิกเพื่อพิมพ์หน้านี้ I I

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1