เกือบ 2 ปี อะไร..ถึงไหน
กับพนักงานของรัฐฯ(พ.ก.ส.) ความเป็นมา เมื่อก่อนนั้นนักเรียนทุนของกระทรวงสาธารณสุขที่จบการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาล วิทยาลัยการสาธารณสุข วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข จบออกมามีงานมีการทำทุกคน เป็นข้าราชการระดับ 1 ระดับ 2 หรือระดับ 3 แล้วแต่วุฒิการศึกษาที่ได้รับมาเมื่อตอนจบ ความหวังของคนที่ได้รับทุนคือเป็น ข้าราชการ ซึ่งเป็นอาชีพที่บรรพบุรุษปู่ย่าตายายปลูกฝังบอกต่อกันมาว่า เป็นอาชีพที่สบาย ได้เป็น เจ้าคนนายคน เพราะภาพที่ผ่านมาข้าราชการเป็นอาชีพที่มั่นคง มีสวัสดิการที่ดี มีหน้ามีตาในสังคม จนมีคำพูดที่ว่า โอกาส อำนาจ อภิสิทธิ์ อิทธิพล อยู่คู่วงการข้าราชการตลอดมา แม้ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทั้งโรงงาน ธนาคารได้ลดพนักงานจำนวนมาก เพื่อลดต้นทุนการผลิตและบริการ แต่ข้าราชการยังไม่มีผลกระทบเท่าใดนัก อาจเพียงแค่หวั่นวิตกกับกระแสการปฏิรูปราชการบ้างเท่านั้น นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2543 มีนักเรียนทุนกระทรวงสาธารณสุขสำเร็จการศึกษาเตรียมตัวไปปฏิบัติงาน รวม 6,786 คน (ประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 4,049 คน พยาบาลเทคนิค 1,165 คน เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน 588 คน เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข 335 คน เจ้าพนักงานเภสัชกรรม 350 คน เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ 172 คน และหลักสูตรอื่นๆ อีก 4 หลักสูตร รวม 127 คน) นอกจากนี้ มีนักศึกษาคู่สัญญาจะสำเร็จการศึกษาได้รับการจัดสรรให้ไปปฏิบัติงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข อีก 1,980 คน (ประกอบด้วย แพทย์ 946 คน เภสัชกร 725 คน ทันตแพทย์ 309 คน) รวมผู้สำเร็จการศึกษาที่จะเข้าทำงานในกระทรวงสาธารณสุข 8,766 คน ที่ผ่านมานั้นนักศึกษาจะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการทั้งหมด แต่ในปี 2543 นั้น กระทรวงสาธารณสุขมีตำแหน่งข้าราชการว่างเพียง 2,190 อัตรา จึงเสนอให้ขออัตราข้าราชการส่วนที่ขาดไปยังคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2542 คปร.ประชุมพิจารณาเรื่องนี้เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2543 และตอบผลพิจารณาให้กระทรวงสาธารสุขทราบในวันที่ 14 มีนาคม 2543 แจ้งไม่อนุมัติอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข โดยอ้างมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการลดขนาดกำลังคนภาคราชการ ทั้งนี้ ให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาใช้อัตราว่างที่มีอยู่บรรจุแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกรก่อน นักเรียนทุนของกระทรวงสาธารณสุขที่เหลือให้หาทางจ้างเป็นลูกจ้างของส่วนราชการ และประสานกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหาทางจ้างต่อไปด้วย มติดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้แก่นักเรียนทุนกระทรวงสาธารณสุข และนักเรียนคู่สัญญามาก เพราะเป็นมติที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติอันจะมีผลต่อการทำงานร่วมกันในทีมสุขภาพ และลักษณะของมติทำให้นักเรียนทุนกระทรวงสาธารณสุขเข้าใจว่าอาจจะต้องตกงาน เพราะการกำหนดให้จ้างเป็นลูกจ้างของส่วนราชการ ยังไม่มีความชัดเจน จึงมีการรวมตัวกันหลายพันคนเดินขบวนประท้วงเป็นข่าวแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ในที่สุดมีการเจรจากันระหว่างรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ผู้ดูแลเรื่องนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายกร ทัพพะรังสี) และเลขาธิการ ก.พ. สรุปทางออกคือ (1) จะรับนักเรียนทุนกระทรวงสาธารณสุข และนักศึกษาคู่สัญญาทุกคนที่จบการศึกษาในปี 2543 นี้ และที่กำลังศึกษาอยู่เข้าทำงานแน่นอน ไม่มีการลอยแพแน่ (2) จะไม่บรรจุใครเป็นข้าราชการ แต่จะจ้างให้เป็นพนักงานของรัฐในลักษณะจ้างประจำ มีอัตราค่าจ้างเริ่มต้นเท่ากับข้าราชการ และ (3) ให้มีการยกเลิกการทำสัญญานักศึกษาและนักเรียนทุนที่จะรับเข้าศึกษาใหม่ทั้งหมด ยกเว้นแพทย์ และทันตแพทย์เท่านั้น สำหรับตำแหน่งข้าราชการที่เป็นอัตราว่างเหลืออยู่ 2,190 อัตรา ให้คงไว้ก่อน ยังไม่มีการยุบแต่อย่างใด ทางออกข้างต้น เป็นอย่างทุลักทุเลพอสมควร เพราะขาดการวางแผนที่ชัดเจนดีพอ ขาดการปรึกษาหารือระว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียเพื่อคิดหาทางออกที่ดีร่วมกัน ให้วิธีการทำงานและแก้ปัญหาตามระบบราชการแบบเดิมๆ แม้ผู้สำเร็จการศึกษาทุกคนจะมีงานทำแน่นอน แต่ก็ยังคงมีปัญหาอยู่หลายประเด็นให้คิดกัน เช่น ระบบพนักงานของรัฐที่ว่านั้นเป็นอย่างไร มีความมั่นคงแค่ไหน มีความแตกต่างระหว่างนักศึกษาคู่สัญญาที่ถูกจัดสรรเข้าทำงานในกระทรวงสาธารณสุข และที่ถูกจัดสรรให้ปฏิบัติงานในส่วนราชการอื่นอย่างไร ถ้ามีความแตกต่างจะแก้ไขอย่างไร ไหนๆ ก็รับเป็นพนักงานของรัฐในลักษณะประจำใช้เงินจากรัฐบาลกลางอยู่แล้ว (แม้ว่าขัดกับนโยบายให้ลดขนาดกำลังคนภาคราชการ) ทำไมไม่เพิ่มตำแหน่งบรรจุเป็นข้าราชการไปก่อนเพราะชนบทยังขาดแคลนกำลังคนเหล่านี้อีกมาก หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเข้มแข็งแล้ว หรือโรงพยาบาลเปลี่ยนฐานะไปเป็นองค์การมหาชนมากๆ ก็ค่อย ๆ โอนข้าราชการไป เป็นต้น แม้ว่าเรื่องนี้ยังไม่จบลง แต่เกือบ 2 ปีที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเพื่อกำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบ ของพนักงานของรัฐ หรือที่ตอนนี้ที่เรียกว่า พนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข หรือ พ.ก.ส. ได้มากน้อยแค่ไหนต้องติดตามกันต่อไป
จำนวนพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2543 - 2544 อันดับ | สาขา / วิชาชีพ | 2543 | 2544 | รวม | 1. | แพทย์ | 946 | 919 | 1,865 | 2. | ทันตแพทย์ | 309 | 316 | 625 | 3. | เภสัชกร | 725 | 737 | 1,462 | 4. | พยาบาลศาสตร์ | 4,049 | 3,415 | 7,464 | 5. | พยาบาลเทคนิค | 1,165 | 264 | 1,429 | 6. | เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน | 588 | 330 | 918 | 7. | เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข | 335 | 150 | 485 | 8. | เจ้าพนักงานเภสัชกรรม | 350 | 217 | 567 | 9. | เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ | 172 | 81 | 253 | 10. | เจ้าพนักงานเวชกรรมฟื้นฟู | 20 | 20 | 40 | 11. | เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา | 32 | 17 | 49 | 12. | เจ้าหน้าที่เวชสถิติ | 67 | 60 | 127 | 13. | นักวิชาการสาธารณสุขศาสตร์ | - | 180 | 180 | 14. | ช่างทันตกรรม | 8 | - | 8 | | | รวม | 8,766 | 6,706 | 15,472 | จำนวนเจ้าพนักงานของรัฐที่คาดว่าจะจบในปี พ.ศ.2545 2548 ปี พ.ศ. | แพทย์ | ทันตแพทย์ | เภสัขกร | พยาบาล | อื่นๆ | 2545 | 1,360 | 423 | 1,033 | 3,628 | 200 | 2546 | 1,594 | 456 | 1,150 | 1,433 | 200 | 2547 | 1,618 | 540 | 1,175 | - | - | 2548 | 1,689 | 540 | - | - | - | รวม | 6,261 | 1,959 | 3,358 | 5,061 | 400 | | | 17,039 | คาดหวังอะไรกับ พ.ก.ส. 1. เนื่องจากมีภาวะวิกฤตทางการคลังของประเทศ รัฐบาลพยายามจะลดขนาดกำลังคนภาครัฐอย่างจริงจัง แต่ในบางด้าน เช่น บริการสุขภาพอนามัยยังขาดแคลนกำลังคนด้านสุขภาพไปปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการด้านกำลังคนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหาการขาดกำลังคนในชนบทที่ห่างไกลเป็นลำดับแรกก่อนอย่างจริงจัง เข้มแข็ง และต่อเนื่อง โดยไม่อิงกับการบริหารบุคคลในระบบราชการเดิม
2. เพื่อให้เกิดการจ้างงานในภาครัฐในระบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชนในชนบท โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพทั้งทรัพยากรการเงินและบุคคล โดยสามารถกำหนดแผนการกระจายบุคลากรและรายละเอียดของเงื่อนไขการจ้าง (เงินเดือนและผลตอบแทน) รวมทั้งแนวทางการบริหารงานบุคคลในส่วนที่ว่าด้วยการใช้งาน การจัดสรร การโยกย้าย ขึ้นมาใหม่โดยมีการพิจารณาร่วมกันและปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นโดยมีการจัดการอย่างจริงจัง โดยฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่กำหนดเป็นรูปแบบเดียวตายตัว 3. การกำหนดให้เงินเดือนและสิทธิประโยชน์ของพนักงานของรัฐเท่ากับข้าราชการ แต่ความมั่นคงในหน้าที่การงานด้อยกว่าข้าราชการ ไม่ใช่เงื่อนไขที่จูงใจมากพอให้มีการปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องในชนบทห่างไกล จึงจำเป็นต้องมีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ดีกว่า โดยเฉพาะในช่วงหมดภาระการใช้ทุนแล้ว ตลอดจนความคล่องตัว ความยืดหยุ่นในการจ้างพนักงานของรัฐ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนในท้องที่ห่างไกลและทุรกันดารได้ การต่อสัญญาที่สั้นหรือยาวเกินไปจะมีผลต่อประสิทธิภาพของการทำงานเช่นเดียวกัน 4. ระบบพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจะต้องเป็นไปเพื่อการทำงานบริการในพื้นที่ที่มีความต้องการกำลังคนมาก โดยเฉพาะอย่างอย่างยิ่งในชนบทห่างไกลซึ่งในระยะยาวจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนระบบบริการสาธารณสุขในภาพรวมภายใต้ทิศทางของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ที่จะช่วยให้การปฏิรูปปรับเปลี่ยนระบบบริการตามแนวทางกระจายอำนาจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวมมากยิ่งขึ้น หลักแนวคิดที่ว่าด้วย พ.ก.ส. 1. พนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นรูปแบบการจ้างงานแบบใหม่ที่จะช่วยให้รัฐสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนด้านสุขภาพในชนบท โดยมีประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้ทรัพยากรทั้งด้านการเงินและบุคคล ไม่ใช่วัตถุประสงค์เพียงเพื่อการจ้างงานในช่วงระหว่างสัญญาใช้ทุนเท่านั้น2. เงื่อนไขการจ้างงานโดยเฉพาะเมื่อหมดภาระใช้ทุนจะต้องสามารถสร้างแรงจูงใจ และสอดคล้องกับผลงานที่ได้ performance based และต้องสามารถปรับเปลี่ยนตามพื้นที่ที่มีความขาดแคลนกำลังคนที่แตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายในการกระจายกำลังคนไปยังพื้นที่ที่มีความขาดแคลนในชนบทโดยการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 3. เพื่อให้การดำเนินการบรรลุเป้าหมายและสอดคล้องกับแนวคิดสำคัญในข้อ 1 ต้องมีคณะกรรมการกลาง (ขณะนี้หมายถึง คณะกรรมการบริหารพนักงานของรัฐทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการกลางไปจนกว่าจะมีกฎหมายออกมาและอาจให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาใหม่ได้) ซึ่งมีความเป็นอิสระในการดำเนินการ มีองค์ประกอบมาจากทุกส่วน รวมทั้งตัวแทนพนักงานของรัฐ โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นเลขานุการ เพื่อทำหน้าที่ดูแลจำนวน การกระจาย ในภาพรวมของประเทศ รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์การจ้างงานและการใช้พนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีหน้าที่หลักในการพิจารณากำหนดจำนวนและประเภทบุคลากร สำหรับสถานบริการหรือพื้นที่ที่มีความจำเป็นต้องได้รับพนักงานของรัฐและลำดับความสำคัญ ตลอดจนแนวทางการบริหารงานพนักงานของรัฐ เช่น คุณลักษณะเฉพาะตำแหน่งพนักงานของรัฐ เงินเดือน ค่าจ้าง หลักเกณฑ์ ในการประเมินบุคคล การประเมินผลงาน สิทธิประโยชน์ อื่น ๆ เป็นต้น ทั้งนี้ โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโดยเฉพาะในส่วนของการกระจายและการโยกย้ายจะต้องมีการทบทวนปรับเปลี่ยนเป็นระยะให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของความขาดแคลนในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ยึดหลักการทำกรอบความต้องการแบบตายตัว 4.ระบบการจ้างงานต้องจูงใจและมีความยืดหยุ่น ระบบจูงใจและการบริหารจัดการต้องแตกต่างจากราชการเพื่อจูงใจให้พนักงานของรัฐสามารถทำงานในชนบทได้นานขึ้น และต้องมีระบบบำเหน็จบำนาญ ขึ้นกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งอาจแยกมาเป็นกองทุนเฉพาะก็ได้ โดยรัฐบาลจะต้องจ่ายสมทบอย่างน้อยเท่ากับ กบข. และให้มีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จบำนาญ และในกรณีไม่ต่อสัญญาอันไม่ได้เกิดจากความผิดของพนักงานของรัฐ ต้องให้ได้รับเงินชดเชย เช่น เท่ากับเงินเดือนสุดท้ายคูณจำนวนปีที่ทำงาน
5. ควรมีกรอบทางกฎหมายที่ชัดเจนเพื่อเป็นกรอบแนวทางการดำเนินพนักงานของรัฐในระยะยาว ให้อะไร ถึงไหน กับ พ.ก.ส. คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้แต่งตั้ง "คณะกรรมการบริหารพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข" เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 โดยให้คณะกรรมการชุดนี้เป็นคณะกรรมการกลาง โดยมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน เลขาธิการ สำนักงาน ก.พ.เป็นประธานร่วม และผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนสาธารณสุขเป็นเลขานุการคณะกรรมการ องค์ประกอบของกรรมการมีทั้งหมด 17 คน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งตัวแทนพนักงานของรัฐจำนวน 3 คน หน้าที่ ของคณะกรรมการชุดนี้มีดังนี้
- ประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคการดำเนินการของพนักงานของรัฐ
- กำกับดูแลการดำเนินการบริหารพนักงานของรัฐ ที่จะมีจำนวนมากขึ้นในอนาคต เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อส่วนรวมสูงสุด
- วางแผนระยะกลาง ระยะยาว เพื่อพัฒนาให้พนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ในชนบท โดยเฉพาะหน่วยงานระดับล่าง ๆ ในพื้นที่ห่างไกลได้ดีกว่าระบบราชการแบบเดิมโดยมีขวัญกำลังใจที่เอื้อต่อการกระจายบุคลากรสาธารณสุขในชนบท
- หากจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะรองรับในระยะยาว ให้คณะกรรมการประสาน ผลักดัน ให้เกิดกฎหมายรองรับ โดยเฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานต่อไป
- เพื่อวางหลักเกณฑ์กลางให้ อกพ.กรมในกระทรวงสาธารณสุขปฏิบัติตามหลักเกณฑ์กลางในการบริหารงานพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขต่อไป
- แต่งตั้งอนุกรรมการดำเนินการเรื่องต่าง ๆ
- ประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานของรัฐ
- การพิจารณาการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับพนักงานของรัฐ
- อื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายและเสนอ ครม. ให้ทราบเป็นระยะ ๆ อย่างน้อยทุก 3 เดือน
และเพื่อสนับสนุนให้การดำเนินการของคณะกรรมการฯ กระทรวงสาธารณสุขจึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ รวม 4 ชุดคือ
- คณะอนุกรรมการ ดำเนินการเรื่อง การกระจายพนักงานของรัฐ
- คณะอนุกรรมการ ดำเนินการเรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงาน
- คณะอนุกรรมการ ดำเนินการเรื่อง การยกร่าง พ.ร.บ.ระเบียบพนักงานของรัฐ
- คณะอนุกรรมการ ดำเนินการเรื่อง การจัดระบบแรงจูงใจ
แนวคิดการกระจายพนักงานของรัฐ คณะอนุกรรมการได้ดำเนินการเรื่องการกระจายพนักงานของรัฐ ได้กำหนดวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้เกิดความเสมอภาคทั้งภาพรวมในการกระจายพนักงานของรัฐและข้าราชการ และแนวคิดการกระจายพนักงานของรัฐไว้ ดังนี้ แนวคิดหลักการ - พัฒนาแบบองค์รวม ไม่แยกส่วน
- พัฒนาการกระจายพนักงานของรัฐโดยรวมถึงการกระจายข้าราชการทุกหน่วยงาน พนักงานองค์การมหาชน และบุคลากร
- ในภาคเอกชน จะต้องใช้การกระจายพนักงานของรัฐช่วยแก้ความไม่เสมอภาคในกลุ่มอื่น (ที่ไม่ใช่พนักงานของรัฐ)ด้วย
- พิจารณาเป็นทีมงานสุขภาพ ไม่แยกส่วนรายวิชาชีพ
- การพิจารณาความเสมอภาค อาจให้พิจารณาตามความหนาแน่นต่อประชากรและความจำเป็นของพื้นที่
2.พิจารณาใช้มาตรการที่ครบถ้วน เชื่อมโยง ยืดหยุ่น
- การพิจารณาใช้มาตรการทั้งการศึกษา การจัดการกำลังคน และการใช้มาตรการทางสังคม
- ยืดหยุ่น หลักเกณฑ์ ระเบียบต่าง ๆ ให้เหมาะสมสอดคล้องกับงานและพื้นที่
3.พิจารณากลไกที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง
- ให้มีคณะกรรมการกลาง เพื่อดูแลการกระจายพนักงานของรัฐ โดยมีองค์ประกอบที่มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
- ให้มีหน่วยงานเลขานุการของคณะกรรมการที่ทำงานประจำและต่อเนื่อง
- ให้มีแผนการทำงานที่ชัดเจน
- ให้มีการกำหนดกฎระเบียบ รวมทั้งแนวในทางปฏิบัติที่ชัดเจน
แนวคิดการประเมินพนักงานของรัฐ ในส่วนของคณะอนุกรรมการ ดำเนินการเรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติงาน ได้สรุปผลและเสนอแนวทางไว้ ดังนี้ ขั้นตอนในการทำงาน ที่ประชุมได้มีการมอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯดำเนินการจัดทำแบบฟอร์มและคู่มือแนวทางการประเมินผลการทำงานของพนักงานของรัฐฯ รายวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ พยาบาลเทคนิค ทันตาภิบาล เจ้าพนักงานเภสัชกรรม เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน รวมทั้งสาขาอื่น ๆ ที่เป็นพนักงานของรัฐ นอกจากนั้น ได้มีการนำเสนอผลการจัดทำแนวทางการประเมินดังกล่าวมาอภิปรายหารูปแบบที่เหมาะสมร่วมกัน และทำการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งสรุปแนวคิดการประเมินพนักงานของรัฐฯ เป็น 4 ประเด็น คือ ประเมินอะไร
- ประเมินงานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
- ประเมินลักษณะบุคคล / จริยธรรม
- ประเมินการพัฒนาตนเองทางด้านวิชาการ
- ประเมินความพอใจของผู้รับบริการ
- ประเมินความพอใจของเพื่อนร่วมงาน
ประเมินอย่างไร
- ไม่ประเมินละเอียดมากในเชิงปริมาณ (ถ้าจะนำผลงานเชิงปริมาณไปคำนวณค่าตอบแทน ให้มีการคิดระบบภายหลังเพื่อให้ได้ข้อมูล)
- การประเมินจะใช้คณะกรรมการเป็นหลัก (เป็นคะแนน) และให้มีคณะกรรมการหลายระดับโดยให้เป็นวิชาชีพเดียวกัน ซึ่งอาจมาจากหลายสถาบันก็ได้
- มีแบบฟอร์มที่มี overall structure โดยที่แต่ละพื้นที่/หน่วยงานสามารถเลือกใช้เป็นบางรายการที่เหมาะสมกับหน่วยงานได้
- พื้นที่/หน่วยงานสามารถเลือกให้น้ำหนักของแต่ละรายการได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่
- จะบอกวิธีการได้มาซึ่งข้อมูลประกอบการตัดสินใจของคณะกรรมการ เช่น ถ้าจะประเมินเพื่อนร่วมงานอาจต้องถามเพื่อนร่วมงานอย่างน้อยกี่คน เป็นต้น
ประเมินแล้วมีผลอย่างไร
- เพื่อใช้ประกอบการเลื่อนเงินเดือน ทุกครึ่งปี
- เพื่อใช้ประกอบการปรับค่าตอบแทนส่วนเพิ่ม (คำนวณค่าตอบแทนส่วนเพิ่ม)
- เพื่อใช้เป็น feedback ทุกครึ่งปี โดยให้มีการพูดคุยกัน โดยเฉพาะกรณี under-perform ต้องมีการพูดคุยกัน
- ความถี่ของการประเมิน ทุกครึ่งปี
แนวคิดการจัดระบบแรงจูงใจ
- เงินเดือน ให้อิงกับฐานเงินเดือนของข้าราชการในปัจจุบันและ top up ด้วยเลขจำนวนหนึ่ง เช่น 1.7 เป็นต้น เพื่อชดเชยกับสิทธิประโยชน์บางประการ และต้องต่อสัญญาทำงานเป็นระยะ ตัวอย่างเช่น ทุก 3 ปี หรือ ทุก 5 ปี เป็นต้น
- ค่าตอบแทน มีเงินค่าวิชาชีพและเงินค่าเวร การทำหัตถการ เช่นเดียวกับของข้าราชการ ยกเว้น ไม่มีเงินประจำตำแหน่ง
- สวัสดิการรักษาพยาบาลมีให้เฉพาะตัวพนักงานของรัฐเท่านั้น
- ความก้าวหน้า ปรับเข้าสู่ broad banding system แทนระบบ P.C. ในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น แพทย์แยกออกเป็น 5 ระดับ และมีเกณฑ์ขั้นต่ำในการเลื่อนตำแหน่งสู่ระดับที่สูงขึ้น· เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เมื่อมีข้อยุติเกี่ยวกับความก้าวหน้าในตำแหน่งของพนักงานของรัฐ จะได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่จะเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่อไป โดยจะต้องเสนอสำนักเลขาธิการรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณา
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คณะกรรมการได้พิจารณาแล้ว เห็นควรให้เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับลูกจ้างประจำซึ่งจดทะเบียนแล้ว (กสจ.) โดยจะประสานกับกระทรวงคลังเเพื่อจะเข้าสู่กองทุนดังกล่าว ซึ่งหลักเกณฑ์ของกองทุนดังกล่าวนั้น ลูกจ้างออกเงินสะสมร้อยละ 3 นายจ้าง (จากเงินงบประมาณของรัฐ) ออกสมทบอีกร้อยละ 3
ร่างพ.ร.บ.ระเบียบพนักงานของรัฐ คณะอนุกรรมการฯ ได้ดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.ระเบียบพนักงานของรัฐฯ ร่างที่ 1 เรียบร้อยแล้ว (โดยได้มอบหมายให้ รศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นผู้ยกร่าง) และที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาไปแล้ว 1 ครั้ง ทั้งนี้ จะได้มีการเวียนร่างฯ ดังกล่าวให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบและให้ข้อคิดเห็นในการปรับปรุงร่างฯ ดังกล่าวต่อไป โดยมีหลักการสำคัญ ดังนี้
- เป็นการกำหนดระบบเพื่อให้พนักงานของรัฐฯ มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
- หลักการใหญ่ 2 - 3 เรื่อง ตามที่ ครม.มีมติไว้ เพื่อไม่ให้เหมือนกับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่เป็นการทำงานประจำตลอดชีวิต จะมีการทำงานตามรอบระยะเวลาและมีการประเมินเป็นรอบ ๆ เมื่อถึงกำหนดการต่ออายุการจ้าง ต้องมีการประเมินประสิทธิภาพ
- ให้พนักงานของรัฐฯ สามารถทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรมหาชนอิสระ และอื่น ๆ ได้
- กำหนดให้พนักงานของรัฐมีองค์กรกลางในการปฏิบัติงาน (สำนักงานคณะกรรมการพนักงานของรัฐ หรือ ก.พ.ร.)
- แม้ว่าจะมี ก.พ.ร. แต่ในเชิงการดูแลบังคับบัญชา ยังคงให้ อ.ก.พ.กรม, อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุขดูแล (เมื่อ อ.ก.พ. เป็นองค์กรกลางในการดูแลการบริหารงานบุคคลของพนักงานของรัฐ กรรมการอาจไม่เข้าใจในเรื่องพนักงานของรัฐฯถ่องแท้ ต้องให้มีตัวแทนจาก ก.พ.ร.ไปร่วมประชุมด้วย โดยให้สิทธิ์พนักงานของรัฐที่ดำรงตำแหน่งระดับเดียวกันกับข้าราชการให้มีสิทธิ์เข้าเป็นคณะกรรมการ อ.ก.พ.ได้)
- ให้มีหน่วยงานธุรการดูแลระบบพนักงานของรัฐ สำนักงานขึ้นกับสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี
- ถ้ามีระบบพนักงานของรัฐในกระทรวงอื่น ๆ ให้มีปลัดกระทรวงนั้น ๆ เข้าเป็นกรรมการ ก.พ.ร.ด้วย
- กรอบหลัก ๆ เช่น การบรรจุ แต่งตั้ง รักษาวินัย ดำเนินการตามวินัย จะคำนึงถึงคุณลักษณะพิเศษของพนักงานของรัฐฯ
ในรายละเอียด ร่างพระราชบัญญัติระเบียบพนักงานของรัฐ (ร่างที่ 1) ประกอบด้วย 8 หมวด 1 บทเฉพาะกาล 67 มาตรา ดังนี้
- หมวดที่ 1 คณะกรรมการพนักงานของรัฐ
- หมวดที่ 2 บททั่วไป
- หมวดที่ 3 การกำหนดตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
- หมวดที่ 4 การบรรจุและแต่งตั้ง
- หมวดที่ 5 การเลื่อนขั้นเลื่อนเงินเดือน
- หมวดที่ 6 การเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและการประเมินประสิทธิภาพ
- หมวดที่ 7 วินัยและการรักษาวินัย การดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ การร้องทุกข์
- หมวดที่ 8 การออกจากการเป็นพนักงานของรัฐ
- บทเฉพาะกาล
สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ ระเบียบพนักงานของรัฐ มี ดังนี้ หมวดทั่วไป ให้ พนักงานของรัฐ
มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการในตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งเช่นเดียวกับข้าราชการ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน สิทธิประโยชน์ สวัสดิการต่างๆ ของข้าราชการที่มีอยู่ในกฎหมาย ประกาศ ระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ให้หมายถึง พนักงานฯ ด้วย เพื่อประโยชน์ของทางราชการ ต้นสังกัด มีคำสั่งให้ พนักงานฯ ไปปฏิบัติงานในฐานะ เจ้าหน้าที่องค์การมหาชนได้ ให้ พนักงานฯ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเช่นเดียวกับข้าราชการให้ถือว่า พนักงานฯ มีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการได้ ให้นำระเบียบข้าราชการในส่วนที่เกี่ยวกับวินัย การดำเนินการทางวินัยมาใช้กับ พนักงานฯ โดยอนุโลม หมวด 1 คณะกรรมการพนักงานของรัฐ
- ให้มีคณะกรรรมการพนักงานของรัฐ (ก.พ.ร.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กรรมการประกอบด้วยผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น ก.พ. และสำนักงบประมาณ เป็นต้น ผู้ทรงคุณวุฒิ ปลัดกระทรวงที่มีพนักงานของรัฐ เลขาธิการคณะกรรมการพนักงานของรัฐเป็นกรรมการและเลขานุการ
- ก.พ.ร. มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการบริหารงานบุคคลและการวางแผนกำลังคนของพนักงานของรัฐ กำหนดเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง การบรรจุแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การรักษาวินัย สวัสดิการ สิทธิประโยชน์เกื้อกูล พัฒนา หลักเกณฑ์ มาตรฐานการบริหารงานบุคคลรัฐ
- การติดตาม กำกับดูแล และให้คำปรึกษาด้านบริหารงานบุคคล
หมวดที่ 2 บททั่วไป
· กำหนดคุณสมบัติทั่วไปของผู้ดำรงตำแหน่ง พนักงานฯ (เหมือนข้าราชการ) เช่น อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี สัญชาติไทย ไม่เป็นผู้มีกายทุพพลภาพ ฯลฯ
· อัตราเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง วัน เวลาการทำงานให้เป็นไปตามที่ ก.พ.ร.กำหนด
หมวดที่ 3 การกำหนดตำแหน่งและการได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
ตำแหน่ง พนักงานฯ มีชื่อในการบริหารงานเหมือนข้าราชการ หรือมีชื่อเรียกอย่างอื่นตามที่ ก.พ.ร.กำหนด
ตำแหน่งมี 3 ประเภทคือ ประเภททั่วไป ประเภทวิชาชีพเฉพาะ และประเภทบริหาร (กลาง / สูง) พนักงาน จะมีตำแหน่งใด ระดับใด อยู่ในส่วนราชการไหน เท่าไร จะต้องใช้คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งอย่างไร
ให้เป็นไปตามที่ ก.พ.ร.กำหนด
ให้ ก.พ.ร.จัดทำมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง ในกรณีที่ลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบหรือปริมาณเปลี่ยนไปให้ ก.พ.ร.พิจารณาปรับปรุง
หมวดที่ 4 การบรรจุแต่งตั้ง
- ให้บรรจุแต่งตั้งพนักงานจากผู้สอบแข่งขันได้ในตำแหน่งนั้น ๆ แต่ในกรณีมีเหตุพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องดำเนินการสอบแข่งขัน อาจคัดเลือกได้ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร.กำหนด หรือถ้ามีเหตุผลและความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์ราชการที่จำเป็นต้องบรรจุผุ้มีความรู้ความสามารถสูงในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุได้ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร.กำหนด
- ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุอาจกำหนดให้พนักงานบางประเภท จะต้องทำสัญญาเพื่อกำหนดเงื่อนไข หลักเกณฑ์หรือระยะเวลาการปฏิบัติงานที่กำหนดขึ้นเฉพาะได้
- ให้มีการทดลองปฏิบัติราชการ เช่นเดียวกับข้าราชการ
- การย้าย/โอน พนักงานไปดำรงตำแหน่งอื่นให้สามารถกระทำได้ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร.กำหนด
- กรณีมีเหตุจำเป็น ผู้มีอำนาจอาจสั่งให้พนักงานเข้าประจำกระทรวง ทบวง กรม เป็นการชั่วคราวได้
หมวด 5 การเลื่อนขั้นเลื่อนเงินเดือน
· การเลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาโดยการประเมินประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติงาน คุณภาพ
และปริมาณงานการรักษาวินัย คุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนความรู้ความสามารถ อุตสาหะในการปฏิบัติงาน ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ ก.พ.ร.กำหนด โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชา หมวดที่ 6 การเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและการประเมินประสิทธิภาพ
· พนักงานฯ ปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลในระดับเป็นที่น่าพอใจ ให้ถือว่าได้รับความชอบ เครื่อง
เชิดชูเกียรติและการเลื่อนขั้นเงินเดือน
· ให้มีการพัฒนาเข้ารับการบรรจุก่อนมอบหมายหน้าที่ปฏิบัติงาน · ให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ ก.พ.ร.กำหนด ผู้ใดไม่ผ่านการประเมิน ผู้มีอำนาจ
อาจพิจารณาให้มีคำสั่งให้ผู้นั้นออกจากการเป็นพนักงานของรัฐ หมวด 7 วินัยและการรักษาวินัย การดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ การร้องทุกข์
· ส่วนที่เกี่ยวข้องกับวินัย และการรักษาวินัย ฯลฯ ให้นำบรรดาอำนาจหน้าที่ของ ก.พ.มาใช้โดยอนุโลม · ให้ อ.ก.พ.กระทรวง กรม จังหวัด ทำหน้าที่บริหารงานบุคคล สำหรับ พนักงานฯ ที่อยู่ในสังกัดแล้วแต่กรณี
หมวด 8 การออกจากการเป็นพนักงานของรัฐ
· นอกจากการออกจากการเป็นพนักงานของรัฐเพราะครบกำหนดระยะเวลาการปฏิบัติงาน ในส่วนที่เกี่ยวกับการ
ออกจากงานของพนักงานของรัฐให้เอาบรรดาอำนาจหน้าที่ของ ก.พ.มาใช้โดยอนุโลม
· ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุ พนักงานฯ ตาม พ.ร.บ.นี้
บทเฉพาะกาล
· ข้าราชการ ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ถ้า
ประสงค์สมัครใจเปลี่ยนเป็นพนักงานได้จะต้องผ่านการคัดเลือกหรือการประเมินตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.ร.กำหนด และการเปลี่ยนนี้ให้ถือว่าออกจากราชการเพราะเลิกหรือยุบตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ · ให้มีการแต่งตั้ง ก.พ.ร.ภายใน 90 วัน นับแต่ พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้และ ให้มีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์ภายใน 120 วัน สรุปผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา
ประเด็น | ปัญหา | การแก้ไข | 1. การย้าย | เนื่องจากมีปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องตำแหน่ง จากที่ ก.พ.กำหนดหลักเกณฑ์ซึ่งมีข้อจำกัด ดังต่อไปนี้ - ไม่มีตำแหน่งว่างที่จะรองรับการย้ายได้ จะต้องตัดตำแหน่งตามตัวไปด้วย โดยไม่เกินกรอบอัตรากำลังตามที่ก.พ.กำหนด
- การตัดโอนตำแหน่งจะต้องขออนุมัติ ก.พ.เป็นรายๆ เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์หรือระเบียบใดเอื้อให้ดำเนินการเองได้
| การย้าย : ให้ดำเนินการโดยใช้หลักเกณฑ์การย้ายเช่นเดียวกับข้าราชการ ตำแหน่ง : ให้สามารถตัดโอนตำแหน่งจากส่วนราชการหนึ่งไปยังส่วนราชการหนึ่งได้ ทั้งนี้โดยไม่เกินกรอบอัตรากำลังที่ ก.พ.กำหนด | 2. ความก้าวหน้าในสายวิชาชีพการเลื่อนระดับตำแหน่ง | ตามมติ ครม.ที่ นร.0205/5768 ลงวันที่ 10 พ.ค.2543 เห็นชอบในหลักการ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการปฏิบัติงานของพนักงานของรัฐในสังกัด กท.สธ. ตามที่ คปร.เสนอนั้น ในนัยข้อ 10 และนัยข้อ 13 ซึ่งพบปัญหาในทางปฏิบัติ คือ ก.พ.เป็นผู้กำหนดตำแหน่งเพื่อบรรจุแต่งตั้งพนักงานของรัฐโดยไม่ได้กำหนดความก้าวหน้าของตำแหน่ง โดยเฉพาะในระดับควบ เช่น กรณีเภสัชกรซึ่งต้องปรับระดับเมื่อทำงานไปแล้ว 1 ปี จากระดับ 3 เป็นระดับ 4 โดยปกติหากเป็นข้าราชการสายวิชาชีพเภสัชกร ก.พ.จะกำหนดตำแหน่งเป็นเภสัชกรระดับ 3 5 แต่เมื่อเป็นพนักงานของรัฐ ก.พ.จะกำหนดเป็นเภสัชกร ระดับ 3 พ. เท่านั้น ทำให้เกิดความสับสนในทางปฏิบัติในการเลื่อนระดับ | ที่ประชุมได้มีมติให้กำหนดความก้าวหน้าของตำแหน่งพนักงานของรัฐในระดับควบทุกตำแหน่งสามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกับข้าราชการ | 3. การเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี งปม.2545 | ในเดือนเมษายน 2544 เมื่อข้าราชการเลื่อนระดับจากระดับ 3 เป็นระดับ 4 จะต้องใช้เงิน งปม.เพิ่มเติม รวมทั้งมี งปม.ปี 2545 ด้วย แต่กรณีพนักงานของรัฐจะเลื่อนขั้นเงินเดือนอย่างไร | การเลื่อนขั้นเงินเดือนของพนักงานของรัฐ ในปี งปม.2545 ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับข้าราชการโดยอนุโลมใช้วงเงินตามมติ ครม. เช่นเดียวกับข้าราชการ | 4 การลาศึกษาต่อ | - พนักงานของรัฐสามารถศึกษาต่อได้หรือไม่
- หากลาศึกษาต่อได้และเมื่อจบการศึกษาแล้วต้องย้ายไปทำงานสถานที่อื่น อาจมีปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับตำแหน่ง และสัญญาการเป็นพนักงานของรัฐกับต้นสังกัดเดิม
| พนักงานของรัฐสามารถลาศึกษาต่อได้เช่นเดียวกับข้าราชการ โดยให้พนักงานของรัฐใช้ระเบียบการลาศึกษาต่อได้เช่นเดียวกับข้าราชการ ทั้งนี้ กท.สธ.ได้ดำเนินการแก้ไขระเบียบกท.สธ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการลาไปศึกษาต่อ หรือฝึกอบรมภายในประเทศ พ.ศ.2543 ประกาศ ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2543 | 5. การปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบพัสดุ | เนื่องจากพนักงานของรัฐไม่ใช่ข้าราชการจึงไม่อาจปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ในการเป็น หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และ ประธานกรรมการต่างๆ ได้ จึงมีปัญหาในการปฏิบัติงานได้ | สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือที่ นร.(กวพ.)1305/20 ลงวันที่ 4 มกราคม 2544 ได้พิจารณายกเว้นเป็นหลักการให้ กท.สธ.ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบพัสดุ ข้อ 5 ในส่วนนิยามคำว่า หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และข้อ 35 ในส่วนของการแต่งตั้งประธานกรรมการ โดยหัวหน้าส่วนราชการสามารถแต่งตั้งพนักงานของรัฐเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุและประธานกรรมการต่างๆ ได้ | 6. การแต่งตั้งพนักงานของรัฐเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย | กระทรวงสาธารณสุข โดยกองนิติการได้ปรึกษาหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องการแต่งตั้งพนักงานของรัฐเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายได้หรือไม่ และคำว่า เจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดชอบทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 หมายความรวมถึง พนักงานของรัฐด้วยหรือไม่ | ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตอบข้อหารือดังกล่าว สรุปได้ว่า สามารถแต่งตั้งพนักงานของรัฐเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ และคำว่า เจ้าหน้าที่ ตามพ.ร.บ.ความรับผิดชอบทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ได้รวมถึงเจ้าพนักงานของรัฐด้วย | 7. บัตรประจำตัว | เนื่องจากตามพ.ร.บ.บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2542 ไม่ได้ครอบคลุมถึงพนักงานของรัฐในฐานะ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ด้วย ทำให้ไม่อาจมีบัตรประจำตัวเหมือนเช่นข้าราชการทั่วไปได้ | สป.สธ.โดยกองนิติการได้หารือกับสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อกำหนดให้พนักงานของรัฐเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ด้วย โดยทางสำนักนายกฯได้ยกร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐให้รวมพนักงานของรัฐด้วย ซึ่งขณะนี้ได้มีการตราพระราชกฤษีกา กำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพ.ร.บ.บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2542 (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2544 โดยกำหนดให้ลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 118 ตอนที่ 80 ก วันที่ 24 กรกฎาคม 2544 | 8. การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้บริหาร | เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และ 2535 พนักงานของรัฐไม่อาจเข้าสู่ตำแหน่ง หรือรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนได้ | กท.สธ.โดยกองนิติการ ได้ดำเนินการประสานงานกับ ก.พ. เพื่อให้มีการแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทางก.พ.ได้ตอบข้อหารือของกท.สธ. ตามหนังสือ ก.พ.ที่ นร.0703/355 ลงวันที่ 20 เมษายน 2544 โดยสรุปว่า ปลัดกท.สธ.มีอำนาจสั่งให้พนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนได้ มิใช่ให้ดำรงตำแหน่งหรือรักษาการในตำแหน่ง ผอ.รพช. ดังนั้นจึงไม่มีอำนาจในการสั่ง การอนุญาตหรือนุมัติใดๆ ตามอำนาจของผอ.รพช. ที่มีกฎหมายหรือระเบียบกำหนดไว้ ในการนี้ กระทรวงสาธารณสุขโดยกองสาธารณสุขภูมิภาค และกองนิติการ สป. ได้ร่วมดำเนินการทำหนังสือเพื่อให้ปลัดกท.สธ.มอบอำนาจให้ผวจ.จัดทำคำสั่งให้พนักงานของรัฐสามารถดำเนินการตามที่ ก.พ.ได้แจ้งไว้แล้ว | 9. สิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น การไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญและเป็นสมาชิกกองทุน กบข. | ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2543 มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาดำเนินการให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกำหนดให้ปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องสำหรับพนักงานของรัฐ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของครม. ที่กำหนดให้พนักงานของรัฐได้สิทธิประโยชน์เทียบเคียงกับข้าราชการพลเรือน | กระทรวงสาธารณสุข โดยคณะกรรมการบริหารงานพนักงานของรัฐได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯ ชุดระบบแรงจูงใจของพนักงานของรัฐได้พิจารณาหารูปแบบ แนวทางของระบบบำเหน็จบำนาญและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่อไป |
สรุป เกือบสองปีกับ พ.ก.ส. หรือ พนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเปรียบเทียบกับพนักงานของรัฐในส่วนของทบวงมหาวิทยาลัย จะเห็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ทั้งเรื่องค่าตอบแทน ความชัดเจนในส่วนของความก้าวหน้า สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผ่านมานั้นเป็นไปในลักษณะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะเรื่อง ยังไม่มีการตัดสินใจที่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรกับ พ.ก.ส.หรือดำเนินการให้เป็นรูปธรรมชัดเจน ทั้งการยกร่างพ.ร.บ.ระเบียบพนักงานของรัฐ การประเมินผลการปฏิบัติงาน การจัดระบบแรงจูงใจ การกระจายพนักงานของรัฐ ทั้งหมดดำเนินการถึงแค่ขึ้นตอนของการยก ร่าง รายละเอียดเท่านั้นเอง ยังไม่ได้ดำเนินการต่อหรือก้าวหน้าอะไรมากนัก แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามแล้วก็ตาม อีกทั้งในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ก็จะมีผู้จบการศึกษาและต้องเป็นพนักงานเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง และเป็นปีแรกสำหรับผู้จบการศึกษาหลักสูตร 2 ปีจากสถาบันการผลิตของกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานของรัฐ ซึ่งจะเป็นแค่ ลูกจ้างชั่วคราว ตามสถานบริการสาธารณสุขหรือหน่วยงานอื่นที่มีเงินว่าจ้าง ซึ่งคงรับได้เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ในอนาคตตามมติครม.ที่จะรองรับนักศึกษาที่อยู่ในแผนการผลิตทั้งหมด (pipeline) จะทำให้มีพนักงานของรัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 3 หมื่นคน และเชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงสามารถสร้างความชัดเจน สร้างความมั่นใจเพื่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานสำหรับพนักงานของรัฐ ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (พ.ก.ส.) คงไม่ปล่อยให้คนร่วม 3 หมื่นคนอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะเรื่องตลอดไปเป็นแน่ เอกสารประกอบ กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข รายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดสรร
แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกรผู้ให้สัญญาของกระทรวงสาธารณสุข ครั้งที่ 1/2544 วันที่ 30 มกราคม 2544 . เอกสารอัดสำเนา , 2544.
กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. คู่มือการปฏิบัติงานเกี่ยวกับพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (ชั่วคราว). 2544. กองนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการให้ข้าราชการลาไปศึกษาและฝึกอบรมภายใน ประเทศ พ.ศ. 2543. เอกสารอัดสำเนา ,2544. สถาบันพระบรมราชชนก. คู่มือแพทย์คู่สัญญา. โรงพิมพ์ยุทธรินทร์ นนทบุรี,2543. สถาบันพระบรมราชชนก. พนักงานของรัฐ : สิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ. เอกสารประกอบการบรรยายการปฐมนิเทศทันตแพทย์ เภสัชกร ใน สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก ,2544. สำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข. กรอบแนวคิดในการดำเนินการเกี่ยวกับพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข. นนทบุรี เอกสารอัด สำเนา ,2544. สำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข . เอกสารประกอบเรื่องพนักงานของรัฐ. เอกสารอัดสำเนา, 2544. สุวัฒน์ วิริยะพงษ์สุกิจ. ข้าราชการพันธุ์ใหม่ : พนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข. วารสารโรงพยาบาลชุมชน ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 ตุลาคม พฤศจิกายน 2543, หน้า 9 17. กองบรรณาธิการ. ความเคลื่อนไหวในแวดวง HRD : การบรรจุนักเรียนทุนเป็นพนักงานของรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข. วารสารการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านสุขภาพ (วพมส.). ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 (เมษายน มิถุนายน 2543),หน้า 138-143. http://www.moph.go.th/person
|