ตั้งแต่มีศาลปกครอง ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจของรัฐหรือจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะนำเรื่องไปฟ้องต่อศาลปกครองเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อคดีไปสู่ศาลปกครอง ศาลได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและจำหน่ายคดี ออกจากสารบบความ จำนวนหลายคดี เนื่องจากเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น เช่น ศาลยุติธรรม หรือศาลแรงงาน เป็นต้น นอกจากนี้ก็เป็นคดีที่ขาดอายุความ ทำให้ต้องเสียเวลาทั้งฝ่ายผู้ฟ้องคดี ฝ่ายถูกฟ้องคดี และทางศาล ประการสำคัญทำให้เสียความรู้สึกของผู้ที่ฟ้องคดีอีกด้วย ดังนั้น การฟ้องคดีต่อศาลปกครอง จะต้องศึกษากฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองให้เข้าใจ พอสรุปรายละเอียดได้ดังนี้คดีที่อยู่ในอำนาจศาลปกครองโดยปกติ คดีที่เอกชนจะฟ้องต่อศาลปกครอง ได้แก่คดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับเอกชน เนื่องจากการกระทำทางปกครองหรือการใช้อำนาจรัฐในทางปกครอง สำหรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง มีดังนี้ 1. คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด เนื่องจาก 1.1 กระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนือหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 1.2 กระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น 1.3 กระทำโดยไม่สุจริตหรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม 1.4 กระทำโดยมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร 1.5 กระทำโดยใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ 2. คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร 3. คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่น ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ หรือคำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร 4 คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง (สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อย ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ ให้จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ) 5. คดีที่กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฟ้องต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือ ละเว้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง 6. คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง 1. การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร 2. การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ 3. คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชำนัญพิเศษอื่น การฟ้องต้องทำอย่างไรการฟ้องคดี ต้องทำคำฟ้องเป็นหนังสือ ถ้ามีเอกสารประกอบให้แนบไปด้วย โดยทำคำฟ้อง ส่งให้ศาลจำนวน 2 ชุด โดยต้องใช้คำสุภาพ ระบุชื่อที่อยู่ของผู้ฟ้องคดี ชื่อหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอันเป็นเหตุในการฟ้องคดี การกระทำและข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่เป็นเหตุการฟ้องคดี คำขอของผู้ฟ้องคดี และลายมือชื่อของผู้ฟ้องคดี การยื่นฟ้อง ให้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง ที่มีเขตอำนาจ คือ ถ้าเป็นศาลปกครองชั้นต้นให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ที่ผู้ฟ้องคดีมีภูมิลำเนาอยู่หรือมีมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น นั้น ถ้าอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองสูงสุด ก็ให้ยื่น ต่อศาลนี้ โดยยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลปกครอง หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ศาลปกครอง มี 2 ชั้น คือ ศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสูงสุด สำหรับศาลปกครองชั้นต้น ได้แก่ ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองภูมิภาค 1. ศาลปกครองกลาง มีเขตอำนาจ ในเขตท้องที่กรุงเทพฯ จังหวัดนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร 2. ศาลปกครองในภูมิภาค กำหนดไว้ 16 ศาล คือ ศาลปกครอง ขอนแก่น ชุมพร เชียงใหม่ นครราชสีมา นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ พิษณุโลก แพร่ ยะลา ระยอง ลพบุรี สกลนคร สงขลา สุพรรณบุรี อุดรธานี และอุบลราชธานี โดย แต่ละศาลจะมีเขตอำนาจศาลดูแลจังหวัดอื่นๆ ด้วย ปัจจุบัน ศาลปกครองภูมิภาค ได้เปิดทำการ ไปแล้ว จำนวน 2 แห่ง คือ ศาลปกครองเชียงใหม่ (รับผิดชอบท้องที่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน) และศาลปกครองสงขลา (รับผิดชอบท้องที่ จังหวัดสงขลา ตรัง พัทลุง และสตูล) สำหรับคดีในเขตของศาลปกครอง ที่เหลือ 14 แห่ง ที่ยังไม่ได้เปิดทำการ ก็ต้องส่งเรื่องไปฟ้องที่ ศาลปกครองกลาง ปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ 195 อาคารเอ็มไพร์ทาวเวอร์ ชั้น 38 ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 อย่าปล่อยคดีขาดอายุความอายุความในการฟ้องคดีปกครอง มี 3 กรณี คือ1. คดีปกครองทั่วไป · ให้ยื่นฟ้อง ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี หรือ · ให้ยื่นฟ้อง นับแต่วันที่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด แล้วไม่ได้รับหนังสือชี้แจงหรือได้รับคำชี้แจงแต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่มีเหตุผล2. คดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิด หรือสัญญาทางปกครอง คดีดังต่อไปนี้ ต้องยื่นฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุในการฟ้องคดี แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่มีเหตุ แห่งการฟ้องคดี คือ ·คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎหรือคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร · คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง 3. คดีเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ หรือสถานะบุคคล การฟ้องคดีในลักษณะดังกล่าวไม่มีอายุความ จะยื่นฟ้องเมื่อใดก็ได้ การฟ้องคดีละเมิดเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 บังคับใช้เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า หน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวโดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดตามมาตรา 5 ผู้เสียหายจะยื่น คำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ตนก็ได้ ในการนี้หน่วยงานของรัฐ ต้องออกใบรับคำขอไว้เป็นหลักฐานและพิจารณาคำขอนั้นโดยไม่ชักช้า เมื่อหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งเช่นใดแล้วหากผู้เสียหาย ยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐ ก็ให้มีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วย คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย มาตรา 14 บัญญัติว่า เมื่อได้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นแล้ว สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ตามมาตรา 11 ให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ดังนั้น เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จะเห็นว่าถ้าเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยแล้วทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้ป่วย ไม่ว่าจะเกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อก็ตาม เอกชน ที่ได้รับความเสียหายมีสิทธิฟ้องทางราชการต่อศาลได้ สำหรับกรณีที่มีการยื่นคำขอให้ทางราชการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แล้ว ผู้ยื่นคำขอไม่ได้รับความพอใจจากผลการพิจารณาของทางราชการ ก็สามารถฟ้องต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ ได้รับการแจ้งผลการวินิจฉัย ปรากฏว่าเรื่องแบบนี้ ได้มีประชาชนฟ้องโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งต่อศาลปกครองกลาง ซึ่งต่อมาศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ได้พิจารณาแล้ว มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยเห็นว่ากรณี ดังกล่าวมิใช่เป็นการละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครอง แต่ถ้าหากไปดูพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 14 ก็จะพบว่ากฎหมายบัญญัติให้ฟ้องต่อศาลปกครองได้ จึงทำให้เกิด ผู้อ่านเกิดความสับสน ว่าที่ถูกต้องแล้วเป็นอย่างไรกันแน่ เรื่องนี้หลังจากที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ประกาศบังคับใช้ ต่อมาในปี 2542 ได้มีกฎหมายเกี่ยวกับศาลปกครองขึ้น ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 106 บัญญัติไว้ว่า สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ในคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตาม พระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม มาตรา 9 บัญญัติไว้ว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (1)... (2)... (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่น ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎหรือคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตัวอย่างคดีละเมิดที่ฟ้องต่อศาลปกครอง คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 70/2544 วันที่ 2 ตุลาคม 2544 ศาลปกครองสูงสุด ได้พิจารณาอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาของศาลปกครองกลาง ดังนี้ คดีนี้ผู้ฟ้องคดี ได้ฟ้องโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง เป็นผู้ถูกฟ้องคดี ความสรุปว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 บุตรชายของผู้ฟ้องคดี ประสบอุบัติเหตุแขนหักและกระดูกข้อศอกหลุด ได้เข้ารักษาตัวกับผู้ถูกฟ้องคดี นายแพทย์ทองดี (นามสมมุติ) แพทย์ผู้รักษาได้ใส่เฝือกไว้โดยไม่ผ่าตัดรักษาแล้วปล่อยปละละเลย ไม่เอาใจใส่ ในการรักษา เป็นเหตุให้อาการบาดเจ็บของบุตรชายของผู้ฟ้องคดีลุกลามและรุนแรง เส้นประสาทแขนและนิ้วไม่ทำงาน ผู้ฟ้องคดี เห็นว่าหากรอดูอาการและปล่อยเนิ่นช้าจะเสียหายและไม่สามารถแก้ไขได้ จึงต้องพาไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเอกชนและ ผ่าตัดรักษา ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และถ้าเส้นประสาทยังไม่ดีขึ้น อาจต้องผ่าตัดรักษาใหม่ เห็นว่าบุตรชายไม่ได้รับการรักษาที่ดี จากผู้ถูกฟ้องคดี เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายขึ้น จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย จากการรักษาพยาบาลที่บกพร่องและผิดพลาดของแพทย์ผู้รักษาพยาบาล เป็นเงิน 100,000 บาท ศาลปกครองชั้นต้น พิจารณาเห็นว่าคดีนี้ผู้ฟ้องคดี ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี ให้รับผิดในผลแห่งละเมิดอันเกิดจากการที่แพทย์รักษาพยาบาลผ่าตัดอาการแขนหักของบุตรชาย ทำให้อาการทรุดลงเจ็บปวดด้วยความทุกข์ทรมาน จนต้องไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูง และได้รับความเสียหายจากความบกพร่องผิดพลาดของผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นคำฟ้อง ที่กล่าวหาผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดในการตรวจรักษาบุตรชายของผู้ฟ้องคดีอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ มิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามนัยมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ที่จะรับคำฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งได้ จึงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ผู้ฟ้องคดี ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์ คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ความว่าผู้อุทธรณ์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากแพทย์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร เพราะการที่บุตรของผู้ร้อง แขนท่อนล่างหักและหลุดออกจากเบ้าข้อศอก เมื่อแพทย์ของผู้ถูกฟ้องคดีได้ให้รักษาด้วยการเข้าเฝือกแล้วแต่อาการบาดเจ็บไม่ลดลงแพทย์ผู้รักษาควรจะต้องตรวจสอบหาสาเหตุแล้วทำการผ่าตัดจัดข้อที่หลุดให้เข้าที่ และตรึงรอยหักของกระดูกโดยการใส่เฝือกยาว อันเป็นข้อกำหนดและแนวทางการรักษาที่แพทย์ทุกคนต้องปฏิบัติ แต่แพทย์หาได้กระทำไม่ ถือว่าเป็นการประมาทเลินเล่อต่อหน้าที่ จึงขอให้ศาลปกครองสูงสุดรับคำฟ้องไว้พิจารณา และให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีและแพทย์ ผู้รักษา ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นเงิน 100,000 บาท ศาลปกครองสูงสุด พิเคราะห์แล้วเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีเป็นโรงพยาบาลของรัฐ มีภารกิจเกี่ยวกับการให้บริการทางการแพทย์หรือการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งการบริการทางการแพทย์ดังกล่าว เป็นการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ประชาชนผู้เจ็บป่วย ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครองที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจพิเศษเหนือปัจเจกบุคคลหรือผู้เจ็บป่วยที่มาขอรับการบริการ และการที่แพทย์ของผู้ถูกฟ้องคดีให้การรักษาพยาบาลแก่ ผู้เจ็บป่วย ก็มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือใช้อำนาจทางปกครอง หรือดำเนินกิจการทางปกครองเช่นกัน ดังนั้น หากการให้บริการทางการแพทย์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เจ็บป่วยที่มาขอรับบริการ จึงมิใช่เป็นการละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามนัยมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 จึงไม่ใช่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าแพทย์ของผู้ถูกฟ้องคดี ให้การรักษาพยาบาลบุตรชายของผู้ถูกฟ้องคดีบกพร่อง ทำให้บุตรชายมีอาการทรุดลงต้องไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลอื่น เป็นเหตุให้เสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก จึงเป็นการฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีและแพทย์ของผู้ถูกฟ้องคดี กระทำละเมิดแก่บุตรของ ผู้ฟ้องคดี อันมิใช่เป็นการละเมิดที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามนัยมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง การที่ศาลปกครองชั้นต้น มีคำสั่ง ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา จึงชอบแล้ว จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา ดังนั้น หาก หมออนามัย หรือเจ้าหน้าที่ทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ถูกประชาชนฟ้องคดีต่อศาลปกครองเกี่ยวกับการกระทำละเมิด ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาพยาบาลหรือการให้บริการอื่นๆ แก่ประชาชนแล้ว ขอให้แก้คำฟ้องชี้แจงหรือโต้แย้ง ในเรื่องอำนาจศาลดังกล่าว ศาลจะได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ต่อไป แต่ประชาชนที่เสียหาย ก็ยังมีสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมได้ เช่น ศาลจังหวัด หรือศาลแพ่ง เป็นต้น |