WWW.MOHANAMAI.COM
เชื่อมโยงความคิด ผูกมิตรปวงประชา นำพารูปแบบประชาสังคม นิยมส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน มุ่งสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต สุจริตในแนวทาง
เครือข่ายหมออนามัย
I HOME Iการปฏิรูปสุขภาพ Iอ่านวารสาร Iภาคีหมออนามัย I ข้อมูลพื้นฐาน Iโฮมเพจ สอ./สสอ.I ดาวน์โหลดบทความIความเคลื่อนไหวฯ I ......About usI
เครือข่ายหมออนามัย
คอลัมน์ บนเส้นทางธรรม ประจำปีที่ 11 ฉบับที่ 3 (พ.ย.-ธ.ค.44)
ตอน ในความพลัดพราก โดย วรัชญา พิมพ์สุขใจ(ตะวัน)

" บันทึกการเดินทางของเราครั้งนี้ อาจจะดูแปลก แตกต่างไปกว่าทุกครั้ง เพราะครั้งนี้ไม่มีบรรยากาศที่สนุกสนานครื้นเครง ไม่มีเสียงเพลงขับกล่อมระหว่างทาง ไม่มีแม้แต่ทิวทัศน์งดงามตระการตา ต่อได้เมื่ออ่านแต่ต้นจนจบเธอจะรู้ว่า "คุ้มค่า" สมกับที่เราเรียกว่าเป็น "การเดินทางของจิตใจ " ณ ลานหินโค้ง สวนโมกขพลาราม สุราษฎร์ธานี จันทรา…เพื่อนรัก เธอคงจำ "สวนโมกข์" หรือ "วัดธารน้ำไหล" วัดที่เราเคยไปทุกปี และเล่าให้เธอฟังอยู่บ่อยๆ ได้… ปีนี้ โชคดี เพราะเช้าวันแรกที่มา เราได้มีโอกาสเห็นพิธี "ตักบาตรสาธิต" (ปกติจะจัดขึ้นเฉพาะงานบุญใหญ่ๆ มีพระมากๆ ) พิธีนี้จัดขึ้นเพื่อสาธิตวิธีการตักบาตรเมื่อครั้งพุทธกาล โดยพระจะนั่งล้อมเป็นวงบนลานดิน แล้วญาติโยมก็จะไปตักอาหารใส่บาตร หลังจากนั้นพระจะเทอาหารทุกอย่างใส่ในบาตร แล้วฉันรวมกันทุกอย่าง เป็นการฝึกให้ลดกิเลส ไม่ปรุงแต่งในรสอาหาร ฉันเพื่อพอมีชีวิตอยู่ มิใช่เพื่อความเอร็ดอร่อย เสร็จพิธีจึงเป็นการฟังเทปบรรยายธรรมของอาจารย์พุทธทาส สาระสำคัญ อาจารย์เตือนว่า " พุทธบริษัท พึงระวังอย่า 'พัฒนาวัตถุ' จนกลายเป็น 'ทาสวัตถุ' จะทำให้เสียศักดิ์ศรีของพุทธบริษัท" ไม่รู้ว่าพุทธบริษัทสมัยนี้ยังเหลือศักดิ์ศรีอยู่กี่มากน้อย ตกเย็นฝนเริ่มโปรยปรายลงมา จนได้เวลาทำวัตรเย็นก็ยังไม่หยุด วันนี้จึงได้ไปทำวัตรเย็นกันที่ "เรือเล็ก" (เป็นอาคาร 2 ชั้น รูปร่างคล้ายเรือ สร้างไว้ทำพิธีต่างๆ เวลาที่ฝนตก ยังมี "เรือใหญ่" อีกลำอยู่ใกล้ๆ กับเรือเล็ก สร้างไว้เป็นที่กรองและกักเก็บน้ำฝน ) ที่นี่มีกิจวัตรที่สมาชิกทราบกันดีคือ ตื่นตอนตีสี่เพื่อทำวัตรเช้า นั่งสมาธิ และฟังการบรรยายธรรมโดยพระเจ้าอาวาส หรือจากเทปบรรยายธรรมของอาจารย์พุทธทาส บ่ายสองโมงฟังธรรมบรรยายและนั่งสมาธิอีกรอบ ประมาณหกโมงเย็นจึงได้เวลาทำวัตรเย็น นั่งสมาธิและฟังธรรมก่อนแยกย้ายกันกลับที่พัก เวลาที่เหลือ เป็นการฝึกปฏิบัติธรรมตามอัธยาศัย บางคนอาจช่วยกวาดลานวัด หรือ ล้างห้องน้ำ คืนแรกเรานอนที่ตึกรวม แม้จะไม่เป็นสัดส่วนนัก แต่มีข้อดีคือ ได้ฝึกตัวเองให้สำรวมระวังกริยาในทุกขณะ คืนนี้ฝนพรำทั้งคืน อากาศเย็นสบายแต่เรากลับ "ฝันร้าย" คล้ายกับเป็นการทดสอบจิตของเราว่าเข้มแข็งพอจะเผชิญกับการพลัดพรากในวันข้างหน้าหรือยัง …แม้ในฝันเราก็ยังพ่ายแพ้กิเลสอยู่ดี เราตื่นแต่หัวรุ่งด้วยเสียงระฆังปลุกให้ทำวัตรเช้า (ชอบเสียงระฆังที่นี่จัง ดังกังวาน ชวนให้ใจสงบดี) แปลกนะ! อยู่ที่นี่ตื่นก่อนฟ้าสาง แต่กลับไม่ง่วงเหมือนอยู่ที่บ้าน…วันนี้ทำวัตรเช้าที่ลานหินโค้ง วันนี้เป็นวัน "ล้ออายุ" (วันคล้ายวันเกิดอาจารย์พุทธทาส) อาจารย์เป็นผู้ริเริ่มอดอาหาร เพื่อล้อความตายในวันเกิดของท่านเอง บรรดาศิษย์จึงพร้อมใจกันอดอาหารเพื่อบูชาคุณอาจารย์ ในวันนี้ของทุกปี ตลอดทั้งวันจะดื่มแต่น้ำปานะ (เช่น น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร) เธออาจไม่เชื่อถ้าเราบอกว่า "ไม่หิว" อย่างที่เธอชอบบ่นทุกครั้งเมื่ออาหารบางมื้อล่าช้าไปไม่ถึงชั่วโมง จันทรา…เพื่อนรัก เมื่อคืน เราเผชิญกับ "ความตาย" ของเธอ "ในความฝัน" สายๆ เราได้สัมผัสกับ "ความตาย" ของลูกไก่ "ในความจริง" ลูกไก่ในวัดน่ะ อยู่ดีๆ (คงไม่ดีเท่าไหร่) ก็เดินมาฟุบอยู่แทบเท้าเพื่อนอีกคน สังเกตเห็นหายใจหอบ อยู่พักใหญ่ (เราพยายามหายาหม่องยาดมไปวางใกล้ๆ จมูกแล้วนะแต่คงไม่ได้ผล) สักพักก็สิ้นใจ เรานึกสงสารมันอยู่ในใจ…ยังเป็นไก่ เด็กๆ อยู่แท้ๆ เพิ่งมีโอกาสเดินสำรวจรอบๆ บริเวณวัด จึงได้เห็นกล้วยไม้กำลังออกดอกสีม่วงสด สะพรั่ง ใครเดินผ่านมาก็อดแวะชื่นชมไม่ได้ ถ้าเธอเห็นเธอต้องชอบแน่ๆ เห็นความงามของกล้วยไม้เลยลืมความสลดหดหู่ใจเรื่องลูกไก่ไปเลย ตอนบ่ายฟังเทปบรรยายธรรมของอาจารย์ต่อ เนื้อหาเน้นไปที่ฆราวาสโดยเฉพาะ ท่านย้ำหลายครั้งว่า "อย่าบ้าบุญ" (ฝากความไปบอกคนข้างๆ เธอด้วย) บุญแท้ๆ ต้องเป็นไปเพื่อการชำระ การตัดเสียซึ่งกิเลส เหตุให้เกิดทุกข์ "ฆ่าเสียซึ่งตัวกู ของกู" อย่าทำบุญเพื่อให้ได้อะไรแม้แต่ "นิพพาน" เพราะฉะนั้นอย่าเอานิพพานไปปนกับความดี ความชั่ว ท่านว่า "บุญ" ที่เชื่อต่อๆ กันมาเป็นเพียงลูกกวาดไว้หลอกเด็กอมมือ สาระของบุญคือการได้ชำระล้างจิตใจให้หมดกิเลส โลภ โกรธ หลง ด้วยการสละสิ่งที่ควรสละ เมื่อควรสละ และในลักษณะที่ควรสละ สิ่งที่ควรสละ คือสิ่งที่เอาไว้แล้วจะยิ่งทำให้โลภ มีตัวกู ของกู มากยิ่งขึ้น บ่ายแก่ๆ ฝนพรำลงมาอีก (ชอบจัง อยากให้เมืองไทยมีแต่หน้าฝน) พอใกล้ค่ำฝนก็ขาดเม็ด เย็นนี้จึงได้ทำวัตรเย็นที่ลานหินโค้ง คราวนี้จิตสงบ เป็นสมาธิได้เร็ว แต่ไม่นาน คงเพราะสังขารเป็นอุปสรรค รู้สึกปวดเหมือนกระดูกร้าวไปทั้งตัว คงจะจริงดังตำราว่า คนธาตุลมมักมีปัญหาเรื่องกระดูก กลับเข้าที่พัก ฝนลงเม็ดหนาหนักกว่าทุกครั้ง และเริ่มซาลงเมื่อราวเที่ยงคืน อยู่ๆ ก็คิดเรื่อง "ความตาย" ของชีวิตสองชีวิต ชีวิตแรก เป็นเรื่องของความกังวลกับ "ความตาย" ที่ยังมาไม่ถึงของเพื่อนรักจนเก็บมาฝัน อีกชีวิต เป็น ลูกไก่ ซึ่งเป็น ความตายในความจริงเมื่อตอนสายที่ผ่านมา อันที่จริง ชีวิตสองชีวิตนี้ควรมีค่าเสมอกัน แต่… "ในความฝัน" เราฟูมฟาย รู้สึกได้ถึงการพลัดพราก สูญเสียราวกับเป็นเรื่องจริง "ในความจริง" ลูกไก่สิ้นใจต่อหน้า เรากลับรู้สึกเพียงสงสาร เวทนา ชั่วระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่เห็นความงามของกล้วยไม้ ความสลดใจก็จาง…จางไปด้วยคิดว่ามันเป็นไก่ ก็ต้องตายเป็นธรรมดา คงมีอะไรสักอย่างทำให้มันตายก็เท่านั้น จริงซิ ! ความต่างเรื่อง "จริง" หรือ "ฝัน" ไม่ใช่เหตุที่ทำให้เราทุกข์โศกเลย แต่อยู่ที่ "ตัวตน" หรือ "ตัวกู" เพราะเป็น "เพื่อนของกู" แต่ "ไม่ใช่ไก่ของกู" นี่เอง วันข้างหน้า เมื่อเวลาแห่ง "ความพลัดพราก" ของเราและเธอมาถึงจริงๆ …ถ้าความคิด ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในวันนั้น เหมือนที่มีต่อลูกไก่ในวันนี้ ก็ได้นับว่า "ฆ่าตัวกู" ได้สำเร็จ ผลอยหลับไปเมื่อไรไม่รู้ ตื่นอีกทีเมื่อพี่ที่นอนข้างๆ มาปลุก ไม่ใช่เพราะเสียงระฆังเหมือนทุกคืน เช้านี้ไม่มีสายฝนมาให้เห็น แต่อากาศก็ยังเย็น สดชื่น คงเป็นเพราะที่นี่มีต้นไม้น้อยใหญ่ร่มครึ้มไปทั่วบริเวณวัด เราว่าจริงทีเดียวที่ใครว่า บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่สงบ ร่มเย็น จะช่วยให้ จิตนิ่ง เป็นสมาธิได้ง่ายขึ้น ใครจะว่าติดสถานที่ก็ช่างเถอะ เพราะมาที่นี่ครั้งใดเรารู้สึกเหมือนได้เติม "พลัง" ให้สามารถออกไปเผชิญกับความวุ่นวายภายนอกได้อีกยาวนาน จะด้วยอะไรก็ตาม การมาครั้งนี้ เราได้คิด ได้คำตอบหลายๆ อย่างที่ทำให้คลายทุกข์โศกไปไม่น้อย โดยเฉพาะ จากการฟังเทปบรรยายธรรมของอาจารย์ในวันก่อนจะกลับ อาจารย์สอน "เรื่องกรรม" ว่า กรรมมี 3 ชนิด คือ กรรมดำ กรรมขาว และกรรมที่ควรมีและสร้างคือ กรรมไม่ดำไม่ขาว เพราะเป็นกรรมที่นำไปสู่นิพพาน สำคัญที่สุดคือ อย่าไปหลงปล่อยชีวิตไปตามกรรมเพราะเชื่อในผลกรรม เพราะ…ขณะที่รับผลกรรมชั่ว ก็อาจกำลังสร้างกรรมดี และขณะที่รับผลกรรมดี ก็อาจกำลังสร้างกรรมชั่ว ท่านยังว่า "คนเราดี เมื่อกำลังทำดี และชั่วเมื่อกำลังทำชั่ว ต่อจากนั้นก็เป็นการรับผลของการกระทำ และมีการกระทำใหม่ซ้อนๆ กันไปเรื่อยๆ ดังนั้น อย่าเหมาการกระทำแต่ละครั้งมารวมกันว่าเป็นดี เป็นชั่ว ปะปนกัน จันทรา…เพื่อนรัก เธอเคยบอกว่า โชคร้ายของเธอ เกิดจากกรรมไม่ดี และเธอจะยอมก้มหน้ารับกรรมต่อไป หากความคิดนี้จะช่วยให้เธอตัดความโศกเศร้าและความท้อใจลงได้ เราก็ดีใจ แต่ตรงข้ามถ้ามันทำให้เธอหดหู่ถึงขั้นปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม เราจะเสียใจเป็นที่สุด เพราะไม่ว่าเธอจะคิดเช่นไร กรรมใหม่ก็จะเกิดขึ้นทุกขณะ ขึ้นอยู่กับว่าเธอจะจัดการอย่างไร ลืมบอกไปว่า มาครั้งนี้เราได้พบเพื่อนๆ หลายคน แม้จะไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกัน แต่ก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกห่วงใย เอื้ออาทรที่มีต่อกันเสมอมา…เหมือนที่เรามีให้เธอไม่เสื่อมคลาย แต่…เมื่อมี "พบ" ก็ต้องมี "พราก" เป็นสัจธรรมที่เราพยายามบอกตัวเองอยู่ทุกขณะจิต และเธอเองที่คอยย้ำเตือนเราทุกครั้งที่เจอกัน…ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ถึงวันจากทีไรใจคอมันโหวงๆ ชอบกล เธอคงนึกถึงสีหน้า แววตาและท่าทางยามนี้ของเราออก ทุกครั้งที่มาที่นี่ เราจะอยู่นานกว่าเพื่อนคนอื่นๆ เราจึงมักเป็นฝ่ายที่ต้องมาส่งเพื่อนๆ ขึ้นรถ และกลับเข้าไปในวัดด้วยความรู้สึกเหงาๆ แบบคนที่อยู่ข้างหลัง แต่ครั้งนี้ เราต้องกลับก่อนเพราะติดภารกิจ เราจึงเป็นฝ่ายจากมาก่อนด้วยความรู้สึกอาลัย แบบคนที่ไม่อยากอำลา ถึงวันนี้ …เรายังไม่รู้เลยว่า ระหว่างการเป็นผู้อยู่ข้างหลัง กับการเป็นผู้จากไป อย่างไหนจะเจ็บปวดน้อยกว่ากัน แต่จะคิดไปไยเล่า! เพราะถึงอย่างไรเราก็เลือกไม่ได้อยู่ดี… สู้ไหวหรือเปล่า ? ส่งข่าวถึงกันบ้างนะ! รักและห่วงใยเพื่อนเสมอ "ตะวัน" ปล. แม้เราจะแอบอิจฉาพระอาทิตย์กับดวงจันทร์ที่ไม่ต้องทุกข์เพราะการพลัดพราก (เพราะทั้งคู่ไม่เคยโคจรมาพบกัน) ถึงกระนั้น เราก็ยังยินดีกับการ "พบ" ของเราสองคน และจะยอมรับความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นจากการ "พราก" แต่โดยด

 

 

สถาบันพระบรมราชชนก อาคาร 4 ชั้น 7 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์
อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 02-590-1946 โทรสาร 02-590-1947
ติดต่อ IWEBMASTER I I PORTPOLIO I I คลิกเพื่อพิมพ์หน้านี้ I I

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1