เต้เป็นหมออนามัยในหมู่บ้านไกลความเจริญแถว อ.กุฉินารายณ์
จ.กาฬสินธุ์ เมื่อแม่ยายมาเยี่ยมเขาเมื่อช่วงกลางปี 2544
ที่ผ่านมา แม่ยายของเขารู้สึกเจ็บคอ กลืนอะไรแล้วขัดๆ
จึงบอกให้เต้ตรวจคอให้ เต้พยายายามบอกให้แม่ยายอ้าปากกว้างๆ
เพราะแม่ยายไม่ยอมอ้าปากให้ตรวจ หลังจากที่ส่องดูในคอก็พบว่า
มีคอแดงนิดหน่อย คลำดูต่อมน้ำเหลืองใต้คางก็ไม่โต ไม่เจ็บ
เต้จึงวินิจฉัยโรคว่า แม่ยายคงคออักเสบนิดหน่อย ใช้เสียงน้อยๆ
กินน้ำมากๆ พักผ่อนสักหน่อย และให้แม่ยายกินยาเพนวี เช้าวันต่อมา
ภรรยาของเต้ปลุกเขาแต่เช้าให้รีบไปดูอาการแม่ยายที่ยังเจ็บคออยู่
เต้พยายามตรวจในคอแม่ยาย แต่แม่ยายอ้าปากได้ไม่มากนัก
เต้พยายามวินิจฉัยโรคว่า อาจจะมีฝีที่ต่อมทอนซิล แต่เมื่อวานตรวจดู
คอก็ไม่แดงมาก ถ้าเป็นกรามอักเสบ แม่ก็ไม่มีอาการปวดฟัน
เมื่อยังคิดอะไรไม่ออกจึงพาแม่ไปนอนโรงพยาบาลให้น้ำเกลือและวัดไข้ด้วย
เมื่อเต้มาเปิดตำราดูถึงอาการอ้าปากไม่ออก ซึ่งมีสาเหตุดังนี้คือ
อาการเริ่มแรกของบาดทะยัก, ฝีรอบต่อมทอนซิล,ฟันกรามอักเสบหรือเหงือกบวมมาก,
หนองที่รากฟัน เซาะไปที่คอ
เท่าที่เขาตรวจดูไม่เห็นน่าจะเป็นอะไรสักอย่าง
บาดทะยักก็ไม่น่าใช่ แม่ไม่เห็นพูดว่าถูกตะปูตำ แต่เพื่อความแน่ใจ
เต้จึงกลับไปถามแม่ยายอีกที แม่ยายบอกว่าไม่มีอะไรมาตำที่ตรงไหน
นอกจากเมื่ออาทิตย์ก่อนตอนน้ำท่วมหมู่บ้าน แม่ยายย่ำน้ำในตลาดไปเหยียบเศษแก้ว
แต่ก็เอาออกและแผลก็หายดีแล้ว พร้อมยกส้นเท้าให้เต้ดูซึ่งแผลก็หายสนิทแล้วจริงๆ
เต้จึงให้แม่นอนที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการต่อไปก่อน ในช่วงพักเที่ยง
พยาบาลก็มาตามให้เต้ไปดูอาการแม่ยายที่ชักเกร็ง เมื่อเต้ไปถึง
พยาบาลกำลังพยายามเอาไม้กดลิ้นพันผ้ากอซงัดปากแม่ยายไม่ให้กัดลิ้นตัวเอง
ลักษณะแม่ยายชักเกร็ง ไม่มีอาการกระตุก ทำท่ารู้สึกตัวดี
แต่เริ่มมีเขียวนิดๆ เพราะหายใจไม่ออก หมอเต้จึงฉีดยา
Diazepam 10 มิลลิกรัมเข้าเส้นเลือดทันที สักพักแม่ก็สงบลง
เมื่อปรึกษากับหมอคนอื่นๆ ทุกคนลงความเห็นว่าแม่ยายของเต้เป็นบาดทะยักหลังจากเหยียบเศษแก้วมา
8 วัน เต้จึงฉีดยา Tetanus antitoxin 30,000 หน่วยเข้าเส้นเลือดและฉีดรอบๆแผลเศษแก้วตำด้วย
พร้อมฉีดเพนิซิลินเข้าเส้นเลือดให้ด้วย เต้ได้พาแม่ยายไปนอนในโรงพยาบาลในตัวอำเภอ
เขาและภรรยาไปเฝ้าแม่ยายด้วย 6 โมงเช้าวันต่อมา แม่ยายอาการหนัก
เมื่อคืนที่ผ่านมามีอาการชัก หยุดหายใจ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอด
เต้และภรรยาต้องหยุดงานเกือบเดือน เพื่อผลัดกันเฝ้าดูแลอาการแม่ยายตลอด
24 ชั่วโมง คอยดูดเสมหะและพลิกตัว ให้ยากันชักเมื่อจำเป็น
ดูแลเครื่องช่วยหายใจว่าทำงานอย่างดี กว่าแม่จะอาการค่อยๆดีขึ้น
ในช่วงสัปดาห์แรก แม่ชักเกร็งมาก จนฟันหักไปหลายซี่ หมอต้องเจาะคอใส่หลอดหายใจแทนหลอดหายใจที่ใส่ทางปากอยู่เดิม
พออาการดีขึ้นหน่อยก็มีอาการปวดอักเสบแทรกซ้อน ไข้ขึ้นสูง
ต้องให้ยาปฎิชีวนะอย่างแพงๆ เคยมีผู้ป่วยบาดทะยักเหมือนกันเข้าโรงพยาบาลแห่งนี้
2 คน คนหนึ่งตายเพราะขาดการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยก็อาการหนักมากๆ
แม่ยายของเต้อยู่โรงพยาบาล 28 วัน เสียฟันไป 6 ซี่ น้ำหนักลดลงไป
10 กิโล ใช้เครื่องช่ยหายใจอยู่เกือบ 3 สัปดาห์ เมื่อเต้มานั่งทบทวนดู
ถ้าเขาเอะใจเสียตั้งแต่วันแรกที่แม่บอกว่าเจ็บคอ อ้าปากได้ไม่มาก
ถ้าซักประวัติให้ละเอียดและตรวจร่างกายอย่างเป็นระบบ เขาคงจะวินิจฉัยได้ตั้งแต่วันแรก
และรีบให้การรักษา ทำให้อาการรุนแรงน้อยลงกว่านี้ได้ เพราะความไม่เฉลียวใจ
และความอ่อนหัด ทำให้วินิจฉัยล่าช้า เกือบเอาชีวิตไม่รอด
- - - - - อาจารย์เคยสอนว่า เชื้อบาดทะยักมีอยู่ทั่วไปตามดิน
น้ำ เชื้อนี้ไม่ชอบออกซิเจน จึงมักจะเกิดในแผลที่ลึกๆ
และปากแผลเล็กๆ เช่น แผลจากถูกของแหลมๆยาวๆตำ แผลจากตะปู
ก้างปลา เศษแก้ว เข็ม เสี้ยนไม้ แผลพวกนี้ปากแผลมักจะหายเร็ว
2-3 วันก็แห้ง ปิดสนิท แต่ภายในยังมีโพรงอยู่ พอปากแผลปิดแล้ว
อากาศก็เข้าไปในโพรงไม่ได้ เกิดภาวะออกซิเจนน้อย เชื้อบาดทะยักก็เจริญดี
แล้วปล่อยพิษออกมา พิษบาดทะยัก นับเป็นพิษที่ร้ายแรงที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง
ปริมาณแม้เพียงนิดเดียวก็ล้มช้างได้ ถ้ามีแผลลึก ต้องเอามีดกรีดบาดแผลให้เป็นกากบาทให้ปากแผลกว้าง
เอาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ฉีดข้างในแผล ค่อยๆให้แผลหายจากข้างในออกมา
แล้วอย่าลืมฉีดวัคซีนบาดทะยักด้วย แม้ว่าบาดทะยักจะเบาบางในปัจจุบัน
เพราะมีการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกัน แต่สิ่งที่มองข้ามก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้
เช่นเดียวกับสุขภาพของพ่อ-แม่ที่เริ่มอ่อนแอลงทุกวัน แม้แต่หมอก็เกือบวินิจฉัยโรคผิด
ลูกหลายที่ไปทำงานต่างถิ่นก็อย่าลืมกลับไปเยี่ยม หรือโทรหาพ่อแม่ของตนเองบ้าง
ก่อนที่จะแก้ไขอะไรไม่ทัน