WWW.MOHANAMAI.COM
เชื่อมโยงความคิด ผูกมิตรปวงประชา นำพารูปแบบประชาสังคม นิยมส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน มุ่งสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต สุจริตในแนวทาง
สสอ.
เครือข่ายหมออนามัย
I HOME Iการปฏิรูปสุขภาพ Iอ่านวารสาร Iภาคีหมออนามัย I ข้อมูลพื้นฐาน Iโฮมเพจ สอ./สสอ.I ดาวน์โหลดบทความIความเคลื่อนไหวฯ I ......About usI
เครือข่ายหมออนามัย

อีกมุมหนึ่งของชีวิต

ตอน  ฝากใจไว้ที่ “ สบเมย ”

กอง บ..

“ดอยไม่สูงเกินเข่า”  คือปรัชญาชาวดอย เช่นเดียวกับภาษิตนักเดินทางว่า  “ ไม่มีปลายทางใด จะอยู่ไกลเกินกว่าวงล้อหมุน” สำหรับเราปลายทางที่ไม่เคยย่อท้อคือ พี่และน้อง ผู้ผูกพันกันด้วยสายเลือดแห่งวิชาชีพ ไม่ว่าจะอยู่ไกลเพียงใด เราก็พร้อมจะไปเยือน

        ม่ฮ่องสอน  เมืองเล็กในป่าใหญ่ เมืองที่ซุกซ่อนตัวเองอยู่อย่างสงบงามในอ้อมกอดแห่งขุนเขาและสายหมอก สมคำร่ำลือว่าเป็น “เมืองสามหมอก” เพราะไม่ว่าจะไปเยี่ยมเยือนในฤดูกาลใดก็จะเห็นสายหมอกสีขาวปกคลุมไปทั่ว ทั้งหมอกน้ำค้างในฤดูหนาว หมอกควันในฤดูร้อน และหมอกฝนในฤดูฝน  เนื่องจากเส้นทางเข้าสู่เมืองแม่ฮ่องสอนส่วนใหญ่เป็นภูเขาที่ตัดผ่านภูเขาสูงชัน ดังนั้นหากใครไม่ตั้งใจมาจริงๆ คงไม่มีโอกาสมาสัมผัส  และเมื่อมาแล้วก็ยากที่จะปฏิเสธคำขวัญที่ว่า “หมอกสามฤดู   กองมูเสียดฟ้า  ป่าเขียวขจี    ผู้คนดี  ประเพณีงาม    ลือนามถิ่นบัวตอง”

        “แม่ฮ่องสอน” เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ทีมงานฯ จัดให้อยู่ในแผนการเดินทางไว้นานแรมปี เพิ่งจะมีโอกาสไปเยี่ยมเยือนก็เมื่อตอนปลายปีนี้เอง เมื่อไปแล้วก็ไม่ผิดจากที่คาดไว้

ไม่ว่าภาพลักษณ์แม่ฮ่องสอนในสายตานักท่องเที่ยวจะเป็นอย่างไร สำหรับเราสิ่งที่สัมผัสได้และประทับใจไม่รู้เลือนคือ สภาพแวดล้อมและธรรมชาติที่นี่ได้หล่อหลอมหลากหลายชีวิตให้เป็น “หมออนามัยนักสู้” หมออนามัยผู้หยัดยืนอย่างภาคภูมิท่ามกลางความเหน็บหนาว ทุรกันดาร และขาดแคลน

ท่องถนนบนม่านหมอก

เราเริ่มต้นการเดินทางตามทางหลวงสายเอเซีย ออกจากกรุงเทพฯ ผ่านอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก ลำปาง ลำพูน และเข้าสู่เวียงเจียงใหม่ ด้วยระยะทางที่ยาวไกลประกอบกับวัยของสมาชิกบางท่านทำให้เราต้องหยุดแวะพักออมแรงที่เชียงใหม่ 1 คืน พร้อมรับน้องเอก (คุณจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร) หมออนามัยเมืองปางมะผ้า ผู้เสียสละเวลามาเป็นไกด์นำทางให้เราตลอดทริปนี้

รุ่งเช้า...ไม่ทันได้ทักทายตะวันที่เชียงใหม่ ก็ต้องออกเดินทางต่อ  จุดหมายปลายทางสำหรับวันนี้คือ “ปาย”  เมืองที่ใครและใครใฝ่ฝัน ร่ำร้องมานานนับปี

เราใช้เส้นทางแม่มาลัย – ปาย หรือทางหลวงหมายเลข 1095 ตลอดเส้นทางสภาพภูมิประเทศงดงามไปด้วยทิวเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อน ลดหลั่นกันไปสุดสายตา แม้เส้นทางจะคดเคี้ยวนับพันโค้ง แต่ทัศนียภาพสองข้างทางทำให้เกิดความรู้สึกชื่นมื่น รื่นเริงกันมาตลอดทาง…ทันทีที่เข้าเขตเมืองปาย แม้คนที่เคยมาแล้วก็ยังอดตะลึงไปกับภาพที่เห็นไม่ได้  ก็เมืองทั้งเมืองอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่โอบล้อมไว้รอบด้าน แม้ยามที่ตะวันเริ่มคล้อย หมอกก็ยังลอยอ้อยอิ่งปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง

ปาย..ชื่อสั้นๆ ง่ายๆ แต่มีเสน่ห์มนต์ขลังมัดใจนักเดินทางมานักต่อนัก ปายเป็นอำเภอเล็กๆ  ในอดีต…ดินแดนแห่งนี้ถูกตัดขาดจากการติดต่อกับโลกภายนอกด้วยเทือกเขาสูงใหญ่ สลับซับซ้อนกางกั้นอยู่รอบด้าน ปัจจุบัน…ปายเริ่มเปลี่ยนแปลงไปมาก บ้านเรือนเก่าๆ ที่มุงหลังคาด้วยใบตองตึงมีให้เห็นประปราย ทดแทนด้วยบ้านพักแบบเกสต์เฮาส์และร้านขายของที่ระลึกซึ่งมีอยู่มากมาย บ่งบอกว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามภาพชาวนาและวัวควายในท้องทุ่งเขียวขจี มีฉากหลังเป็นทิวเขาสูงทะมึนซึ่งถูกบดบังด้วยทิวหมอกขาวโพลน ภาพเหล่านี้ยังหาดูได้ไม่ยากนักในเมืองปาย

ตกเย็น…เรามีโอกาสได้สัมผัสกับบรรยากาศของตลาดเมืองปาย และท่องราตรีพอหอมปากหอมคอ   ถึงแม้เมืองนี้จะอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของนมเนย ใกล้เคียงสมุย  หรือพะงัน เข้าไปทุกที แต่ยังนับว่าโชคดีที่อัธยาศัย น้ำใจไมตรีแบบคนชนบทยังคงหลงเหลือให้เห็นและสัมผัสได้ทั่วไป…คืนนี้เราพักค้างที่สถานีอนามัยทุ่งโป่ง

สถานีอนามัยทุ่งโป่งอยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอแม่ฮ่องสอน  ที่นี่มีเจ้าหน้าที่  2 คน เป็นหญิงล้วน มีพี่ธนูเพ็ญพร  แก้วกันทะ เป็นหัวหน้า และอีกคนน้องวันเพ็ญ  รินทร์แก้ว เป็นพยาบาลเทคนิค สังเกตจากการตกแต่ง ดูแลสถานที่ และพูดคุยกับชาวบ้าน ทำให้รู้ว่าเป็นหมออนามัยนักพัฒนา เข้ากับชุมชนได้ดี   ตอนที่พวกเราแวะเข้าไปเห็นกำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดแฟ้มประจำครอบครัว  ดูเถอะ! งานยุ่งขนาดนี้ก็ยังมีน้ำจิตน้ำใจจัดเตรียมต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างเราด้วยความเต็มอกเต็มใจ(ดูจากรอยยิ้ม และท่าทีกระตือรือร้น) เสียดายที่มีเวลาสนทนากันเพียงเล็กน้อยก็ต้องกล่าวคำอำลา   ความเร่งรีบทำให้รู้สึกละอายที่ทำราวกับว่าเป็นเพียงผู้ผ่านทางที่ไร้ความผูกพัน  

แม้จะยังไม่ได้สัมผัสความชุ่มเย็นของลำน้ำปาย ยังไม่ทันอิ่มเอมกับความงดงามของธรรมชาตินัก แต่ก็ หลงรักเมืองนี้เข้าจนได้ (สารภาพ!)

เราจำต้องอำลา “ปาย” ด้วยความอาลัย…

ออกจากปายเข้าสู่อำเภอปางมะผ้า  ที่นี่ยิ่งทำให้รู้สึกปลื้มมากขึ้นไปอีก ก็แหม! ท่านสาธารณสุขอำเภอปางมะผ้า (พี่เฉลิมชัย  จารุมณี) และทีมงานเล่นเตรียมอาหารเช้าแสนอร่อยไว้ให้เพียบ  มื้อนี้จึงได้อิ่มอร่อยกันจนเกินพิกัด  จนลืมไปว่าทางข้างหน้าน่ะ ทั้งพี่ภู  น้องดอยน้อยใหญ่ ตั้งขบวนรอต้อนรับพวกเราแถวยาวเหยียด 

ร่ำลาทีมงานสาธารณสุขอำเภอปางมะผ้า พร้อมกับกราบขอบคุณงามๆ ด้วยความซาบซึ้งใจ

ในเขตพื้นที่ปางมะผ้านอกจากจะได้แวะชมนานาถ้ำ ทั้งถ้ำธารน้ำลอด ถ้ำผีแมน  เรายังได้มีโอกาสแวะไปทักทายเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยถ้ำลอดอีกด้วย  ดูจากสภาพพื้นที่ก็รู้ว่าการทำงานของหมออนามัยที่นี่คงลำบากกว่าพื้นราบมากนัก  หมออนามัยสาวของที่นี่เล่าว่า หมู่บ้านที่รับผิดชอบส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาวเขาบนดอย การเข้าหมู่บ้านแต่ละครั้งต้องเดินเท้าเท่านั้น หลายพื้นที่ต้องเตรียมไปพักค้างคืนเพราะระยะทางไกลเกินกว่าจะกลับลงมาทัน การให้บริการวัคซีน งานอนามัยโรงเรียน ต้องเข้าไปเองจะรอตั้งรับอยู่ที่สถานีอนามัยไม่ได้   แค่ฟังก็รู้สึกเหนื่อยแทน   แต่เจ้าของพื้นที่กลับตอบด้วยสีหน้าและแววตาตรงข้าม “ ไม่เหนื่อยหรอกค่ะพี่ สนุกดี หนูชอบ…”  สิ่งที่ประทับใจทีมงานอีกอย่างคือ ตรงระเบียงด้านข้างของสถานีอนามัยเขียนคำขวัญ แสนหรูติดไว้ว่า “รักประชาชน รักหมออนามัย”  แบบนี้ซิเรียกว่ารักกันจริง  ทีมงานวารสารฯ บอกว่าเทคะแนนให้เต็มร้อยเลย

ในที่สุดเราก็เข้ามาสู่อ้อมกอดของเมืองสามหมอก…

แม่ฮ่องสอนเป็นเมืองเล็กๆ ที่ยามนี้คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ  หากไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวเมืองคงสงบเงียบได้บรรยากาศต่างไปอีกแบบ  ที่นี่เราได้ไกด์ หมออนามัยใจดีเพิ่มมาอีกคน    น้องไข่ (พงศกร  วงษ์สำราญสอ.ผาบ่อง  อาสาพาเราท่องเมืองแม่ฮ่องสอน  เริ่มจากบ้านโป่งแดง เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว  อันที่จริงถ้าได้เห็นวัฒนธรรม และวิถีชีวิตตามปกติของเขาคงจะดูดีและสร้างสรรค์มากกว่า รูปแบบธุรกิจที่ขายความแปลกของผู้คน อย่างว่าแหละสมัยนี้ ธุรกิจมักนำหน้า  และอยู่ตรงข้ามกับความงดงามทางวัฒนธรรมเสมอ …เป็นเรื่องธรรมดาที่น่าเศร้าใจอีกเรื่องหนึ่ง

“วัด” เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเสมือนสัญญลักษณ์และร่องรอยทางวัฒนธรรมของไทใหญ่ เริ่มจากวัดจองคำ และวัดจองกลาง  ด้วยการนมัสการหลวงพ่อโต และเดินชมภาพกระจกเขียนสีและตุ๊กตาไม้ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเวชสันดรชาดกด้วยฝีมือช่างไทใหญ่จากมัณฑะเลย์  ถัดมาเป็นวัดพระธาตุดอยกองมู  วัดสำคัญที่นอกจากความงดงามทางสถาปัตยกรรมแล้วยังเป็นศูนย์รวมศรัทธาและกิจกรรมทางศาสนาของชาวแม่ฮ่องสอน   ไหว้พระธาตุ ดอยกองมู แล้วเดินออกมาด้านหน้าจะมีจุดชมวิวที่มองเห็นทัศนียภาพเมืองแม่ฮ่องสอนที่สวยงาม ลองเดินวนจากซ้ายมือจะมีศาลาชมวิวทางด้านสนามบิน หากลงบันไดไปจะเห็นวิวด้านหนองจองคำ วัดจองคำและวัดจองกลาง จุดสุดท้ายอยู่บริเวณศาลาที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ สามารถมองเห็นเทือกเขาถนนธงชัยเป็นขุนเขาสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา  รายการสุดท้ายต่างแยกย้ายกันไปไหว้พระพุทธรูปประจำวัน  ถึงตอนนี้บางคนคงแอบละอายใจที่เผลอค่อนแคะ  ผองเพื่อนที่เกิดวันเดียวกันมาตลอดทาง…อโหสิละกัน มันเป็นแค่สีสันของการเดินทาง 

หลังเดินชมตลาดพื้นเมืองยามเช้า เราลาเมืองแม่ฮ่องสอนและไกด์จำเป็นตอนสายๆ  มี สอ.สบเมยเป็นจุดหมายปลายทางของวัน

เมื่อธารมิตรภาพมาบรรจบ…ที่สบเมย

เราออกจากแม่ฮ่องสอนจนมาถึงแม่สะเรียง แล้วแยกไปเส้นทางหลวงหมายเลข 1194 ระยะทาง จากตรงนี้ไปอีกราว 47 กิโลเมตรก็จะถึงบ้านแม่สามแลบ อำเภอสบเมย ช่วงแรกๆ จะเป็นถนนลาดยางอย่างดี  หลังจากนั้นเส้นทางเริ่มขึ้นเขาสูงชันและคดเคี้ยว  มาไกลขนาดหลับได้อิ่มหนึ่ง  ตะวันเริ่มอ่อนแรงเมื่อเราเข้าใกล้เขตหมู่บ้านชาวเขา หลังจากหลงวนไปวนมาอยู่พักใหญ่ ( ใครอย่าได้นำ “ข้าวหลาม น้ำ กล้วย” ขึ้นมาบนรถพร้อมๆ กันเชียว…ขอเตือน! ) ถึงทางเข้าหมู่บ้านแม่สามแลบ ซึ่งเป็นถนนลูกรัง ระหว่างทางจะต้องข้ามห้วยและวิ่งไปตามลำน้ำเป็นระยะทางราว 2 กิโลเมตร  จากนั้นรถจึงพาเราเคลื่อนผ่านบ้านเรือนตามแบบชุมชนชาวเขา มาสุดทางบริเวณด้านหน้าสถานีอนามัยแม่สามแลบซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน คุณก๋วน(คุณอรรควัชร์  รัตนวงค์) หัวหน้าสถานีอนามัยของที่นี่เล่าให้ฟังภายหลังว่า ในอดีตบริเวณนี้เคยเป็นจุดการค้าผ่านแดนที่คึกคักมาก แต่ต้องซบเซาไปด้วยปัญหาชายแดน ที่นี่มีเจ้าหน้าที่ 2 คน อีกคนคือ คุณศิรินารถ   หมื่นตาบุตร

ไม่มีเวลาได้หยุดพักทักทายเจ้าของพื้นที่ ก็ต้องรีบเก็บสัมภาระลงเรือซึ่งมารออยู่นานแล้ว

เรือที่เราเหมาไปเป็นเรือหางยาวขนาดจุคนได้ไม่เกิน 10 คน ( คนขับบอกว่าถ้าคนตุ้ย ได้แค่ 8 คน )    เรือเริ่มเคลื่อนตัวหันหัวเตรียมล่องตามน้ำ  ตอนนี้ถ้ามองย้อนกลับไปจะมองเห็นหาดทรายขาวทอดตัวยาว มีอาคารสถานีอนามัยหลังคาสีแดงตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านบน…ใครนะช่างเลือกทำเล

อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปสัมผัสกับความฉ่ำเย็นของสายน้ำ “สาละวิน”  แม่น้ำสายใหญ่ที่มีต้นน้ำมาจากที่ราบสูงของทิเบต  ก่อนจะไหลผ่านจีน พม่าจนมาเป็นเส้นกั้นพรมแดนไทย-พม่า ลักษณะพิเศษของแม่น้ำสาละวินคือ มีน้ำที่เย็นเฉียบเนื่องจากหิมะจากยอดเขาต้นน้ำละลายปนลงมา  เรือพาเราล่องตามน้ำมาได้ไม่ไกล ทุกคนก็ต้องตะลึงกับทัศนียภาพสองข้างทาง  โชคดีที่เรามากันในหน้าหนาวเพราะเป็นช่วงที่ระดับน้ำลดลง ตลอดสองฝั่งลำน้ำจึงสามารถแลเห็นหาดทรายขาวละเอียด สลับกับโขดหินขนาดใหญ่ที่มีสีสัน ลวดลาย ลดหลั่น ตัดมุมกันงดงาม เป็นสถาปัตยกรรมชั้นยอด โดยช่างฝีมือคือธรรมชาติแท้ๆ หากเป็นยามเช้าสายหมอกคงจะปกคลุมทั่วทั้งลำน้ำ

นอกจากนี้ป่าเบญจพรรณสองข้างทางซึ่งเริ่มผลัดใบ กำลังทยอยกันเปลี่ยนสีจากเขียวเข้มเป็นแดงอมส้มให้เราได้ชื่นชมความงาม  ที่ยั่วยวนหัวใจจนเกือบกู่ไม่กลับคือ กลิ่นหอมเย็นอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าที่โชยมาตามสายลมเป็นระยะๆ  ยามนี้อารมณ์เตลิดไปไกลขนาดว่าเรือแวะตามด่านตรวจทีไรก็ใจหาย เกรงว่าจะถึงแล้วทุกที…ไม่เคยเห็นป่าที่ไหนสมบูรณ์ งดงามเท่านี้มาก่อน  ที่น่าสลดใจคือ รู้ได้โดยไม่ต้องบอกว่าฝั่งไหนไทย ฝั่งไหนพม่า ดูจากสภาพป่าที่ต่างกันลิบ  ชนิดที่ล่องเรือไปแล้วรู้สึกราวกับว่ามีสายตาของนักลงทุนไทยมองข้ามหัวเราไปยังป่าฝั่งพม่าตาเป็นมัน

ในที่สุด…เรือก็พาเรามาเทียบท่าบนหาดทรายสะอ้านหน้าทางเข้าหมู่บ้านสบเมย…

จำได้ติดตาว่า ทันทีที่ก้าวขึ้นจากเรือ ภาพที่เห็นและทำให้น้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัวคือ  น้องผู้ชายอายุสัก 25 เศษๆ ใส่กางเกงวอร์ม เสื้อยืดแขนสั้นวิ่งลงมาด้วยสีหน้าตื่นเต้นยินดี  ไม่ยากเลยที่จะเดาได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้คือ หมออนามัยแห่งบ้านสบเมย มาแอบรู้ภายหลังว่า น้องๆ ก็ตื่นเต้นไม่แพ้เราที่เฝ้านับวันคอยถอยหลังมาเป็นเดือน  น้องสารภาพว่า ตั้งแต่บ่าย พากันวิ่งมาดูเรือที่ท่าน้ำหลายรอบก็ไม่ใช่สักที นึกในใจว่าคงโดนหลอกให้ดีใจเก้ออีกตามเคย 

น้องที่มารับพาชาวบ้านและเด็กๆ มาช่วยขนสัมภาระของพวกเรา แม้ของที่แบกจะหนักอึ้งแต่ทุกคนก็ยิ้มละไม  ผู้เขียนเดินตามมาช้าๆ ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก  มันแปลกๆ  แยกไม่ออกว่าปิติยินดีหรือสลดใจกันแน่…เด็กหนุ่มคนนี้น่ะหรือที่หาญกล้า อาสามาอยู่ในพื้นที่ที่ใครๆ ส่ายหน้า หวาดผวา…  นี่หรือน้องชายที่เราไม่เคยรับรู้ชะตากรรมว่าทุกข์ สุขเพียงใด…ใครที่เลือดหมออนามัยยังเข้มข้น และหัวใจไม่กระด้างจนเกินไป ถ้าได้มาสัมผัสบรรยากาศยามนี้ คงเข้าใจความรู้สึกเช่นนี้ได้ดี

จากท่าเรือเดินขึ้นเนิน ลัดเลาะมาตามคันนาแคบๆ ผ่านทุ่งโล่งและโรงเรียนเล็กๆ ก็ถึงสถานีอนามัยบ้านสบเมย  สีของอาคารและหลังคาดูซีดจาง ผิดกับสวนหย่อมด้านหน้าและบริเวณรอบๆ ที่ดูเขียวครึ้ม โดยเฉพาะสวนหย่อมที่ตกแต่งไว้สวยสะดุดตา พร้อมกับป้ายไม้เขียนคำขวัญ สะดุดใจ

จุดบรรจบน้ำสองสาย…งามหาดทรายและโขดหิน

ล่องเรือสาละวิน…ชมถิ่นบ้านสบเมย

เมื่อขึ้นไปสำรวจบนสถานีอนามัยก็ต้องแปลกใจ นับแต่บันได  ระเบียง การปูพื้น ตีฝ้า  กระทั่งเคาน์เตอร์ ทุกอย่างเหมือนทำแบบขอไปที   กวาดตามองไปทั่ว ห้องทุกห้องเกือบโล่งเพราะมีครุภัณฑ์อยู่ไม่กี่ชิ้น   มีโต๊ะพร้อมเก้าอี้ไม้เล็กๆ วางไว้ด้านข้างประตูทางเข้า คงเป็นโต๊ะซักประวัติ  ถัดไปเป็นเตียงตรวจ  รถทำแผล  และตู้ยา  อีกมุมหนึ่งมีกล่องเล็กๆวางแอบไว้พอไปดูใกล้ๆ จึงรู้ว่าเป็นตู้เก็บวัคซีนชนิดที่ใช้แก๊ส  คำตอบของสภาพเช่นนี้  ถามผู้รู้ได้ความว่า ในพื้นที่ที่ห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวกยิ่งเป็นทางเรือก็ยิ่งหาผู้รับเหมาก่อสร้างยาก จึงจำเป็นต้องลดมาตรฐานหลายๆ อย่าง…  ลำพังความห่างไกล และความลำบากอันเกิดจากสภาพภูมิประเทศคงยังไม่มากพอที่จะร้องขอความเป็นธรรมหรือความเห็นใจจากใคร อย่าว่าแต่เครื่องมือเครื่องใช้เลย กำลังใจจากผู้นิเทศ ผู้บริหารก็หายากเต็มที

สถานีอนามัยบ้านสบเมย เคยมีเจ้าหน้าที่มาประจำไม่กี่คน  ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ 2 ท่าน คือ น้องเอก(นายจักรพงษ์  ศรีเมือง) เป็นหัวหน้าสถานีอนามัย น้องเอกอาสามาอยู่ที่นี่ทันที่ที่เรียนจบ  อยู่มานานถึง 7 ปี อีกคนคือ น้องแพะ (นายเจริญพร    ปินทอง ) เพิ่งมาอยู่ได้ปีเศษ  ดูยังเด็กมาก แต่ก็ชื่นชมน้ำใจที่ยอมแลกกับเพื่อนอีกคนซึ่งจับฉลากได้แต่ไม่กล้ามาอยู่  น้องเอกเล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ว่า   ตอนเรียนอยู่ ม. 5 มีโอกาสนั่งเรือล่องสาละวินก็ประทับใจ พอเรียนจบจาก วสส.พิษณุโลก ปี 2537 สสจ.ให้เลือก สอ. พอเห็นชื่อ สอ.สบเมยก็เลือกทันที เดินทางมาที่สบเมยได้ 7 วันแรกก็ได้รับการต้อนรับด้วยการสู้รบกันระหว่างพม่า กะเหรี่ยงพุทธ และกะเหรี่ยงคริสต์ เสียงปืนกล ปืนใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหวทั้งคืน ทั้งวัน จนกระทั่งทหารให้นั่งเฮลิคอปเตอร์กลับเพราะเกรงจะได้รับอันตราย กลับมาอีกครั้งเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย   แรกๆ ที่มาอยู่มีปัญหาเรื่องภาษามาก สื่อสารกับชาวบ้านซึ่งเป็นกะเหรี่ยงไม่ได้เลย  จึงตัดสินใจไปเรียนภาษาอยู่ 2 เดือน เดี๋ยวนี้พูดกะเหรี่ยงคล่องปรื๋อ กลายเป็นว่าพูดภาษาไทยไม่ชัด… ผมเลือกมาเอง  มาอยู่แล้วก็ไม่เคยผิดหวัง ยิ่งอยู่ที่นี่นานๆ ก็ยิ่งรักและผูกพันจนไม่อยากจากไปไหน…”

ใกล้ค่ำ…น้องเอกส่งสัญญาณให้พวกเราขยับมานั่งรวมกันใต้ถุนสถานีอนามัย ซึ่งขณะนี้ห้อมล้อมไปด้วยเด็กๆ และชาวบ้านที่กำลังตื่นเต้นกับการเตรียมการแสดงเพื่อต้อนรับมิตรผู้มาเยือน

มีเพียงกีตาร์ กับฉากผ้าเขียนด้วยมือ…การแสดงก็เริ่มต้น

ชุดแรกเป็นของกลุ่มแม่บ้าน ตามด้วยชุดของเด็กนักเรียนชาวกะเหรี่ยง  ทันทีที่เสียงดนตรีเริ่มขึ้น ใครบางคนแอบมากระซิบสารภาพ(หลังจากปลอบเรามาหยกๆ ) ด้วยอารมณ์ประมาณว่า “ มันก็ธรรมดาแหละนะ…แต่ก็กลั้นไม่อยู่จริงๆ” เราเลยช่วยใช้หลังมือปาดน้ำตาไปหนึ่งที 

การแสดงจบลงแล้ว เหลือแต่ความรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของคนที่นี่ คนที่ใครๆ ว่าห่างไกลความเจริญ…เราชักไม่แน่ใจในนิยามของ “ความเจริญ” เสียแล้วสิ

หลังมื้อค่ำ เราพร้อมใจขยับมารวมกันบริเวณสนามหญ้าด้านหลัง สอ. โต๊ะไม้และม้านั่งเล็กๆ รายรอบให้นั่งเบียดกันพออุ่น ท่ามกลางแสงเทียน ดวงดาวระยิบระยับกับแสงจันทร์นวล วงสนทนาเริ่มทักทายกันด้วยเรื่องเบาๆ ก่อนจะเข้าสู่บรรยากาศแห่งความผูกพันฉันพี่และน้อง

“ อ่านเจอในวารสารหมออนามัยฉบับที่ 61  รู้ว่าพวกพี่ๆ จะขึ้นมาแม่ฮ่องสอนก็ดีใจ  คิดจะเขียนไปชวนให้พี่แวะมาที่นี่เหมือนกัน  เห็นไปแต่ที่อื่น…ที่นี่มีเรื่องราวอยากจะบอกตั้งมากมาย” เจ้าของสถานที่ทักทายด้วยท่าทีเขินๆ

แล้วหลากหลายเรื่องราวและแง่คิดก็ถูกถ่ายทอด ร้อยเรียงสลับด้วยเสียงเพลงจากกีตาร์

“ ความเป็นอยู่ที่นี่แม้จะไม่สะดวกสบายแต่ก็สุขใจ  ในหมู่บ้าน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปาใช้ ไฟฟ้าที่ สอ.จะเปิดเดือนละ 1 ครั้งให้เด็กๆ ดูทีวี หรือกรณีพิเศษเช่นมีงาน มีแขกมาเยี่ยม เช่นวันนี้…ไม่ต้องมองหารถเพราะไม่มีถนน เวลาผมเข้าหมู่บ้านก็เดินตลอด ยิ่งเด็กนักเรียนยิ่งน่าสงสาร ต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้า ใช้เวลา 4 ชั่วโมงกว่าจะถึงโรงเรียน แต่ทุกคนก็ชินแล้วกับการเดิน…การติดต่อสื่อสารใช้วิทยุสื่อสารซึ่งรับได้แต่ตอบกลับไม่ได้ ข่าวสารอื่นๆ ต้องรอตอนประชุมสิ้นเดือนเท่านั้น” น้องเอกเล่าด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเรียบๆ

น้องเอกเล่าต่อว่า สถานีอนามัยจะเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง  และปิดให้บริการระหว่างวันที่ 26 –3 หรือ 4 ของทุกเดือน เพราะช่วงนี้เจ้าหน้าที่ต้องเข้าอำเภอ ไปประชุม ส่งรายงาน เบิกเวชภัณฑ์ เสบียงของกินของใช้ที่จำเป็น เรื่องการนิเทศติดตามงานนานๆ จะมีมาสักครั้ง ที่จัดมุมพัฒนาการเด็ก  ทำแผนที่  ข้อมูลระบาดวิทยาสวยหรูนั่น ไม่ได้คิดว่าใครจะมาเห็นหรอก คิดว่าควรทำก็ทำ  พอถามเรื่องเป้าหมายและความสำเร็จของงานน้องเอกหัวเราะเบาๆ

“ สภาพพื้นที่ ที่นี่คงยากที่จะทำงานทุกงานได้ตามเป้าหมาย แต่ผมมีคำอธิบายสำหรับทุกปัญหา แค่นี้ก็น่าจะพอ  งานบางอย่างก็ทำเพราะเป็นหน้าที่ เช่น นโยบายให้มี อสม.ก็มี  ทั้งๆที่เขาช่วยอะไรเราไม่ได้มากนักหรอก ส่วนใหญ่เป็นเด็กๆ อายุ 12 –13 ปี ทำงานได้ปีสองปีก็แต่งงาน เราก็ต้องหาคนใหม่ ”

“ มีปัญหาในการทำงานกับชุมชนบ้างมั้ย ? ” คำถามเริ่มซีเรียสขึ้น

“ มีครับ เพราะการทำงานที่นี่ต้องเดินเท้าเข้าไปในหมู่บ้าน ขึ้นดอยสูงๆ แบกทั้งยา กระติกวัคซีนและสัมภาระหนักๆ  ระยะแรกๆ ท้อเหมือนกัน ความเหนื่อยล้าทำให้คิดว่าเรามาอยู่ที่นี่ทำไม ทำไมถึงยอมลำบากมากมายขนาดนี้ บางหมู่บ้าน ไปเรียกแม่ให้พาลูกมาฉีดวัคซีน กลับโดนเขาคว้าฟืนไล่ตี ก็แค้นใจว่าทำไมทำกับเราขนาดนี้  จนวันหนึ่งลูกเขาไม่สบายก็มาขอยา เราจึงบอกเขาไปว่าคราวหน้าต้องให้ลูกฉีดวัคซีนนะ พอเดือนต่อมาเราเข้าไปในหมู่บ้านเขาเป็นคนแรกที่พาลูกมา เราเลยยิ้มออก แค่นี้ความเหนื่อยจากการเดินมาหายไปหมด…ความขัดแย้งกับชุมชนก็มี เช่น โดนแกล้งตัดไฟ  บางทีก็กระทบกระทั่งกับชาวบ้าน เป็นเรื่องธรรมดา   ที่นี่เป็นเขตอิทธิพลกะเหรี่ยง เห็นก็ต้องทำเป็นไม่เห็น รู้ก็ทำเป็นไม่รู้  ก็อยู่ได้…ชีวิตที่นี่มันจำหน่ายง่าย แค่โยนลงสาละวินให้เป็นเหยื่อของปลาก็จบ ” ตอนนี้น้องเราชักเสียงเข้ม ตาแดง

“ ไม่คิดจะย้าย หรือไปเรียนต่อบ้างหรือ ทีมงานป้อนคำถาม

“ ก็คิดเหมือนกัน ผมก็อยากได้อยากมีแบบคนอื่นเขา แต่ที่นี่ให้อะไรกับเรามากกว่าเยอะ… ทำไงได้ล่ะครับมันรักที่นี่เสียแล้ว ต้นไม้ทุกต้น ดอกไม้ทุกดอกเป็นของเรา เราปลูก เราดูแลเองทั้งนั้น เวลาไปไหนนานๆ ก็คิดถึง กลับมาเห็นชาวบ้านรดน้ำให้ก็ชื่นใจ…ผมเลือกมาเอง  มาอยู่แล้วก็ไม่เคยผิดหวัง ยิ่งอยู่ที่นี่นานๆ ก็ยิ่งรักและผูกพันจนไม่อยากจากไปไหน”  น้องผู้เล่าเสียงสั่นเครือ  พี่คนฟังก็น้ำตาซึม

“ เหงา หรือท้อใจล่ะ เป็นมั้ย แล้วทำยังไง

“ ก็มีบ้างเรื่องน้อยเนื้อต่ำใจ…เมื่อตอนที่สบเมยบูมเป็นแหล่งท่องเที่ยวใครๆ ก็อยากมา แต่พอมีปัญหาการสู้รบตามแนวชายแดนซึ่งผมมาบรรจุพอดี ที่นี่กลายเป็นที่ที่ใครๆ หวาดกลัว หลายครั้งที่กิจกรรมต่างๆ มีแผนจะต้องมาที่บ้านสบเมยแล้วถูกเปลี่ยน ถูกเลื่อน เคยน้อยใจว่าเราอยู่อย่างนี้ไม่มีใครมาสนใจใยดี ก็เลยตั้งใจกับตัวเองว่า เราจะอยู่ที่นี่ ทำที่นี่ให้ดีให้ได้  สักวันต้องมีคนเห็น คนรู้สิ่งที่เราทำไป ก็เลยเลิกคิดที่จะตัดพ้อต่อว่าใคร…ถ้าเหงา เศร้ามากๆ ก็ร้องเพลง  แต่งเพลง ยังแต่งให้ “หมออนามัย” เลย เดี๋ยวจะทยอยเล่นให้ฟัง ตอนนี้มีสะสมไว้ 12 เพลงแล้ว”  ครบอัลบั้มพอดี 

“ น้องแพะหล่ะ กลัวบ้างหรือเปล่า หันมาถามน้องอีกคนบ้าง

“ แรกๆ ก็เครียด กลัวมากเหมือนกัน ตอนนี้เริ่มชินแล้ว…ยังมีปัญหาเรื่องภาษาฟังชาวบ้านไม่ค่อยทัน ยังต้องอาศัยล่ามช่วยแปล…”  น้องแพะของเรายิ่งดูก็ยิ่งเหมือนเด็ก ม.ปลาย 

“ ถามจริง!  พวกพี่ๆ มารบกวนหรือเปล่า ? ” เราแกล้งถามทั้งๆ ที่รู้คำตอบ

“ ไม่เลยครับ พวกพี่ๆ มาเยี่ยมคือกำลังใจ เราอยู่ที่นี่บางทีก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ มันเหมือนถูกทอดทิ้ง จะสุข จะทุกข์อย่างไรไม่มีใครรู้  สิ่งที่พวกเราต้องการที่สุดคือ ‘ กำลังใจ ’  ขอบคุณด้วยซ้ำที่ให้โอกาสผมได้พูด ได้บอกสิ่งที่เก็บไว้นาน ”  ตอนนี้สาวๆ เริ่มสะอื้น…จึงชวนมาร้องเพลงหมออนามัยกันเถอะ

กลางขุนเขาในไพรกว้าง…มีคบเพลิงส่องไฟ

เยียวยารักษาคนไข้… ป้องกันโรคภัยนานา

……………………………………………..

คบเพลิงดวงน้อย…สว่างกลางหัวใจ

ตราบใดพวกเขายังอยู่…เขาเหล่านั้นคือนักสู้

นักสู้หมออนามัย…………

ค่ำคืนนี้ “น้องเอก” ไม่ใช่เด็กหนุ่มใสซื่อที่วิ่งลงไปรับเราขึ้นจากเรือ  แต่เป็นนักสู้ที่มีอุดมการณ์และความมุ่งมั่นแรงกล้า…อยากบอกให้รู้ว่า คบเพลิงน้อยๆ ดวงนี้ มิเพียงส่องสว่างกลางใจคนสบเมยเท่านั้น หากแต่ยังฉายแสงและพลังเลยมาถึงทุกผู้ที่ได้มาเยือนอย่างเรา 

……………………………………………………………………………………………………………….

และแล้ว…เวลาแห่งการร่ำลาก็มาถึง

สายๆ เราเก็บสัมภาระลงเรือลำเดิม น้องเอกและน้องแพะเดินตามมาส่ง… เรือเริ่มเคลื่อนออกห่างฝั่ง ผู้เขียนเหลียวกลับไปที่ฝั่งเห็นน้องหันหลังเดินกลับเข้าหมู่บ้าน  ทุกอย่างคงกำลังเข้าสู่สภาวะปกติ  ตามวิถีที่เคยเป็น ผู้เขียนพร่ำบอกตัวเองในใจว่า “ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง”

อันที่จริงเราพี่ๆ ผู้มาเยือนหวังว่าจะหอบกำลังใจมาฝากน้อง แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า พวกเราต่างหากที่เป็นฝ่ายหอบกำลังใจ พร้อมแง่คิดที่งดงามกลับไป  ไม่อาจจะคาดเดาได้ว่าน้องได้อะไรจากพี่ๆ บ้าง ได้แต่หวังว่า มิตรภาพ ความรู้สึกห่วงหาและผูกพันระหว่างเราคงเป็นเสมือนน้ำทิพย์ชะโลมใจให้แข็งแกร่ง กลายเป็นธารน้ำไว้อาบรดชุมชนชาวเขาให้ชุ่มเย็นสืบไป  ผู้เขียนเชื่อว่ายังมีหมออนามัยอีกจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล บางคนอาจกำลังเหนื่อยหน่าย ระทดท้อ เฝ้ารอกำลังใจจากมิตรผู้มาเยือน ในขณะที่บางคนอาจรู้สึกภาคภูมิกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และรอวันที่ใครๆ จะเข้าไปรับรู้และชื่นชม… แม้จะเป็นเพียงผู้ผ่านทางก็ตาม

เรานั่งเรือกลับมาตามเส้นทางเดิม สองข้างทางยังคงงดงามไม่เปลี่ยนแปลง  ในป่าเบญจพรรณสองข้างทาง เต็มไปด้วยพรรณไม้หลากหลายชนิด ทั้งไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้า กระทั่งต้นหญ้าเรี่ยดิน ทุกชีวิตมีหน้าที่จึงมีคุณค่า เป็นคุณค่าที่มีส่วนในการสร้างสมดุลให้สรรพชีวิต เป็นคุณค่าที่อยู่อย่างยั่งยืนไม่ว่าใครจะมาเห็นหรือไม่…ชีวิตเช่นนี้ ดำรงอยู่อย่างง่ายๆ แต่งดงาม

เราจบการเดินทางครั้งนี้ที่ลำน้ำสาละวิน เป็นการเดินทางที่จบลงด้วยน้ำตาและความผูกพัน ทั้งกับสถานที่และผู้คน  เกิดความรู้สึกแบบนี้ทีไร ก็พยายามบอกตัวเองว่าต้องทำใจ แต่ก็ทำไม่เคยได้สักที  กลับดีใจเสียอีกที่รู้ว่า หัวใจยังไม่เย็นชาจนไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งใด

แม้ไม่มีพิธีรีตอง…เราพี่น้องคล้ายผูกพันกันเนิ่นนาน

“ I  will be back ” ผู้เขียนสัญญากับตัวเองโดยมีลำน้ำสาละวินเป็นพยาน

-----------------------------------------------------------

ข้อมูลจำเพาะ

สถานีอนามัยบ้านสบเมย ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน  ที่เรียกว่า “สบเมย” เพราะเป็นบริเวณที่แม่น้ำเมยไหลมาบรรจบกับแม่น้ำสาละวิน เป็นหมู่บ้านสุดท้ายก่อนข้ามไปพม่า และเป็นหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดน (ปชด.) มีประชากร 1,695 คน เกือบทั้งหมดเป็นชาวกะเหรี่ยง ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ มีอาชีพทำไร่ตามภูเขา ทำนาในที่ราบ  ศาสนามีทั้งที่นับถือพุทธ และ คริสต์ ชาวบ้านรุ่นเก่าๆ จะพูดไทยไม่ได้ ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไปรษณีย์  ไม่มีถนน การเดินทางมีวิธีเดียวคือทางเรือ จากบ้านแม่สามแลบถึงสบเมย ระยะทาง 25 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางขาล่อง 1 ชั่วโมง ขาขึ้น 1 ชั่วโมงครึ่งวันหนึ่งมี 2 เที่ยวคือเช้ากับเย็น

ล้อมกรอบ(ติดรูป)

ผมยึดหลักว่า…เมื่อเลือกมาอยู่ที่นี่ ต้องทำให้ดีที่สุด รักที่ทำงานให้เหมือนบ้าน ให้ความจริงใจกับชาวบ้านแล้วเราจะได้กลับมามากกว่าที่เราคิดและคิดไม่ถึง…นิยามที่ได้คือ “สุขใจที่ได้ทำ” เมื่อรักที่จะอยู่ทำอะไรก็สนุกไปหมด…ผมถือว่าการได้ลิ้มรสความลำบาก ทำให้ได้ใช้แนวคิดของตนเอง หาวิธีการปรับเปลี่ยน แก้ไขปัญหา ซึ่งบางครั้งต้องใช้เวลาและความอดทน ต้องเรียนรู้ชุมชน เรียนรู้ชาวบ้าน วัฒนธรรมของเขาแล้วปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพที่เป็นจริงโดยที่คงความเป็นตัวเองไว้

ฝากถึงหมออนามัย นับแต่รุ่นบุกเบิกจนถึงรุ่นใหม่ๆ…เคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าอะไรทำให้เส้นทางฝันของเรากลายมาเป็น “หมออนามัย”  ตลอดเวลาที่เป็น  “หมออนามัย” เรารักวิชาชีพของเราหรือเปล่า รัก สอ.ของเราหรือไม่ เราได้ทำอะไรไว้บ้าง…

เราปิดทองหลังองค์พระกันมานานแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องมาปิดทองด้านหน้าองค์พระกันเสียที ด้วยการประกาศศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพให้สังคมรับรู้  และยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่ “ภาคีหมออนามัย”  

                                                                        เอก สบเมย (จักรพงษ์  ศรีเมือง)

ล้อมกรอบ…ใส่รูปเอก ปางมะผ้า

        เริ่มรับราชการที่ สอ.บ้านกึ๊ดสามสิบ อำเภอปางมะผ้า ยังไม่เคยย้ายไปไหน  ชุมชนที่รับผิดชอบเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าลีซอทั้งหมด เป็นพื้นที่เขตภูเขาสูง ทุรกันดาร…วันแรกที่ขึ้นไปทำงาน สสอ.ให้ใช้รถมอเตอร์วิบาก ขับขึ้นดอยเป็นครั้งแรกในชีวิต รถล้มไปตลอดทาง กว่าจะถึงก็ได้ไปหลายแผลแต่ก็ตื่นเต้น สนุกดี …บางครั้งไปทำคลอดบนดอยต้องใช้เทียนหรือตะเกียงน้ำมันก๊าดให้แสงสว่าง มีผดุงครรภ์โบราณนั่งให้กำลังใจอยู่ข้างๆ ถึงวันนี้ 35 ชีวิตบนดอยที่เราเคยทำคลอดให้คือความภาคภูมิใจ…อยู่ที่นี่คลุกคลีกับชาวบ้านจนรู้สึกผูกพัน รู้สึกมีความสุขกับชีวิตบนดอย งานที่ทำอาจจะหนัก บางครั้งก็ท้อหรือเหงา แต่ความมีน้ำใจและความศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อเราทำให้มีกำลังใจต่อสู้มาได้ตลอด

        ด้วยความกันดารของพื้นที่และข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากร ทำให้หมออนามัยที่แม่ฮ่องสอนต้องเป็นนักสู้  ต้องสามัคคีกัน ช่วยกันทำงานด้วยความเต็มใจ  ที่นี่เราใช้วิธีช่วยกันทำงานเป็นโซน  แต่ละเดือนจะมีแผนออกไปให้บริการในชุมชนแบบยกสถานบริการไปเลยทีเดียวได้ทุกงาน ช่วงฝนตกจะลำบากมากทุกพื้นที่ บนดอยทางจะลื่นมาก ไข้ป่าก็ชุกชุม แม้จะได้เบี้ยกันดารร้อยละ 10 ของเงินเดือนก็ไม่ได้เป็นหลักประกันอะไรให้เรามากนัก …กำลังใจที่มีคือการได้มาพบกันพร้อมหน้าในวันประชุมสิ้นเดือน แม้บางครั้งเราจะรู้สึกเหนื่อยล้าแต่ก็ไม่เคยนึกอิจฉาใครๆ  เพราะแต่ละพื้นที่มีปัญหาที่ต่างกันไป  เราหวังเพียงว่าเพื่อนๆ หมออนามัยที่อยู่ในพื้นที่ที่สะดวกสบายกว่าเราจะร่วมกันมุ่งมั่นสร้างสรรค์งานเพื่อวิชาชีพ “หมออนามัย” ของเราจะได้รับการยอมรับจากสังคมในวงกว้างมากขึ้น

                                                เอก  ปางมะผ้า (จตุพร    วิศิษฏ์โชติอังกูร)

 

สถาบันพระบรมราชชนก อาคาร 4 ชั้น 7 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์
อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 02-590-1946 โทรสาร 02-590-1947
ติดต่อ IWEBMASTER I I PORTPOLIO I I คลิกเพื่อพิมพ์หน้านี้ I I

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1