เห็นตรงกันมั้ยครับว่า
พวกเราที่เกิดมาแล้วพากันเรียกตัวเองว่า คน หนะ ล้วนแล้วแต่มี ทุกข์ เป็นเจ้าเรือนทั้งนั้น
จะ หล่อ..รวย..สวย..กรอบ ก็ ทุกข์
จะ ขาว
ดำ..ต่ำ..ม่อก ก็ ทุกข์
หนีทุกข์กันไปไม่พ้น ผมชอบประโยคหนึ่งที่
คุณคมสัน นันทจิต (นักเขียน/พิธีกร) เคยให้สัมภาษณ์ นิตยสาร OPEN
ไว้ว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีความเศร้าชนิดหนึ่งกัดกินชีวิตของเราอยู่
ผมว่า ผมกับเขา
เราคิดคล้ายกัน!
ผมคงไม่ห่วง ถ้าคุณอยู่ในภาวะ เริงสราญ บานใจ เพราะนั่นหมายถึง อาการของ คนสุข ยังไงๆ
ก็คงไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต (ตราบใดที่ไม่ได้ไปเสพสิ่งชั่วร้ายอบายเภท
หรือเผลอไปเหยียบเท้าลูกของใครในผับ!) แต่หากเมื่อใดที่คุณอยู่ในภาวะ
โศก เศร้า เหงา และ
เซ็ง นั่นหมายถึงอาการของ
คนทุกข์ ถึงตรงนี้
คุณมีวิธีการจัดการกับ ทุกข์ นั้นอย่างไร? นี่แหละครับคือ โจทย์ชีวิต
ที่ผมอยากยกมาคุยด้วย
เมื่อเจอทุกข์ บางคนเลือกที่จะอ่านหนังสือ
ดูหนัง ฟังเพลง เล่นกีฬา หาพระ หรือระบายให้เพื่อนฝูงฟัง แต่หลายคนไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปปรึกษาใคร
หาคนที่จะมานั่งรับฟังได้ยาก ทางออกคือการพึ่งบุหรี่
พึ่งเหล้า เข้าบาร์ แม้กระทั่งใช้ยาเสพย์ติดเพื่อคลายทุกข์
ขณะที่บางคนเลือกวิธีการที่น่ากลัวที่สุดคือ ฆ่าตัวตาย !
ผมเอง ก็เป็นพวก หาทุกข์ใส่ตัว
มือวางอันดับต้นๆ เหมือนกัน สมัยเด็กๆ เวลาหาทางออกอะไรไม่ได้ก็ฟูมฟายบ่นพร่ำ
บางครั้งก็ฟาดงวงฟาดงาเอากับคนใกล้ตัว ฟกช้ำดำเขียวกันไปไม่ใช่น้อย
บางคนมีเรียก ไอ้เมฆอำมหิต ด้วยนะ
ผมเพิ่งมาได้ยาดีเอาตอนระยะหลังๆ นี่เอง ชีวิตที่คลิกได้
ส่วนหนึ่งก็มาจาก ไดอารี่ ครับ หลังจากมีเจ้านี่ไว้ข้างตัวก็ได้ผล
ผมคิดว่าผมสามารถจัดการกับกองทุกข์ไม่ให้พลุ่งพล่านได้ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย
(แต่มีบ้างแหละคุณที่เกิด
น็อตหลุด เบรคแตก
โธ่! สันดานหนะหนา ล้างยาก?) ผมเรียกวิธีการนี้ว่า ไดอารี่บำบัด
ครับ หรือให้อินเตอร์นิดๆ อินเทรนด์หน่อยๆ
เรียกว่า Diary Therapy ก็เท่ไม่หยอก!
การเขียนบันทึกลงในไดอารี่
ผมเชื่อหมดหน้าตักเลยครับว่าเป็นทางออกที่ได้ผล
เพราะทำให้เราได้มีโอกาสทบทวนความคิดของตัวเอง มีเวลานั่งพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นที่เราพบเจอในชีวิตประจำวัน
บางครั้ง แม้ไม่มีใครใส่ใจฟังเราในบางเรื่องบางมุม แต่เราก็สามารถปลุกปลอบตัวเราได้เอง
ผมคิดว่า การที่เราเรียนรู้ปัญหาต่างๆ ได้ภายในโลกของตัวเองนั้นเป็นทางออกที่ดีที่สุด
อย่างน้อยก็เท่ากับได้มองตัวเองในมิติที่ลึกกว่าช่วงเวลาจริงๆ
ที่เราพบเจอในชีวิตประจำวัน การเขียนบันทึก
จึงน่าจะเป็นวิธีการของการบำบัดอาการวิตกจริต ซึมเศร้า
กังวล ช่วยให้เกิดภาวะผ่อนคลายอย่างได้ผล ถือเป็นทางเลือกได้ในอันดับต้นๆ
แถมยังมีโอกาส จัดระเบียบชีวิต
ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องให้ ลุงปุระชัย
มาช่วยเลยสักนิด !
จำกันได้มั้ยครับว่าผมเคยชวนเขียนบันทึกกันไปทีหนึ่งแล้ว
มาคราวนี้ก็ยังเหมือนเดิมครับ เจตนายังไม่เปลี่ยน อย่าไปเชื่อนะครับ
ถ้าใครเขาบอกว่า การเขียนบันทึกลงในไดอารี่เป็นการกระทำที่หวานแหววแต๋วจิ๋ม ผู้ชายคนไหนที่เขียนบันทึกคนนั้นจะไม่แมน
(พวก โทรมหญิง ยิงคน ละหรือ? ที่เรียกว่า แมน
ขอถาม!) ผมเคยเจอนะครับ พวกชอบแอบอ่านไดอารี่ชาวบ้านแล้วเที่ยวไปพูดว่า
เราเป็นพวก คิกขุ
บ้างหละ เพ้อฝัน
บ้างหละ พวกนี้สงสัยตอนเด็กๆ พ่อแม่เลี้ยงดูไม่ทั่วถึง ครับ
เลย ไม่มีมารยาท แถม ปากเสีย ซ้ำอีก!
เรื่องแบบนี้แล้วแต่ใครคิด ใครรักใครก็โค้งใคร ผมเพียงแต่เสนอทางเลือกให้ทางหนึ่งเท่านั้น
ใครทำอะไรที่คิดว่าถูกจริตกับตัวก็ทำไป ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาวัดมาประเมิน
เพราะท้ายสุดแล้ว แค่ขอให้เรารู้จักและเข้าใจตัวเอง
สามารถจัดการกับกองทุกข์ มีชีวิตอย่างไม่ร้อนรนบนโลกสีน้ำเงินเบี้ยวๆ
ใบนี้ได้ ก็เท่านั้น!
หมอเมฆ : ลุงปุ
ชอบจัดระเบียบสังคม กระผมชอบจัดระเบียบชีวิต
[email protected]
|