คอลัมน์ กฎหมายสาธารณสุข ปีที่11 ฉบับที่ 3 (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2544) ตอน โทรมหญิง โดย เสมอ กาฬภักดี
ในภาวะสังคมปัจจุบัน มักจะมีข่าวเกี่ยวกับการฆ่าคนตาย ยาเสพย์ติด และความผิดต่างๆ เกี่ยวกับทางเพศ ให้เห็นทางหน้าหนังสือพิมพ์และทางวิทยุโทรทัศน์อยู่เสมอ เพราะว่าสังคมในยุคปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมมาก มีสิ่งยั่วยุทางกามารมณ์หลายอย่าง มีสถานบันเทิง สถานเริงรมย์ และแหล่งมั่วสุมมากมาย ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยของเราควรจะ “จัดระเบียบของสังคม” ให้เข้ารูปเข้ารอยเสียที ฉบับนี้ได้นำคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 3671/2542 มาลงค่อนข้างละเอียด เพื่อให้เห็นว่าคดีข่มขืนกระทำชำเรานั้นแม้ในเวลาที่มีการข่มขืนจะไม่มีพยานบุคคลอื่นพบเห็นเหตุการณ์ โดยมีเพียงแต่ผู้เสียหายกับผู้ที่ข่มขืนเท่านั้น ศาลก็ยังรับฟังพยานหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและตัดสินลงโทษผู้ที่ทำความผิดได้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 บัญญัติไว้ ดังนี้ “ ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นที่มิใช่ภริยาของตน โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้ กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรก ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต”“ข่มขืน” หมายความถึง การข่มขืนใจ คือ ได้กระทำชำเราหญิงโดยหญิงมิได้สมัครใจ“โดยใช้กำลังประทุษร้าย” หมายถึง การประทุษร้ายแก่กายหรือจิตใจ ไม่ว่าจะทำด้วยใช้แรงกายภาพหรือวิธีอื่นใด และรวมถึงการกระทำใดๆ เป็นเหตุให้คนหนึ่งคนใดอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จะเห็นว่าความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นที่มิใช่ภริยาของตน นั้นมีโทษสูงมากคือ จำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 8,000-40,000 บาท และถ้าการข่มขืนกระทำชำเราได้กระทำโดยมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือทำผิดหลายคนในลักษณะโทรมหญิง จำคุกตั้งแต่ 15-20 ปี และปรับตั้งแต่ 30,000-40,000 บาท หรือ จำคุกตลอดชีวิต สำหรับความผิดตามมาตรานี้ สามารถยอมความกันได้ ถ้าหากการข่มขืนกระทำชำเรานั้น ไม่เกิดต่อหน้าธารกำนัล หรือไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกทำได้รับอันตรายสาหัสหรือตาย หรือ ไม่เป็นการทำต่อผู้สืบสันดาน ต่อศิษย์ที่อยู่ในความดูแล ต่อผู้อยู่ในการควบคุมตามหน้าที่ราชการ ต่อผู้อยู่ในความปกครอง ในความพิทักษ์ ในความอนุบาล คำว่า “โทรมหญิง” ตามพจนานุกรม หมายถึง การ “รุมทำชำเราหญิง” แต่ถ้าเป็นภาษาพูดของชาวบ้าน เรียกว่า “ลงแขก” ซึ่งผู้กระทำชำเราต้องมีมากกว่า 1 คน โดยผลัดเปลี่ยนกันกระทำชำเรา ด้วยตนเองอย่างน้อย 2 คน คนละ 1 ครั้ง กรณีความผิดที่ไม่ถือว่าเป็นการ “โทรมหญิง” คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1965/2524 นายเขียว เข้าไปข่มขืนกระทำชำเรา นางสาวน้อย ในห้องจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง เมื่อเสร็จแล้วจึงเดินออกมา และเรียกให้ลูกจ้างของตน ให้เข้าไปข่มขืนกระทำชำเรา นางสาวน้อย จนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง โดยจำเลยมิได้ร่วมกระทำผิดในขณะนั้นด้วย กรณีไม่เข้าลักษณะเป็นการโทรมหญิง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1220/2529(ที่ประชุมใหญ่) นายดำ ข่มขืนกระทำชำเรา นางสาวอวบอั๋น เพียงคนเดียว ส่วนนายแดง ยังไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราด้วย เพียงแต่กอดจูบ นางสาวอวบอั๋นเท่านั้น แต่มีคนมาขัดขวางเสียก่อน จึงไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเรา ยังไม่ถือว่าเป็นการโทรมหญิง กรณีความผิดที่ถือว่าเป็นการ “โทรมหญิง” คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1459/2543 นายเล็ก นายกลาง นายใหญ่ พานางสาวนกน้อย ไปที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อกระทำชำเรา นายใหญ่กระทำชำเรานางสาวนกน้อยโดยนางสาวนกน้อยยินยอม จึงไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา แต่เมื่อนายใหญ่ออกจากห้องไปแล้ว ปล่อยให้ นายเล็ก และนายกลาง และพวกอีก 2 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าไปข่มขืนกระทำชำเรา นางสาวนกน้อยในห้องที่ละคน โดยนายใหญ่ มิได้ขัดขวางหรือห้ามปรามแต่อย่างใด ถือว่าเป็นการช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกให้แก่ นายเล็ก นายกลาง กับพวกก่อนหรือในขณะที่กระทำความผิดฐานกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 3671/2542 คดีนี้พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัด เป็นโจทก์ และนางสาวสวย เป็นโจทก์ร่วม ฟ้องนายหนึ่ง นายสอง นายสาม และนายสี่ เป็นจำเลย โดยฟ้องว่าเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2535 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2535 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้ง 4 คน ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา นางสาวสวย อายุ 23 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาตนจนสำเร็จความใคร่ คนละ 1 ครั้ง โดยทั้งสี่ใช้กำลังประทุษร้ายและขู่เข็ญ นางสาวสวยว่า ถ้าดิ้นรนต่อสู้และร้องให้คนช่วยจะบีบคอให้ตาย เป็นเหตุให้นางสาวสวย กลัวและอยู่ในภาวะที่ไม่อาจขัดขืนได้ การกระทำชำเราของจำเลยทั้ง 4 คน มีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เหตุเกิดที่ตำบลบ้านเปลือย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 และมาตรา 83 จำเลยทั้ง 4 คน ปฏิเสธ ศาลชั้นต้น พิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยทั้ง 4 คน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสอง และมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 20 ปี จำเลยทั้ง 4 คน อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน (คือให้จำคุก 20 ปี เหมือนกับศาลชั้นต้น) จำเลยทั้ง 4 คน ฎีกา ศาลฎีกา ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วม นำสืบว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2535 เวลา 21นาฬิกา ขณะที่นางสาวสวย นั่งดูหมอลำหน้าเวทีในงานบุญกฐินบ้านฝ้ายจำเลยทั้ง 4 คน มานั่งกับนางสาวสวยโดยนำสุรามาดื่มด้วย นายหนึ่ง ชวนและคะยั้นคะยอให้นางสาวสวย ร่วมดื่มสุราจนนางสาวสวย จำต้องดื่มสุราไปค่อนแก้ว แล้วนางสาวสวย ขอตัวไปห้องน้ำ นายสาม เดินตามไปและชวนให้นางสาวสวย กลับบ้านด้วยกัน นางสาวสวยไม่กลับและไปนั่งดูหมอลำที่แคร่หน้าบ้านงาน ต่อมาประมาณ 1 ชั่วโมง นายสาม ก็มาชวนนางสาวสวย กลับบ้านด้วยกันอีก นางสาวสวย ตกลง นายสาม บอกว่าจะไปชวนเพื่อนกลับด้วย ให้นางสาวสวย รอก่อน หลังจากนั้นประมาณ 25 นาที นายสามกลับมาพร้อมรถจักรยานยนต์และให้นางสาวสวยนั่งซ้อนท้าย ออกจากหมู่บ้านฝ้าย ไปได้ประมาณ 3-4 กิโลเมตร ก็มีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งดับไฟหน้ารถขับตามมา เมื่อไปถึงหมู่บ้านนายสามได้ขับรถวนหมู่บ้านแล้วขับรถไปทางหมู่บ้านเปลือย และบอกว่าหยุดและพักเหนื่อยก่อน พร้อมกับขับรถเข้าไปในทางแยกประมาณ 500 เมตร และจอดที่กระท่อมนา และจำเลยอีก 3 คน คือ นายหนึ่ง นายสอง และนายสี่ ก็เข้ามาช่วยกันจับตัวนางสาวสวย เข้าไปในกระท่อมนา พร้อมกับขู่ไม่ให้ร้อง มิฉะนั้นจะฆ่าให้ตาย แล้วช่วยกันถอดเสื้อกางเกงของนางสาวสวยออกและฉุดไปที่เตียง แล้วผลัดกันข่มขืนกระทำชำเรานางสาวสวยจนสำเร็จความใคร่คนละ 1 ครั้ง หลังจากนั้นจำเลยทั้ง 4 คน ก็ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป จากนั้นนางสาวสวย ได้เดินออกมาที่ถนนใหญ่พอดีเจอนายพันธุ์ ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาพบ จึงพาไปส่งที่บ้าน เช้าวันรุ่งขึ้นนางสาวสวย ได้ไปหาลุงคือ นายอารีย์ และเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง ต่อมานางรวย มารดาของนางสาวสวย ทราบเรื่องจึงพาไปแจ้งความ และส่งตัวไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย พบบาดแผลฉีกขาดบริเวณเยื่อพรหมจารีและมีเลือดไหลออกจากบาดแผล ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้ง 4 คน ให้การปฏิเสธ และจำเลยทั้ง 4 นำสืบอ้างถิ่นที่อยู่ (หมายถึงอ้างว่าขณะเกิดเหตุตัวเองอยู่ที่อื่น) ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาว่าจำเลยทั้ง 4 คน ร่วมกันกระทำผิดตามที่ฟ้อง หรือไม่ นางสาวสวย เบิก ความเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่า นายสาม ขับรถจักรยานยนต์ พานางสาวสวยไปที่กระท่อมนา แล้วจำเลย อีก 3 คน ช่วยกันจับนางสาวสวยเข้าไปในกระท่อมนาพร้อมกับบอกว่าอย่าร้อง มิฉะนั้นจะฆ่าให้ตาย แล้วช่วยกันถอดเสื้อกางเกงออก และฉุดไปที่เตียง แล้วนายหนึ่งกระทำชำเราก่อนเป็นคนแรก ส่วนคนอื่นได้จับแขนและคอของนางสาวสวยไว้ นายหนึ่งกระทำชำเราประม 1
Hosted by www.Geocities.ws