ก. ความหมาย "บริก ารปฐมภูมิ" (Primary Care)
การบริการปฐมภูมิ มีผู้ให้ความหมายไว้หลากหลายมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นความหมายในเชิงปรัชญา
หลักการจัดบริการ หรือลักษณะบริการ ซึ่งพบว่า ยังไม่สามารถให้ความหมายของบริการปฐมภูมิได้ครอบคลุมองค์ประกอบทั้งหมดได้
ทั้งนี้เพราะลักษณะของบริการปฐมภูมิมีลักษณะแนวคิดที่เป็นนามธรรมสูง
(Subjective) การสะท้อนความหมายของบริการปฐมภูมิ จำเป็นต้องใช้การแปลความหมายจากลักษณะนามธรรมไปสู่ความหมายรูปธรรมที่จับต้องได้
(Objective or Operationalised Concept) จึงทำให้มีการแปลความหมายของบริการปฐมภูมิออกมาในลักษณะต่าง
ๆ และมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันหลายชื่อ ได้แก่ 1. สถานบริการด่านแรก
(First Line Care) หรือสถานบริการด่านหน้า (Front Line Care)
2. สถานบริการปฐมภูมิ หรือสถานบริการระดับต้น (Primary Care
หรือ Primary Medical Care) 3. สถานบริการเวชปฏิบัติครอบครัว
หรือเวชศาสตร์ครอบครัว (Family Practice) 4. สถานบริการครอบครัว
(Family Service) 5. หน่วยบริการปฐมภูมิ (Primary Care Unit)
ทั้ง 5 ชื่อนี้มีความหมายตรงกับสถานบริการที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย
ได้แก่ สถานีอนามัย ศูนย์แพทย์ชุมชน หน่วยบริการเวชปฏิบัติครอบครัวของโรงพยาบาล
ศูนย์สาธารณสุขเทศบาล ฯลฯ เพียงแต่ว่าสถานบริการเหล่านี้อาจยังจัดไม่ครบถ้วนตามปรัชญา
/ แนวคิดและมาตรฐานการดำเนินงาน ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป การบริการปฐมภูมิ
(Primary Care) หมายถึง การบริการระดับแรกที่อยู่ใกล้ชิดชุมชนมากที่สุด
โดยดูแลสุขภาพประชาชน ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชนอย่างใกล้ชิด
โดยดูแลตั้งแต่ก่อนป่วย ไปจนถึงการดูแลเบื้องต้น เมื่อเจ็บป่วยและหลังเจ็บป่วย
ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ เพื่อให้เกิดชุมชนเข้มแข็งต่อไป
หน่วยบริการปฐมภูมิ (Primary Care Unit) หมายถึง การจัดพื้นที่ในอาคาร
(หรือจัดตั้งอาคารแยกต่างหากก็ได้) และมีองค์ประกอบ บุคคล
วัสดุ สิ่งของ และระบบการทำงาน เพื่อจัดบริการปฐมภูมิ โดยมีสัดส่วน
และองค์ประกอบเพื่อจัดบริการที่ชัดเจน ถูกต้องตามความหมายของบริการปฐมภูมิ
(Primary Care) ข. นิยามศัพท์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Primary
Care Unit 1. Contracting Unit For Primary Care (CUP) หมายถึง
สถานบริการที่เป็นจุดทำสัญญา เพื่อจัดบริการปฐมภูมิ (Primary
Care) หรือเรียกว่า Main Contractor ก็ได้ ในการดำเนินงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ซึ่งจะต้องมีผู้ซื้อบริการ (Purchaser) มาทำสัญญาซื้อบริการกับผู้ให้บริการ
(Provider) ซึ่งผู้ให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น
ต้องจัดบริการเป็นการบริการปฐมภูมิ (Primary Care) แต่เนื่องจากหน่วยบริการปฐมภูมิบางแห่ง
เช่น สถานีอนามัยยังไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะทำสัญญาได้ผู้ซื้อบริการจึงต้องไปทำสัญญากับจุดที่ทำสัญญาแทนได้
เช่น โรงพยาบาลชุมชน ดังนั้น โรงพยาบาลชุมชน จึงเป็น CUP แทน
สถานีอนามัย ดังนั้นจึงเรียกโรงพยาบาลชุมชนเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิหลัก
หรือ Main Contractor ส่วนสถานีอนามัยเป็นหน่วยบริการที่มีคุณสมบัติไม่ครบตามมาตรฐานที่กำหนดจึงเรียกสถานีอนามัยว่าหน่วยบริการปฐมภูมิรอง
หรือ Sub - Contractor หรือ PCU ที่คุณสมบัติไม่ครบ หน่วยบริการปฐมภูมิบางแห่งก็สามารถทำสัญญาได้เอง
เช่น ศูนย์แพทย์ชุมชน หรือหน่วยบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลชุมชน
/ โรงพยาบาลจังหวัด ฯลฯ ดังนั้น 1 CUP จึงอาจมี 1 PCU หรืออาจมีหลาย
PCU ก็ได้ 2. หน่วยคู่สัญญาของบริการระดับทุติยภูมิ (Contracting
unit for Secondary care, CUS) หมายถึง หน่วยงานที่ให้บริการสุขภาพทั่วไปกรณีผู้ป่วยในเป็นหลัก
ซึ่งได้แก่ โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป
โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย รวมถึงโรงพยาบาลเอกชนต่าง ๆ ที่สนใจสมัครเข้าร่วมเครือข่ายบริการทุติยภูมิ
สถานพยาบาลที่ให้บริการระดับนี้จะรับผู้ป่วยที่ส่งต่อมาจากหน่วยบริการปฐมภูมิ
เพื่อเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน 3. หน่วยคู่สัญญาของบริการระดับตติยภูมิ
(Contracting unit for Tertiary care, CUT) หมายถึงหน่วย งานที่ให้บริการที่เป็นบริการเฉพาะทาง
ต้องใช้เทคโนโลยีและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง หน่วยให้บริการระดับนี้อาจเป็นโรงพยาบาลศูนย์
โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย หรือสถาบันที่ดูแลรักษาโรคเฉพาะทางต่าง
ๆ สถานพยาบาลแต่ละแห่งอาจเป็นหน่วยคู่สัญญาของบริการมากกว่าหนึ่งระดับได้
หากสามารถจัดบริการได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของบริการในแต่ละระดับนั้น
4. Primary Health Care (PHC) การสาธารณสุขมูลฐาน มีความหมายเชื่อมโยงกับคำว่า
บริการปฐมภูมิ ทั้งนี้ขึ้นกับการพิจารณาถึงความหมายของคำว่า
PHC ในลักษณะใด แต่ในประเทศไทย มีแนวโน้มในเชิงความหมายของการดำเนินการและกิจกรรมในหมู่บ้านและชุมชน
ซึ่งหมายถึง การดำเนินงานสาธารณสุขของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
โดยเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระตุ้นให้คำปรึกษาแนะนำ 5. Primary
Medical Care (PMC) เป็นการจัดบริการของหน่วยงานรัฐที่ให้บริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขที่เป็นบริการด่านแรก
ซึ่งการดำเนินการอาจใช้ปรัชญาของสาธารณสุขมูลฐาน หรือเทคนิคบริการที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้ให้บริการก็ได้
ดังนั้น Primary Care จึงเป็นตัวเชื่อมกลางระหว่าง Primary
Medical Care และ Primary Health Care PC = PMC + PHC 6. General
Practice หรือ Family Practice เป็นศาสตร์ของการบริการหรือเป็นองค์ความรู้ทางวิชาการที่นำมาใช้ในสถานบริการปฐมภูมิ
เพื่อเชื่อมต่อกับการบริการที่นำไปสู่ครอบครัวและชุมชน ค.
ความสัมพันธ์ของการสร้างสุขภาพของประชาชนกับการพึ่งระบบบริการของรัฐ
ดุลย์ของการพึ่งตนเอง และพึ่งบริการ การพึ่งตนเอง ทิศทางการพัฒนา
ทิศทางการพัฒนา การพึ่งบริการ การกิน การนอน การดูแล บริการปฐมภูมิ
หมอนอกระบบ การดำรงค์ชีพ สุขภาพอนามัย อสม. การพักผ่อน สถานีอนามัย
การออกกำลังกาย คลีนิคเอกชน ฯลฯ รพ.เอกชน บริการทุติยภูมิ
รพ.รัฐ ฯลฯ การพักผ่อน การดูแลตนเอง การซื้อยากินเอง เมื่อป่วย
การดูแลทางกายภาพ บริการตติยภูมิ (อาบน้ำ/เช็ดตัว/นวด)ฯลฯ
พฤติกรรมสุขภาพ บริบททางสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และ การใช้บริการ
ความต้องการจำเพาะพื้นที่ และกลุ่มประชากร โดยปกติประชาชนจะดูแลสุขภาพตนเองตั้งแต่ก่อนป่วย
ป่วยเล็กน้อย โดยเมื่อก่อนป่วยจะมีพฤติกรรม การกิน อยู่ ออกกำลังกาย
ทำให้สุขภาพพลานามัยดีอยู่แล้วเมื่อป่วยเล็กน้อยก็จะปล่อยให้หายเอง
ซื้อยากินเอง หรือรักษาด้วยตนเอง เช่น เช็ดตัว พักผ่อน ฯลฯ
ก็จะทำให้โรคภัยไข้เจ็บหายไปเองได้ แต่เมื่อเจ็บป่วยมากขึ้น
ประชาชนจะไปพึ่งระบบบริการของรัฐ เช่น สถานีอนามัย, แพทย์แผนไทย,
อสม. เจ็บหนักมากขึ้นก็จะไปคลีนิคแพทย์เอกชน หรือโรงพยาบาลชุมชน
โรงพยาบาลจังหวัดในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูง
และสูญเสียเศรษฐกิจของชาติไปมาก ดังนั้นการปรับดุลยภาพของประชาชน
ตามหลักปรัชญา และให้ประชาชนพยายามสร้างสุขภาพด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้เจ็บป่วยมากที่สุด
และให้พึ่งบริการรัฐน้อยที่สุด ถ้าจำเป็นต้องไปพึ่งก็ขอ ให้ไปพึ่งการบริการระดับปฐมภูมิ
(PCU) ซึ่งเป็นสถานบริการที่อยู่ใกล้บ้าน ใกล้ใจมากที่สุด
ดังนั้น การสร้างดุลยภาพด้านสุขภาพของประชาชน คือส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนสร้างสุขภาพให้พึ่งตนเองมากที่สุด
และสร้างหน่วยบริการปฐมภูมิ (PCU) ให้มีจำนวนและคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานให้มากที่สุด
โดยลดกรอบของการที่รัฐให้บริการสาธารณสุขและประชาชนให้มีขนาดเล็กลง
และส่งเสริมกรอบการที่ประชาชนสร้างสุขภาพ และพึ่งตนเองให้ขยายใหญ่ขึ้น
ง. มาตรฐาน PCU เนื่องจาก PCU เป็นรูปธรรมของ Primary Care
เพราะการพูดถึงบริการปฐมภูมินั้น จะมีสภาพบริการที่มีอยู่แล้ว
ได้แก่ สถานีอนามัย (สอ.) ศูนย์แพทย์ชุมชน (ศพช.) ศูนย์สาธารณสุขเทศบาล
ฯลฯ แต่การแสดงลักษณะเป็น PCU ที่สมบูรณ์แบบนั้นยังไม่ครบถ้วน
ดังนั้นเพื่อง่ายต่อความเข้าใจ จึงแสดงมาตรฐาน PCU ออกเป็น
3 ลักษณะ หรือ 3 ลำดับ หรือ 3 ขั้นตอน เพื่อจะแสดงให้เห็นลำดับขั้นของการพัฒนา
PCU จากขั้นที่ 1 ไปถึงขั้นที่ 3 ซึ่งเป็นจุดอุดมคติสูงสุด
เป็นการแสดงจากขั้นง่ายไปยากดังต่อไปนี้ 1. มาตรฐานทางโครงสร้างหรือกายภาพ
เป็นขั้นตอนของการเตรียม PCU ซึ่งต้องเป็นโครงสร้าง หรือสิ่งที่มองเห็นชัดเจน
ซึ่งจะต้องมีการเตรียมการให้พร้อม ก่อนที่จะดำเนินการขั้น
1, ขั้น 2 ต่อไป ดังนี้ 1.1 ด้านที่ตั้งและประชากร - มีประชากรรับผิดชอบไม่เกิน
1 หมื่น คน ต่อ 1 PCU - สถานที่ตั้งของ PCU จะต้องอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบประชากร
ถ้าอยู่นอกพื้นที่รับผิดชอบประชากร จะต้องไม่ไกลเกินกว่าการเดินทาง
30 นาที โดยรถยนต์ 1.2 ด้านบุคลากร 1) 1 PCU มีประชากรรับผิดชอบ
1 หมื่นคน จะต้องมีบุคลกรให้บริการ 8 คน นั่นคือ สัดส่วน เจ้าหน้าที่
: ประชา กรที่รับผิดชอบ = 1 : 1,250 บุคลากรทั้ง 8 คน ต้องประกอบไปด้วย
1.1 แพทย์ 1 คน นั่นคือ แพทย์ 1 คน รับผิดชอบประชากร 10,000
คน ในอนาคตต่อไป ถ้ามีแพทย์มากขึ้น ควรจะรับผิดชอบประชากร
1:30,000 คน (ในอนาคตแพทย์ควรประจำทุกหน่วยบริการปฐมภูมิ)
แต่ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีแพทย์ประจำทุก PCU ให้ใช้พยาบาลเวชปฏิบัติ
หรือพยาบาลวิชาชีพที่มีความ ความสามารถเหมาะสม ทดแทนไปก่อน
โดยอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่เป็น CUP หรือ Main Contractor
เพื่อให้คำปรึกษาหรือมีแพทย์เคลื่อนที่มาดูแลเป็นระยะ ๆ 1.2
ทันตแพทย์ 1 คน รับผิดชอบประชากรได้ 20,000 คน นั่นคือ ทันตแพทย์
1 คน ดูแล 2CPU ในขณะที่ยังไม่มีทันตแพทย์ ให้ใช้ทันตาภิบาลดูแล
โดยอยู่ภายใต้การดูแลของทันตแพทย์ ถ้า PCU ไม่มีทันตแพทย์
หรือทันตาภิบาล ให้ใช้ทันตแพทย์จาก PCU อื่น หรือจาก CUP หรือ
Main Contractor เป็นผู้ดูแลจัดหน่วยเคลื่อนที่มาเป็นระยะ
1.3 พยาบาลวิชาชีพ ใน 1 PCU มีพยาบาลวิชาชีพ 2 คน (พยาบาลวิชาชีพ
: ประชากร = 1:50,000) ซึ่งในอนาคตต่อไป ควรพัฒนาให้เป็นสัดส่วนพยาบาลวิชาชีพ
: ประชากร = 1:900 1.4 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติสามารถให้บริการปฐมภูมิได้อย่างต่อเนื่อง
อีก 4 คน 1.5 บุคลากรอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น เภสัชกร เจ้าหน้าที่ห้อง
Lab เจ้าหน้าที่การเงิน/การบัญชี ฯลฯ จะต้องเข้ามาช่วยเสริมและสนับสนุนเป็นครั้งคราว
เช่น เภสัชกรมาช่วยสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง, การเงินช่วยสัปดาห์ละ
1 ชั่วโมง ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้อยู่ใน CUP ซึ่งช่วยหลาย
PCU 2) เจ้าหน้าที่ 8 คนที่ปฏิบัติงานประจำเป็นทีมเดิมไม่น้อยกว่า
75% ของเวลาปฏิบัติงานทั้งหมด 3) ระยะเวลาปฏิบัติงานของบุคลากรในการบริการอย่างน้อย
56 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เช่น 10 ชั่วโมงต่อวันในวันธรรมดา 3
ชั่วโมงต่อวันในวันหยุด 4) บุคคลเหล่านี้ควรจัดกระบวนการอบรมทั้งในเชิงความรู้
ทักษะ การปฏิบัติงาน (skill) และทัศนคติ (Attitude) ในเรื่องเกี่ยวกับเวชศาสตร์ครอบครัว
(Fammily Medicine) เพื่อจะสามารถปฏิบัติงานได้ตามหลักปรัชญา
สถานบริการใกล้บ้านใกล้ใจ ถ้ายังมีคนไม่ครบก็ให้จัดอบรมให้บุคลากรที่มีอยู่ก่อน
หรือจัดสาขาวิชาชีพอื่นทดแทนไปพลางก่อน การจัดอบรมควรจัดให้เป็นแบบ
On the job Trainning ให้อยู่ในสถานที่ปฏิบัติงานในชุมชน 1.3
ด้านวัสดุ / อุปกรณ์ และเครื่องมือ เมื่อมีสถานที่และเตรียมบุคลากรแล้ว
ควรจัดวัสดุ-อุปกรณ์ เพื่อจัดบริการประชาชนและดำเนินงานเวชศาสตร์ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ
ซึ่งเป็นด้านกายภาพที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนดังต่อไปนี้ 1)
ครุภัณฑ์สำนักงาน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ ฯลฯ ควรจัดหาให้ครบ
และจัดให้สะดวก สะอาด ปลอดภัย มีพื้นที่บริการเพียงพอ 2) มีอุปกรณ์
/ วัสดุ / เครื่องมือ เพื่อการรักษา ป้องกัน ส่งเสริม - ฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างครบถ้วน
พอเพียง และมีระบบ Sterile System ที่ถูกต้อง เช่น Stetoscope
วัสดุตรวจการตั้งครรภ์ อุปกรณ์วัดสายตา ยา - เวชภัณฑ์มิใช่ยา
อุปกรณ์การตรวจชันสูตรพื้นฐาน ฯลฯ 3) ครุภัณฑ์ / ยานพาหนะ
และอุปกรณ์สื่อสารเพื่อติดต่อกับ CUP และใช้ประสานงานการส่งต่อผู้ป่วย
รวมทั้งการออกปฏิบัติงานในชุมชน เช่น รถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์
วิทยุสื่อสาร โทรศัพท์ โทรสาร ฯลฯ อนึ่ง รถยนต์เพื่อใช้ในการส่งต่อ
ถ้ายังไม่สามารถจัดไว้ที่ PCU อาจมีรวมกันไว้ที่ CUP เมื่อ
PCU ใดจะใช้ก็ประสานงานเข้ามา 1.4 การเตรียมข้อมูลเพื่อใช้ในการดำเนินงาน
เนื่องจาก PCU ต้องใช้ระบบข้อมูล เพื่อให้เกิดการบริการที่เป็นองค์รวม
และต่อเนื่อง เพื่อดูแลประชาชนในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน
ดังนั้น การส่งเสริมระบบข้อมูลเพื่อการบริการ และสนับสนุนการพึ่งตนเองของประชาชน
จึงต้องแสดงให้เห็นทางกายภาพด้วย เช่น การเตรียมแบบสำรวจ การเตรียมแบบประเมินสุขภาพระดับบุคคล
ครอบครัว ชุมชน การเตรียม Fammily Folder ระบบข้อมูลบัญชี
1-8 เพื่อติดตามผู้รับบริการอย่างต่อเนื่อง การเตรียมคอมพิวเตอร์
การจัดอบรม และการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบในการให้ความร่วมมือเพื่อประสานงานการเก็บข้อมูล
ฯลฯ 2. มาตรฐานกระบวนการ หรือการจัดการ หรือการปฏิบัติกิจกรรม
หรือ Process ดำเนินงาน เมื่อมีมาตรฐานโครงสร้างแล้วน่าจะมีกระบวนการทำงาน
หรือปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวในการจัดบริการของ
PCU มีดังนี้ 2.1 การจัดให้มีการบริการผสมผสานครบทั้ง 4 เรื่อง
คือดังนี้ 1) ให้บริการด้านการรักษาพยาบาล ใช้ต่อย่อ "ก" โดยให้บริการรักษาโรคทั่วไป
โรคเรื้อรัง โดยผสมผสานกับการให้ความรู้กับผู้รับบริการเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่จำเป็น
2) การให้บริการสร้างสุขภาพ ใช้ตัวย่อ "ส" PCU จะต้องส่งเสริมให้ประชาชนในเขตรับผิดชอบมีการดูแลสุขภาพตนเอง
ไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งจังหวัดนครราชสีมา ได้มีตัวชี้วัดการสร้างสุขภาพไว้แล้ว
ทั้งในสถานบริการ และในชุมชน เพื่อสนับสนุนการพึ่งตนเองของประชาชน
3) การบริการเชิงรุก ใช้ตัวย่อ "ชร" PCU จะต้องทำงานผสมผสานการทำงานสร้างสุขภาพและซ่อมสุขภาพในชุมชน
เช่น ติดตามเยี่ยมบ้าน ครอบครัว ในรายที่จำเป็นการฟื้นฟูสภาพพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งสร้างสุขภาพในชุมชน 4) การบริการด้านทันตกรรม ใช้ตัวย่อ
"ท" หน่วยบริการ PCU ต้องมีการบริการด้านการรักษาพื้นฐาน และส่งเสริมป้องกันทางด้านทันตกรรมด้วย
กรณี PCU ไม่มีบริการภายใน PCU ของตนเอง จะต้อง Contract กับ
PCU อื่น เพื่อให้ประชาชนในเขตรับผิดชอบของตนเองไปใช้บริการที่
PCU อื่น ๆ 2.2 การจัดบริการประชาชนที่มารับบริการที่ PCU
ควรจัดบริการให้เกิดความสะดวก รวดเร็วอย่างต่อเนื่องและเป็นองค์รวม
โดยประชาชนควรได้รับบริการภายใน 1 ชั่วโมง เมื่อมาถึงสถานบริการและมีระบบเชื่อมต่อในการรับส่งต่อผู้รับบริการให้สะดวกรวดเร็ว
ทำให้ประชาชนอยากมาใช้บริการที่ PCU 2.3 มีการจัดเก็บข้อมูลอย่างสมบูรณ์แบบ
และนำข้อมูลมาใช้ในการทำงาน โดยการดูแลบุคคลและครอบครัว เช่น
เจ้าหน้าที่ทุกคนควรจัดทำ Family Folder เพื่อเป็นข้อมูลในการให้บริการแบบองค์รวม
และควรจัดระบบ OPD Card และการลงบันทึกเพื่อการดูแลผู้รับบริการต่อเนื่อง
ระบบการลงบัญชี 1-8 เพื่อติดตามผู้รับบริการ รวมถึงข้อมูลอื่น
ๆ ที่จัดเก็บเพื่อการพัฒนา - แก้ปัญหาทั้งในระดับ บุคคล ครอบครัว
และชุมชน ฯลฯ และข้อมูลดังกล่าวควรนำมาวิเคราะห์หาปัญหาในพื้นที่ของตนอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาต่อเนื่อง 2.4 มีการจัดระบบส่งต่อ ทั้งการส่งและรับกลับเพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยเชื่อมั่นสถานีอนามัยเพิ่มขึ้น
และมีการติดตามแลกเปลี่ยน case ที่ส่งต่อเพื่อพัฒนาวิชาการอย่างต่อเนื่อง
2.5 มีการจัดระบบการนิเทศ - ควบคุม - กำกับ และฝึกอบรมเพื่อพัฒนางานวิชาการพื้นฐาน
เพื่อการจัดบริการโดยมีตัวชี้วัดที่เป็นมาตรฐานการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน
เช่น มาตรฐานการ ANC, Guide Line การตรวจรักษาขั้นต้น, มาตรฐานการเยี่ยมบ้าน
เป็นต้น และควรมี Intensive เพื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นและกำกับการทำงาน
2.6 มีการแก้ไขปัญหา / อุปสรรค โดยการรวมกลุ่มช่วยเหลือกันระหว่าง
CUP และ PCU รวมทั้งระหว่าง PCU กับ PCU อย่างต่อเนื่อง 3.
มาตรฐานของผลลัพธ์ หรือผลการดำเนินงาน เมื่อ PCU ได้มีการดำเนินงานตามข้อ
1 (โครงสร้าง) ข้อ 2 (กิจกรรม) จะเกิดผลลัพธ์ที่เป็น Out-put
Out-Come Impact ดังต่อไปนี้ 1) ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย เช่น
หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ฯลฯ ได้รับบริการครอบคลุมตามเกณฑ์มาตรฐาน
(Coverage) หรือตัวชี้วัดที่ควรจะเป็น 2) ประชาชนในความรับผิดชอบป่วยด้วยโรคติดต่อ
ต้องมีการรายงานอย่างครบถ้วน ทันเวลา และโรคติดต่อเรื้อรังที่อยู่ในชุมชนจะถูกค้นพบได้เร็วขึ้น
3) ประชาชนและบุคลากรใน PCU จะมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน (Bonding)
4) ประชาชนเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วน่าจะมาใช้บริการที่ PCU มากขึ้นเรื่อย
ๆ 5) เมื่อเปิดโอกาสให้เลือกลงทะเบียน ประชาชนน่าจะเลือกลงทะเบียนที่
PCU ของตนเอง 6) เมื่อสอบถามความพึงพอใจ น่าจะพึงพอใจใน PCU
ของตนเองและประชาชนยอมรับบุคลากรให้เป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพประจำครอบครัว
7) ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างสุขภาพตนเองและมีความร่วมมือและประสานงานกับบุคลากรใน
PCU อย่างดียิ่ง 8) ประชาชนมีสถานะสุขภาพดีขึ้น ไม่ป่วยและตายด้วยโรคที่ป้องกันได้
9) ถ้าการดำเนินงาน PCU ของทุกจุดดำเนินการได้อย่างดี ประชาชนในเขตรับผิดชอบของ
PCU จะมาปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่ PCU ของตนเองก่อนทุกครั้ง จะมีผลทำให้ผู้ป่วยที่
OPD ของ รพศ. และ รพช. ในปัจจุบันลดจำนวนน้อยลงหรืออาจจะไม่มีเลย
คงมีเฉพาะผู้ป่วยที่ส่งต่อมาจาก PCU หรือผู้ป่วยเฉพาะโรคที่ต้องการพบแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น
ซึ่งระบบนี้เป็นระบบสากลในอุดมคติ จ. การจัดลำดับ PCU เมื่อกำหนดมาตรฐาน
PCU เป็น 3 ขั้นตอน หรือ 3 ลำดับ ดังนั้น สถานบริการที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย
ได้แก่ สถานีอนามัย ศูนย์แพทย์ชุมชน ศูนย์สาธารณสุขเทศบาล
ฯลฯ สามารถพัฒนาเพื่อปรับรูปแบบเป็น PCU โดยจัดอยู่ในลำดับชั้นของการพัฒนาเป็น
3 ลำดับ ตามมาตรฐานดังกล่าวแล้ว ตัวอย่างเช่น ที่จังหวัดนครราชสีมา
สถานบริการปฐมภูมิ ได้แก่ สถานีอนามัย ศูนย์แพทย์ชุมชน ศูนย์สาธารณสุขเทศบาล
หน่วย PCU ของโรงพยาบาล ฯลฯ ในปี 2544 สามารถแบ่งประเภท ลำดับของ
PCU เป็น 3 ลำดับ คือ PCU ขั้น 1 ได้แก่ PCU ที่เพิ่มเริ่มพัฒนาข้อ
1 เรื่องโครงสร้าง และมีการพัฒนาข้อ 2 เรื่อง กระบวนการทำงานบางเรื่อง
มีประมาณ 232 แห่ง PCU ขั้น 2 ได้แก่ PCU ที่พัฒนาโครงสร้างในข้อ
1 และได้ดำเนินกิจกรรมตามการพัฒนาข้อ 2 แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาในข้อ
3 มีบ้างเล็กน้อย PCU ขั้น 2 นี้ มีสถานีอนามัยประมาณ 96 แห่ง
(30% ของสถานีอนามัยทั้งหมด) ศูนย์สาธารณสุขเทศบาล 2 แห่ง
PCU ขั้น 3 ได้แก่ PCU ที่พัฒนาโครงสร้างในข้อ 1 มีการดำเนินกิจกรรมตามมาตรฐานในข้อ
2 และผลลัพธ์ออกมาตามข้อ 3 แล้ว มี PCU ที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลชุมชน
26 แห่ง สถานีอนามัย 32 แห่ง ศูนย์แพทย์ชุมชน 14 แห่ง รวม
75 แห่ง การกำหนดลำดับขั้นนี้ เพื่อเป็นการจัดลำดับสถานบริการของ
PCU เพื่อการพัฒนา PCU เป็นขั้น ๆ ในแต่ละปีไป ดังเช่น การวางแผนพัฒนา
PCU ของจังหวัดนครราชสีมา ได้วางแผน 3 ปี เพื่อพัฒนาสถานบริการปฐมภูมิให้เป็น
PCU ขั้น 3 ทั้งหมด โดยใช้เงินหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ดังนี้
เป้าหมาย PCU ที่สมบูรณ์แบบ ณ 30 กันยายน 2544 - 2548 ปี พ.ศ.
จำนวน PCU ขั้น 1 (แห่ง) จำนวน PCU ขั้น 2 (แห่ง) จำนวน PCU
ขั้น 3 (แห่ง) 2544 (30 กันยายน) 232 96 (30% ของ สอ.ทั้งหมด)
75 2545 (30 กันยายน) - 232 75 + 96 = 171 2546 (30 กันยายน)
- - 171 + 232 = 403 2547 - - พัฒนาต่อเนื่อง 2548 - - พัฒนาต่อเนื่อง
ฉ. ขั้นตอนการดำเนินงานของ PCU เมื่อผู้รับบริการต้องการพัฒนาสถานบริการปฐมภูมิ
หรือ OPD (ด้อยพัฒนา) ที่มีอยู่เดิมให้วางขั้นตอนการพัฒนาดังนี้
1. ขั้นมาตรฐานโครงสร้าง 1.1 วางแผนกำหนดว่า 1 CUP จะดำเนินการกี่
PCU โดยใช้อัตราส่วนประชากร 1 PCU ไม่เกิน 10,000 คน ถ้าเป็นระดับสถานีอนามัย
ซึ่ง 1 ตำบล มี 1 สถานีอนามัย ควรกำหนด 1 สถานีอนามัย เป็น
1 PCU ยกเว้น ถ้าประชากรน้อยเกินไป ก็อาจรวม 2,3,4 สอ. เป็น
1 PCU ได้ ซึ่งแล้วแต่นโยบาย / สภาพพื้นที่ / สภาพปัญหาของแต่ละ
CUP ซึ่งสามารถเลือกได้ทั้ง 2 รูปแบบ 1.2 วาดแผนที่ขอบเขต
PCU ให้ชัดเจน และกำหนดสถานที่ตั้งของ PCU ซึ่งอาจอยู่ในหรือนอกเขต
PCU ก็ได้ แต่ต้องเดินทางไม่เกิน 30 นาทีโดยรถยนต์ ถ้าเป็น
รพศ./รพช. PCU อาจตั้งอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งของโรงพยาบาลหรืออาจไปจัดตั้งในชุมชนก็ได้
1.3 กำหนดทีมบุคลากรที่จะรับผิดชอบต่อประชากรใน PCU นั้น ๆ
ซึ่งบุคลากรที่รับผิดชอบควรจะมีประมาณ 8 คน ดังกล่าวแล้ว และควรกำหนดให้พยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขรับผิดชอบประชากรในพื้นที่
1 คน : 1-3 หมู่บ้าน หรือ 1 คน : ประชากร 1,000 -1,500 คน
เพื่อจะเป็นทีมเดียวที่ดูแลประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าบุคลากรยังไม่ครบให้ใช้เงิน
UC จัดจ้างหรือส่งประชาชนใน PCU ในเรียนเพื่อกลับมาทำงาน 2.
ขั้นมาตรฐานกระบวนการ 2.1 สำรวจประชากรในพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมดโดยใช้แบบสำรวจข้อมูลสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา
แล้วนำข้อมูลมารวบรวม ลงบันทึกเพื่อวิเคราะห์ปัญหาของพื้นที่ตามบัญชี
1-8 และข้อมูลครอบครัว ควรเก็บในแฟ้มข้อมูลประจำครอบครัว (Family
File, Family Folder) 2.2 เมื่อได้ปัญหาและสิ่งที่ต้องพัฒนาแล้ว
ก็ให้จัดทำแผนดำเนินงานในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง แผนนี้ควรจะประกอบด้วย
งาน ก, ส, ชร. และ ท ดังกล่าวมาแล้ว รวมทั้งแผนพัฒนาอื่น ๆ
เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาใน PCU ของตนเอง 2.3 มีการปฏิบัติงานตามแผน
และให้มีการควบคุม กำกับ ติดตาม ประเมินผล และปรับปรุง - พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
3. ขั้นมาตรฐานผลลัพธ์ ถ้าทำได้ทั้ง 2 มาตรฐานก็จะเกิดผลลัพธ์ที่ดี
เป็น PCU ที่สมบูรณ์แบบ จะต้องให้มีการตรวจสอบ ประเมินผล ปรับปรุง
และพัฒนาให้ดำรงอยู่ และก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป ช. คุณลักษณะการจัดบริการปฐมภูมิ
ขั้น 3 จากความหมาย กรอบแนวคิด และขั้นตอนการจัดตั้งหน่วยบริการปฐมภูมิ
(PCU) ดังกล่าวแล้ว สรุปได้ว่า เมื่อมีการพัฒนา PCU ไปถึงขั้นมาตรฐานผลลัพธ์ขั้น
3 แล้ว PCU จะต้องมีคุณลักษณะโดยสรุปเป็นตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน
และจำง่าย ๆ 9 ประการ คือ มี ดี เข้าถึง พึงใจ จ่ายคุ้ม ให้ชุมชนมีส่วนร่วม
เป็นองค์รวมและต่อเนื่อง พร้อมทั้งเรื่องอื่น ๆ ซึ่งตัวชี้วัด
9 ประการนี้ ขยายความโดยละเอียดได้ดังนี้ 1. มี (Availability)
มีความหมาย 3 ประเด็น คือ 1.1 มีสถานบริการอยู่ใกล้บ้านหรือใกล้ชุมชน
ประชาชนสามารถเดินทางไปถึงได้ไม่ยากลำบากสถานบริการนี้โดยปกติควรมีแพทย์
แต่ยังไม่มีแพทย์ประจำ ฉะนั้นการแก้ปัญหา คือการให้สถานีอนามัยเป็นหน่วย
OPD ของโรงพยาบาลชุมชน ที่ตั้งอยู่ภายนอกโรงพยาบาลชุมชน มีการจัดระบบการส่ง
ต่อผู้ป่วยที่ดีไปยังโรงพยาบาลชุมชน และมีการประสานเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับชุมชนและสถาน
บริการเอกชนหรือหรือสถานบริการควรจะมีพยาบาลเวชปฏิบัติครอบครัวหรือพยาบาลวิชาชีพเป็น
อย่างน้อย 1.2 มีอุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์เพียงพอ และพร้อมใช้
ที่จะให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้มารับบริการ 1.3 มีบุคลากร ที่จะให้บริการตามมาตรฐาน
คือแพทย์เวชปฏิบัติครอบครัวหรือพยาบาลเวชปฏิบัติครอบครัวที่สามารถให้การรักษาเบื้องต้น
มีเจ้าของครอบครัว เจ้าของคนไข้ มีทีมงาน เป็นทีมเดียวกันทั้งเชิงรุก
เชิงรับ มีบริการส่งเสริม ป้องกัน รักษา ฟื้นฟูครบโดยให้ความสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วยในเชิงรุกให้มาก
และมีการพัฒนาองค์ความรู้ของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสามารถนำความรู้มาพัฒนางานให้มีคุณภาพ
2. ดี (Good Care, Standard care) ระบบต่าง ๆ ที่มีอยู่จะต้องดี
3 ประเด็น คือ 2.1 มาตรฐานระบบบริการ/การดูแล (Standard of
care) เป็นมาตรฐานเชิงวิชาการที่จะให้การดูแลได้อย่างครอบคลุมทั้งศาสตร์และศิลป์
ให้การวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง และระบบการให้บริการที่มีคุณภาพ
พร้อมที่จะให้สังคมสามารถตรวจสอบได้ถึงคุณภาพของการให้บริการ
รวมทั้งมีระบบรับรองคุณภาพบริการ 2.2 มาตรฐานของเครื่องมือ
อุปกรณ์ (Standard of Equipment) ได้แก่ มีอุปกรณ์ที่ถูกต้อง
เที่ยงตรง และโดยเฉพาะมีรถคอยส่งต่อผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ
2.3 ทัศนคติที่ดี (Attitude) บุคลากรที่ให้บริการต้องมีทัศนคติที่ดีต่อการให้บริการ
และเข้าใจถึงแนวคิดการให้บริการเวชปฏิบัติครอบครัวอย่างถูกต้อง
มุ่งเน้นการให้บริการที่ยึดถือผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางและให้บริการที่ผู้ป่วยพึงพอใจ
3. เข้าถึง (Accessibility of Care) คือการที่ประชาชนไม่เลือก
เพศ ชาติ ชั้นวรรณะ ต้องได้รับการบริการที่เท่าเทียมกัน แบ่งเป็น
3 ประเด็น คือ 3.1 สภาพทางภูมิศาสตร์ (Geographical Accessibility)
ได้แก่ ระยะทาง สถานบริการจะต้องอยู่ในตำบล และถ้าหมู่บ้านที่อยู่ในตำบลใหม่
หมู่บ้านมีระยะห่างต้องมีสถานบริการ 2 จุด ที่จะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้เมื่อต้องการ
อย่างน้อยเดินทางไม่เกิน 30 นาที 3.2 หลักประกันด้านสุขภาพ
(Financial Accessibility) ราคา/ค่าใช้จ่าย ไม่ใช่เก็บค่ารักษาพยาบาลที่มีราคาแพง
ผู้มารับบริการจะต้องไม่ถูกกีดกันในการรักษาพยาบาลโดยมีเงินเป็นตัวจำกัด
คนจนจะต้องมีบัตร สปร. ประชาชนทุกคนจะต้องมีบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าครบทุกคน
คนที่มีเงินอาจ จะช่วยจ่ายเพิ่มเติม (co payment) 30 บาท แล้วรักษาได้ทุกโรค
โดยงบประมาณมาจากการประกัน สุขภาพ 3.3 มีบริการที่ตอบสนองความต้องของประชาชน
(Service Accessibility) ผู้ให้บริการจะต้องมีพฤติกรรมการบริการที่ดี
(Excellence Service Behavior) และมีคุณภาพ ผู้ให้บริการจะต้องไม่กล่าววาจาไม่สุภาพ
คำด่า แสดงกิริยาใจร้าย ปิดสถานบริการก่อนกำหนด แสดงอาการไม่ต้อนรับ
และไม่เอื้ออำนวยต่อผู้มารับบริการ 4. พึงใจ (Acceptability)
ความพึงพอใจของผู้มารับบริการ 3 ประเด็น คือ 4.1 ผู้มารับบริการจะต้องมีความพึงพอใจ
(Customer Satisfaction) ไม่มารับบริการด้วยความทุกข์ เกรงใจ
ผู้มารับบริการควรมีความรู้สึกว่าสถานบริการด่านแรกเป็นที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจ
เมื่อมาหาจะต้องได้รับความช่วยเหลือ ได้รับการบริการที่ได้มาตรฐาน
4.2 ผู้มารับบริการได้รับบริการที่เข้าอกเข้าใจ - ประทับใจ
(Exellence Service Behavior) โดยได้รับบริการที่มีความเป็นกันเอง
เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการจะต้องมีทัศนคติที่ดี เข้าใจถึงความเจ็บป่วย
มีความรู้ทางด้านจิตวิทยา ปรัชญา จิตวิทยาสังคม ที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้มารับบริการที่เจ็บป่วย
ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยทางกาย ทางจิต รวมทั้งการให้คำปรึกษา
(Counselling) ฯลฯ 4.3 ประชาชนมีช่องทางที่จะสะท้อนหรือให้ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นแก่สถานบริการ
เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขได้ 5. จ่ายคุ้ม (Efficency)
การลงทุนในสถานบริการมี 3 ประเด็นคือ 5.1 บริการที่ใช้ต้นทุนต่ำ
และผลลัพธ์สูง หมายถึง การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดนั้นให้สูงที่สุด
คือได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า 5.2 คุ้มค่าราคาจ่าย (Cost Effectiveness
/ Cost - Benefit) คือการลงทุนทรัพยากรที่หมายรวมถึง แรงงาน
คน เวลา ทรัพย์สิน เครื่องมือ ที่ได้ประโยชน์สูงสุด 5.3 ประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร
(Allocation Efficiency) ระบบการจัดสรรทรัพยากรที่มุ่งเน้นความสมดุลย์ระหว่างผลผลิต
(Supply) และความต้องการ (Demand) 6. ชุมชนมีส่วนร่วม (Community
Involvement) หรือชุมชนมีพลังอำนาจ ความเข้มแข็งมากขึ้น (Community
Empowerment) หมายถึง 3 ประเด็น คือ 6.1 ประชาชนมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพตนเอง
และครอบครัว ตลอดจนสุขลักษณะของสิ่งแวดล้อมในชุมชน ทั้งนี้โดยมีบุคลากรสาธารณสุขคอยเอื้ออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ต่าง
ๆ (Faclitator) 6.2 ประชาชนมีส่วนร่วมจ่ายค่าบริการสุขภาพในรูปแบบต่าง
ๆ เช่น บัตรประกันสุขภาพ การจ่ายค่าบริหารบางส่วนเมื่อไปรับบริการ
การตั้งกองทุนสวัสดิการ มาให้สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลแก่สมาชิก
การเรี่ยไรจากชาวบ้าน เมื่อจำเป็นต้องใช้เงิน เพื่อประโยชน์ของชุมชนโดยรวม
การร่วมแรง ในกรณีที่ต้องการแรงงานของชาวบ้านเพื่อพัฒนาหมู่บ้านหรือซ่อม-สร้างสถานบริการสุขภาพของ
ชุมชน โดยรัฐทำหน้าที่จัดหาวัสดุ-อุปกรณ์ ส่วนชาวบ้านร่วมแรง
6.3 ประชาชนมีส่วนร่วมในข้อเสนอในด้านการบริหารและร่วมบริหาร
และจัดการด้านสุขภาพในชุมชน ซึ่งสามารถทำได้ในรูปแบบการเป็น
อสม. หรือจัดตั้งกลุ่มที่เป็นตัวแทนด้านสุขภาพ เช่น ประชาคมสุขภาพ
รวมทั้งประเมินผล-สะท้อนความเห็นผ่านทางเวทีประชาคม กรรมการที่ปรึกษาเพื่อการจัดบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
7. เป็นองค์รวม (Holistic Care) มี 3 ประเด็น คือ 7.1 ในแง่ของการให้ดูแลองค์รวม
จะต้องให้การดูแลที่ครบถ้วน ทั้งกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ
โดยสัมพันธภาพระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ เป็นแบบ Emphatic
Relation Ship การประสานงาน พูดคุยแบบเท่าเทียมกันและเห็นใจซึ่งกันและกัน
จะทำให้ทราบถึงองค์ประกอบ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยของผู้มารับบริการ
ประวัติครอบครัว ประวัติความเจ็บป่วยในอดีต และอื่น ๆ 7.2
มีระบบข้อมูลเอื้อให้เกิดบริการแบบองค์รวม รู้ถึงบุคคล ครอบครัว
ชุมชน และจิตวิญญาณ โดยการจัดทำ Fammily Folder ฯลฯ 7.3 มีการเชื่อมโยงบูรณาการ
(Integration) ของระบบบริการ คือ ส่งเสริม - ป้องกัน - รักษา
- ฟื้นฟู และให้บริการต่อเนื่องทั้งขณะป่วยและไม่ป่วย และเมื่อป่วย
มีระบบส่งต่อที่เชื่อมโยง 1o 2o 3o Care ที่ถูกต้อง สนับสนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
8. ต่อเนื่อง (Continuity of care) มีความต่อเนื่องใน 3 ประเด็น
คือ 8.1 มีการดูแลต่อเนื่องตลอดเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนเจ็บป่วยที่บ้านจนกระทั่งการเจ็บป่วยในครั้งนั้น
ๆ (Episode Care) ทั้งที่บ้าน สถานบริการ สถานประกอบการ ฯลฯ
8.2 การดูแลต่อเนื่องเมื่อส่งไปรักษาต่อในแต่ละระดับ จะต้องมีการดูแลต่อเนื่อง
เชื่อมโยง 1o 2o 3o Care โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เป็น Care
- Coordientor 8.3 การจัดบริการรักษาพยาบาล ที่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างหลากหลาย
เช่น การรักษาแผนปัจจุบัน ควบคู่กับพื้นบ้าน การรักษาสมุนไพร
การรักษาโดยการดูแลตนเอง การใช้ยาที่ ศสมช. ฯลฯ 9. พร้อมทั้งเรื่องอื่น
ๆ การพัฒนาความสมบูรณ์ อาจมีข้อแตกต่างกัน ตามสภาพพื้นที่และเงื่อนไขเวลาต่าง
ๆ ดังนั้น สถานบริการปฐมภูมิ จึงพร้อมที่จะพัฒนาเรื่องอื่น
ๆ ตามสภาวะการณ์และสถานที่พร้อมกันด้วยตลอดเวลา ตลอดทั้งการสอบถามชาวบ้านผู้ใช้บริการว่ามีความต้องการสถานบริการปฐมภูมิมีลักษณะอย่างไร
เช่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ควรจะมีความรู้ทุกเรื่อง อยู่ในทีมเดียวกัน
Polyvalent Team ขอบเขตรับผิดชอบ จำนวนประชากรไม่มากเกินไป
ไม่น้อยเกินไป (ตามมาตรฐาน) สถานบริการในระดับต่าง ๆ ไม่ควรจะซ้ำซ้อน
และแข่งขันกัน (Competition) ฯลฯ ซ. บทสรุป บริการปฐมภูมิได้มีการดำเนินการมานานแล้ว
เพียงแต่มีการแยกการจัดบริการที่ต่างกรรมต่างวาระกัน โดยสังคมทั่วไปจึงขาดความรู้-ความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้
เมื่อรัฐบาลมีนโยบายให้ดำเนินการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดบริการปฐมภูมิ และจัดตั้งหน่วยงานบริการปฐมภูมิ
(Primary Care Unit) เพื่อรองรับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ดังนั้นบุคลากรสาธารณสุขทุกจุดจึงควรเรียนรู้ ทำความเข้าใจ
เพื่อไปดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ให้ได้ ซึ่งไม่เป็นสิ่งที่ยากเกินไปที่จะนำไปปฏิบัติได้
เพราะเราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เพียงแต่ให้มีการปรับความคิด
(Re-think) และปรับวิธีการทำงาน (Re-Design) และพัฒนาวิชาการ
และเครื่องในการทำงาน เช่น ระบบข้อมูล เครื่องมือ เครื่องใช้ในการทำงานต่าง
ๆ (Re-tool) และฝึกอบรมเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในการทำงาน (Re-train)
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการปฏิรูปความคิดและปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข
รวมทั้งเป็นกระจายอำนาจด้านสุขภาพให้กับประชาชนด้วย ผลที่เกิดขึ้นมิใช่สนองตอบเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเท่านั้น
แต่ส่งผลให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ (Quality) ประสิทธิภาพ
(Effeceinsy) อย่างเสมอภาค เท่าเทียมกัน (Equity) และเป็นการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและตรวจสอบได้
(Social Accountability) ดังนั้น บุคลากรสาธารณสุขทุกคนจึงควรศึกษา
เรียนรู้ และเข้าร่วมปฏิบัติอย่างเต็มความสามารถ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งใหม่
การปฏิบัติอาจจะมีข้อบกพร่อง ปัญหา/อุปสรรคอยู่บ้าง จะต้องช่วยกันแก้ไข
ปรับปรุง พัฒนา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกันต่อไป
เพื่อร่วมกันผลักดันระบบสาธารณสุขของประเทศไทยให้เป็นระบบที่ดี
มีคุณภาพ สนองตอบต่อปัญหา - ความต้องการของประชาชน ตามอุดมการณ์ของเราต่อไป
-------------------------------------------------- เอกสารประกอบ
เอกสารสรุปคณะทำงานเพื่อเตรียมระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า. แนวทางการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า,
พฤษภาคม 2544 , กระทรวงสาธารณสุข พญ.สุพัตรา ศรีวณิชชากร.
อะไรคือเวชปฏิบัติครอบครัว ระบบบริการปฐมภูมิและบริการด่านแรก
บทที่ 2. เวชปฏิบัติครอบครัว บริการสุขภาพที่ใกล้ใจและใกล้บ้าน
แนวคิดและประสบการณ์ : โครงการปฏิรูประบบ บริการสาธารณสุข.
กระทรวงสาธารณสุข : พิมพ์ครั้งที่ 1, ธันวาคม 2542 นพ.พงษ์พิสุทธิ์
จงอุดมสุข และคณะ. รายงานผลการดำเนินโครงการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข
ระยะที่ 1 ปี พ.ศ. 2540 - 2543 สำนักงานโครงการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข.
พิมพ์ครั้งที่ 1, พ.ศ. 2543 นพ.สำเริง แหยงกระโทก. เอกสารประกอบการประชุมการพัฒนาสถานบริการด่านแรกในอุดมคติ.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา. เมษายน 2543 นพ.สำเริง
แหยงกระโทก. แนวทางการดำเนินงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จังหวัดนครราชสีมา.
ยงสวัสดิ์ออฟเซท, 2543 นพ.สำเริง แหยงกระโทก. การวิจัยและพัฒนาการกระจายอำนาจด้านสุขภาพให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข และการประกันสุขภาพถ้วนหน้า.
สมบูรณ์การพิมพ์, 2544 -----------------------------------------------------