ประชาคมคนจน
"
ให้ยกเลิกการแสวงกำไรจากบริการด้านสุขภาพไม่ว่าจะจัดให้มีขึ้นโดยภาครัฐ
ภาคเอกชน หรือภาคประชาชนก็ตาม
ผู้ให้บริการไม่อาจปฏิเสธการให้บริการได้และต้องให้บริการโดยไม่เลือกชนชั้นทางสังคม
สถานะทางเศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติเผ่าพันธุ์หรืออื่นๆ
. ยกเลิกการขึ้นทะเบียนกับสถานบริการด้านสุขภาพเพื่อใช้บริการและรับสิทธิการประกันสุขภาพ
และยกเลิกการบังคับให้ใช้สถานบริการตามลำดับขั้น (ปฐมภูมิ-ทุติยภูมิ-ตติยภูมิ)
"
เครือข่ายสุขภาพวิถีไทย
"
เสนอให้รับรองสถานภาพและบทบาทหมอพื้นบ้านในการดูแลสุขภาพชุมชน
โดยเครือข่ายหมอพื้นบ้านเป็นผู้กลั่นกรอง ควบคุม ดูแลจรรยาบรรณของหมอพื้นบ้านเอง
ยกระดับการแพทย์แผนไทยเป็นการแพทย์คู่ขนานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน
โดยรัฐให้การสนับสนุนงบประมาณในการตั้งโรงพยาบาลและโรงเรียนการแพทย์แผนไทย
เพื่อให้พัฒนาศาสตร์และศิลปะของตนโดยอิสระ
สนับสนุนให้มีกฎหมายวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
แยกจากพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่คล่องตัวและเป็นอิสระ
"
สภาการพยาบาล
"
การบริการสุขภาพปฐมภูมิต้องครอบคลุมคนในทุกพื้นที่ ทุกคน
ทุกวัย
การพิทักษ์สิทธิและคุ้มครองผู้บริโภค ต้องแสดงความชัดเจนในระบบการเงินการคลังโดยจัดแยกผู้ซื้อและผู้ให้บริการออกจากกันเป็นคนละหน่วยงาน
ระบบกำลังคนด้านสุขภาพจะต้องปรับแนวคิดแบบอำนาจนิยมสู่การทำงานแบบพหุนิยม
คือ การทำงานเป็นทีม โดยมุ่งประชาชนเป็นศูนย์กลาง ถือว่าทุกสาขาวิชาชีพมีความสำคัญ
"
เครือข่ายประชาคมผู้พิการ
"
รัฐต้องสร้างเสริมความเข้มแข็งของคนพิการ ครอบครัว ชุมชน
และอาสาสมัครในการรวมกลุ่ม มีส่วนร่วมและช่วยเหลือตนเองเรื่องการฟื้นฟูสมรรถภาพ
กำหนดให้ในคณะกรรมการ อนุกรรมการ สภาหรือกลุ่มบุคคลที่ทำงาน ด้านบริหารหรือด้านปฏิบัติเกี่ยวกับสุขภาพแห่งชาติในทุกระดับ
ต้องมีผู้แทนความพิการร่วมคณะอย่างน้อย 1 คน
"
เครือข่ายสุขภาพผู้หญิง
"
สุขภาพผู้หญิง คือสุขภาพของระบบอนามัยเจริญพันธุ์ซึ่งเป็นระบบที่แตกต่างจากระบบสุขภาพอื่นๆ
จึงจำเป็นต้องได้รับการสร้างเสริมคุ้มครองและบริการที่แตกต่างกันออกไป
ผู้หญิงควรได้รับการคุ้มครองป้องกันดูแลและรักษาสุขภาพอนามัย โดยไม่เลือกว่าเธอผู้นั้นจะเป็นใคร
มาจากไหน
การบริการด้านสุขภาพจากสถานพยาบาล ผู้หญิงควรได้รับบริการอนามัยเจริญพันธุ์
แบบผสมผสาน ที่มีความละเอียดอ่อน
"