WWW.MOHANAMAI.COM
เชื่อมโยงความคิด ผูกมิตรปวงประชา นำพารูปแบบประชาสังคม นิยมส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน มุ่งสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต สุจริตในแนวทาง
สสอ.
เครือข่ายหมออนามัย
I HOME Iการปฏิรูปสุขภาพ Iอ่านวารสาร Iภาคีหมออนามัย I ข้อมูลพื้นฐาน Iโฮมเพจ สอ./สสอ.I ดาวน์โหลดบทความIความเคลื่อนไหวฯ I ......About usI
เครือข่ายหมออนามัย

{1

เรื่องเด่นประจำฉบับ 11 /4

เกือบ 2 ปี อะไร..ถึงไหน…กับพนักงานของรัฐฯ(พ.ก.ส.)

ความเป็นมา

เมื่อก่อนนั้นนักเรียนทุนของกระทรวงสาธารณสุขที่จบการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาล วิทยาลัยการสาธารณสุข วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข จบออกมามีงานมีการทำทุกคน เป็นข้าราชการระดับ 1 ระดับ 2 หรือระดับ 3 แล้วแต่วุฒิการศึกษาที่ได้รับมาเมื่อตอนจบ ความหวังของคนที่ได้รับทุนคือเป็น “ข้าราชการ” ซึ่งเป็นอาชีพที่บรรพบุรุษปู่ย่าตายายปลูกฝังบอกต่อกันมาว่า เป็นอาชีพที่สบาย ได้เป็น “เจ้าคนนายคน” เพราะภาพที่ผ่านมาข้าราชการเป็นอาชีพที่มั่นคง มีสวัสดิการที่ดี มีหน้ามีตาในสังคม จนมีคำพูดที่ว่า “โอกาส” “อำนาจ” “อภิสิทธิ์” “อิทธิพล” อยู่คู่วงการข้าราชการตลอดมา แม้ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทั้งโรงงาน ธนาคารได้ลดพนักงานจำนวนมาก เพื่อลดต้นทุนการผลิตและบริการ แต่ข้าราชการยังไม่มีผลกระทบเท่าใดนัก อาจเพียงแค่หวั่นวิตกกับกระแสการปฏิรูปราชการบ้างเท่านั้น

นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2543 มีนักเรียนทุนกระทรวงสาธารณสุขสำเร็จการศึกษาเตรียมตัวไปปฏิบัติงาน รวม 6,786 คน (ประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 4,049 คน พยาบาลเทคนิค 1,165 คน เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน 588 คน เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข 335 คน เจ้าพนักงานเภสัชกรรม 350 คน เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ 172 คน และหลักสูตรอื่นๆ อีก 4 หลักสูตร รวม 127 คน) นอกจากนี้ มีนักศึกษาคู่สัญญาจะสำเร็จการศึกษาได้รับการจัดสรรให้ไปปฏิบัติงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข อีก 1,980 คน (ประกอบด้วย แพทย์ 946 คน เภสัชกร 725 คน ทันตแพทย์ 309 คน) รวมผู้สำเร็จการศึกษาที่จะเข้าทำงานในกระทรวงสาธารณสุข 8,766 คน

ที่ผ่านมานั้นนักศึกษาจะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการทั้งหมด แต่ในปี 2543 นั้น กระทรวงสาธารณสุขมีตำแหน่งข้าราชการว่างเพียง 2,190 อัตรา จึงเสนอให้ขออัตราข้าราชการส่วนที่ขาดไปยังคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2542 คปร.ประชุมพิจารณาเรื่องนี้เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2543 และตอบผลพิจารณาให้กระทรวงสาธารสุขทราบในวันที่ 14 มีนาคม 2543 แจ้งไม่อนุมัติอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข โดยอ้างมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการลดขนาดกำลังคนภาคราชการ ทั้งนี้ ให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาใช้อัตราว่างที่มีอยู่บรรจุแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกรก่อน นักเรียนทุนของกระทรวงสาธารณสุขที่เหลือให้หาทางจ้างเป็นลูกจ้างของส่วนราชการ และประสานกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหาทางจ้างต่อไปด้วย

มติดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้แก่นักเรียนทุนกระทรวงสาธารณสุข และนักเรียนคู่สัญญามาก เพราะเป็นมติที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติอันจะมีผลต่อการทำงานร่วมกันในทีมสุขภาพ และลักษณะของมติทำให้นักเรียนทุนกระทรวงสาธารณสุขเข้าใจว่าอาจจะต้องตกงาน เพราะการกำหนดให้จ้างเป็นลูกจ้างของส่วนราชการ ยังไม่มีความชัดเจน จึงมีการรวมตัวกันหลายพันคนเดินขบวนประท้วงเป็นข่าวแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง

ในที่สุดมีการเจรจากันระหว่างรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ผู้ดูแลเรื่องนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายกร ทัพพะรังสี) และเลขาธิการ ก.พ. สรุปทางออกคือ (1) จะรับนักเรียนทุนกระทรวงสาธารณสุข และนักศึกษาคู่สัญญาทุกคนที่จบการศึกษาในปี 2543 นี้ และที่กำลังศึกษาอยู่เข้าทำงานแน่นอน ไม่มีการลอยแพแน่ (2) จะไม่บรรจุใครเป็นข้าราชการ แต่จะจ้างให้เป็นพนักงานของรัฐในลักษณะจ้างประจำ มีอัตราค่าจ้างเริ่มต้นเท่ากับข้าราชการ และ (3) ให้มีการยกเลิกการทำสัญญานักศึกษาและนักเรียนทุนที่จะรับเข้าศึกษาใหม่ทั้งหมด ยกเว้นแพทย์ และทันตแพทย์เท่านั้น

สำหรับตำแหน่งข้าราชการที่เป็นอัตราว่างเหลืออยู่ 2,190 อัตรา ให้คงไว้ก่อน ยังไม่มีการยุบแต่อย่างใด

ทางออกข้างต้น เป็นอย่างทุลักทุเลพอสมควร เพราะขาดการวางแผนที่ชัดเจนดีพอ ขาดการปรึกษาหารือระว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียเพื่อคิดหาทางออกที่ดีร่วมกัน ให้วิธีการทำงานและแก้ปัญหาตามระบบราชการแบบเดิมๆ แม้ผู้สำเร็จการศึกษาทุกคนจะมีงานทำแน่นอน แต่ก็ยังคงมีปัญหาอยู่หลายประเด็นให้คิดกัน เช่น ระบบพนักงานของรัฐที่ว่านั้นเป็นอย่างไร มีความมั่นคงแค่ไหน มีความแตกต่างระหว่างนักศึกษาคู่สัญญาที่ถูกจัดสรรเข้าทำงานในกระทรวงสาธารณสุข และที่ถูกจัดสรรให้ปฏิบัติงานในส่วนราชการอื่นอย่างไร ถ้ามีความแตกต่างจะแก้ไขอย่างไร ไหนๆ ก็รับเป็นพนักงานของรัฐในลักษณะประจำใช้เงินจากรัฐบาลกลางอยู่แล้ว (แม้ว่าขัดกับนโยบายให้ลดขนาดกำลังคนภาคราชการ) ทำไมไม่เพิ่มตำแหน่งบรรจุเป็นข้าราชการไปก่อนเพราะชนบทยังขาดแคลนกำลังคนเหล่านี้อีกมาก หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเข้มแข็งแล้ว หรือโรงพยาบาลเปลี่ยนฐานะไปเป็นองค์การมหาชนมากๆ ก็ค่อย ๆ โอนข้าราชการไป เป็นต้น

แม้ว่าเรื่องนี้ยังไม่จบลง แต่เกือบ 2 ปีที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเพื่อกำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบ ของพนักงานของรัฐ หรือที่ตอนนี้ที่เรียกว่า “พนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข หรือ พ.ก.ส.” ได้มากน้อยแค่ไหนต้องติดตามกันต่อไป

จำนวนพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2543 - 2544

อันดับ

สาขา / วิชาชีพ

2543

2544

รวม

1.

แพทย์

946

919

1,865

2.

ทันตแพทย์

309

316

625

3.

เภสัชกร

725

737

1,462

4.

พยาบาลศาสตร์

4,049

3,415

7,464

5.

พยาบาลเทคนิค

1,165

264

1,429

6.

เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน

588

330

918

7.

เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข

335

150

485

8.

เจ้าพนักงานเภสัชกรรม

350

217

567

9.

เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์

172

81

253

10.

เจ้าพนักงานเวชกรรมฟื้นฟู

20

20

40

11.

เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา

32

17

49

12.

เจ้าหน้าที่เวชสถิติ

67

60

127

13.

นักวิชาการสาธารณสุขศาสตร์

-

180

180

14.

ช่างทันตกรรม

8

-

8

 

รวม

8,766

6,706

15,472

จำนวนเจ้าพนักงานของรัฐที่คาดว่าจะจบในปี พ.ศ.2545 – 2548

ปี พ.ศ.

แพทย์

ทันตแพทย์

เภสัขกร

พยาบาล

อื่นๆ

2545

1,360

423

1,033

3,628

200

2546

1,594

456

1,150

1,433

200

2547

1,618

540

1,175

-

-

2548

1,689

540

-

-

-

รวม

6,261

1,959

3,358

5,061

400

 

17,039

 

คาดหวังอะไรกับ พ.ก.ส.

1. เนื่องจากมีภาวะวิกฤตทางการคลังของประเทศ รัฐบาลพยายามจะลดขนาดกำลังคนภาครัฐอย่างจริงจัง แต่ในบางด้าน เช่น บริการสุขภาพอนามัยยังขาดแคลนกำลังคนด้านสุขภาพไปปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการด้านกำลังคนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหาการขาดกำลังคนในชนบทที่ห่างไกลเป็นลำดับแรกก่อนอย่างจริงจัง เข้มแข็ง และต่อเนื่อง โดยไม่อิงกับการบริหารบุคคลในระบบราชการเดิม

2. เพื่อให้เกิดการจ้างงานในภาครัฐในระบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชนในชนบท โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพทั้งทรัพยากรการเงินและบุคคล โดยสามารถกำหนดแผนการกระจายบุคลากรและรายละเอียดของเงื่อนไขการจ้าง (เงินเดือนและผลตอบแทน) รวมทั้งแนวทางการบริหารงานบุคคลในส่วนที่ว่าด้วยการใช้งาน การจัดสรร การโยกย้าย ขึ้นมาใหม่โดยมีการพิจารณาร่วมกันและปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นโดยมีการจัดการอย่างจริงจัง โดยฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่กำหนดเป็นรูปแบบเดียวตายตัว

3. การกำหนดให้เงินเดือนและสิทธิประโยชน์ของพนักงานของรัฐเท่ากับข้าราชการ แต่ความมั่นคงในหน้าที่การงานด้อยกว่าข้าราชการ ไม่ใช่เงื่อนไขที่จูงใจมากพอให้มีการปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องในชนบทห่างไกล จึงจำเป็นต้องมีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ดีกว่า โดยเฉพาะในช่วงหมดภาระการใช้ทุนแล้ว ตลอดจนความคล่องตัว ความยืดหยุ่นในการจ้างพนักงานของรัฐ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนในท้องที่ห่างไกลและทุรกันดารได้ การต่อสัญญาที่สั้นหรือยาวเกินไปจะมีผลต่อประสิทธิภาพของการทำงานเช่นเดียวกัน

4. ระบบพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจะต้องเป็นไปเพื่อการทำงานบริการในพื้นที่ที่มีความต้องการกำลังคนมาก โดยเฉพาะอย่างอย่างยิ่งในชนบทห่างไกลซึ่งในระยะยาวจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนระบบบริการสาธารณสุขในภาพรวมภายใต้ทิศทางของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ที่จะช่วยให้การปฏิรูปปรับเปลี่ยนระบบบริการตามแนวทางกระจายอำนาจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวมมากยิ่งขึ้น

หลักแนวคิดที่ว่าด้วย พ.ก.ส.

1. พนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นรูปแบบการจ้างงานแบบใหม่ที่จะช่วยให้รัฐสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนด้านสุขภาพในชนบท โดยมีประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ทรัพยากรทั้งด้านการเงินและบุคคล ไม่ใช่วัตถุประสงค์เพียงเพื่อการจ้างงานในช่วงระหว่างสัญญาใช้ทุนเท่านั้น

2. เงื่อนไขการจ้างงานโดยเฉพาะเมื่อหมดภาระใช้ทุนจะต้องสามารถสร้างแรงจูงใจ และสอดคล้องกับผลงานที่ได้ performance based และต้องสามารถปรับเปลี่ยนตามพื้นที่ที่มีความขาดแคลนกำลังคนที่แตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายในการกระจายกำลังคนไปยังพื้นที่ที่มีความขาดแคลนในชนบทโดยการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

3. เพื่อให้การดำเนินการบรรลุเป้าหมายและสอดคล้องกับแนวคิดสำคัญในข้อ 1 ต้องมีคณะกรรมการกลาง (ขณะนี้หมายถึง คณะกรรมการบริหารพนักงานของรัฐทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการกลางไปจนกว่าจะมีกฎหมายออกมาและอาจให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาใหม่ได้) ซึ่งมีความเป็นอิสระในการดำเนินการ มีองค์ประกอบมาจากทุกส่วน รวมทั้งตัวแทนพนักงานของรัฐ โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นเลขานุการ เพื่อทำหน้าที่ดูแลจำนวน การกระจาย ในภาพรวมของประเทศ รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์การจ้างงานและการใช้พนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีหน้าที่หลักในการพิจารณากำหนดจำนวนและประเภทบุคลากร สำหรับสถานบริการหรือพื้นที่ที่มีความจำเป็นต้องได้รับพนักงานของรัฐและลำดับความสำคัญ ตลอดจนแนวทางการบริหารงานพนักงานของรัฐ เช่น คุณลักษณะเฉพาะตำแหน่งพนักงานของรัฐ เงินเดือน ค่าจ้าง หลักเกณฑ์ ในการประเมินบุคคล การประเมินผลงาน สิทธิประโยชน์ อื่น ๆ เป็นต้น ทั้งนี้ โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโดยเฉพาะในส่วนของการกระจายและการโยกย้ายจะต้องมีการทบทวนปรับเปลี่ยนเป็นระยะให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของความขาดแคลนในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ยึดหลักการทำกรอบความต้องการแบบตายตัว

4.ระบบการจ้างงานต้องจูงใจและมีความยืดหยุ่น ระบบจูงใจและการบริหารจัดการต้องแตกต่างจากราชการเพื่อจูงใจให้พนักงานของรัฐสามารถทำงานในชนบทได้นานขึ้น และต้องมีระบบบำเหน็จบำนาญ ขึ้นกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งอาจแยกมาเป็นกองทุนเฉพาะก็ได้ โดยรัฐบาลจะต้องจ่ายสมทบอย่างน้อยเท่ากับ กบข. และให้มีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จบำนาญ และในกรณีไม่ต่อสัญญาอันไม่ได้เกิดจากความผิดของพนักงานของรัฐ ต้องให้ได้รับเงินชดเชย เช่น เท่ากับเงินเดือนสุดท้ายคูณจำนวนปีที่ทำงาน

5. ควรมีกรอบทางกฎหมายที่ชัดเจนเพื่อเป็นกรอบแนวทางการดำเนินพนักงานของรัฐในระยะยาว

ให้อะไร ถึงไหน กับ พ.ก.ส.

คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้แต่งตั้ง "คณะกรรมการบริหารพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข" เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 โดยให้คณะกรรมการชุดนี้เป็นคณะกรรมการกลาง โดยมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน เลขาธิการ สำนักงาน ก.พ.เป็นประธานร่วม และผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนสาธารณสุขเป็นเลขานุการคณะกรรมการ องค์ประกอบของกรรมการมีทั้งหมด 17 คน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งตัวแทนพนักงานของรัฐจำนวน 3 คน หน้าที่

ของคณะกรรมการชุดนี้มีดังนี้

  • ประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคการดำเนินการของพนักงานของรัฐ
  • กำกับดูแลการดำเนินการบริหารพนักงานของรัฐ ที่จะมีจำนวนมากขึ้นในอนาคต เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อส่วนรวมสูงสุด
  • วางแผนระยะกลาง ระยะยาว เพื่อพัฒนาให้พนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ในชนบท โดยเฉพาะหน่วยงานระดับล่าง ๆ ในพื้นที่ห่างไกลได้ดีกว่าระบบราชการแบบเดิมโดยมีขวัญกำลังใจที่เอื้อต่อการกระจายบุคลากรสาธารณสุขในชนบท
  • หากจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะรองรับในระยะยาว ให้คณะกรรมการประสาน ผลักดัน ให้เกิดกฎหมายรองรับ โดยเฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานต่อไป
  • เพื่อวางหลักเกณฑ์กลางให้ อกพ.กรมในกระทรวงสาธารณสุขปฏิบัติตามหลักเกณฑ์กลางในการบริหารงานพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขต่อไป
  • แต่งตั้งอนุกรรมการดำเนินการเรื่องต่าง ๆ
  • ประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานของรัฐ
  • การพิจารณาการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับพนักงานของรัฐ
  • อื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายและเสนอ ครม. ให้ทราบเป็นระยะ ๆ อย่างน้อยทุก 3 เดือน

และเพื่อสนับสนุนให้การดำเนินการของคณะกรรมการฯ กระทรวงสาธารณสุขจึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ รวม 4 ชุดคือ

  1. คณะอนุกรรมการ ดำเนินการเรื่อง การกระจายพนักงานของรัฐ
  2. คณะอนุกรรมการ ดำเนินการเรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงาน
  3. คณะอนุกรรมการ ดำเนินการเรื่อง การยกร่าง พ.ร.บ.ระเบียบพนักงานของรัฐ
  4. คณะอนุกรรมการ ดำเนินการเรื่อง การจัดระบบแรงจูงใจ

แนวคิดการกระจายพนักงานของรัฐ

คณะอนุกรรมการได้ดำเนินการเรื่องการกระจายพนักงานของรัฐ ได้กำหนดวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้เกิดความเสมอภาคทั้งภาพรวมในการกระจายพนักงานของรัฐและข้าราชการ และแนวคิดการกระจายพนักงานของรัฐไว้ ดังนี้

แนวคิดหลักการ

  1. พัฒนาแบบองค์รวม ไม่แยกส่วน
  • พัฒนาการกระจายพนักงานของรัฐโดยรวมถึงการกระจายข้าราชการทุกหน่วยงาน พนักงานองค์การมหาชน และบุคลากร
  • ในภาคเอกชน จะต้องใช้การกระจายพนักงานของรัฐช่วยแก้ความไม่เสมอภาคในกลุ่มอื่น (ที่ไม่ใช่พนักงานของรัฐ)ด้วย
  • พิจารณาเป็นทีมงานสุขภาพ ไม่แยกส่วนรายวิชาชีพ
  • การพิจารณาความเสมอภาค อาจให้พิจารณาตามความหนาแน่นต่อประชากรและความจำเป็นของพื้นที่

2.พิจารณาใช้มาตรการที่ครบถ้วน เชื่อมโยง ยืดหยุ่น

  • การพิจารณาใช้มาตรการทั้งการศึกษา การจัดการกำลังคน และการใช้มาตรการทางสังคม
  • ยืดหยุ่น หลักเกณฑ์ ระเบียบต่าง ๆ ให้เหมาะสมสอดคล้องกับงานและพื้นที่

3.พิจารณากลไกที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

  • ให้มีคณะกรรมการกลาง เพื่อดูแลการกระจายพนักงานของรัฐ โดยมีองค์ประกอบที่มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
  • ให้มีหน่วยงานเลขานุการของคณะกรรมการที่ทำงานประจำและต่อเนื่อง
  • ให้มีแผนการทำงานที่ชัดเจน
  • ให้มีการกำหนดกฎระเบียบ รวมทั้งแนวในทางปฏิบัติที่ชัดเจน

แนวคิดการประเมินพนักงานของรัฐ

ในส่วนของคณะอนุกรรมการ ดำเนินการเรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงาน ได้สรุปผลและเสนอแนวทางไว้ ดังนี้

ขั้นตอนในการทำงาน

ที่ประชุมได้มีการมอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯดำเนินการจัดทำแบบฟอร์มและคู่มือแนวทางการประเมินผลการทำงานของพนักงานของรัฐฯ รายวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ พยาบาลเทคนิค ทันตาภิบาล เจ้าพนักงานเภสัชกรรม เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน รวมทั้งสาขาอื่น ๆ ที่เป็นพนักงานของรัฐ นอกจากนั้น ได้มีการนำเสนอผลการจัดทำแนวทางการประเมินดังกล่าวมาอภิปรายหารูปแบบที่เหมาะสมร่วมกัน และทำการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งสรุปแนวคิดการประเมินพนักงานของรัฐฯ เป็น 4 ประเด็น คือ

ประเมินอะไร

  • ประเมินงานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
  • ประเมินลักษณะบุคคล / จริยธรรม
  • ประเมินการพัฒนาตนเองทางด้านวิชาการ
  • ประเมินความพอใจของผู้รับบริการ
  • ประเมินความพอใจของเพื่อนร่วมงาน

ประเมินอย่างไร

  • ไม่ประเมินละเอียดมากในเชิงปริมาณ (ถ้าจะนำผลงานเชิงปริมาณไปคำนวณค่าตอบแทน ให้มีการคิดระบบภายหลังเพื่อให้ได้ข้อมูล)
  • การประเมินจะใช้คณะกรรมการเป็นหลัก (เป็นคะแนน) และให้มีคณะกรรมการหลายระดับโดยให้เป็นวิชาชีพเดียวกัน ซึ่งอาจมาจากหลายสถาบันก็ได้
  • มีแบบฟอร์มที่มี overall structure โดยที่แต่ละพื้นที่/หน่วยงานสามารถเลือกใช้เป็นบางรายการที่เหมาะสมกับหน่วยงานได้
  • พื้นที่/หน่วยงานสามารถเลือกให้น้ำหนักของแต่ละรายการได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่
  • จะบอกวิธีการได้มาซึ่งข้อมูลประกอบการตัดสินใจของคณะกรรมการ เช่น ถ้าจะประเมินเพื่อนร่วมงานอาจต้องถามเพื่อนร่วมงานอย่างน้อยกี่คน เป็นต้น

ประเมินแล้วมีผลอย่างไร

  • เพื่อใช้ประกอบการเลื่อนเงินเดือน ทุกครึ่งปี
  • เพื่อใช้ประกอบการปรับค่าตอบแทนส่วนเพิ่ม (คำนวณค่าตอบแทนส่วนเพิ่ม)
  • เพื่อใช้เป็น feedback ทุกครึ่งปี โดยให้มีการพูดคุยกัน โดยเฉพาะกรณี under-perform ต้องมีการพูดคุยกัน
  • ความถี่ของการประเมิน ทุกครึ่งปี

แนวคิดการจัดระบบแรงจูงใจ

  • เงินเดือน ให้อิงกับฐานเงินเดือนของข้าราชการในปัจจุบันและ top up ด้วยเลขจำนวนหนึ่ง เช่น 1.7 เป็นต้น เพื่อชดเชยกับสิทธิประโยชน์บางประการ และต้องต่อสัญญาทำงานเป็นระยะ ตัวอย่างเช่น ทุก 3 ปี หรือ ทุก 5 ปี เป็นต้น
  • ค่าตอบแทน มีเงินค่าวิชาชีพและเงินค่าเวร การทำหัตถการ เช่นเดียวกับของข้าราชการ ยกเว้น ไม่มีเงินประจำตำแหน่ง
  • สวัสดิการรักษาพยาบาลมีให้เฉพาะตัวพนักงานของรัฐเท่านั้น
  • ความก้าวหน้า ปรับเข้าสู่ broad banding system แทนระบบ P.C. ในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น แพทย์แยกออกเป็น 5 ระดับ และมีเกณฑ์ขั้นต่ำในการเลื่อนตำแหน่งสู่ระดับที่สูงขึ้น· เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เมื่อมีข้อยุติเกี่ยวกับความก้าวหน้าในตำแหน่งของพนักงานของรัฐ จะได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่จะเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่อไป โดยจะต้องเสนอสำนักเลขาธิการรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณา
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คณะกรรมการได้พิจารณาแล้ว เห็นควรให้เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับลูกจ้างประจำซึ่งจดทะเบียนแล้ว (กสจ.) โดยจะประสานกับกระทรวงคลังเเพื่อจะเข้าสู่กองทุนดังกล่าว ซึ่งหลักเกณฑ์ของกองทุนดังกล่าวนั้น ลูกจ้างออกเงินสะสมร้อยละ 3 นายจ้าง (จากเงินงบประมาณของรัฐ) ออกสมทบอีกร้อยละ 3

ร่างพ.ร.บ.ระเบียบพนักงานของรัฐ

คณะอนุกรรมการฯ ได้ดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.ระเบียบพนักงานของรัฐฯ ร่างที่ 1 เรียบร้อยแล้ว (โดยได้มอบหมายให้ รศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นผู้ยกร่าง) และที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาไปแล้ว 1 ครั้ง ทั้งนี้ จะได้มีการเวียนร่างฯ ดังกล่าวให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบและให้ข้อคิดเห็นในการปรับปรุงร่างฯ ดังกล่าวต่อไป โดยมีหลักการสำคัญ ดังนี้

  • เป็นการกำหนดระบบเพื่อให้พนักงานของรัฐฯ มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
  • หลักการใหญ่ 2 - 3 เรื่อง ตามที่ ครม.มีมติไว้ เพื่อไม่ให้เหมือนกับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่เป็นการทำงานประจำตลอดชีวิต จะมีการทำงานตามรอบระยะเวลาและมีการประเมินเป็นรอบ ๆ เมื่อถึงกำหนดการต่ออายุการจ้าง ต้องมีการประเมินประสิทธิภาพ
  • ให้พนักงานของรัฐฯ สามารถทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรมหาชนอิสระ และอื่น ๆ ได้
  • กำหนดให้พนักงานของรัฐมีองค์กรกลางในการปฏิบัติงาน (สำนักงานคณะกรรมการพนักงานของรัฐ หรือ ก.พ.ร.)
  • แม้ว่าจะมี ก.พ.ร. แต่ในเชิงการดูแลบังคับบัญชา ยังคงให้ อ.ก.พ.กรม, อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุขดูแล (เมื่อ อ.ก.พ. เป็นองค์กรกลางในการดูแลการบริหารงานบุคคลของพนักงานของรัฐ กรรมการอาจไม่เข้าใจในเรื่องพนักงานของรัฐฯถ่องแท้ ต้องให้มีตัวแทนจาก ก.พ.ร.ไปร่วมประชุมด้วย โดยให้สิทธิ์พนักงานของรัฐที่ดำรงตำแหน่งระดับเดียวกันกับข้าราชการให้มีสิทธิ์เข้าเป็นคณะกรรมการ อ.ก.พ.ได้)
  • ให้มีหน่วยงานธุรการดูแลระบบพนักงานของรัฐ สำนักงานขึ้นกับสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี
  • ถ้ามีระบบพนักงานของรัฐในกระทรวงอื่น ๆ ให้มีปลัดกระทรวงนั้น ๆ เข้าเป็นกรรมการ ก.พ.ร.ด้วย
  • กรอบหลัก ๆ เช่น การบรรจุ แต่งตั้ง รักษาวินัย ดำเนินการตามวินัย จะคำนึงถึงคุณลักษณะพิเศษของพนักงานของรัฐฯ

ในรายละเอียด ร่างพระราชบัญญัติระเบียบพนักงานของรัฐ (ร่างที่ 1) ประกอบด้วย 8 หมวด 1 บทเฉพาะกาล 67 มาตรา ดังนี้

  1. หมวดที่ 1 คณะกรรมการพนักงานของรัฐ
  2. หมวดที่ 2 บททั่วไป
  3. หมวดที่ 3 การกำหนดตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
  4. หมวดที่ 4 การบรรจุและแต่งตั้ง
  5. หมวดที่ 5 การเลื่อนขั้นเลื่อนเงินเดือน
  6. หมวดที่ 6 การเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและการประเมินประสิทธิภาพ
  7. หมวดที่ 7 วินัยและการรักษาวินัย การดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ การร้องทุกข์
  8. หมวดที่ 8 การออกจากการเป็นพนักงานของรัฐ
  9. บทเฉพาะกาล

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ ระเบียบพนักงานของรัฐ มี ดังนี้

หมวดทั่วไป ให้ “พนักงานของรัฐ”

มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งเช่นเดียวกับข้าราชการ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน

สิทธิประโยชน์ สวัสดิการต่างๆ ของข้าราชการที่มีอยู่ในกฎหมาย ประกาศ ระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ให้หมายถึง “พนักงานฯ” ด้วย
เพื่อประโยชน์ของทางราชการ ต้นสังกัด มีคำสั่งให้ “พนักงานฯ” ไปปฏิบัติงานในฐานะ เจ้าหน้าที่องค์การมหาชนได้

ให้ “พนักงานฯ” ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเช่นเดียวกับข้าราชการให้ถือว่า “พนักงานฯ” มีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการได้

ให้นำระเบียบข้าราชการในส่วนที่เกี่ยวกับวินัย การดำเนินการทางวินัยมาใช้กับ “พนักงานฯ” โดยอนุโลม

หมวด 1 คณะกรรมการพนักงานของรัฐ

  1. ให้มีคณะกรรรมการพนักงานของรัฐ (ก.พ.ร.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กรรมการประกอบด้วยผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น ก.พ. และสำนักงบประมาณ เป็นต้น ผู้ทรงคุณวุฒิ ปลัดกระทรวงที่มีพนักงานของรัฐ เลขาธิการคณะกรรมการพนักงานของรัฐเป็นกรรมการและเลขานุการ
  2. ก.พ.ร. มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการบริหารงานบุคคลและการวางแผนกำลังคนของพนักงานของรัฐ กำหนดเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง การบรรจุแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การรักษาวินัย สวัสดิการ สิทธิประโยชน์เกื้อกูล พัฒนา หลักเกณฑ์ มาตรฐานการบริหารงานบุคคลรัฐ
  3. การติดตาม กำกับดูแล และให้คำปรึกษาด้านบริหารงานบุคคล

หมวดที่ 2 บททั่วไป

· กำหนดคุณสมบัติทั่วไปของผู้ดำรงตำแหน่ง “พนักงานฯ” (เหมือนข้าราชการ) เช่น อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี สัญชาติไทย ไม่เป็นผู้มีกายทุพพลภาพ ฯลฯ

· อัตราเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง วัน เวลาการทำงานให้เป็นไปตามที่ ก.พ.ร.กำหนด

หมวดที่ 3 การกำหนดตำแหน่งและการได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง

ตำแหน่ง “พนักงานฯ” มีชื่อในการบริหารงานเหมือนข้าราชการ หรือมีชื่อเรียกอย่างอื่นตามที่ ก.พ.ร.กำหนด

ตำแหน่งมี 3 ประเภทคือ ประเภททั่วไป ประเภทวิชาชีพเฉพาะ และประเภทบริหาร (กลาง / สูง)

พนักงาน จะมีตำแหน่งใด ระดับใด อยู่ในส่วนราชการไหน เท่าไร จะต้องใช้คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งอย่างไร

ให้เป็นไปตามที่ ก.พ.ร.กำหนด

ให้ ก.พ.ร.จัดทำมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง

ในกรณีที่ลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบหรือปริมาณเปลี่ยนไปให้ ก.พ.ร.พิจารณาปรับปรุง

หมวดที่ 4 การบรรจุแต่งตั้ง

  • ให้บรรจุแต่งตั้งพนักงานจากผู้สอบแข่งขันได้ในตำแหน่งนั้น ๆ แต่ในกรณีมีเหตุพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องดำเนินการสอบแข่งขัน อาจคัดเลือกได้ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร.กำหนด หรือถ้ามีเหตุผลและความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์ราชการที่จำเป็นต้องบรรจุผุ้มีความรู้ความสามารถสูงในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุได้ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร.กำหนด
  • ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุอาจกำหนดให้พนักงานบางประเภท จะต้องทำสัญญาเพื่อกำหนดเงื่อนไข หลักเกณฑ์หรือระยะเวลาการปฏิบัติงานที่กำหนดขึ้นเฉพาะได้
  • ให้มีการทดลองปฏิบัติราชการ เช่นเดียวกับข้าราชการ
  • การย้าย/โอน พนักงานไปดำรงตำแหน่งอื่นให้สามารถกระทำได้ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร.กำหนด
  • กรณีมีเหตุจำเป็น ผู้มีอำนาจอาจสั่งให้พนักงานเข้าประจำกระทรวง ทบวง กรม เป็นการชั่วคราวได้

หมวด 5 การเลื่อนขั้นเลื่อนเงินเดือน

· การเลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาโดยการประเมินประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติงาน คุณภาพ

และปริมาณงานการรักษาวินัย คุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนความรู้ความสามารถ อุตสาหะในการปฏิบัติงาน ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ ก.พ.ร.กำหนด โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชา

หมวดที่ 6 การเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและการประเมินประสิทธิภาพ

· พนักงานฯ ปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลในระดับเป็นที่น่าพอใจ ให้ถือว่าได้รับความชอบ เครื่อง

เชิดชูเกียรติและการเลื่อนขั้นเงินเดือน

· ให้มีการพัฒนาเข้ารับการบรรจุก่อนมอบหมายหน้าที่ปฏิบัติงาน

· ให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ ก.พ.ร.กำหนด ผู้ใดไม่ผ่านการประเมิน ผู้มีอำนาจ

อาจพิจารณาให้มีคำสั่งให้ผู้นั้นออกจากการเป็นพนักงานของรัฐ

หมวด 7 วินัยและการรักษาวินัย การดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ การร้องทุกข์

· ส่วนที่เกี่ยวข้องกับวินัย และการรักษาวินัย ฯลฯ ให้นำบรรดาอำนาจหน้าที่ของ ก.พ.มาใช้โดยอนุโลม

· ให้ อ.ก.พ.กระทรวง กรม จังหวัด ทำหน้าที่บริหารงานบุคคล สำหรับ “พนักงานฯ” ที่อยู่ในสังกัดแล้วแต่กรณี

หมวด 8 การออกจากการเป็นพนักงานของรัฐ

· นอกจากการออกจากการเป็นพนักงานของรัฐเพราะครบกำหนดระยะเวลาการปฏิบัติงาน ในส่วนที่เกี่ยวกับการ

ออกจากงานของพนักงานของรัฐให้เอาบรรดาอำนาจหน้าที่ของ ก.พ.มาใช้โดยอนุโลม

· ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุ “พนักงานฯ” ตาม พ.ร.บ.นี้

บทเฉพาะกาล

· ข้าราชการ ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ถ้า

ประสงค์สมัครใจเปลี่ยนเป็นพนักงานได้จะต้องผ่านการคัดเลือกหรือการประเมินตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร.กำหนด และการเปลี่ยนนี้ให้ถือว่าออกจากราชการเพราะเลิกหรือยุบตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ

· ให้มีการแต่งตั้ง ก.พ.ร.ภายใน 90 วัน นับแต่ พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้และ ให้มีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์ภายใน 120 วัน

สรุปผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา

ประเด็น

ปัญหา

การแก้ไข

1. การย้าย

เนื่องจากมีปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องตำแหน่ง จากที่ ก.พ.กำหนดหลักเกณฑ์ซึ่งมีข้อจำกัด ดังต่อไปนี้

  1. ไม่มีตำแหน่งว่างที่จะรองรับการย้ายได้ จะต้องตัดตำแหน่งตามตัวไปด้วย โดยไม่เกินกรอบอัตรากำลังตามที่ก.พ.กำหนด
  2. การตัดโอนตำแหน่งจะต้องขออนุมัติ ก.พ.เป็นรายๆ เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์หรือระเบียบใดเอื้อให้ดำเนินการเองได้

การย้าย : ให้ดำเนินการโดยใช้หลักเกณฑ์การย้ายเช่นเดียวกับข้าราชการ

ตำแหน่ง : ให้สามารถตัดโอนตำแหน่งจากส่วนราชการหนึ่งไปยังส่วนราชการหนึ่งได้ ทั้งนี้โดยไม่เกินกรอบอัตรากำลังที่ ก.พ.กำหนด

2. ความก้าวหน้าในสายวิชาชีพการเลื่อนระดับตำแหน่ง

ตามมติ ครม.ที่ นร.0205/5768 ลงวันที่ 10 พ.ค.2543 เห็นชอบในหลักการ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการปฏิบัติงานของพนักงานของรัฐในสังกัด กท.สธ. ตามที่ คปร.เสนอนั้น ในนัยข้อ 10 และนัยข้อ 13 ซึ่งพบปัญหาในทางปฏิบัติ คือ ก.พ.เป็นผู้กำหนดตำแหน่งเพื่อบรรจุแต่งตั้งพนักงานของรัฐโดยไม่ได้กำหนดความก้าวหน้าของตำแหน่ง โดยเฉพาะในระดับควบ เช่น กรณีเภสัชกรซึ่งต้องปรับระดับเมื่อทำงานไปแล้ว 1 ปี จากระดับ 3 เป็นระดับ 4 โดยปกติหากเป็นข้าราชการสายวิชาชีพเภสัชกร ก.พ.จะกำหนดตำแหน่งเป็นเภสัชกรระดับ 3 – 5 แต่เมื่อเป็นพนักงานของรัฐ ก.พ.จะกำหนดเป็นเภสัชกร ระดับ 3 พ. เท่านั้น ทำให้เกิดความสับสนในทางปฏิบัติในการเลื่อนระดับ

ที่ประชุมได้มีมติให้กำหนดความก้าวหน้าของตำแหน่งพนักงานของรัฐในระดับควบทุกตำแหน่งสามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกับข้าราชการ

3. การเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี งปม.2545

ในเดือนเมษายน 2544 เมื่อข้าราชการเลื่อนระดับจากระดับ 3 เป็นระดับ 4 จะต้องใช้เงิน งปม.เพิ่มเติม รวมทั้งมี งปม.ปี 2545 ด้วย แต่กรณีพนักงานของรัฐจะเลื่อนขั้นเงินเดือนอย่างไร

การเลื่อนขั้นเงินเดือนของพนักงานของรัฐ ในปี งปม.2545 ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับข้าราชการโดยอนุโลมใช้วงเงินตามมติ ครม. เช่นเดียวกับข้าราชการ

4 การลาศึกษาต่อ

  1. พนักงานของรัฐสามารถศึกษาต่อได้หรือไม่
  2. หากลาศึกษาต่อได้และเมื่อจบการศึกษาแล้วต้องย้ายไปทำงานสถานที่อื่น อาจมีปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับตำแหน่ง และสัญญาการเป็นพนักงานของรัฐกับต้นสังกัดเดิม

พนักงานของรัฐสามารถลาศึกษาต่อได้เช่นเดียวกับข้าราชการ โดยให้พนักงานของรัฐใช้ระเบียบการลาศึกษาต่อได้เช่นเดียวกับข้าราชการ ทั้งนี้ กท.สธ.ได้ดำเนินการแก้ไขระเบียบกท.สธ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการลาไปศึกษาต่อ หรือฝึกอบรมภายในประเทศ พ.ศ.2543 ประกาศ ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2543

5. การปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบพัสดุ

เนื่องจากพนักงานของรัฐไม่ใช่ข้าราชการจึงไม่อาจปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ในการเป็น “หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ” และ “ประธานกรรมการต่างๆ” ได้ จึงมีปัญหาในการปฏิบัติงานได้

สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือที่ นร.(กวพ.)1305/20 ลงวันที่ 4 มกราคม 2544 ได้พิจารณายกเว้นเป็นหลักการให้ กท.สธ.ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบพัสดุ ข้อ 5 ในส่วนนิยามคำว่า “หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ” และข้อ 35 ในส่วนของการแต่งตั้งประธานกรรมการ โดยหัวหน้าส่วนราชการสามารถแต่งตั้งพนักงานของรัฐเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุและประธานกรรมการต่างๆ ได้

6. การแต่งตั้งพนักงานของรัฐเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย

กระทรวงสาธารณสุข โดยกองนิติการได้ปรึกษาหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องการแต่งตั้งพนักงานของรัฐเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายได้หรือไม่ และคำว่า “เจ้าหน้าที่” ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดชอบทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หมายความรวมถึง พนักงานของรัฐด้วยหรือไม่

ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตอบข้อหารือดังกล่าว สรุปได้ว่า สามารถแต่งตั้งพนักงานของรัฐเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ และคำว่า “เจ้าหน้าที่” ตามพ.ร.บ.ความรับผิดชอบทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ได้รวมถึงเจ้าพนักงานของรัฐด้วย

7. บัตรประจำตัว

เนื่องจากตามพ.ร.บ.บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2542 ไม่ได้ครอบคลุมถึงพนักงานของรัฐในฐานะ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ด้วย ทำให้ไม่อาจมีบัตรประจำตัวเหมือนเช่นข้าราชการทั่วไปได้

สป.สธ.โดยกองนิติการได้หารือกับสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อกำหนดให้พนักงานของรัฐเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ด้วย โดยทางสำนักนายกฯได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐให้รวมพนักงานของรัฐด้วย ซึ่งขณะนี้ได้มีการตราพระราชกฤษีกา กำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพ.ร.บ.บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2542 (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2544 โดยกำหนดให้ลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 118 ตอนที่ 80 ก วันที่ 24 กรกฎาคม 2544

8. การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้บริหาร

เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และ 2535 พนักงานของรัฐไม่อาจเข้าสู่ตำแหน่ง หรือรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนได้

กท.สธ.โดยกองนิติการ ได้ดำเนินการประสานงานกับ ก.พ. เพื่อให้มีการแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทางก.พ.ได้ตอบข้อหารือของกท.สธ. ตามหนังสือ ก.พ.ที่ นร.0703/355 ลงวันที่ 20 เมษายน 2544 โดยสรุปว่า ปลัดกท.สธ.มีอำนาจสั่งให้พนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนได้ มิใช่ให้ดำรงตำแหน่งหรือรักษาการในตำแหน่ง ผอ.รพช. ดังนั้นจึงไม่มีอำนาจในการสั่ง การอนุญาตหรือนุมัติใดๆ ตามอำนาจของผอ.รพช. ที่มีกฎหมายหรือระเบียบกำหนดไว้

ในการนี้ กระทรวงสาธารณสุขโดยกองสาธารณสุขภูมิภาค และกองนิติการ สป. ได้ร่วมดำเนินการทำหนังสือเพื่อให้ปลัดกท.สธ.มอบอำนาจให้ผวจ.จัดทำคำสั่งให้พนักงานของรัฐสามารถดำเนินการตามที่ ก.พ.ได้แจ้งไว้แล้ว

9. สิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น การไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญและเป็นสมาชิกกองทุน กบข.

ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาดำเนินการให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกำหนดให้ปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องสำหรับพนักงานของรัฐ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของครม. ที่กำหนดให้พนักงานของรัฐได้สิทธิประโยชน์เทียบเคียงกับข้าราชการพลเรือน

กระทรวงสาธารณสุข โดยคณะกรรมการบริหารงานพนักงานของรัฐได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯ ชุดระบบแรงจูงใจของพนักงานของรัฐได้พิจารณาหารูปแบบ แนวทางของระบบบำเหน็จบำนาญและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่อไป

สรุป

เกือบสองปีกับ “พ.ก.ส. หรือ พนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข” เมื่อเปรียบเทียบกับพนักงานของรัฐในส่วนของทบวงมหาวิทยาลัย จะเห็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ทั้งเรื่องค่าตอบแทน ความชัดเจนในส่วนของความก้าวหน้า สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผ่านมานั้นเป็นไปในลักษณะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะเรื่อง ยังไม่มีการตัดสินใจที่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรกับ พ.ก.ส.หรือดำเนินการให้เป็นรูปธรรมชัดเจน ทั้งการยกร่างพ.ร.บ.ระเบียบพนักงานของรัฐ การประเมินผลการปฏิบัติงาน การจัดระบบแรงจูงใจ การกระจายพนักงานของรัฐ ทั้งหมดดำเนินการถึงแค่ขึ้นตอนของการยก “ร่าง” รายละเอียดเท่านั้นเอง ยังไม่ได้ดำเนินการต่อหรือก้าวหน้าอะไรมากนัก แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามแล้วก็ตาม

อีกทั้งในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ก็จะมีผู้จบการศึกษาและต้องเป็นพนักงานเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง และเป็นปีแรกสำหรับผู้จบการศึกษาหลักสูตร 2 ปีจากสถาบันการผลิตของกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานของรัฐ ซึ่งจะเป็นแค่ “ลูกจ้างชั่วคราว” ตามสถานบริการสาธารณสุขหรือหน่วยงานอื่นที่มีเงินว่าจ้าง ซึ่งคงรับได้เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น

ในอนาคตตามมติครม.ที่จะรองรับนักศึกษาที่อยู่ในแผนการผลิตทั้งหมด (pipeline) จะทำให้มีพนักงานของรัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 3 หมื่นคน และเชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงสามารถสร้างความชัดเจน สร้างความมั่นใจเพื่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานสำหรับพนักงานของรัฐ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (พ.ก.ส.) คงไม่ปล่อยให้คนร่วม 3 หมื่นคนอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะเรื่องตลอดไปเป็นแน่

เอกสารประกอบ

กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข รายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดสรร

แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกรผู้ให้สัญญาของกระทรวงสาธารณสุข ครั้งที่ 1/2544 วันที่ 30 มกราคม 2544 . เอกสารอัดสำเนา , 2544.

กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. คู่มือการปฏิบัติงานเกี่ยวกับพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (ชั่วคราว).

2544.

กองนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการให้ข้าราชการลาไปศึกษาและฝึกอบรมภายใน

ประเทศ พ.ศ. 2543. เอกสารอัดสำเนา ,2544.

สถาบันพระบรมราชชนก. คู่มือแพทย์คู่สัญญา. โรงพิมพ์ยุทธรินทร์ นนทบุรี,2543.

สถาบันพระบรมราชชนก. พนักงานของรัฐ : สิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ. เอกสารประกอบการบรรยายการปฐมนิเทศทันตแพทย์ เภสัชกร ใน

สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก ,2544.

สำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข. กรอบแนวคิดในการดำเนินการเกี่ยวกับพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข. นนทบุรี เอกสารอัด

สำเนา ,2544.

สำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข . เอกสารประกอบเรื่องพนักงานของรัฐ. เอกสารอัดสำเนา, 2544.

สุวัฒน์ วิริยะพงษ์สุกิจ. ข้าราชการพันธุ์ใหม่ : พนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข. วารสารโรงพยาบาลชุมชน ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 ตุลาคม –

พฤศจิกายน 2543, หน้า 9 – 17.

กองบรรณาธิการ. ความเคลื่อนไหวในแวดวง HRD : การบรรจุนักเรียนทุนเป็นพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข. วารสารการ

พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านสุขภาพ (วพมส.). ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 (เมษายน – มิถุนายน 2543),หน้า 138-143.

http://www.moph.go.th/person

 

 

 

 

 

1}

สถาบันพระบรมราชชนก อาคาร 4 ชั้น 7 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์
อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 02-590-1946 โทรสาร 02-590-1947
ติดต่อ IWEBMASTER I I PORTPOLIO I I คลิกเพื่อพิมพ์หน้านี้ I I

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1