|
กระแสของ แพทย์เวชปฏิบัติครอบครัว เป็นกระแสที่ได้รับความสนใจ
อย่างกว้างขวางอยู่ในขณะนี้ ดังจะเห็นได้จากการใช้ข้อความนี้อยู่บ่อยๆ
ในการจัดบริการปฐมภูมิ ตามนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30
บาทรักษาทุกโรค) และเมื่อวันที่ 25 - 29 มิถุนายน 2544 ที่ผ่านมา
แพทยสภาได้จัดให้มีการสอบ เพื่อหนังสืออนุมัติบัตร แสดงความรู้ความชำนาญ
ในการประกอบวิชาชีพ เวชกรรมสาชาเวชศาสตร์ครอบครัว ขึ้นเป็นครั้งแรก
มีแพทย์สมัครสอบกว่า 200 คน โดยมีช่วงอายุตั้งแต่ 29 ปี จนถึง
76 ปี ประมาณสองในสามจบบอร์ด เช่น เวชปฏิบัติทั่วไปและสาขาอื่นๆ
อีกหนึ่งในสามไม่มีบอร์ด แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ และท่านที่อายุมากที่สุด
ก็สามารถสอบผ่านได้ด้วย แพทยสภาประกาศผล การออกอนุมัติบัตรรุ่นแรกนี้เกือบสองร้อยคน
มีบางท่านสอบไม่ผ่านแต่ก็เป็นส่วนน้อย และมีผู้สมัครสอบอีกหลายร้อยคน
จะสอบเดือนพฤศจิกายนนี้ ปลายปีนี้จึงน่าจะมีผู้ได้รับอนุมัติบัตร
สาขานี้เป็นจำนวนมาก และอาจจะมากกว่าผู้ได้รับอนุมัติบัตร
และวุฒิบัตรบางสาขารวมกันตลอดทั้งปี จากปัญหาการจัดบริการสุขภาพโดยเฉพาะในระดับปฐมภูมิ
และการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ แพทยสภาได้ส่งเสริมและอนุมัติ
ให้มีหลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว
แทนสาขาเวชปฏิบัติทั่วไป เมื่อปี พ.ศ. 2541 แต่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการแพทย์
ที่มีแนวคิดด้านนี้ ในการออกไปให้บริการระดับปฐมภูมิ ในภูมิภาคทั่วประเทศ
วิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว จึงเสนอบทเฉพาะกาล ในการจัดสอบอนุมัติบัตร
พ.ศ. 2544 2546 กล่าวคือ ผู้สมัครสอบต้องปฏิบัติงานด้านเวชปฏิบัติทั่วไป
มาไม่น้อยกว่า 5 ปี และผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการระยะสั้น
เรื่องแนวคิดของเวชศาสตร์ครอบครัว หรือสมัครเรียนเรื่องแนวคิดนี้
โดยศึกษาจากเอกสารซึ่งจะส่งมาทางไปรษณีย์ ในประเทศไทย คาดว่าอีกสามปีข้างหน้านี้
จะมีผู้ได้รับอนุมัติบัตรสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว กว่าพันคน
ในต่างประเทศกระแสแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ก็แรงมากเช่นเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานี้
แพทย์หันมาสู่เวชปฏิบัติครอบครัวกันมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นแพทย์ที่จบบอร์ดต่างๆ
แล้วปรับเปลี่ยนบทบาทใหม่ มาเป็นผู้ดูแลแต่แรกก่อนส่งต่อ (gate
keeper) ส่วนในสหราชอาณาจักร มีแพทย์ผู้ให้บริการปฐมภูมิ หรือ
General Practitioners-GP มาประมาณ 100 ปี และกระแสยังไม่ตกจนถึงปัจจุบัน
แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ในความหมายของวิทยาลัยเวชศาสตร์ครอบครัว
หมายถึงแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ซึ่งนำหลักการของเวชศาสตร์ครอบครัว
ไปใช้ในการให้บริการกับประชาชนและชุมชน การประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติครั้งที่
6 ในปี พ.ศ.2536 ได้ให้ความหมายของ งานเวชปฏิบัติทั่วไป
หมายถึง การให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขในระดับปฐมภูมิ
โดยประยุกต์ความรู้ด้านการแพทย์ และสังคมศาสตร์ในลักษณะผสมผสาน
(integrated) การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสภาพได้อย่างต่อเนื่อง
แบบองค์รวม (Holistic) ให้แก่บุคคล ครอบครัว และชุมชน แพทย์สามารถปฏิบัติงานเวชศาสตร์ทั่วไปได้
โดยได้รับการเสริมความคิด ความรู้ความสนใจ และเจตคติที่ดีต่องานเวชปฏิบัติทั่วไป
ทั้งในขณะที่กำลังเรียนและเริ่มปฏิบัติงาน ส่วนแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถ
และศึกษาเพิ่มเติมจากประสบการณ์ทำงาน การฝึกอบรม โดยการปฏิบัติงาน
ก็อาจพัฒนาตนเองไปถึงระดับวุฒิบัตร ผู้ชำนาญการหรือผู้เชี่ยวชาญ
สาขาเวชปฏิบัติทั่วไปได้ โลกทุกวันนี้อยู่ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง
การให้บริการสุขภาพก็เช่นกัน กำลังขยับข้ามไปสู่อีกด้านหนึ่ง
ซึ่งแตกต่างไปจากบริการสุขภาพแบบเดิม เป็นกระบวนการที่หนุนเนื่องตามมา
เป็นระลอกอย่างต่อเนื่อง เป็นกระแสซึ่งส่งผลต่อมุมมอง แนวคิดของคนส่วนมาก
รวมเรียกว่า กระบวนทัศน์ (Paradigm) ซึ่งในปัจจุบันกำลังมีการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้
คือ กระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนแปลง (Paradigm Shift)
- Ill Health ---------------------------> Good Health
- Curative ---------------------------> Promoting Health
& Preventive
- Hospital Based ---------------------------> Community
Based
- Biomedical Approach ---------------------------> Bio-psycho-social-spiritual
Approach (Holistic, whole person Approach)
- Provider centered ---------------------------> Customer
centered
- Health Provider-Care Giver --------------------------->
Supporter/Facilitator/Coordinator
- Biomedical Research ---------------------------> Health
System Research
แม้ว่ากระแสเวชปฏิบัติครอบครัว จะเป็นกระแสที่กำลังได้รับความสนใจ
แต่การถ่ายทอดแนวคิดหลักการ ของเวชศาสตร์ครอบครัว ในโรงเรียนแพทย์ยังมีข้อจำกัด
ทั้งในด้านจำนวนอาจารย์ ของภาควิชานี้ซึ่งมีน้อยนิด ข้อจำกัดของผู้เรียน
ซึ่งมีตำราเรียนมากมายที่ต้องศึกษา การเรียนจากผู้ป่วยในโรงพยาบาล
ซึ่งแยกส่วนจากครอบครัวของเขาเหล่านั้น และข้อจำกัดของระบบการสอน
ในโรงเรียนแพทย์เอง ซึ่งเน้นความเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
และการใช้เทคโนโลยีทันสมัย ซึ่งมีอิทธิพลต่อนักศึกษาแพทย์
ให้ใฝ่ฝันจะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สาขาใดสาขาหนึ่งเมื่อใช้ทุนหมด
และมีโอกาสกลับมาศึกษาต่อ อีกประการหนึ่งคือโรงเรียนแพทย์
ไม่มีพื้นที่รับผิดชอบโดยเฉพาะที่ จะให้บริการระดับปฐมภูมิอย่างต่อเนื่อง
กล่าวง่ายๆ ว่าโรงเรียนแพทย์ไม่มีชุมชนในความดูแล ในขณะเดียวกันแพทย์ซึ่งปฏิบัติงานในสถานบริการระดับต่างๆ
ทั้งในภาคราชการและเอกชนหลายๆ คนซึมซับหลักการแนวคิดเวชศาสตร์ครอบครัวไปโดยไม่รู้ตัว
เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้พึ่งพาระบบการสอน หากแต่เขาได้เรียนรู้จากของจริง
จากผู้ป่วยซึ่งมาหาทุกๆ วัน เป็นวิธีการเรียนที่เป็นธรรมชาติ
ตรงกับจริตของตนเอง เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา จากความเป็น ของจริง
ที่ใหม่สด มีอารมณ์ร่วมชนิดบางครั้งตื้นตันจนน้ำตาคลอ หรือปิติชนิดหัวเราะออกมาได้
จัดว่าเป็นการเรียนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ตรงความจริงมากที่สุด
และประหยัดที่สุดด้วย โดยไม่ต้องสร้างอาคารเรียนที่ใหญ่โตแต่อย่างใด
การเรียนจากของจริงที่กล่าวมา ไม่เฉพาะแพทย์เท่านั้นที่ได้เรียน
บุคลากรผู้ร่วมงานก็มีโอกาสเรียนไปพร้อมๆ กัน และแพทย์ก็มีโอกาสเรียนรู้กับคนเหล่านี้ด้วย
ผู้ที่มาพบแพทย์ซึ่งแต่เดิมถูกเรียกว่า คนไข้ ก็เปลี่ยนเป็นผู้มารับบริการ
ซึ่งให้ข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน บ่อยครั้งที่การเรียนจาก
ผู้มารับบริการนำไปสู่การให้บริการ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค
การรักษา การฟื้นฟูสภาพ ที่ได้ผลดีกว่าระบบเดิมซึ่งแพทย์ทำหน้าที่แบบ
คุณพ่อผู้รู้ดี นพ.ม.ร.ว. ธันยโสภาค เกษมสันต์ฯ กล่าวถึงลักษณะของงานเวชศาสตร์ครอบครัวไว้
6 ประการ ได้แก่ ดูแลแต่แรกทุกเรื่อง เป็นสิ่งแรกที่ผู้ป่วยนึกถึง
ต่อเนื่อง การดูแลไม่สิ้นสุดเมื่อหายป่วย แต่มีความผูกพันต่อเนื่อง
เบ็ดเสร็จ ดูแลทุกมิติ กาย จิต สังคม จิตวิญญาณ ทุกด้านของบริการส่งเสริม
ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู สุขภาพ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัว
และชุมชน โดยใช้ความรู้ และวิธีปฏิบัติด้วยเจตนคติที่ดี ผสมผสาน
ให้บริการหลายๆ เรื่องที่เหมาะสม ไปพร้อมๆ กัน โดยการทำงานเป็นทีม
บริการเข้าถึงสะดวก อยู่ในชุมชนคนเข้าถึงง่าย เวลาให้บริการก็สะดวกที่คนจะมาหา
ระบบปรึกษาและส่งต่อ เป็นไปไม่ได้ที่แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวจะเชี่ยวชาญไปทุกเรื่อง
ที่สำคัญคือต้องแยกได้ว่ากรณีใดเป็นเรื่องใหญ่เรื่องร้ายแรง
กรณีใดรอติดตามอาการได้ เรื่องที่เกินความสามารถก็ต้องส่งต่อไปยังสถานบริการที่เหมาะสม
และติดตามเมื่อผู้ป่วยกลับมาบ้าน เพื่อดูแลอย่างต่อเนื่องต่อไป
ดูเหมือนว่าแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวจะต้องทำงานหลายด้าน ทำงานหลายบทบาท
น่าจะเป็นงานที่หนักหนาสาหัส แต่ความเป็นจริง การทำงานหลายบทบาทเช่นนี้เป็นไปอย่างธรรมชาติที่สุด
แพทย์ซึ่งปฏิบัติงานในชุมชนอย่างต่อเนื่องหลายๆ คนได้รับความไว้วางใจจากผู้คนละแวกนั้น
เป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพหรือแม้แต่เรื่องส่วนตัว เรื่องในครอบครัว
เป็นผู้ที่สั่งสมศรัทธาให้กับชุมชน ในสหราชอาณาจักรซึ่งมีประสบการณ์ด้านนี้
มาเป็นร้อยปีพบว่าความสัมพันธ์ ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยและครอบครัว
เป็นไปด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ ด้วยความสุข ด้วยความต่อเนื่อง
แพทย์เป็นมิตรสหายสำคัญของครอบครัว และอยู่ร่วมในเหตุการณ์สำคัญของครอบครัว
ไม่ว่าจะเป็นพิธีแต่งงานลูก หรือแม้แต่ในวาระสุดท้ายของชีวิตผู้ป่วย
แพทย์มักถูกร้องขอให้อยู่ร่วมด้วยในนาทีท้ายๆ ของชีวิต เพื่อให้กำลังใจกับผู้ป่วยและทำให้ครอบครัวอุ่นใจ
บุคลิกภาพของแพทย์ ความไว้เนื้อเชื่อใจที่ผู้ป่วยมีต่อแพทย์
ความเคารพนับถือในความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วย และการสั่งสมศรัทธา
เป็นฐานที่แน่นหนามั่นคง ชนิดที่แม้ใกล้จะตายยังไม่ลืมสั่งเสีย
แบบนี้คนไทยเรียกว่า ฝากผีฝากไข้ ดังนั้น คงไม่ยากเกินไปที่แพทย์เรา
จะพัฒนาตนเองให้เป็นที่น่าไว้เนื้อเชื่อใจ และฝากผีฝากไข้ได้
ซึ่งประโยชน์จะเกิดกับแพทย์ กับผู้ป่วย กับครอบครัว และกับสังคมไทยโดยรวม
|