WWW.MOHANAMAI.COM
เชื่อมโยงความคิด ผูกมิตรปวงประชา นำพารูปแบบประชาสังคม นิยมส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน มุ่งสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต สุจริตในแนวทาง
เครือข่ายหมออนามัย
I HOME Iการปฏิรูปสุขภาพ Iอ่านวารสาร Iภาคีหมออนามัย I ข้อมูลพื้นฐาน Iโฮมเพจ สอ./สสอ.I ดาวน์โหลดบทความIความเคลื่อนไหวฯ I ......About usI
เครือข่ายหมออนามัย
คอลัมน์ พลวัตหมออนามัย ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2544)
ตอน ภาคีฯกับกลไกนโยบายสุขภาพ โดย ฉัตรชัย ชัยภักดี
ช่วงที่ผ่านมานอกจากข่าวดังเรื่อง "ลูกเหลิม" แล้ว ยังมีข่าวที่ดังน้อยกว่าแต่น่าสนใจ และเกี่ยวข้องกับหมออนามัยโดยตรงคือ ข่าวการจัดกระทรวงใหม่ และข่าวการสั่งชะลอการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับ"กสพ." ทั่วประเทศ ข่าวแรกปรากฏว่า "กระทรวงสาธารณสุข" ยังคงชื่อเดิมไว้ แต่ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าโครงสร้างภายในต้องจัดใหม่แน่นอน นอกจากนี้ยังมีกระทรวงใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกเพียบ! ใครที่กำลังเล็งที่ใดที่หนึ่งไว้ตาเป็นมัน ก็ขออวยพรให้สมหวังนะครับ…แต่อย่าหนีกันไปหมดหล่ะ อีกข่าวที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ คำสั่งให้ยุติ หรือชะลอการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ "กสพ." ไว้ก่อน… แหม ทีตอนสั่งให้ทำหน่ะครึกโครม เอาจริงเอาจัง แต่ตอนสั่งให้เลิกนี่ซิดูเงียบเชียบ ง่ายดายดีเหลือเกิน เข้าตำรา "บอกรักเสียเอิกเกริก แต่บอกเลิกแค่คำเดียว" ความล้มเลิกของ "กสพ." ทำให้เราต้องมาลุ้นกันต่อว่า การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นจะออกมาในรูปแบบใด ทั้งสองเรื่อง เหมือนจะตอกย้ำว่า ในไม่ช้านี้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น แน่นอน! การเตรียมพร้อม ย่อมดีกว่านิ่งเฉย หรือวิตก หวาดกลัว เพราะฉะนั้นในขณะที่รอลุ้นกันอยู่นี้ มีเรื่องหนึ่งที่คิดว่าน่าสนใจ สมควรจะได้นำมาพูดคุยกันอีกครั้งอย่างจริงจังเสียที ใครที่ติดตามเรื่องการปฏิรูประบบสุขภาพ จะรู้ว่าขั้นตอนที่สำคัญในขณะนี้คือ การร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณายกร่าง ที่เรียกว่า "โครงร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ" ซึ่งได้ปรับจาก (ร่าง)กรอบความคิดระบบสุขภาพแห่งชาติ ที่เราใช้เป็นแนวในการระดมความคิดความเห็นกันหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมานั่นแหละ ซึ่งตอนนี้ปรับเหลือ 10 หมวดด้วยกัน คือ หมวดที่ 1 ความมุ่งหมายและหลักการ หมวดที่ 2 กลไกนโยบายสุขภาพแห่งชาติ หมวดที่ 3 สิทธิหน้าที่ด้านสุขภาพ หมวดที่ 4 ความมั่นคงด้านสุขภาพ หมวดที่ 5 การสร้างเสริมสุขภาพ หมวดที่ 6 การป้องกันควบคุมปัญหาที่คุกคามสุขภาพ หมวดที่ 7 การบริการสุขภาพและการควบคุมคุณภาพ หมวดที่ 8 การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ หมวดที่ 9 องค์ความรู้และข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ หมวดที่ 10 กำลังคนด้านสุขภาพ บทเฉพาะกาล การปรับ(ร่าง)กรอบความคิดระบบสุขภาพ เป็นโครงร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาตินั้น ได้ปรับหลังเปิดรับฟังความคิดเห็นในงานตลาดนัดเมื่อวันที่ 1 - 5 กันยายน ที่ผ่านมา โดยมีเครือข่ายภาคีต่างๆ เข้าร่วมให้ความคิดเห็นรวมทั้งสิ้น 306 เครือข่าย จำนวนประชาคมมากกว่า 1,599 ภาคี นอกจากการจัดตลาดนัดเพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสุขภาพในมิติต่างๆ แล้วยังเปิดเวทีประชุมสาธิตสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อรับฟังความเห็นต่างๆ และได้มีการประกาศข้อเสนอต่อการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติร่วมกันด้วย (รายละเอียดดูในคอลัมน์ "เวทีปฏิรูประบบสุขภาพ" ) หลังงานตลาดนัดเสร็จสิ้นลง ทางคณะทำงานเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยตัวแทนภาคีประมาณ 40 ท่าน ได้มีการสังเคราะห์ข้อเสนอจากภาคีต่างๆ เพื่อปรับปรุงกรอบความคิดระบบสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งให้คณะอนุกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ที่มี นพ.ไพโรจน์ นิงสานนท์ เป็นประธานรับไปดำเนินการ ตอนนี้สรุปก็คือ กำลังอยู่ระหว่างยกร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ สรุปความเคลื่อนไหวที่ผ่านในการดำเนินงานปฏิรูปฯที่สำคัญ (ช่วง พ.ศ.2543 - 2544 ) คือ มีการสัมมนาระดับชาติ ในประเด็น "ระบบสุขภาพที่คนไทยต้องการ" (2543) จัดเวทีสัญจร 6 เวทีภูมิภาค "ระบบสุขภาพที่คนไทยต้องการ" ที่เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นราธิวาส (2543) สำรวจความคิดเห็น 20 ประเด็น ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น โพลล์ แบบสำรวจ แบบสอบถาม 50 ครั้ง สนับสนุนวิทยุชุมชน 20 จังหวัด( 2543) และขยายเป็น 43 จังหวัด(2544) ร่วมประชุมพิจารณา(ร่าง)กรอบฯ กับประชาคมต่างๆ จัดงานตลาดนัดสุขภาพ(2544) ยกร่างพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ (ต.ค.-ธ.ค.2544) ฯลฯ และที่จะดำเนินการต่อในปี 2545 คือ การยกร่างกฎหมายและจะเป็นการรับฟังความเห็น / ประชาพิจารณ์ เป็นระยะๆ (ก.พ.- ต.ค.2545) โดยในช่วงท้ายจะมีการจัดทำประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติทั้งฉบับ และขอรายชื่อประชาชนสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อนำเสนอเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติต่อไป ฉะนั้นการยกร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติในช่วงนี้ มีการยกร่าง "กลไกนโยบายด้านสุขภาพแห่งชาติ" (หมวดที่ 2) ที่ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพสำหรับอนาคต เพราะจะเป็นกลไกที่เปิดช่องทางการมีส่วนร่วมทั้งภาคประชาชน(สังคม) ภาควิชาการ และภาคการเมืองเข้ามาดูแลเรื่องนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ของระบบสุขภาพแห่งชาติร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง หลายคนคงอยากรู้ว่า "กลไกนโยบายสุขภาพแห่งชาติ" มีสาระหลักอะไรบ้าง ก็มีดังนี้ 1. กำหนดให้มี "คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(คสช.)" เป็นกลไกดูแลทิศทางนโยบายและยุทธศาสตร์ของ ระบบสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่กลไกของฝ่ายบริหารฝ่ายเดียว มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพ ฝ่ายวิชาชีพ ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคประชาชน(มากกว่าครึ่งหนึ่ง) เป็นกรรมการกลไกนี้มีสำนักเลขาธิการ คสช. ที่เป็นหน่วยงานของรัฐ (ที่มิใช่เป็นส่วนราชการ) ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อให้การทำงานได้อย่างอิสระ เป็นกลาง ไม่ถูกแทรกแซงหรือชี้นำจากฝ่ายใด ทำงานเชื่อมโยง 3 ภาคส่วนเข้าด้วยกัน สำนักงานนี้ต้องมีระบบบริหารจัดการที่เป็นธรรมาธิบาล โดยมีกรรมการบริหารที่ คสช. แต่งตั้งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ 2. กำหนดให้มี "กองทุนพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ" ที่ได้รับเงินงบประมาณเป็นก้อนจากรัฐบาล ปีละ 3 - 5 เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณด้านสุขภาพ บริหารจัดการเพื่อให้เกิดการสร้างองค์ความรู้(วิจัย) เพื่อนำมาใช้ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ โดยมีการทำงานเชื่อมโยงกับเครือข่ายสถาบันวิจัยด้านสุขภาพทั่วประเทศ มีการสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งแก่ประชาคมต่างๆ ที่ทำงานด้านสุขภาพเพื่อให้สามารถพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ได้อย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง โดยการทำงานเชื่อมโยงกับเครือข่ายสื่อมวลชนด้วย 3. กำหนดให้มีการจัด "สมัชชาสุขภาพแห่งชาติประจำปี" สมัชชาสุขภาพเฉพาะเรื่อง และหรือสมัชชาสุขภาพระดับพื้นที่ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิด ข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้เรื่องสุขภาพระหว่างภาคประชาชน ภาควิชาการ และภาคการเมือง เพื่อนำไปสู่การกำหนดทิศทางนโยบายและยุทธศาสตร์ของระบบสุขภาพแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง เราคงมีคำถามในใจกันอีกว่า แล้ว คสช.ที่ว่าเนี่ย จะมีอำนาจหน้าที่ ประกอบด้วยใคร เลือกจากไหน อยู่นานแค่ไหน…? และสำนักงานเลขาธิการ คสช. ก็คงมีคำถามคล้ายๆ กัน สำหรับ (ร่าง) อำนาจและบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(คสช.) คือ 1. เสนอแนะ (นโยบาย แผนยุทธศาสตร์) ท เสนอนโยบายสุขภาพของประเทศต่อ ค.ร.ม. ท เสนอแผนยุทธศาสตร์หลัก ท เสนอคำแนะนำต่อ ค.ร.ม.ในการแก้กฎหมาย ระเบียบปฏิบัติต่างๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายสุขภาพของ ประเทศ 2. ประสานและให้ข้อเสนอแนะต่อนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ขององค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ ตอบสนองต่อนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพของชาติเฉพาะในประเด็นสำคัญ หรือที่คณะกรรมการกำหนด 3. ติดตามประเมิน ท ระบบสุขภาพแห่งชาติ (ทิศทาง นโยบาย) ท ผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดจากนโยบายสาธารณะ 4. จัดประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และอาจจัดประชุมสมัชชาสุขภาพ เฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญ หรือจัดประชุมสมัชชาสุขภาพในระดับพื้นที่ก็ได้ 5. ทำรายงาน "สถานการณ์ระบบสุขภาพ" เสนอต่อ ค.ร.ม./รัฐสภา / สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม / ประชาชน 6. อื่นๆ ตามที่ ค.ร.ม.มอบหมายหรือตามข้อเสนอจากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ องค์ประกอบของ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) 1. นายกรัฐมนตรี - ประธาน จำนวน 1 คน 2. รมต. / ปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง จำนวน 9 คน (สาธารณสุข - แรงงาน - ศึกษาธิการ ศาสนาและวัฒนธรรม - เกษตร - อุตสาหกรรม - พาณิชย์ - คมนาคม - วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - มหาดไทย) 3. ผู้แทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 4 คน 4. ผู้แทนองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพ จำนวน 3 คน 5. ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จำนวน 1 คน 6. ผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านสาธารณสุข การศึกษา บริหาร สื่อสารมวลชน ชุมชน กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ พัฒนากลุ่มประชาชนเป้าหมายเฉพาะ) จำนวน 3 คน 7. ผู้แทนองค์กรภาคประชาชนที่ไม่เกี่ยวธุรกิจด้านสุขภาพ จำนวน 6 คน 8. ผู้แทนองค์การเอกชน จำนวน 2 คน 9. เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ รวมแล้วไม่เกิน 29 คน วาระของ คสช. กรรมการจากการสรรหา มีวาระคราวละ 3 ปี (ไม่เกิน 2 วาระ) กรรมการจากการสรรหาชุดแรก เมื่อครบ 2 ปีจับฉลากออกครึ่งหนึ่งเพื่อให้เป็นวาระเหลื่อมกัน วิธีการสรรหา / คุณสมบัติผู้ทรงคุณวุฒิ (ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบจะไปศึกษาเพิ่มเติม โดยประสานงานกับกองกรรมาธิการ สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา และสอบถามความคิดเห็นจากประชาคมต่างๆ ด้วย) ท องค์ประกอบภาคประชาชน ต้องกำหนดให้มาจากสมัชชา หรือมาจากกระบวนการสรรหา ? ท กรรมการกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ กำหนดสัดส่วน หญิง : ชาย หรือไม่ ท คุณสมบัติกรรมการ (ไม่กำหนดเรื่องอายุ / ห้ามมีส่วนได้เสียในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ) สำหรับ(ร่าง) บทบาทหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการ คสช. จะนำเสนอในโอกาสต่อๆไป ตามที่บอกแล้วว่าที่กล่าวมาเป็นเพียง(ร่าง)ส่วนหนึ่งของ "กลไกนโยบายสุขภาพแห่งชาติ" เรามีสิทธิ์เสนอแนะในรายละเอียดได้อย่างเต็มที่ มีคำถามที่ฝากให้ช่วยคิด เช่น ท อำนาจและบทบาทหน้าที่ของ คสช. เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร ท ผู้แทนภาคประชาชน ผู้ทรงคุณวุฒิใน คสช. มีสัดส่วนเหมาะสมหรือไม่ สัดส่วนเพศหญิงชายต้องกำหนดมั้ย แล้วเท่าไหร่ ควรมีระบบการสรรหาอย่างไร ท การกำหนดให้รัฐสนับสนุนงบประมาณ 3 - 5 เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณด้านสุขภาพเข้าสู่กองทุนพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ มากไปหรือน้อยไป อย่างไร ท การจัดประชุมสมัชชาแห่งชาติประจำปี หรือประชุมสมัชชาเฉพาะเรื่อง เหมาะสมหรือไม่ รูปแบบเป็นไง ใครบ้างที่เข้าร่วม ควรมีระบบเข้าร่วมอย่างไร ผลจากการประชุมนำสู่การปฏิบัติได้จริงอย่างไร ท คิดว่าภาคประชาชนมีโอกาสได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ ได้หรือไม่ หรือต้องปรับกลไกอย่างไร ในหมวดที่ 2 ในโครงร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ที่ว่าด้วย "กลไกนโยบายสุขภาพแห่งชาติ" นั้น มีเนื้อหาสาระที่สำคัญและต้องสนใจ เพราะจะว่าด้วยเรื่ององค์กรและการจัดการ ซึ่งกำหนดให้รัฐจัดให้มีกลไกและองค์กรการจัดการขึ้นมาองค์กรหนึ่ง คือ "สำนักงานเลขาธิการ คสช." กับ "คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.)" โดยมีเป้าประสงค์ให้เป็นกลไกระดับชาติ โดยจะทำหน้าที่ตามที่กล่าวมาแล้ว (จะเห็นว่า คำว่า "สภาสุขภาพแห่งชาติ" ใน(ร่าง)กรอบความคิดระบบสุขภาพแห่งชาติเดิมนั้นหายไป จะมีชื่อ "สำนักงานเลขาธิการ คสช." กับ "คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.)" เข้ามาแทนที่) "คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.)" นี้ มีฐานะเป็นองค์กรอิสระ ดำเนินงานในรูป "คณะกรรมการ" ซึ่งกรรมการกึ่งหนึ่งมาจากผู้แทนส่วนราชการ องค์กรวิชาชีพ นักวิชาการ เอกชนและอื่นๆ อีกกึ่งหนึ่งมาจากภาคประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คสช.จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูประบบสุขภาพที่พึงประสงค์ ผู้ที่เกี่ยวข้องและต้องมีส่วนรับผิดชอบคือ คนไทยทั้ง 62 ล้านคน ส่วนที่ต้องการพูดถึงคือ การเตรียมความพร้อมของภาคประชาชน และ ความพร้อมขององค์กรที่เป็นองค์กรวิชาชีพ ในภาคประชาชน เรามีกระบวนการเตรียมความพร้อมอยู่แล้วพอสมควร ทั้งที่เป็นทางการ และโดยอิสระ ทั้งที่สำเร็จ และที่อยู่ในระหว่างการก่อตัว สรุปแล้วในภาคประชาชน เรามีตัวอย่าง และมีทิศทางที่พอจะวางใจได้ คงเหลือแค่การพัฒนาในก้าวต่อๆไป ที่เป็นห่วงคือ เรื่ององค์กรวิชาชีพ โดยเฉพาะวิชาชีพ "หมออนามัย" เพราะในขณะนี้ยังไม่ชัดเจนในเรื่องของการตีความคำว่า "องค์กรวิชาชีพ" ว่าหมายถึงอาชีพใดบ้าง และ "หมออนามัย" ทั้งหลายถือเป็นวิชาชีพหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ "ไม่" แล้ว "หมออนามัย" จะอยู่ในฐานะใดในระบบสุขภาพโดยรวม หรืออย่างที่เห็นและเป็นอยู่ ถ้าคำตอบคือ "ใช่" แล้ว องค์กรใดจะเป็นผู้คัดเลือกและส่งผู้แทนของ"หมออนามัย"เข้าไปนั่งใน คสช. และทำอย่างไรเราจะได้ผู้ที่เป็น "ตัวแทน" ที่แท้จริงและชอบธรรม คำถามเหล่านี้แหละที่ว่าน่าสนใจ น่าที่จะหยิบมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง จะว่าไปเรื่องนี้สำคัญกว่าเรื่องโครงสร้างของกระทรวงใหม่ หรือรูปแบบการกระจายอำนาจเป็นไหนๆ คิดว่าหลายคนคงมีคำตอบในใจกันอยู่บ้างแล้ว และกำลังจะบอกต่อไปว่า "ภาคีหมออนามัย" น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับสิ่งที่พูดถึง ทั้งในแง่ของการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสุขภาพ การมีสิทธิมีเสียงใน คสช. และในแง่ของการพัฒนาวิชาชีพ หากเป็นดังนี้ได้ วันข้างหน้าไม่ว่าเราจะถูกจัดให้เปลี่ยนถ่าย ย้ายโอนไปสังกัดหน่วยงานใด "หมออนามัย" ก็จะยังเป็นวิชาชีพที่มีศักดิ์ศรีและคุณค่าต่อสังคม การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเราเพียงแค่ต้นสังกัด สถานที่ รูปแบบ และวิธีการทำงาน แต่สิ่งที่จะไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงเราได้คือ ความสามัคคี และความเป็นพี่เป็นน้องร่วมสายวิชาชีพ ฉะนั้นนอกจากเราจะทุ่มเทตั้งใจทำงานแล้ว เราต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด "ก้มหน้าก้มตา" ทำงานอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องเกาะติดสถานการณ์ และกล้าที่จะเสนอความคิดความเห็น และกล้าที่จะรวมพลังด้วย หรือจะรอให้คนอื่นเขามาคิดแทนพวกเราเหมือนที่ผ่านๆ มา ความก้าวหน้าของภาคีหมออนามัย จากการเริ่มต้นด้วยการรวมกลุ่มเล็กๆ ของหมออนามัยในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละจังหวัด ยังเป็นสิ่งสำคัญเพราะกลุ่มเล็กๆ จะมีจุดแข็งในด้านการติดต่อ ช่วยเหลือและร่วมทำกิจกรรมที่ง่ายกว่า อีกทั้งยังเป็นฐานของการขยายไปสู่เครือข่ายระดับที่ใหญ่กว่าได้รวดเร็วขึ้น จากข้อมูลและประสบการณ์การรวมตัวเป็นเครือข่ายในหลายๆ พื้นที่ ได้ข้อสรุปเป็นข้อแนะนำในเบื้องต้นว่า ควรเริ่มต้นรวมกลุ่มแบบไม่เป็นทางการ เพราะง่ายต่อการติดต่อ ช่วยเหลือและร่วมกิจกรรมกัน อีกทั้งยังเป็นฐานที่จะขยายเป็นเครือข่ายในระดับที่ใหญ่กว่าได้รวดเร็วขึ้น สำหรับกลวิธีนั้นในระยะแรกๆ อาจเป็นการพูดคุย และวิเคราะห์ในประเด็นที่กลุ่มสนใจร่วมกัน ระยะนี้สิ่งที่ควรได้คือ "เจตนารมณ์หรืออุดมการณ์" ร่วมกันของกลุ่ม เมื่อชัดเจนแล้วจึงเริ่มขยายขายแนวคิดไปในวงกว้าง ต่อจากนี้แนะนำว่าอย่าหยุดอยู่แค่การพูดคุย ถกเถียงเพราะนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆแล้วสมาชิกบางท่านอาจเกิดความรู้สึกกดดันจนถึงขั้นเบื่อหน่าย เพราะหลายๆปัญหาที่ถูกหยิบยกมาพูดกันนั้นมักจะยังแก้ไขไม่ได้ในทันที และที่พบบ่อยๆ คือการถกเถียงแต่ละครั้งมักจะมีเรื่องของ "การใช้อารมณ์" เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งอาจจะบานปลายจนควบคุมประเด็นและวัตถุประสงค์ไม่ได้ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การรวมกลุ่มเช่นนี้อาจจะทำให้ผู้สนใจนอกกลุ่ม(ผู้สังเกตการณ์) แปลเจตนาไปในทางที่ไม่ดี ไม่กล้าเข้าร่วมกลุ่มจะด้วยเหตุผลเพราะกลัวไม่ปลอดภัยหรือเพราะไม่เห็นด้วยก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เป็นผลดีต่อการขยายเครือข่ายทั้งสิ้น ที่โชคร้ายกว่านั้นคืออาจถูกผู้บริหารเพ่งเล็ง ไม่สนับสนุน หรือสั่งห้ามไม่ให้มีการรวมกลุ่ม ซึ่งจะยิ่งทำให้การทำงานมีความยากลำบากมากขึ้น ดังนั้นเมื่อมีการพบปะพูดคุยจนได้หลักการที่ตรงกันแล้ว ขั้นตอนต่อไปแนะนำให้ใช้ "กิจกรรมการพัฒนา" เป็นเครื่องมือในการขยายเครือข่าย ประโยชน์ของวิธีนี้คือ กลุ่มได้มีการเรียนรู้ร่วมกันจากการทำงานจริง ในระหว่างนี้ก็จะได้มีการทบทวนแนวคิด แนวทางที่วางไว้ให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงมากที่สุด นอกจากนั้นเครือข่ายยังได้เชื่อมต่อกับองค์กรอื่นๆ รวมถึงได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับกิจกรรมการพัฒนา เหนือกว่านั้นคือ เป็นการสร้างการยอมรับของคนภายนอกที่มีต่อกลุ่มไปพร้อมๆ กัน พื้นที่ใดที่มีกลวิธี หรือประสบการณ์การทำงานเครือข่ายขอให้ช่วยส่งข้อมูลมาแลกเปลี่ยนกันบ้าง น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี หรือเริ่มแล้วประสบปัญหาจนท้อใจ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สำหรับจังหวัดที่ยังไม่มีตัวแทนภาคีเครือข่ายหมออนามัย เรายังรอการเสนอรายชื่อ คนที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนจังหวัด เพื่อเข้ามาร่วมประชุมระดับประเทศ ตอนนี้มีจังหวัดที่เสนอรายชื่อเข้ามายังได้ไม่ถึงครึ่ง ลองดูซิครับ จังหวัดท่านจะขาดซึ่งคนเก่ง คนดี คนกล้า เลยเชียวหรือ ! สุดท้ายขอฝากไปยังผู้บริหาร ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องทั้งหลายว่า…ขอได้โปรดอย่าแปลเจตนาของการรวมกลุ่มไปในทางที่ไม่ดีทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ข้อเท็จจริงเลย อย่างน้อยขอให้เปิดตาดู เปิดหูฟังสักนิดว่าพวกเขาคิดและทำอะไรกัน จากนั้นค่อยๆ ใช้วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และวิจารณญาณที่เป็นธรรมตัดสิน โดยเฉพาะท่านที่เคยผ่านเส้นทางของวิชาชีพ "หมออนามัย" เคยนับเป็นเพื่อน เคยเตือนกันแบบพี่แบบน้องมาก่อนด้วยแล้ว เลือดในกายคงไม่เสื่อมสลายไปเร็วนัก ดังนั้น อย่าด่วนพิพากษาเพียงเพราะความหวาดระแวงที่ไร้สาระอีกเลย…ยังไงๆ ก็ต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน เชิญเยี่ยมชมและทักทายกันในเว็บของภาคีหมออนามัยแห่งชาติ http://www.mohanamai.com กำลังพัฒนาโปรแกรมโดย คุณธวัชชัย แสงจันทร์ สสอ.ปลาปาก จ.นครพนม กำลังใจที่ได้รับ ฉ ได้ติดตามการจัดตั้ง "เครือข่ายหมออนามัย" รู้สึกชื่นชม มีความฮึกเหิมในความจริงใจ และกล้าหาญของคนที่เป็นหมออนามัย มีความอบอุ่นใจที่มีเพื่อนๆ ที่คอยต่อสู้ ผลักดันบทบาทของชีวิตและสังคมหมออนามัยให้มันดีขึ้น ให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เข้าใจชีวิตหมออนามัยทุกคนต้องต่อสู้กับภาวะกดดันหลายด้าน ไม่ว่าการงาน เศรษฐกิจ วิถีชีวิตคนในปัจจุบัน บ้างก็ไม่พอกิน บ้างไม่มีเวลา นั่นคือปัญหาของสังคม ชีวิตหมออนามัย ใช่ว่าจะอยู่ได้อย่างสบายเหมือนคำว่า "หมอ" ทุกอย่างในวงการข้าราชการไม่แน่นอน ประเมินผลช้า หาข้อยุติยาก ยิ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยก็ต้องมีจิตใจที่กว้างขวาง ยอมรับสภาวะความกดดันรอบด้าน "ได้ทำดี ทำเก่ง มีพวกพ้อง ก็มองว่าเยี่ยม" "ได้หยุดนิ่ง ไม่รู้ อยู่เฉย ก็มองว่าแย่" ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ทุกคน ต่อสู้ ทุกคนทำดี ทำงานเพื่อประชาชนกันทุกคน เห็นใจ "หมอติดดิน กินเพื่ออยู่ สู้เพื่อส่วนรวม" อย่างหมออนามัย ขอมีส่วนในทิศทางของเครือข่ายหมออนามัย ทุกชีวิตมีทิศทาง อยากให้ทิศทางนั้น มีพื้นฐานที่ถูกต้อง มีความกล้าหาญ เป็นตัวชี้นำความดีให้ปรากฏ เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและสังคมโลก ศราวุธ เพชรสวัสดิ์ สอ.วิจิตรพัฒนา อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ฉ ภาคีหมออนามัยเป็นสิ่งที่ดี และควรจะเป็นเพื่อนหมออนามัยต่อไป และอยากให้ภาคีฯ ของเราสามารถตั้งได้สำเร็จ และเป็นตัวแทนของเราได้ตลอดไป วาสนา กัณฑวงค์ หมอนามัย จ.ลำพูน ฉ ขอสนับสนุนองค์กรของเรา ที่จะก้าวไปสู่การปฏิรูประบบสุขภาพที่เป็นของคนไทยทั้งแผ่นดิน หวัง - อยาก ที่จะให้พวกเราภาคีหมออนามัยอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างดี โดยเฉพาะสังคมชนบทเพราะพวกเราเป็นที่พึ่งพาอาศัยของประชาชน ขอเป็นกำลังใจ และยินดีร่วมอุดมการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชน สุพร ทวินำ / สสจ.ตาก ฉ …หนทางแม้นหลายพันไมล์ หากดวงใจคึดต่อ…จะขอสู้อยู่เคียงข้าง จะติดตามเธอ(หมออนามัย)ทุกรายทาง ร่วมสรรสร้างสุขภาพเพื่อมวลชน …หนทางแม้นหลายพันลี้ จะมิหนีปวงประชาผู้ทุกข์ทน เธอ(หมออนามัย)ลำบากทุกแห่งหน เพื่อมวลชนเธอทนได้ใจ มั่นคง … ขอร่วมเรียงเคียงข้างสร้างสรรค์ ในคืนวันร่วมฟันฝ่าจากป่าดง จะก้าวไปก้าวไปมิไหลหลง จะมั่นคงต่อเธอ หมออนามัย หมออนามัยแดนปราสาทหินพนมรุ้ง ฉ ขอร่วมสนับสนุนภาคีเครือข่ายหมออนามัย ขอเป็นกำลังใจ และมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน… " โลหิตสายเดียว กลมเกลียวให้นานๆ อย่าให้แตกเป็นสายธาร…" เสกสรร สุประดิษฐ์อาภรณ์ ศูนย์อนามัยสิ่งแวดล้อม เขต 8 จ.นครสวรรค์
 

สถาบันพระบรมราชชนก อาคาร 4 ชั้น 7 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์
อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 02-590-1946 โทรสาร 02-590-1947
ติดต่อ IWEBMASTER I I PORTPOLIO I I คลิกเพื่อพิมพ์หน้านี้ I I

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1