คอลัมน์ โลกสิ่งแวดล้อม   ปีที่ 11 ฉบับ 4 (มกราคม – กุมภาพันธ์ 2545)

อันตรายสารเร่งเนื้อแดง “ซาลบูทามอล”

คนเขียน - อีเมล์คนเดิม

 


            เนื้อย่างเกาหลีเอย  ลาบหมูเอย  อาหารรสเด็ด ถูกปากอร่อยลิ้นที่กินกันอยู่ทุกวันนี้  มีหมูเพียงร้อยละ 10  ที่เลี้ยงด้วยวิธีทางธรรมชาติ  ส่วนหมูอีกร้อยละ  90  ที่ผ่านระบบฟาร์ม มีข้อมูลสนับสนุนที่เชื่อถือได้ว่ามีการใช้สารเร่งเนื้อแดง  ซึ่งถ้าบริโภคต่อเนื่องระยะเวลานานอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งได้

            เนื้อหมูที่ผลิตจำหน่ายทั่วประเทศประมาณวันละ  30,000  ตัว ถูกนำมาบริโภคในประเทศ ร้อยละ 99   มีเพียงเล็กน้อยที่จำหน่ายให้กับประเทศเพื่อนบ้าน   ฉะนั้นจึงเชื่อได้ว่าคนไทยที่เป็นผู้บริโภคชั้นสองยังต้องรับกับมหันตภัยแฝงนี้เต็ม ๆ 

            คำถามคือ แล้วใครจะเป็นคนท้าทาย แก้ไขปัญหานี้ !   เพราะปัญหานี้เป็นเส้นเลือดใหญ่ของธุรกิจของประเทศ

          “ ครั้งหนึ่งผมเคยเข้าฟาร์มหมูแห่งหนึ่งเพื่อทำงานวิจัย  เห็นหมูในฟาร์มบางตัวมีท่าทางกระวนกระวาย  ยืนตัวสั้นริก ๆ  ท่าทางทรมานมาก   ด้วยความอยากรู้จึงถามผู้ดูแลว่า  หมูป่วยหรือครับ ?  ได้รับคำตอบว่า หมูกินฮอร์โมนลดไขมัน  ยังพูดเล่นว่า อ้าว  หมูนี้ก็ลดความอ้วนเหมือนกัน…แฮะ” 

            มาวันนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบการเลี้ยงหมูบ้านเรา  แท้ที่จริงแล้วก็ใช้วิธีการเพี้ยน ๆ  ของพ่อค้าหัวใสนี้เอง  ผู้บริโภคก็ยังถูกปิดหูปิดตาเหมือนเดิม  เข้าทำนอง  คนปลูกผักก็ไม่กินผักของตัวเอง  แล้วคนเลี้ยงหมูจะกินหมูหรือเปล่าหนอ

 

สารเร่งเนื้อแดงในระบบฟาร์ม

            ในปี พ.. 2544  ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งประเทศไทย มีรายงานว่า ฟาร์มหมูร้อยละ 90  ของฟาร์มหมูทั่วประเทศ  มีการนำสารเคมีในกลุ่มเบต้า อะโกนิสต์ ( bata-agonist)  เป็นสารเร่งเนื้อแดง  โดยตัวสารจะเข้าไปลดช่องว่างของเซลล์ให้ติดกันมากขึ้น และลดชั้นไขมัน เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ  ซึ่งสารที่นิยมใช้มีด้วยกัน 2 ชนิดคือ  ซาลบูทามอล ( salbutamol)  และเคลนบูทารอล (clenbutarol) 

            สารเคลนบูทารอล  เป็นสารตัวแรกที่เจ้าของฟาร์มนิยมนำเข้ามาใช้อย่างแพร่หลาย  จนกระทั่งกระทรวงพาณิชย์เห็นว่า  การนำสารเคลนบูทารอลมาใช้เลี้ยงหมู  ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสัตว์และอันตรายที่จะเกิดกับผู้บริโภค  จึงได้ออกมาตรการเข้มปราบและควบคุมการนำสารเคลนบูทารอลเข้าราชอาณาจักรต้องขออนุญาตและต้องมีหนังสือรับรองโดยเฉพาะจากคณะกรรมการอาหารและยาเท่านั้น   จากมาตรการข้างต้น  ทำให้เจ้าของฟาร์มหันมาใช้สารซาลบูทามอล  เป็นตัวเร่งเนื้อแดงแทน 

            สารซาลบูทามอล  เป็นยาใช้รักษาผู้ป่วยในโรคหอบหืดในกลุ่ม เบต้า-อะโกนีสต์ โดยสารกลุ่มนี้จะเข้าไปจับกับโปรตีนรับยาที่ผิวเซลล์ (adrenergic-receptor) แล้วตัวรับยาจะสร้างสาร catecholamines ไปกระตุ้นให้มีเร่งการสร้างเอนไซม์ adrenergic cyclase  ซึ่งจะเข้าไปเร่งในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในเซลล์ ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของเซลล์โดยเฉพาะเซลล์กล้ามเนื้อ เร่งกระบวนการ glycolysis  ทำให้ปริมาณไขมันลดลงด้วย  รวมทั้งอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับระบบอื่น ๆ ของร่างกาย

การที่สารนี้หาซื้อง่าย  แถมเป็นเคมีภัณฑ์ที่ใช้ประกอบการผลิตยาแผนปัจจุบัน  ซึ่งมีการขึ้นทะเบียนไว้แล้ว  จึงทำให้ปัญหาการใช้สารเร่งเนื้อแดงยังไม่หายไปและมีแนวโน้มถือว่าระบบการเลี้ยงแบบนี้เป็นวิธีการที่ถูกต้อง

 

ภัยจากสารเร่งเนื้อแดง

            การนำสารเร่งเนื้อแดงผสมในอาหารหรือน้ำให้หมูกิน  จะทำให้เกิดสารเนื้อแดงตกค้างบริเวณเครื่องใน  เนื้อสะโพก  เนื้อสันในของหมูเป็นส่วนใหญ่  ปัญหาสำคัญอยู่ที่ผู้ที่แพ้สารในกลุ่ม เบต้า-อะโกนิสต์  กินเนื้อหมูที่มีการปนเปื้อน  ถึงแม้ว่าบ้านเรายังไม่มีรายงาน แต่ที่ต่างประเทศมีรายงานว่า ผู้ที่กินเนื้อหมูที่ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง  สารกลุ่มนี้จะทำให้เกิดอาการ คลื่นไส้อาเจียร  มือสั่น  ปวดศีรษะ  กล้ามเนื้อกระตุก  หัวใจเต้นผิดปกติ  ปกติสารตัวนี้จึงห้ามใช้โดยเด็ดขาดในผู้ป่วย โรคหัวใจ  โรคลมชัก  โรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูง  โรคไทรอยด์  จึงต้องให้ความระมัดระวังในการรับประทานเนื้อที่ปนเปื้อนสารเนื้อแดง

 

ชุดตรวจ KS-9S  กับเร่งเนื้อแดง

            ปัจจุบันมีชุดตรวจสอบสารตกค้างในเนื้อแดง และปัญหาของไก่และหมูขึ้นมาชุดหนึ่ง เรียกว่า  KS-9S  โดย รศ.นสพ.ดร.ธงชัย  เฉลิมชัยกิจ  คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เป็นผลผลิตจากมันสมองของคนไทย  สามารถทราบผลได้ภายใน 3-4 ชั่วโมง  คือ ถ้าสีของน้ำยาตรวจสอบเปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีเหลืองแสดงว่า  ตัวอย่างชิ้นส่วนเนื้อเยื่อหรือปัสสาวะหมู   ไม่มียาต้านจุลชีพตกค้างอยู่เพราะแบคทีเรียยังแบ่งเชื้อได้  แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงด้านบนและสีเหลืองด้านล่างหรือสีม่วงทั้งหมด  แสดงว่า แบคทีเรียเริ่มถูกทำลายจากกรดในสารตกค้างหรือแบ่งตัวไม่ได้  บ่งชี้ว่าตัวอย่างชิ้นเนื้อหรือปัสสาวะของสัตว์มียาหรือสารเร่งเนื้อแดงตกค้าง 

            อย่างไรก็ตามแม้ว่าชุดตรวจสอบ KS-9S  ดูจะเป็นพระเอกตัวใหม่  สามารถช่วยผู้บริโภค  ให้บริโภคเนื้อได้สบายใจมากขึ้น  แต่ก็มีปัญหาว่า ถ้ามองตามสถานการณ์จริงที่เป็นอยู่ของผู้บริโภคทั่วไป  นอกจากจะไม่ใช่นักทดลองมืออาชีพแล้ว คงไม่มีใครสามารถซื้อยามาตรวจสอบทุกครั้งที่ซื้อเนื้อหมู  เครื่องมือนี้จึงน่าจะเหมาะสำหรับผู้ที่มีความรู้และผู้สนใจบางกลุ่มเท่านั้น

 

วิธีสังเกตในการเลือกซื้อ

            สถานการณ์ปัญหาเนื้อหมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง  คงไม่สามารถแก้ไขให้สำเร็จได้ภายในวันสองวัน  ฉะนั้นก็คงต้องอาศัยความสามารถของผู้บริโภคเองที่จะต้องรู้จักเลือกซื้อเลือกกิน

            วิธีการตรวจสอบง่าย ๆ และได้ผลดีที่สุดในขณะนี้มีวิธีเดียวคือ พยายามเลือกซื้อเนื้อหมูที่มีมันติดเยอะ ๆ เอาไว้ก่อนปลอดภัยที่สุด  ทำนองเดียวกับวิธีเลือกซื้อผักสดปลอดยาฆ่าแมลง ให้เลือกผักที่มีรูหนอนเจาะกินใบเข้าไว้  โดยปกติหมูสามชั้นที่เลี้ยงโดยวิธีธรรมชาติจะมีสัดส่วนของชั้นมันประมาณ  60 %  มีเนื้อแดง  40%  ส่วนหมูที่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงจะมีสัดส่วนมันประมาณ  30% มีเนื้อแดงประมาณ 70 % ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ เนื้อหมูที่ปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง ถ้าปล่อยไว้ 2-3 ชั่วโมงให้สัมผัสกับอากาศ มักจะมีสีเข้มกว่าเนื้อหมูที่เลี้ยงปกติ  และยิ่งเนื้อหมูที่วางไว้โล่ง ๆ แต่ไม่มีแมลงวันตอมนั้นแหละระวังไว้ให้ดี

 

อนาคตของคนชอบมังสะ

            คงเป็นเรื่องยากที่จะหักห้ามใจให้คนที่ชอบบริโภคเนื้อหยุดบริโภคหันไปบริโภคโปรตีนชนิดอื่นแทน  เพราะถ้าลองใคร่ควรก็จะพบว่า โปรตีนชนิดอื่นไม่ว่าจะเป็น ไก่  กุ้ง หอย  ปู  ปลา  ที่ผ่านระบบการเพาะเลี้ยงก็คงไม่ต่างกันสักเท่าไร ? และที่สำคัญคือคงห้ามการพัฒนาการเลี้ยงสัตว์นั้น  คงเป็นเรื่องยากเพราะผู้บริโภคก็ต้องการของที่มีคุณภาพ  ผู้ผลิตก็พยายามผลิตของให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค  ฉะนั้นจึงอยู่ที่ว่าผู้ผลิตจะเลือกวิธีการที่ห่วงใยผู้บริโภคหรือไม่เท่านั้นเอง 

ในอนาคตเชื่อว่าผู้ชอบกินเนื้อหมูน่าจะปลอดภัยมากขึ้น  เนื่องจากนักวิจัยของไทย ค้นพบสารเร่งเนื้อแดงชนิดใหม่  “ ไคโตซาน” ซึ่งเป็นสารสกัดจากไคติน ที่เป็นโครงสร้างของเปลือกกุ้ง กระดองปู  แกนปลาหมึก ผนังของเห็ดราบางชนิด  เป็นโพลิเมอร์ชีวภาพที่มีคุณสมบัติย่อยสลายง่าย และไม่ก่ออันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในทางการเกษตรเพื่อเร่งการเจริงเติบโตทั้งพืชและสัตว์  ถ้าหากเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับซาลบูทามอล ซึ่งเป็นสารเร่งเนื้อแดงแล้ว  ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ ซาลบูทามอลจะให้ผลในการเร่งเนื้อได้รวดเร็วกว่าเพราะเป็นสารเคมี  ขณะที่ไคโตซานจะเห็นผลช้ากว่าแต่มีความปลอดภัยกว่าเนื่องจากเป็นสารธรรมชาติ สารจะค่อย ๆ ซึมเข้าไปในเนื้อทีละน้อยและเข้าไปดูดซับไขมัน รวมทั้งสารพิษออกจากระบบขับถ่าย ซึ่งถือว่าเป็นการล้างพิษไปในตัว  ข้อเสียอย่างเดียวในขณะนี้ คือ ไคโตซานมีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากยังมีการผลิตมาใช้ประโยชน์น้อย  ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่มีการส่งเสริมและผลิตในเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้นข้อจำกัดดังกล่าวก็จะหมดไป

 

ทางเลือก..ทางรอดของผู้บริโภคและผู้ผลิต

            คนไทยยังคงเป็นผู้บริโภคชั้นสองและเป็นอย่างนี้มานานแล้ว  คงเคยได้ยินว่า ของดีมีคุณภาพจะถูกส่งออกนอกประเทศทำเงินเข้าประเทศ  เป็นหน้าเป็นตาของธุรกิจการค้าของบ้านเรา   แต่น่าน้อยใจตรงที่ของที่ด้อยคุณภาพ หรือของที่ถูกส่งกลับเนื่องจากของไม่ได้มาตรฐาน เช่น มีสารเคมีปนเปื้อน  มีเชื้อรา  มีวัตถุดิบที่ปนเปื้อน GMOs  ของเหล่านี้มักจะถูกส่งกลับมาขายในบ้านเราอีก   โดยปกติแล้วของกลุ่มนี้จะกลับมาในกลยุทธ์ของการลดแลกแจกแถม  ซึ่งก็ถูกตาต้องใจคนไทยอย่างเรา ๆ ดีอย่างที่รู้กัน   ฉะนั้นบ้างครั้งเราพยายามเลือกแล้วแต่มักไม่รอดพ้นจากความไม่ปลอดภัย  เพราะระดับมาตรฐานสินค้าของเราอยู่ในระดับไม่สูงนักและบางอย่างก็ไม่มีการใครหามาตรฐาน  มีแต่เพื่อการค้าและผลรับก็คือกำไร เท่านั้นเอง

            ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ  การติดอาวุธทางความรู้ในการเลือกกินเลือกใช้ให้กับผู้บริโภค  ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อรองกับผู้ผลิตในการปรับเปรียบวิธีการผลิตที่ปลอดภัยขึ้น  และผู้ผลิตเองก็ต้องมีคุณธรรมในการผลิตสินค้าของตนเองด้วย  และสำคัญหมออนามัยเองก็ต้องเข้าให้ถึงแหล่งข้อมูล ความรู้ ข่าวสารต่าง ๆ เพราะถือว่าเป็นบทบาทหน้าที่ในการทำงานส่งเสริมสุขภาพในอนาคต 

 

เอกสารอ้างอิง

กัมพล  ศรีวัฒนกุล.  คู่มือการใช้ยา .  พิมพ์ครั้งที่ 3  สกายบุ๊คเซนเตอร์   ปทุมธานี.  2539.

หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน   ฉบับวันที่  4  มกราคม  2545.

Choopong  Arunchit.  Effects of B-adrenergic agonist (salbutamol) Inclusion in diets and withdrawal periods on growth performances,carcass quality and residues in tissues of finishing pigs. Field of study animal science khonkaen univercity 2539.

http:/suthep.pharmacy.cmu.ac.th/model/druglist/salbu/html

 

 

 

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1