WWW.MOHANAMAI.COM
เชื่อมโยงความคิด ผูกมิตรปวงประชา นำพารูปแบบประชาสังคม นิยมส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน มุ่งสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต สุจริตในแนวทาง
เครือข่ายหมออนามัย
I HOME Iการปฏิรูปสุขภาพ Iอ่านวารสาร Iภาคีหมออนามัย I ข้อมูลพื้นฐาน Iโฮมเพจ สอ./สสอ.I ดาวน์โหลดบทความIความเคลื่อนไหวฯ I ......About usI
เครือข่ายหมออนามัย

I 1 I

คำกล่าว ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการเดินทางไปดูงานโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข 2 อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2544 เวลา 14.00 น.

ผมฟังบรรยายสรุปวันนี้แล้วชื่นใจ เพราะว่าวิธีการมองปัญหานั้นเปลี่ยนไปมาก และการมองระบบแทนที่เมื่อก่อนนี้เราตั้งรับโดยการรักษาโรค แต่วันนี้เรากลับรักษาคน บางครั้งทัศนคตินิดเดียวบอกได้เลยว่าล้มเหลวหรือสำเร็จ มีประสิทธิภาพหรือไม่มีประสิทธิภาพ จุดการมองเป็นจุดสำคัญมาก เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปการมองเปลี่ยนไป สิ่งที่สาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม (Cluster) นี้ที่ได้ทำ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะบางกลุ่มเราต้องยอมรับว่าไม่ค่อยกระตือรือร้นอยากจะทำเท่าไร แต่ต้องทำ ก็เลยทำน้อยหน่อย แต่กลุ่มนี้เห็นการทำแล้วลงลึกโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบหน่วยบริการปฐมภูมิ PCU (Primary Care Unit) ซึ่งทำให้เป็นการใช้การมองภาพรวมก่อนจะมามองว่าใครจะเป็นโรคอะไร ไปวิเคราะห์แม้กระทั่งความเป็นอยู่ที่บ้าน เพราะจะได้มองว่าโอกาสติดเชื้อน่าจะเกิดจากอะไร เวลามาวิเคราะห์โรคก็วิเคราะห์ง่าย น้องชายผมอายุ 25 ปี เป็นไข้เลือดออกซึ่งรักษาง่าย แต่วิเคราะห์ผิด ผลสุดท้ายเกิดเลือดออกข้างในตาย เพราะว่าความไม่เข้าใจในการมองปัญหา มองเฉพาะจุดมองเฉพาะเหตุการณ์เฉพาะหน้า ไม่ได้ย้อนหลังดูประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่ทางศรีสะเกษได้ทำนี้ได้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ เพราะก่อนที่ผมจะประกาศให้นโยบายนี้เป็นนโยบายของพรรค และนำมาสู่นโยบายของรัฐบาลนั้น เราได้ศึกษาแล้วว่าคนที่มาโรงพยาบาลทั้งหมดมีประมาณ 100 ล้านครั้ง ความจำเป็นที่จะต้องมาโรงพยาบาลมีเพียงแค่ 20 ล้านครั้ง ส่วนอีก 80 ล้านครั้งไม่มีความจำเป็นเลย เขาไปคลีนิกก็ได้ไปสถานีอนามัยก็ได้ แต่เขาต้องมาโรงพยาบาลเพราะเขามั่นใจว่าโรงพยาบาลนี้ของหลวง เขาถูกสตางค์หน่อย ถ้าไปที่อื่นเขากลัวแพง แต่วันนี้เมื่อระบบเป็นอย่างนี้ กลุ่มไหนได้พยายามให้ความสำคัญกับสถานีอนามัย กลุ่มคลีนิกที่เข้าอยู่ในกลุ่มประชาชนจะสะดวกมาก ปวดหัวตัวร้อนไปแค่แถวนี้ก็พอ รับยาเสร็จก็กลับบ้าน จะทำให้คนไข้นอกของโรงพยาบาลลดลงอย่างเห็นได้ชัด แล้ววันนี้ถ้าบริหารแบบนี้หมด จะทำให้งบประมาณเหลือ แล้วเราจะเอางบประมาณที่เหลือนี้ 1.มาสร้างขวัญกำลังใจ ให้สวัสดิการแก่ผู้ที่ทำงานหนักเป็นการตอบแทน 2.เราจะใช้งบประมาณนั้นไปเติมสิ่งที่ไม่พอเพียงให้พอเพียง เพื่อการกระจายการบริการประชาชนให้กว้างขวางที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตยากจนอย่างนี้ ความพอเพียงต้องมี ผมถือว่าเขตที่ยิ่งยากจนรัฐบาลต้องใส่เงินมาก เพราะไม่เช่นนั้นหายจนไม่ได้ แต่เรากลับไปใส่เงินมากในที่ ๆ ดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นช่องว่างระหว่างความจนกับความรวยจึงยิ่งห่าง การบริหารครั้งนี้ของสาธารณสุข ฯ โดยเฉพาะจุดนี้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตั้งใจจะให้พวกเรามาดู เพราะเป็นตัวอย่างแห่งหนึ่งที่ทำครบวงจร แล้วได้เจตนารมณ์ตามที่เราคิดกันว่าจะเอามาเป็นนโยบายนั้นเพราะอะไร เพราะต้องการให้การมองปัญหาสุขภาพนั้นเป็นการมองปัญหาสุขภาพอย่างกว้างขวางกว่านี้ เป็นการป้องกันมากกว่าการรักษา เพราะการรักษาเป็นปลายเหตุ และเป็นการลดความแออัดของโรงพยาบาลของรัฐ เพื่อกระจายการบริการออกไปในสถานที่ที่ลงทุนสร้างไปแล้วแต่ได้ใช้บริการน้อยเหลือเกิน ที่เห็นทั้งหมดนี้ตรงกับเจตนารมณ์ของนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งผมเชื่อว่าหลังจากระบบไอทีสมบูรณ์แล้ว การบริการจะดี และการวิเคราะห์ลักษณะโรค การบริการจะชัดเจนกว่านี้มาก แล้วเราจะนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพของระบบบริการสาธารณสุขของทั้งประเทศใหม่ ผมอยากจะฝากรัฐมนตรี ท่านผู้บริหารทั้งหลาย ขอให้เน้นย้ำว่าระบบของเราที่เราอยากเห็นจริง ๆ คือแบบนี้ มีหน่วยบริการปฐมภูมิ (PCU) อย่างนี้ เน้น PCU มากกว่าเน้นแผนกผู้ป่วยนอก OPD (Out Patient Department) เพราะถ้าเน้น PCU แล้ว OPD ลดลง แล้ว OPD เวลาในการให้บริการก็จะสั้นลง เพราะสามารถที่จะดูได้ ความจริงแล้วก็เป็นทฤษฎีธรรมดาที่เราสามารถจะลดเวลาในการให้บริการ ทำให้การบริการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประหยัดเงินมากขึ้น ต้องขอขอบคุณกระทรวงสาธารณสุขและทางจังหวัดศรีสะเกษ ทางทีมผู้บริหารศรีสะเกษที่ได้เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล และหวังว่ากระทรวงสาธารณสุขจะได้เอาแนวทางนี้เป็นกรณีศึกษาให้กับที่ที่ยังปรับตัวไม่ได้ เพื่อที่จะให้เราได้ใช้นโยบายนี้อย่างเป็นจริงเป็นจังและได้ผลต่อประชาชน ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขเหนื่อยหน่อยนะครับ อดทนสักนิดหนึ่ง ธนาคารออมสิน ธกส. สาธารณสุข จะเหนื่อยเป็นพิเศษในช่วงนี้ รวมทั้งกระทรวงเกษตร ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ถือว่าเรากำลังช่วยเพื่อนร่วมชาติของเราให้พ้นทุกข์ และหวังว่าอานิสงส์ในวันนี้คงจะบันดาลให้ท่านทั้งหลายมีครอบครัวที่ดีและมีความสุขตลอดไป ขอขอบคุณครับ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก วิมลมาส รัตนมณี / ถอดเทป / พิมพ์ ดวงฤดี รัตนโอฬาร / ตรวจ


คำกล่าวของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ในพิธีเปิดการสัมมนาระดับชาติเรี่อง “โรคเอดส์” ครั้งที่ 8
ณ ห้องแกรนด์บอลล์รูม อาคารอิมแพคคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์
ศูนย์การแสดงสินค้านานาชาติ เมืองทองธานี
เมื่อวันพุธที่ 11 กรกฎาคม 2544 เวลา 09.00 น.


ท่านรองนายกรัฐมนตรี (นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์) ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข (นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์) ท่านปลัดกระทรวงกระทรวงสาธารณสุข (นายแพทย์ มงคล ณ สงขลา) ท่านอธิบดีบริหารกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ Representative of World Health Organization - WHO (ผู้แทนองค์การอนามัยโลก) คณะอนุกรรมการทุกท่าน ท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นักวิชาการ และผู้มีเกียรติทุกท่าน กราบนมัสการพระคุณเจ้า การสัมมนาระดับชาติเรื่องโรคเอดส์ ครั้งที่ 8 ในวันนี้ เป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งในระดับนโยบาย ฝ่ายปฏิบัติ ฝ่ายวิชาการ และผู้แทนองค์กรต่างๆ จะได้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และระดมความคิดเห็น เพื่อแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญอีกปัญหาหนึ่งของประเทศ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านด้วยความจริงใจ ในความพยายามที่ได้ร่วมกันดำเนินการ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ของชาติอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำให้สถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทยอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ ไม่ขยายตัวรุนแรงเกินกว่าที่คาดคิดกันไว้ จากตัวเลขที่ท่านอธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อได้ให้ผมมา เรามีผู้ติดเชื้อ 1,000,000 คน เสียชีวิตไปแล้ว 300,000 คน และยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 700,000 คน เมื่อปี 2534 การแพร่กระจายของคนที่ติดเชื้อใหม่ๆ เพิ่มขึ้นถึงปีละ 140,000 คน แต่เราสามารถลดสถิติลงในปี 2543 เหลือเพียงปีละ 29,000 คน และเรากำลังตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2549 เราจะลดเหลือประมาณ 17,000 คน ในที่สุดจะพยายามลดให้ผู้ติดเชื้อใหม่ต่ำกว่า 10,000 คน เป็นตัวเลขที่น่าพอใจสำหรับการหยุดยั้งการเติบโต แต่ตัวเลขที่ยังอยู่คือตัวเลขของ 700,000 คนนี้ จะทำอย่างไรกับชีวิตที่ทนทุกข์ทรมาน ของคนเหล่านี้ ถึงแม้ว่าโดยตรง โดยอ้อม ที่เขาไปติดเชื้อมา ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือโดยเคราะห์กรรมใดๆ ก็แล้วแต่ แต่ในเมื่อเขาเกิดมาเป็นคนไทย เราจะทำอย่างไรในการช่วยเหลือ 700,000 คนนั้น สำหรับคนที่ วันนี้ยังแข็งแรง ยังมีศักยภาพที่จะช่วยเขาได้ นั่นคือสิ่งที่เป็นคำถามที่การสัมมนาครั้งนี้จะต้องหาคำตอบทีว่า เราจะแก้ไขอย่างไร เราจะช่วยกันอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ผมเป็นห่วง ปัญหาเอดส์ในปัจจุบันคงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ปัญหาในระดับประเทศเท่านั้น แต่เป็นวิกฤติของประชาคมโลก ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้จัดลำดับความรุนแรงของปัญหานี้ไว้ใกล้เคียงเทียบเท่ากับปัญหาความยากจน และคาดการณ์ว่าในไม่ช้านี้จะมีคนเป็นเอดส์เพิ่มขึ้นจาก 36,000,000 คน เป็น 100,000,000 คน นับเป็นมหันตภัยเงียบที่น่ากลัวที่เข้ามาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว และเมื่อเข้ามาแล้ว ก็ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมอย่างรุนแรงกว้างขวาง และมักจะเป็นเรื่องที่สายเกินแก้ เพราะ ผู้ติดเชื้อเอดส์นอกจากจะต้องเสียชีวิตโดยไม่มีทางรักษาแล้ว ยังต้องทนทุกข์ทรมานยาวนาน ต้องสิ้นเปลือง ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพยาบาล สิ้นหวัง หมดกำลังใจ เป็นภาระต่อครอบครัว และอยู่ในสังคมด้วย ความยากลำบาก เอดส์จึงเป็นปัญหาสังคมที่ต้องใช้ยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา เช่นเดียวกับปัญหายาเสพติด แม้เอดส์จะไม่สามารถรักษาได้ เนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันยังก้าวไม่ถึง แต่เอดส์ก็สามารถป้องกันได้ ด้วยการให้ความรู้แก่ประชาชน และโดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน ผมเห็นว่าการแก้ไขปัญหาเอดส์ของสังคมไทยในภาพรวมในระยะที่ผ่านมา เดินมาถูก ทิศทางแล้ว อาจจะมีบางส่วนที่จะต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพของปัญหา และสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนในเรื่องเอดส์ การส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหา การรณรงค์เพื่อให้สังคมให้โอกาสแก่ผู้ติดเชื้อและ ผู้ป่วยเอดส์ในระยะเริ่มแรก ได้ทำงานและอยู่ในสังคมอย่างคนปกติ โดยให้การดูแลบุคคลเหล่านี้อย่างไม่เลือกปฏิบัติ ภายใต้ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ ทั้งในระยะก่อนเกิดปัญหา ขณะที่เกิดปัญหา และภายหลังการเกิดปัญหา ที่ครอบคลุมทั้งผู้ป่วย สมาชิกในครอบครัว ญาติพี่น้อง และผู้ปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม ผมได้รับทราบด้วยความเป็นห่วงว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ เอดส์ยังมีการแพร่ระบาดอยู่ในประชาชนทั่วไป การป้องกันประสบผลสำเร็จในบางกลุ่มเท่านั้น คือเริ่มมีข้อบ่งชี้ว่าอาจจะมีการระบาดอีกระลอกในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งส่วนมากในกลุ่มวัยรุ่นผู้ใช้ยาเสพติด ก็ยังไม่มีผลสัมฤทธิ์ เท่าที่ควร ซึ่งผลกระทบที่ตามมาก็คือ ในด้านการบริการดูแลรักษา เพราะรัฐบาลสามารถให้บริการได้ใน วงจำกัด และกระทรวงสาธารณสุขเองก็ทราบว่า กำลังศึกษายาต้านไวรัสเอดส์ที่ยังมีราคาสูง รวมทั้งประสิทธิภาพในการรักษา แต่ต่อไปในอนาคตปัญหาเหล่านี้คงจะคลี่คลายมากขึ้น ส่วนผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากปัญหาเอดส์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าห่วงเช่นกัน เพราะทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียกำลังคนก่อนวัยอันสมควรไปในจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี ทำให้ครอบครัวต้องสูญเสียผู้นำ เด็กๆ ได้รับผลกระทบ แม้ไม่ติดเชื้อ ก็สูญเสียโอกาสในการเรียน ภาระการเลี้ยงดูตกอยู่แก่ปู่ย่าตายาย เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาครอบครัว และทำให้พัฒนาการทางสังคมถดถอยลงไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งที่ประชุมแห่งนี้ จะได้ช่วยกันคิดหาวิธีการแก้ไขที่เหมาะสม ต่อไป ปัญหาเอดส์นี้จำเป็นต้องมองการแก้ไขอย่างเป็นองค์รวม จะคิดแบบแยกส่วน หรือพิจารณาเฉพาะปัญหาด้านสาธารณสุขเพียงด้านเดียวคงไม่พอ โดยเฉพาะปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่เป็นสาเหตุของปัญหาที่จะต้องแก้ไข คือปัจจัยที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะโรคติดต่อทาง เพศสัมพันธ์ หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่รู้จักวิธีการป้องกันที่ดีพอ หรือปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การเสพ ยาเสพติด เป็นต้น ซึ่งเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ที่น่าห่วงอย่างยิ่งก็คือ ผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง วัยรุ่น หรือผู้ใช้แรงงานเท่านั้น แต่ได้แพร่กระจายไปยังสมาชิกในครอบครัวของบุคคลธรรมดาทั่วไป ที่ต้องประสบเคราะห์กรรมจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในลักษณะต่างๆ ทำให้การป้องกันแก้ไขปัญหาเอดส์มีความซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้น ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์นั้น จำเป็นที่จะต้องดำเนินการทั้งการแก้ไขปัญหา เร่งด่วนเฉพาะหน้า ระยะปานกลาง ระยะยาว ซึ่งผมขอฝากเป็นความคิดของที่ประชุมบางประการ ดังนี้ ประการแรก จะต้องให้ความสำคัญในการให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนเรื่องโรคเอดส์ โดยเฉพาะวิธีการป้องกัน และการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ซึ่งจะต้องดำเนินการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนได้มีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญและ ความรุนแรงของปัญหา ตลอดจนผลกระทบ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมมือกันป้องกันแก้ไขเมื่อประสบผลกระทบจากโรคเอดส์ ประการที่สอง การบริหารจัดการทางการแพทย์ การสาธารณสุข และสังคมจิตวิทยา รวมไปถึงการใช้มาตรการทางสังคมโดยชุมชน ซึ่งเป็นการดำเนินงานในขั้นตอนที่ได้เกิดปัญหาแล้ว ที่จำเป็นต้องพัฒนาระบบดูแลผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ หาทางยืดอายุของผู้ติดเชื้อให้ดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างยาวนานที่สุด และอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมได้ รวมทั้งการให้บริการศึกษา และการดูแลทางด้านจิตใจแก่ผู้ป่วยเอดส์และกลุ่มเสี่ยง ซึ่งในส่วนนี้สมาชิกในครอบครัวจะต้องเป็นกำลังใจให้กันและกันด้วย ประการที่สาม การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีทางชีวภาพของทางการแพทย์ การส่งเสริม การพัฒนาภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน และการวิจัยพัฒนาเพื่อป้องกันและรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะการค้นคว้าวิจัยวัคซีนเอดส์ ที่หลายคนรอคอย ซึ่งผมทราบดีว่ามีอยู่หลายหน่วยงานที่ได้พยายามศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ เพราะหากทำได้สำเร็จ จะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาเอดส์ของโลก ในการวิจัยเพื่อรักษาเอดส์นั้น หากจะมีความแตกต่างจากโรคอื่นๆ ก็คงจะเป็นเพราะผู้ป่วยเอดส์มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และมักจะเสียชีวิตเพราะโรคแทรกซ้อน เช่น วัณโรค หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น การวิจัยค้นคว้าเรื่องเอดส์จึงมีความยุ่งยากซับซ้อนกว่าโรคอื่นๆ โดยทั่วไป แต่อย่างไร ก็ตาม รัฐบาลนี้มีนโยบายอยากส่งเสริมให้คนไทย ซึ่งวันนี้ได้พยายามที่จะคิดค้นวัคซีนเกี่ยวกับโรคเอดส์ ได้รับการสนับสนุนในทุกรูปแบบ ตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง มีความปลอดภัยในการทดลอง เราจะได้มีวัคซีนป้องกันโรคเอดส์หรือรักษาโรคเอดส์เป็นของคนไทยขึ้นมา เป็นฝีมือคนไทย เป็นความรู้ของคนไทย ซึ่งก็คงเป็นสิ่งที่เราควรจะภูมิใจ ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เราก็ควรที่จะส่งเสริมให้โอกาส แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามหลักวิชาการ หลักวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ชีวิตมนุษย์นั้นต้องมาเสี่ยงกันมากมาย และในประการสุดท้าย การใช้ยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ โดยจะต้องรวมพลังทุกฝ่าย ทั้งส่วนราชการ องค์กรเอกชน ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน เพราะทุกส่วนต่างได้รับผลกระทบร่วมกัน องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้ประเมินว่าในจำนวนผู้ติดเชื้อเอดส์ 36,000,000 คน ทั่วโลกในขณะนี้นั้น กว่า 23,000,000 คนเป็นแรงงานในภาคธุรกิจต่างๆ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโรคเอดส์มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจมากกว่าที่หลายคนคาดคิดไว้ ผมจึงอยากเห็นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการป้องกัน และหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคเอดส์มากขึ้น ซึ่งอาจจะทำได้หลายวิธี เช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับการมี เพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การทำแผนให้ความรู้และป้องกันการติดเชื้อเอดส์แก่ลูกจ้าง หรือโครงการจำหน่ายหรือให้บริการถุงยางอนามัยในหน่วยงานต่างๆ สำหรับภาคราชการ ก็คงต้องมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนในแต่ละกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับกลุ่มเสี่ยงต่างๆ เช่น โครงการสำหรับเยาวชนที่อยู่ในวัยรุ่น อาจจะเข้าค่ายสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษาให้แก่นักเรียน หรือการดูแลผู้ต้องขังที่ติดไวรัสเอดส์ เป็นต้น ผมคิดว่าถ้าดูแนวโน้มของปัญหาและการตื่นตัวของประชาคมโลกในการแก้ไข ถึงเวลาแล้วที่จะต้องระดมทรัพยากรและสรรพกำลังของคนทั้งประเทศมาร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหานี้กันอย่างจริงจัง รวมทั้งการค้นหาวิธีการใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหาเอดส์ รัฐบาลก็จะพยายามส่งเสริมการใช้ศักยภาพของแต่ละส่วนให้รวมเป็นพลังไปสู่การแก้ไขปัญหาเอดส์อย่างจริงจัง ซึ่งทุกวันนี้วิธีการงบประมาณของเรานั้น ต่างคน ต่างกรม ต่างกระทรวง ก็ต่างช่วยกันทำในเรื่องโรคเอดส์ แต่ขาดการมองยุทธศาสตร์รวมว่าเราจะเดินอย่างไร เราจะจัดสรรงบประมาณอย่างไรให้เกิดพลัง ต่างคนต่างจัด ต่างคนต่างทำ ผลสุดท้ายก็ไม่มีพลังเพียงพอ ทั้งๆ ที่งบประมาณที่มีอยู่ก็ไม่ใช่น้อย แต่ว่าการที่กระจัดกระจายไปอยู่ในที่ต่างๆ นั้น ทำให้พลังในการแก้ไขปัญหา ไม่มีพลังเพียงพอ รัฐบาลนี้จะนำสิ่งเหล่านี้มาปรับ มาจัดการใหม่ ซึ่งจะไปเกี่ยวพันกับการที่เราจะมีโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม ทั้งประเทศใหม่ และเอดส์ก็จะเป็นหัวข้อหนึ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างมี ยุทธศาสตร์ รวมถึงการที่จะรวมพลังจากส่วนอื่นๆ อาทิเช่น การที่ประเทศไทยเราได้ใช้เวลาหลายปีที่ผ่านมาประกันราคายางพารา ผลสุดท้ายมีการขาดทุนสะสมเป็นหนี้ธนาคารกรุงไทยถึง 10,000 ล้านบาท โดยที่ราคายางพาราก็ไม่ได้ดีขึ้น แทนที่จะเอา 10,000 ล้านบาทนั้นมาตั้งโรงงานทำการแปรรูปยางพาราจะเข้าท่ากว่านี้ ราคายางพาราก็จะดีกว่านี้ และยังได้อะไรที่ดีกว่านี้ โดยไม่ต้องเป็นหนี้เป็น 10,000 ล้านบาทอย่างนี้ เราคงต้องมาจัดการใหม่ แม้กระทั่งเรื่องของการที่จะทำถุงยางอนามัยแจกฟรี จากการที่เราไปขาดทุนการค้ำประกันราคายางพารา ดูแล้วน่าจะคุ้ม และเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในการที่ช่วยเหลือผู้ผลิตยางพารา เราเอายางดิบมา แปรรูป หรือเอามาทำถุงมือยางที่จะใช้ในวงการแพทย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้การเสียเงินของประเทศ ถ้าเสียเงินแบบ ไม่ฉลาดก็เสียดาย ถ้าจะต้องเสียเงินแบบฉลาด เพื่อให้เกิดประโยชน์ในส่วนอื่นนั้น ก็จะเป็นหัวใจสำคัญที่ เราจะต้องคิดอีกเหมือนกัน บังเอิญว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี (นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์) เป็นคนดูแลงานทั้งกระทรวงสาธารณสุข และดูแลเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย ก็คงจะได้นำแนวคิดเหล่านี้ไปดูว่า เราจะหาทางแปรรูปยางพาราอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องโรคเอดส์ด้วย อีกทางหนึ่ง ทางออก ถึงแม้ว่าจะไม่มีทางหลัก แต่ก็เป็นทางเล็กๆ ที่ดีกว่าที่เราจะสูญเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์มาเป็นเวลานานอย่างนี้ ท้ายที่สุดนี้ผมก็หวังว่า การสัมมนาครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อการดำเนินงานด้านป้องกันและ แก้ไขปัญหาเอดส์ของประเทศในระยะต่อไป เพราะการสัมมนาระดับชาติเรื่องโรคเอดส์ทุกครั้ง นอกจากจะเป็นเวทีทางวิชาการที่ช่วยรวบรวมข้อมูลผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์แล้ว ยังเป็นการระดมความคิดเพื่อค้นคว้าหาแนวทางใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการนำไปพัฒนาและปรับเปลี่ยนแผนงาน ตลอดจนโครงการให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้นด้วย สำหรับในส่วนของรัฐบาลนี้ ยินดีให้การสนับสนุนในทุกเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งเสริมการผลิต การพัฒนา และการกระจายคนและสถานบริการด้านสุขภาพจิต ให้มีจำนวนและคุณภาพเพียงพอกับความต้องการของประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมและการพัฒนาการจัดระบบความรู้ และสร้างมาตรฐานด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือกอื่นๆ และสมุนไพร เพื่อนำไปใช้ในระบบบริการสุขภาพอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย การจัดระบบการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตราย ควบคุมการเพิ่มจำนวนผู้ป่วยเอดส์ และดูแลผู้ป่วยเอดส์อย่างเหมาะสม พร้อมกับสนับสนุนการสร้างและ เผยแพร่องค์ความรู้ด้านสุขภาพ เร่งรัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพการกีฬา และสนับสนุนให้เกิดองค์กร เครือข่ายป้องกันโรคในทุกระดับ รวมทั้งการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด หรือเพิ่มแนวทางในการปฏิบัติงานให้เกิดผลดีที่สุดให้แก่ประเทศชาติต่อไป ผมต้องการให้คนไทยไม่มีโรคทั้งร่างกายและจิตใจ มีสุขภาพดีถ้วนหน้า เมื่อวานนี้ผมได้พูดกับคณะกรรมการโอลิมปิก ได้บอกกับเขาว่าวันนี้รัฐบาลเปรียบเสมือนผู้รับกินรับใช้ในการประกันสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าคนไทยมีสุขภาพดี รัฐบาลก็จะมีรายจ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพคนไทยน้อยลง ฉะนั้นวิธีการป้องกันย่อมดีกว่าวิธีการรักษาแน่นอน กีฬาคือเครื่องป้องกันอย่างหนึ่งที่จะทำให้คนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ฉะนั้นถ้ารัฐบาลจะใช้เงินในการส่งเสริมกิจกรรมกีฬาให้คนไทยได้เล่นกีฬา เป็นคนที่รักษาหวงแหนสุขภาพของตนเอง โอกาสที่จะไปติดเชื้อ โอกาสที่จะไปสู่อบายมุขต่างๆ นั้น ก็จะลดน้อยลง เพราะว่าคนที่เล่นกีฬานั้นจะมีการรักษาและดูแล สุขภาพตนเองมาก นอกจากจะได้เรื่องของ spirit ของความเป็นนักกีฬา มีหัวใจเป็นนักกีฬาแล้ว เรายังได้ สุขภาพ เพื่อไม่ให้คนไทยนั้นต้องเจ็บป่วย ต้องรักษามากมาย ซึ่งเงินที่จะใช้ในการส่งเสริมกิจกรรมกีฬาให้เกิดกิจกรรมกีฬาอย่างถ้วนหน้านั้น จะใช้น้อยกว่าเงินที่จะมารักษาคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย และต้องมาป่วยเจ็บตอนอายุยังไม่มากเท่าไร จะยิ่งหนักกว่าอีก ฉะนั้นรัฐบาลนี้จึงเป็นรัฐบาลที่มององค์รวมของประเทศ ไม่ใช่มองเรื่องของสาธารณสุขที่ สาธารณสุข เราต้องมองเรื่องของสาธารณสุขในภาคของตั้งแต่การเกิดมา และเรื่องของการรักษาสุขภาพของคน ตั้งแต่ดำรงชีวิต แล้วค่อยมาดูตอนป่วย ไม่ใช่มาดูตอนป่วยทีเดียว ฉะนั้นต้องเรียนว่า ยุทธศาสตร์ของประเทศเป็นหัวใจสำคัญในการที่จะให้ประเทศนี้ เข้มแข็ง และเปลี่ยนรูปแบบจากการที่เราเคยชินในการบริหารในระบบเดิมๆ ซึ่งเป็นการบริหารด้วยองค์กรระบบเก่า ทฤษฎีการบริหารเก่า กฎหมายเก่า วิธีคิดเก่า แยกส่วนทุกอย่างนั้น คงต้องเปลี่ยน ผมขอเรียนให้ที่ประชุมนี้ได้ทราบว่า รัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ แต่แน่นอนว่าสิ่งที่หมักหมมมาอย่างนี้ คงไม่สามารถใช้เวลาเปลี่ยนแปลงในระยะเวลา 1 – 2 เดือน แต่รัฐบาลนี้จะเริ่มทำทันที ถึงแม้ว่าบางเรื่องอาจจะต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี 20 ปี ก็จะไม่ปฏิเสธที่จะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพราะรัฐบาลนี้จะคิดถึงคนรุ่นใหม่ (next generation) มากกว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป (next election) ผมขอเรียนว่าเรื่อง โรคเอดส์นั้นเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ (next generation) ไม่ใช่เรื่องของการเลือกตั้งครั้งต่อไป (next election) ผมจึงขอเรียนว่าถ้ารัฐบาลมีความจริงใจที่มองถึงคนรุ่นใหม่ (next generation) ต้องดูเรื่องของโรคเอดส์อย่างจริงจังและทุ่มเท ถ้ามองถึงแค่การเลือกตั้งครั้งต่อไป (next election) นั้น เรื่องโรคเอดส์เป็นเรื่องที่เอาไว้ก่อน ซึ่งไม่ใช่รัฐบาลนี้ ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ปัญหาเอดส์แม้จะเป็นปัญหาใหญ่ และเป็นปัญหาที่แก้ไขค่อนข้างยาก แต่ไม่ใช่เป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ จึงเป็นเรื่องท้าทายให้เราทุกคนได้พยายามช่วยกันแก้ไข ซึ่งผมมีความเชื่อมั่นว่า การผนึกกำลังของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน นักวิชาการ และพี่น้องประชาชน จะสามารถจำกัดขอบเขตของปัญหานี้ไม่ให้ลุกลามใหญ่โต แต่จะค่อยๆ บรรเทาเบาบางลงไปในที่สุด ผมขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งหนึ่งที่ได้ช่วยเหลือและทำงานด้านนี้มาโดยตลอด โดยได้ เสียสละ อุทิศตนทำงานเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ชาติ มีความมุ่งมั่นทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของสังคม แม้จะตระหนักดีว่า สิ่งที่ทำมานี้ไม่อาจจะเห็นผลได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่เมื่อถึงวันนี้ผลของการดำเนินงานได้ปรากฏให้เห็นว่า ได้ทำให้ปัญหาเอดส์ที่น่าวิตกสามารถคลี่คลายไปได้ในระดับหนึ่ง ประเทศไทยได้รับการยอมรับ ชื่นชม ในแนวทางในการแก้ไขปัญหา และเป็นแบบอย่างของนานาประเทศ นานาชาติได้หยิบยกแทบทุกครั้งที่ได้มีการพูดถึงปัญหานี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากการปฏิบัติงานที่ควรได้รับการชื่นชมของท่านทั้งหลาย ผมอยากเห็นการแก้ไขปัญหาเอดส์เป็นแบบอย่างสำหรับประเทศอื่นๆ ในโลก และที่สำคัญคือผู้ที่เสียสละทำงานเรื่องโรคเอดส์นั้น ถือว่าเป็นผู้ที่เสียสละพิเศษ เป็นปัญหาที่ยาก เป็นปัญหาที่บางครั้งคนไม่เข้าใจก็มีความรังเกียจผู้ที่ติดเอดส์ แต่ผู้ที่ต้องเข้าไปทำงานใน ด้านนี้ จำต้องอยู่ใกล้ชิดคนเหล่านี้ ผมเคยได้ไปดูที่วัดที่ดอยสะเก็ด พระท่านได้นำคนที่เป็นแม่ม่ายจากการที่สามีติดเชื้อเอดส์เสียชีวิตไป มาฝึกอาชีพ มาฝึกธรรมะ เพื่อให้เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่เหมือนคนปกติได้ เพราะเขาก็ติดเชื้อ และรอวันตาย ซึ่งเป็นตัวอย่างหนึ่ง ผมทราบว่ามีหลายที่ แต่ผมยังไม่ได้ไปดูงาน ตัวอย่างที่วัดที่ดอยสะเก็ดนั้นก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ได้เห็นว่าผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับโรคเอดส์นั้น ต้องมีใจเป็นกุศลเป็นพิเศษ การที่จะช่วยบริจาคเงินเพียงอย่างเดียวก็ถือว่าเป็นกุศล แต่ท่านทั้งหลายลงมือ เป็นผู้ปฏิบัติ และอยู่ใกล้ชิดและดูแลผู้ป่วย โรคเอดส์ด้วยเมตตาธรรมที่สูงส่ง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่ายกย่องมากที่สุด ผมต้องขอขอบคุณแทนคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยที่ติดโรคเอดส์ สำหรับท่านทั้งหลายที่ได้มีจิตใจ มีความทุ่มเทกาย ใจ สมอง เพื่อคนเหล่านี้ วันนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการสัมมนาระดับชาติเรื่องโรคเอดส์ ครั้งที่ 8 ณ บัดนี้ ขออวยพรให้การสัมมนาบรรลุผลสำเร็จ เพื่อเป็นกรอบและเป็นแนวทางในการจัดทำแผนป้องกันและ แก้ไขปัญหาเอดส์แห่งชาติ พุทธศักราช 2545 ถึง 2549 ในช่วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 สมตามเจตจำนงทุกประการ และขอให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญโดยทั่วกัน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้แก่ชาติบ้านเมืองสืบต่อไป สวัสดีครับ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก อภิญญา ตันติรังสี /ถอดเทป/พิมพ์


คำกล่าวเปิดการประชุมการสร้างหลักประกันสุขภาพแก่ประชาชนถ้วนหน้า ตามนโยบายรัฐบาล
โดย พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม 2544


---------------- ท่านผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม และอีกหลาย ๆ กระทรวง ท่านอาจารย์อัมมาร สยามวาลา ท่านผู้มีเกียรติจากภาคเอกชนที่มาร่วมงานในวันนี้ ผมต้องขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่เสียสละเวลาวันหยุด ซึ่งเดิมเราตั้งใจกันไว้ว่าจะไปหัวหิน ก็ต้องขอโทษที่ไม่ได้ไปหัวหิน เพราะว่ารายงานเศรษฐกิจล่าสุดบอกว่าเงินมีน้อย ที่หัวหินไม่มีโรงแรมห้องละ 30 บาท ฉะนั้นเรากินอาหารกล่องละ 30 บาท ที่นี่ก็แล้วกัน ก็เลยมาประชุมกันที่นี่ ส่วนใหญ่เรื่องนี้ต่างคนต่างทำ การบ้านมามากจนเรามั่นใจว่า น่าจะใช้เวลาวันนี้ทั้งวันถึงกลางคืนเป็นอย่างช้าก็น่าจะจบ เพราะว่าทุกคน ทำการบ้านมามาก ไม่เหมือนบางงานซึ่งเป็นเรื่องที่มีแนวคิดมาก อาจจะต้องใช้เวลายาวกว่านี้ ก็เลยต้องเลือก ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณทุก ๆ ฝ่ายที่ได้ทำการบ้านมา วันก่อนทางกระทรวงสาธารณสุขไปเล่าให้ฟังก็รู้สึกว่าคืบหน้าไปมาก ได้ประสานงานกับกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมด้วย ก็คืบหน้าไปมากเช่นกัน ผมขอเล่าที่มาที่ไปจนกระทั่งมาเป็นนโยบายรัฐบาล ซึ่งบังเอิญคล้องจองกับสิ่งที่ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้คิดไว้บ้าง ได้คิดไว้ก่อน เรื่องก็เกิดอย่างนี้ครับว่า เริ่มจากมาเป็นนโยบายพรรคไทยรักไทย แล้วมาเป็นนโยบายรัฐบาล เกิดขึ้นอย่างไร คือในยุคปัจจุบันนี้เป็นยุคคำว่า “ประสิทธิภาพ” มีความหมายสูงมาก และเรามองส่วนใหญ่แล้วหลายรัฐบาลมองการบริหารประเทศในซีกรัฐบาลซีกเดียว ซึ่งไม่เพียงพอ ผมเห็นการลงทุนทรัพย์สินต่างๆ ของประเทศมากมายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามเศรษฐกิจดีนั้น ภาคเอกชนก็ได้ลงทุนกันมากในหลาย ๆ เรื่อง บางครั้งก็ลงทุนจนมากเกินไป ไม่ได้คำนึงถึงความคุ้มทุนในการลงทุน ลงทุนเพราะว่ามีแหล่งเงินกู้สะดวก ลงทุนเพราะว่าคนอื่นเขาลงทุนก็อยากจะลงทุนกับเขา ผลสุดท้ายผมเริ่มมองเห็นว่าสินทรัพย์ทั้งสองฝ่าย ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนนั้นมีมาก ฉะนั้นทำอย่างไรเราถึงจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพให้มากที่สุด และบังเอิญว่าระหว่างที่ผมเดินทางไปต่างจังหวัด ไปเยี่ยมคนป่วยที่จังหวัดพะเยาจากน้ำท่วม ก็ผ่านหน้า โรงพยาบาลที่พะเยา ผ่านโรงพยาบาลเอกชนก่อน คนเงียบมากครับ เพราะยามวิกฤติเศรษฐกิจประชาชนไม่มีกำลังที่จะไปใช้บริการภาคเอกชน และไปเยี่ยมคนป่วยที่โรงพยาบาลรัฐบาลที่พะเยา ก็ได้พบว่าขนาดสายแล้ว คนยังรอคิวกันเต็มไปหมด แล้วสร้างโรงพยาบาลของรัฐเท่าไรก็จะไม่พอ ผมก็เลยมีความรู้สึกว่าเราน่าจะใช้การรวมเข้าของสินทรัพย์ที่มี ลงทุนไปแล้วของภาครัฐและภาคเอกชน น่าจะทำได้ ผมก็เลยเกิด ความคิดว่า ผมเรียนหนังสืออยู่ต่างประเทศเรื่องการประกันสุขภาพ ผมก็เห็นการประกันสุขภาพเมืองนอกเขาก็ทำได้ดี แล้วก็เลยมีความคิด เลยคุยกับทางหมอ พรรคผมมีหมอหลายคน หมอก็บอกว่าความคิดนี้ทางสาธารณสุขก็ได้คิดอยู่ จึงได้เชิญหมอที่หัวก้าวหน้าทั้งหลายในสาธารณสุข หลายคนที่ได้คิดเรื่องนี้อยู่ก็มาคุยกัน เราก็เลยออกมาเป็นนโยบาย เพราะว่าสิ่งที่ผมอยากเห็นวันนี้คือ อย่างน้อยในขั้นพื้นฐาน ประชาชนยากดีมีจนควรจะได้รับบริการจากภาครัฐเท่ากัน เพราะว่าวันที่เราเลือกตั้งครั้งใด เราก็บอกว่าคนไทยทุกคนได้ลงหนึ่งเสียงเท่ากัน มีบ้านอยู่ใต้สะพานก็ลงหนึ่งเสียง มีคฤหาสน์อยู่ก็หนึ่งเสียงเท่ากัน ทำไมบริการสาธารณะที่เป็นของภาครัฐ ทำไมพื้นฐานแล้วไม่ให้เท่าเทียมกัน ส่วนใครจะวิจิตรบรรจงอย่างไรเพราะ มีฐานะนั้นก็เป็นเรื่องที่รับไปจากนั้น แต่พื้นฐานควรจะได้เท่าเทียมกัน นั่นคือหน้าที่ของรัฐ ซึ่งผมมองอย่างนี้ ผมไม่ได้มองว่าเราจะได้ความวิจิตรบรรจงเท่าเทียมกันคงเป็นไปไม่ได้ ผมพยายามระวังไม่ให้ประเทศไทยตกไปอยู่ในลักษณะของรัฐสวัสดิการ แต่ก็ไม่ยอมที่จะปล่อยให้การบริการขั้นพื้นฐานที่ควรรับ ควรจะให้กับประชาชนนั่นไม่เท่าเทียมกันจนมากเกินไป นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามหาความพอดีในจุดนี้ ถ้าเราเป็นรัฐสวัสดิการจนเกินไป ก็เหมือนกับประเทศที่เจริญแล้ว หลายประเทศที่กำลังปวดหัวตัวเองในขณะนี้ ว่าถอยกลับก็ไม่ได้ เดินหน้าก็ไม่ไหว ฉะนั้นเราจึงได้พยายามคิดในหลายๆ จุดที่คิดว่าน่าจะให้การบริการสาธารณะแก่ประชาชนในระดับขั้นพื้นฐานให้เท่าเทียมกัน ฉะนั้นสาธารณสุขก็เลยตรงใจมาก บังเอิญได้คุยกับทางกระทรวงสาธารณสุขนอกรอบมาโดยตลอด ก็เห็นว่าเขาคิดกันไปก้าวหน้า แล้วก็ยกตัวอย่างโรงพยาบาลที่บ้านแพ้ว แอบไปดูก็ชอบใจ เรื่องนี้ก็เลยคิดกันอย่างจริงจัง จนบรรจุเป็นนโยบายรัฐบาล และวันนี้หลายฝ่ายก็เห็นด้วยพอสมควร แต่วันนี้ผมได้เรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่าได้กรุณาเชิญทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะเราต้องการให้มีการคิดในอะไรที่หลายมุมมอง เพื่อให้เกิดความรอบคอบ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นการปฏิวัติระบบบริการสาธารณสุข แห่งชาติครั้งยิ่งใหญ่ และเป็นครั้งประวัติศาสตร์ ถ้าหากว่าทำได้ดีหรือไม่ได้ดี พวกเราทั้งหมดที่อยู่ในที่นี้จะอยู่ในประวัติศาสตร์ของเรื่องนี้ ผมจึงอยากเห็นการระดมความเห็นที่พวกเราต้องคิดด้วยใจ ความคิดที่อิสระจริง ๆ ไม่ต้องมาบอกว่าเพราะเป็นนโยบายรัฐบาลแล้ว อย่างไรไม่เห็นด้วยเดี๋ยวจะมีปัญหา ฉะนั้นต้องเห็นด้วย อย่านะครับ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่าถ้าสมมติว่าเราบอกว่าไม่ดี คนส่วนใหญ่บอกไม่ดี เราอธิบายกับประชาชนได้ แต่เท่าที่ผมรับฟังเสียงดู อาจจะเป็นเพราะผม ฟังๆ เองหรือเปล่าก็ไม่รู้ ส่วนใหญ่เห็นด้วย วันนี้ขอให้ทุกคนได้กรุณาใช้ความคิดของตัวเองอย่างอิสระ เพื่อที่เราถ้าเป็นไปได้ก็ถือว่าอย่างน้อย ๆ ตัวเลขที่ทางกระทรวงสาธารณสุขได้เคยบอกกับผมไว้ว่า 17 ล้านกว่า ๆ เกือบ 18 ล้านคน ยังถูกปฏิเสธการบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานอยู่ เพราะความยากจนหรือเพราะอะไรก็แล้วแต่ ในเครื่องอำนวยความสะดวกที่เราได้ลงทุนไปมากแล้ว และวันนี้เราก็ได้ใช้งบประมาณกับเรื่องนี้ไปมากแล้ว ฉะนั้น เรื่องของประสิทธิภาพทั้งหลายก็จะเป็นตัวกำหนด เป็นตัวการผลักดันให้รัฐบาลนี้ปรับปรุงการบริหารในหลาย ๆ เรื่อง ในอดีตที่ผ่านมาผมเจอหลายเรื่อง คือเราพยายามต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ เราพยายามจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ฉะนั้นวิธีคิดวิธีทำค่อนข้างจะภาพแคบในตัวของมันเอง ขาดการมองทุกอย่างในลักษณะขององค์รวม ขาดการมองอย่างมียุทธศาสตร์ของประเทศในภาพรวมในแต่ละเรื่อง ฉะนั้นทุกคนก็ทำ ทำไปทำมาด้วยความตั้งใจที่จะทำ ตั้งใจบ้าง ไม่ตั้งใจบ้าง ก็เลยกลายเป็นเหมือนกับ เราสร้างอาณาจักรของตัวเราเองในแต่ละแห่ง ผลสุดท้ายก็มีกองทุนต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เพราะ ประเทศไทยนิยมคำว่ากองทุนมาก กองทุนหลายกองทุนคือกองทุนที่นำเงินไปแช่ไว้ แล้วเงินไม่ได้ทำงาน เพราะต้องการอุ่นใจว่าเงินอยู่ นั่นคือสิ่งที่ไม่ค่อยถูกต้องกับระบบเศรษฐกิจที่สุด ไปกอดเงินไว้แล้วพอใจว่ามีเงิน แล้วทุกคนก็มีความสุขกับการเห็นตัวเลขที่กองทุนของตัวเองโตขึ้น แล้วไม่ได้สร้างอะไรเท่าที่ควร ฉะนั้นวันนี้จึงต้องมองภาพรวม อย่างเรื่องกองทุนช่วยเหลือคนจนทั้งหลาย พอหลังจากกองทุนหมู่บ้านออกเรียบร้อยแล้ว และการเดินทาง การเดินระบบ จัดระบบได้ถูก และให้ประชาชนได้ช่วยตัวเอง เราช่วยเขาเพื่อให้เขาช่วยตัวเองได้ และให้เขาคิดของเขาเอง โดยที่เราไม่ไปชี้นำความคิดของเขาจนมากเกินไป ในที่สุดแล้วประชาชนจะเดินไปสู่จุดที่เขาต้องการได้อย่างเต็มที่ วันนี้กองทุนที่เราจะช่วยเหลือเขาในเรื่องอื่น ไม่ใช่เรื่องของการยังชีพเหมือนกองทุน หมู่บ้านก็คือกองทุนช่วยเรื่องของสุขภาพพลานามัย เรื่องของความปลอดภัยเขาก็ต้องมาจัดกันใหม่ มิฉะนั้นแล้วเราก็จะทำกันอย่างนี้ตลอดไป แล้วก็ไม่มีทิศทาง การปฏิวัติครั้งนี้ก็คือการปรับทิศทางใหม่ในการที่จะ ดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน ซึ่งต้องฟังกันดู เดี๋ยวเราจะมีอาจารย์อัมมารฯ พูด และหลังจากนั้นก็คงจะมีการพูดคุยกันอย่างกว้างขวาง และค่อยไปดูกันว่าทิศทางในที่สุดแล้วจะลงเอยกันอย่างไร วันนี้ก็ขอให้ทุกท่านได้ใช้ความรู้ความสามารถ ความตั้งใจดีของท่านทั้งหลายต่อการที่จะ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเพื่อนร่วมชาติของเรา ซึ่งวันนี้หลายคนก็ลำบากมากในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ เราต้องเข้าใจว่า คนจนของเราส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร และคนจนของเราแบกรับภาระของประเทศมาตั้งแต่แผนฯ 1 จนถึงปัจจุบัน โดยวิกฤติเศรษฐกิจเขาก็รับอยู่ ถ้าหากว่าเราสามารถช่วยเขาได้ ก็ลองดูว่า เราจะช่วยวิธีนี้ได้ไหม ผลสุดท้ายทุกนโยบายของรัฐบาลมุ่งไปที่การลดรายจ่ายภาคประชาชนและเพิ่มรายได้ ให้ประชาชน อะไรที่ลดรายจ่ายให้เขาได้ เราลด อะไรที่เพิ่มรายได้ให้เขา เราเพิ่ม แล้วในที่สุดถ้าประชาชนหนึ่งคนและหนึ่งครัวเรือนมีรายได้เสมอรายจ่าย หรือรายได้มากกว่ารายจ่าย นั่นคือการพ้นทุกข์ แล้วในที่สุดถ้ามีรายได้มากขึ้น ก็จะนำไปสู่การมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น วันนี้ก็ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้ง ขอเริ่มการประชุมเชิญท่านอาจารย์อัมมารฯ ครับ

สถาบันพระบรมราชชนก อาคาร 4 ชั้น 7 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์
อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 02-590-1946 โทรสาร 02-590-1947
ติดต่อ IWEBMASTER I I PORTPOLIO I I คลิกเพื่อพิมพ์หน้านี้ I I

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1