|
หมออนามัย กับ การปฏิรูประบบสุขภาพ
เชื่อกันว่าทิศทางของการปฏิรูประบบสุขภาพที่เน้นการสร้างสุขภาพดีนำหน้าการซ่อมสุขภาพเสีย
น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมของปัญหาวิกฤตด้านสุขภาพที่กำลังรอการสะสาง
ซึ่งหากมองให้ทะลุไปถึงการปฏิบัติตามแนวทางนี้เข้าจริงๆ แล้ว
บุคลากรด้านสุขภาพที่ต้องการและจำเป็นสำหรับการรองรับทิศทางนโยบายดังกล่าวนี้
น่าจะเป็นบุคลากรที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน คำว่า ใกล้ชิด นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงระยะทาง
แต่ว่าใกล้ชิดนั้นต้องใกล้ชิดจนเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของชาวบ้านเลยทีเดียว
และถ้ามองอย่างนั้นก็ไม่มีบุคลากรด้านสุขภาพระดับไหนที่เป็นอย่างนั้นได้มากเท่า
หมออนามัย แต่ในวันนี้หมออนามัย ซึ่งมีจำนวนทั้งหมดกว่า
3 หมื่นคน กระจายอยู่ตามถิ่นทุรกันดารในชนบทซึ่งมีสถานีอนามัยทั้งหมด
9,669 แห่ง ร่วมหัวจมท้ายกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(
อสม.) ใกล้ชิดและเคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวบ้านชนิดงานบวช งานแต่ง
งานศพ งานประเพณีต่างๆ ในชุมชนต้องมีหมออนามัยไปปรากฏตัวอยู่เสมอ
รวมถึงงานจากกรม กองต่างๆ ที่ลงไปรวมกันที่สถานีอนามัย แม้กระนั้นหมออนามัยก็ยังไม่มีแม้กระทั่งใบประกอบวิชาชีพและองค์กรวิชาชีพของตนเอง
และนั่นคือสาระหลักของ ข้อเสนอจากภาคีหมออนามัยต่อการปฏิรูประบบสุขภาพ
ที่ได้มีการเปิดเวทีรับฟังข้อเสนอครั้งใหญ่เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา
ในงาน ตลาดนัดปฏิรูป(ระบบ)สุขภาพ
ตลาดนัดสุขภาพ ชุมนุมภูมิปัญญา พัฒนาสุขภาวะไทย
" ชุมนุมภูมิปัญญา พัฒนาสุขภาวะไทย
" คือสโลแกนของการจัดงาน ตลาดนัดสุขภาพ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่
1 5 กันยายน 2544 ที่ผ่านมา ที่ ศูนย์การประชุมและแสดงนิทรรศการอิมแพ็ค
เมืองทองธานี มีวัตถุประสงค์ที่จะเปิดให้เป็น โรงเรียนแห่งการเรียนรู้เรื่องสุขภาพ
ซึ่งในงานประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ
- ตลาดนัดสำหรับคนรักสุขภาพ
ผู้เข้าชมงานสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ
การป้องกันโรคและความเจ็บป่วย การดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยจากสิ่งที่จะมาคุกคามสุขภาพต่าง
ๆ และเลือกรับเอาแนวทางที่เหมาะสมกับตนเองไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม
ตามทิศทาง สร้างนำซ่อม
ในงานมีการจัดซุ้มนิทรรศการเป็น 8 ซุ้ม อาทิ
บ้านสร้างสุขภาพ ( การสร้างสุขภาพในระดับครอบครัว ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนถึงวัยต่าง
ๆ) กินเพื่อสร้างสุขภาพ (การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้องเหมาะสม
เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย) สุขภาพวิถีไทย ( ระบบสุขภาพที่ใช้ภูมิปัญญาไทย
พึ่งตนเอง และยอมรับในความหลากหลาย) เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายสินค้าสุขภาพจากชุมชนจาก
40 จังหวัด ในโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)
ซึ่งพบว่าสินค้าแทบทุกชนิดได้รับความสนใจและการอุดหนุนและผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างดี
2. เวทีรับฟังเสียงจากภาคี
หลังจากที่ทางสำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ
(สปรส.) ได้จัดทำ(ร่าง)กรอบความคิดระบบสุขภาพแห่งชาติ ขึ้นมาเป็นเอกสารตั้งต้นในการระดมความคิดเห็นจากภาคีต่าง
ๆมาเป็นเป็นเวลาประมาณ 1 ปี ที่ผ่านมา ในงาน ตลาดนัดปฏิรูป(ระบบ)สุขภาพ
ครั้งนี้ จึงได้มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดห็นและข้อเสนอแนะต่อการปฏิรูประบบสุขภาพจากภาคีต่าง
ๆ ที่ได้มีการจัดกระบวนการรับฟังความเห็นในระดับพื้นที่มาก่อนหน้านี้แล้วไม่น้อยกว่า
500 เวที โดยเครือข่ายต่าง ๆกว่า 300 เครือข่าย รวมกว่า 1,500
ประชาคม และในงานนี้แต่ละภาคีได้นำผลสรุปข้อเสนอของตนมาเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ
(คปรส.) เพื่อเป็นข้อมูลองค์ประกอบที่จะนำไปสู่การยกร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ
ภาคีหมออนามัยแห่งชาติ เป็นอีกภาคีหนึ่งที่ทำให้เวที
เสียงจากภาคี ในงานครั้งนั้นมีความเข้มข้น โดยตัวแทนของภาคี
คือ คุณพชรพล เพ็ชรจินดา หมออนามัยจากจังหวัดนครสวรรค์ได้เป็นผู้นำเสนอเป็นลำดับที่
22 จากจำนวนทั้งหมด 46 ภาคี สาระหลักของข้อเสนออยู่ที่การให้ข้อมูลแก่ที่ประชุมว่า
หมออนามัยคือบุคลลากรด้านสุขภาพที่ทำงานด้าน สร้างสุขภาพ
มาโดยตลอด และปฏิบัติงานใกล้ชิดประชาชนยิ่งกว่าวิชาชีพใด ข้อเสนอสำคัญของภาคีหมออนามัยจึงอยู่ที่
การส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านเข้ามาผสมผสานในการดูแลสุขภาพ
และ เรียกร้องให้หมออนามัยเป็นบุคลากรสายสุขภาพที่มีใบประกอบวิชาชีพด้านการสร้างสุขภาพ
รวมทั้งมีองค์กรวิชาชีพที่จะดูแล กำกับกันเองได้ เช่นเดียวกับวิชาชีพอื่น
ๆ ..
สาระข้อเสนอของภาคีต่าง ๆ ที่ผ่านการกลั่นกรอง
ร้อยเรียง ถักทอขึ้นจากความคิดเห็น และความต้องการ ของทุกภาคี
ซึ่งมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการยกร่าง พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ
ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกวาดหวังไว้ว่าจะเป็น กฎหมายมหาชน
ซึ่งหมายถึงกฎหมายที่ประชาชนมีส่วนร่วมคิด ร่วมเขียน ร่วมกำหนดทิศทาง
อย่างแท้จริง
3 . เวทีวิชาการด้านสุขภาพ
ขณะเดียวกันเพื่อให้ ตลาดนัดสุขภาพ เป็นตลาดนัดแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสุขภาพอย่างสมบูรณ์ที่สุด
ในงานยังมีการจัดประชุมวิชาการหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอีกกว่า
20 หัวข้อ อาทิ กองทุนหมู่บ้านกับการสร้างสุขภาพ สุขภาพทางจิตวิญญาณ
: สุขภาพที่ยั่งยืน ผ่าโครงสร้างกระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ
นำเอาข้อมูลวิชาการที่ทันสมัย และแง่คิดมุมมองที่น่าสนใจมาเปิดทัศนะให้กับผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคลากรในแวดวงสุขภาพ
ที่จ่ายค่าลงทะเบียนมาเพื่อกอบเก็บเอาสาระจากงานส่วนนี้เป็นสำคัญ
ตลาดนัดสุขภาพ จึงไม่เป็นเพียงงานแสดงสินค้าและนิทรรศการเช่นที่เห็นอยู่ทั่วไป
แต่คือการส่งสัญญาณครั้งสำคัญสู่สังคมไทยว่า คำว่า สุขภาพ
ในวันนี้ เป็นสิ่งที่อยู่ในกำมือของคนไทยทุกหมู่เหล่า การจัดการด้านสุขภาพกำลังต้องการการเข้ามามีส่วนร่วมให้กว้างขวางที่สุด
และตลาดนัดสุขภาพ คือ การมา ชุมนุมภูมิปัญญา (เพื่อ) พัฒนาสุขภาวะไทย
อย่างเป็นรูปธรรม
ปฏิรูประบบสุขภาพ : การขับเคลื่อนทางสังคม
จำนวนผู้เข้าร่วมงานตลาดนัดสุขภาพที่สูงถึงประมาณ
150,000 คนหรือประมาณวันละ 30,000 คนก็ดี ความกระตือรือร้น
การให้ความสำคัญ การร่วมคิดร่วมทำอย่างจริงจังจริงใจของภาคีทั้งหลายก็ดี
ล้วนเป็นเครื่องบ่งบอกว่า สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา
กำลังเกิดการเคลื่อนตัวไปข้างหน้าแล้ว โดยมุมทั้งสามของสามเหลี่ยม
มีการประสานกัน เกิดเป็นพลังที่จะขับเคลื่อนเรื่องยาก ๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้นั้น
ให้กลับเริ่มเห็นเค้าลางของความสำเร็จรออยู่ข้างหน้า
และจากจุดนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.
ที่จะทำหน้าที่ยกร่าง พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ โดยใช้เวลาในช่วงเดือนตุลาคม
ธันวาคม พ.ศ.2544 นี้
สังคมไทยกำลังจะมี (ร่าง) ธรรมนูญสุขภาพฉบับแรก มาให้ได้พิจารณาวิพากษ์
วิจารณ์ ตัดเสริม เติมแต่ง กันอีกครั้งในเร็ววันนี้
ชวนคนไทยเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง
เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงที่สองของเส้นทางสาย การปฏิรูประบบสุขภาพ
ในปี 2545 นี้ จะเป็นปีแห่งการ รับฟังความเห็น ต่อ ร่าง พ.ร.บ.
สุขภาพแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นการรับฟังความเห็นต่อร่างฯ ทั้งฉบับ
หรือ การรับฟังความเห็นเป็นรายประเด็น โดยผ่านการสื่อสารรูปแบบต่าง
ๆ เช่น การจัดเวทีสาธารณะ การสอบถามผ่านสื่อต่าง ๆ การสำรวจความคิดเห็น(โพลล์)
หรือแม้กระทั่งการถามมาตอบไปอันเป็นวิธีการสื่อสารอย่างง่าย
ๆ ไม่ซับซ้อน ก็จะถูกนำมาใช้เพื่อให้ได้ความคิดเห็นที่กว้างขวางที่สุด
คมชัดที่สุด นำไปปรับปรุงให้ได้(ร่าง) พ.ร.บ.ฯที่สมบูรณ์
ทั้งนี้ประเด็นสำคัญที่ต้องการรับฟังความเห็นเพิ่มเติมมีทั้งหมด
8 ประเด็น ดังนี้ 1. นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ 2. ระบบบริการสุขภาพ
( เรื่องการกำหนดให้ขึ้นทะเบียนรับบริการกับสถานบริการใกล้บ้าน
เรื่องสิทธิในการตรวจสุขภาพประจำปี เป็นต้น) 3. ประเด็นการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
(ยังขาดความชัดเจนว่า การมีส่วนร่วมนั้นเป็นลักษณะใด ฯลฯ)
4 .กลไกกำหนดนโยบายสุขภาพแห่งชาติ 5. ระบบสุขภาพวิถีไทย 6.
การคุ้มครองผู้บริโภค ( เรื่องการตั้งกองทุนชดเชยค่าเสียหายจากบริการสุขภาพ
การจัดกลไกภาคประชาชนในการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค)
7. ระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อเสริมสร้างศักยภาพประชาชน และ 8
. ประเด็นสุขภาพจิตวิญญาณ
การรับฟังความเห็นจะดำเนินไปอย่างเข้มข้นนับจากต้นปี พ.ศ.2545
เป็นต้นไป จนถึงกลางปี ในราวเดือน กรกฎาคม สิงหาคม จึงจะมีการประชาพิจารณ์ร่าง
พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ และมีการขอรายชื่อประชาชนผู้สนับสนุนร่าง
พ.ร.บ.ฯฉบับนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติในช่วงปลายปี
การปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ ไม่ได้มีมุ่งหวังเพียงการได้มาซึ่งกฎหมายฉบับหนึ่งเท่านั้น
หากแต่เป็นกระบวนการที่จะขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ สุขภาวะ
ดังนั้นเป้าประสงค์ของการปฏิรูประบบสุขภาพ จึงมุ่งไปสู่การมีระบบสุขภาพใหม่ที่มีทิศทาง
สร้างนำซ่อม บนพื้นฐานแนวคิด สุขภาพพอเพียง โดยเน้นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในระบบสุขภาพอย่างแท้จริง
เพื่อการมีสุขภาวะที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน
..
คำประกาศข้อเสนอต่อการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติโดยผู้แทนจากภาคีต่าง
ๆ
วันพุธที่ 5 กันยายน 2544 เวลา 15.30 น.
ณ ห้องไดมอนด์แกรนด์บอลรูม อาคารศูนย์การประชุมและแสดงนิทรรศการ
อิมแพ็ค เมืองทองธานี
********************************************************
จากการที่ผู้แทนองค์กรภาคีต่างๆ ในสังคมไทย 237 เครือข่าย
รวมเป็นจำนวนภาคีทั้งสิ้น 1,524 ภาคี ได้จัดประชุมอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ
ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2543 เป็นต้นมา มีประชาชนเข้าร่วมกว่าหนึ่งแสนคน
ผู้แทนองค์กรภาคีต่าง ๆ ขอร่วมกันประกาศว่า
- ทิศทางการพัฒนาประเทศต้องมุ่งที่การสร้างสุขภาวะของประชาชน
และสังคมเป็นเป้าหมายควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
- ระบบสุขภาพแห่งชาติต้องเป็นระบบที่เน้นการสร้างสุขภาพของคนไทยและสังคมไทยทั้งมวล
โดยสนับสนุนการมีระบบซ่อมสุขภาพที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ
และเป็นธรรม
- ในระบบสุขภาพแห่งชาติต้องมีนโยบายเปิดให้ภาคประชาชนเข้าร่วมด้วยอย่างเป็นรูปธรรม
เชื่อมโยงการใช้ข้อมูลองค์ความรู้และเชื่อมโยงกับภาคการเมือง
เพื่อดูแลระบบสุขภาพร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
- ในระบบสุขภาพแห่งชาติ ต้องมีระบบประเมินผลกระทบด้านสุขภาพจากนโยบายสาธารณะต่างๆและต้องมีระบบดูแลแก้ไขผลกระทบด้านสุขภาพจากนโยบายสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรมด้วย
- ในระบบสุขภาพแห่งชาติต้องเป็นระบบที่เปิดช่องทาง การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม
มีการกระจายอำนาจ ลดการผูกขาด สร้างความสมานฉันท์ของคนในสังคม
เฉลี่ยสุขเฉลี่ยทุกข์ เอื้ออาทร ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน
และเรื่องสุขภาพต้องไม่เป็นไปเพื่อการค้ากำไร
- ในระบบสุขภาพแห่งชาติต้องเป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มแข็ง
มีระบบการให้ข้อมูลข่าวสารที่ง่ายและเพียงพอเพื่อเสริมสร้างศักยภาพประชาชนในเรื่องสุขภาพ
- ในระบบสุขภาพแห่งชาติต้องเป็นระบบ ที่ส่งเสริมสนับสนุนการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน
ซึ่งเป็นภูมิปัญญาไทยให้ได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบันรวมทั้งการแพทย์ทางเลือกต่างๆ
เพื่อเป็นทางเลือกแก่ประชาชน โดยจะต้องมีระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีควบคู่กันไปด้วย
- ในระบบสุขภาพแห่งชาติต้องมีระบบหลักประกันการมีสุขภาพดีถ้วนหน้า
และมีระบบการเงินการคลัง ระบบกฎหมายและระบบอื่นๆ ที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาพนำหน้าการซ่อมสุขภาพ
- ระบบสุขภาพแห่งชาติต้องเป็นระบบที่มีโครงสร้างครบถ้วน
เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะสามารถคุ้มครองสุขภาพประชาชนและสังคม
และสามารถปรับตัวอย่างสอดคล้องกับสภาพปัญหาและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาได้ด้วย
บางส่วนของข้อเสนอจากภาคีต่อการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ
ประชาคมคนจน
ให้ยกเลิกการแสวงกำไรจากบริการด้านสุขภาพไม่ว่าจะจัดให้มีขึ้นโดยภาครัฐ
ภาคเอกชน หรือภาคประชาชนก็ตาม
ผู้ให้บริการไม่อาจปฏิเสธการให้บริการได้และต้องให้บริการโดยไม่เลือกชนชั้นทางสังคม
สถานะทางเศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติเผ่าพันธุ์หรืออื่นๆ
. ยกเลิกการขึ้นทะเบียนกับสถานบริการด้านสุขภาพเพื่อใช้บริการและรับสิทธิการประกันสุขภาพ
และยกเลิกการบังคับให้ใช้สถานบริการตามลำดับขั้น (ปฐมภูมิ-ทุติยภูมิ-ตติยภูมิ)
เครือข่ายสุขภาพวิถีไทย
เสนอให้รับรองสถานภาพและบทบาทหมอพื้นบ้านในการดูแลสุขภาพชุมชน
โดยเครือข่ายหมอพื้นบ้านเป็นผู้กลั่นกรอง ควบคุม ดูแลจรรยาบรรณของหมอพื้นบ้านเอง
ยกระดับการแพทย์แผนไทยเป็นการแพทย์คู่ขนานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน
โดยรัฐให้การสนับสนุนงบประมาณในการตั้งโรงพยาบาลและโรงเรียนการแพทย์แผนไทย
เพื่อให้พัฒนาศาสตร์และศิลปะของตนโดยอิสระ
สนับสนุนให้มีกฎหมายวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
แยกจากพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่คล่องตัวและเป็นอิสระ
สภาการพยาบาล
การบริการสุขภาพปฐมภูมิต้องครอบคลุมคนในทุกพื้นที่ ทุกคน
ทุกวัย
การพิทักษ์สิทธิและคุ้มครองผู้บริโภค ต้องแสดงความชัดเจนในระบบการเงินการคลังโดยจัดแยกผู้ซื้อและผู้ให้บริการออกจากกันเป็นคนละหน่วยงาน
ระบบกำลังคนด้านสุขภาพจะต้องปรับแนวคิดแบบอำนาจนิยมสู่การทำงานแบบพหุนิยม
คือ การทำงานเป็นทีม โดยมุ่งประชาชนเป็นศูนย์กลาง ถือว่าทุกสาขาวิชาชีพมีความสำคัญ
เครือข่ายประชาคมผู้พิการ
รัฐต้องสร้างเสริมความเข้มแข็งของคนพิการ ครอบครัว
ชุมชน และอาสาสมัครในการรวมกลุ่ม มีส่วนร่วมและช่วยเหลือตนเองเรื่องการฟื้นฟูสมรรถภาพ
กำหนดให้ในคณะกรรมการ อนุกรรมการ สภาหรือกลุ่มบุคคลที่ทำงาน
ด้านบริหารหรือด้านปฏิบัติเกี่ยวกับสุขภาพแห่งชาติในทุกระดับ
ต้องมีผู้แทนความพิการร่วมคณะอย่างน้อย 1 คน
เครือข่ายสุขภาพผู้หญิง
สุขภาพผู้หญิง คือสุขภาพของระบบอนามัยเจริญพันธุ์ซึ่งเป็นระบบที่แตกต่างจากระบบสุขภาพอื่นๆ
จึงจำเป็นต้องได้รับการสร้างเสริมคุ้มครองและบริการที่แตกต่างกันออกไป
ผู้หญิงควรได้รับการคุ้มครองป้องกันดูแลและรักษาสุขภาพอนามัย
โดยไม่เลือกว่าเธอผู้นั้นจะเป็นใคร มาจากไหน
การบริการด้านสุขภาพจากสถานพยาบาล
ผู้หญิงควรได้รับบริการอนามัยเจริญพันธุ์ แบบผสมผสาน ที่มีความละเอียดอ่อน
|