การพัฒนาระบบบริการตามโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดย นายแพทย์ธำรง ทัศนาญชลี พ.บ.ว.ว.(จิตเวช) น.บ. M.P.A.
ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข
ในปัจจุบันปัญหาสุขภาพของประชาชนมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ระบบบริการสุขภาพของภาครัฐและเอกชนยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนผู้มารับบริการได้ทั้งหมด บริการสุขภาพยังเข้าถึกได้ยาก ขาดประสิทธิภาพและคุณภาพมาตรฐาน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน นอกจากนั้นระบบบริการสุขภาพเดิม ยังมุ่งเน้นการ " ซ่อมสุขภาพ " มากกว่าการ "สร้างสุขภาพ " ทำให้เกิดการใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิ์ภาพเท่าที่ควร ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า งบประมาณค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (การรักษาพยาบาล) เพิ่มขึ้นทุกปี แต่หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแล้ว งบประมาณค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะเป็นงบประมาณแบบปลายปิด เพื่อให้สามรถควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและให้มีการใช้จ่ายที่มีประสิทธิ์ภาพสูงสุดต่อไป โดยนโยบายการสร้างหลักประกันสุขภาพมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการคุ้มครองด้านสุขภาพแก่ประชาชน ให้สามารถเข้าถึงบริการได้โดยสะดวก รวดเร็ว ด้วยบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นบริการที่ใกล้บ้าน- ใกล้ใจ เป็นระบบบริการที่ต่อเนื่อง และเป็นบริการแบบองค์รวม ที่เชื่อมโยงทั้งกาย ใจ จิตวิญญาณ และสังคม ตลอดทั้งสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการดูแล "คน" มากกว่าการรักษา "โรค" แต่เพียงอย่างเดียว
ระบบบริการสุขภาพตามโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่
ซึ่งทุกจังหวัดในเขต 7 มีการจัดบริการปฐมภูมิเพื่อรองรับโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากันอยู่แล้ว แต่ควรจะต้องคำนึงถึง ลักษณะของหน่วยบริการปฐมภูมิที่ดีไว้ด้วย
ลักษณะหน่วยบริการปฐมภูมิที่ดี จะต้องเป็นบริการ ดังนี้
การจัดหน่วยบริการปฐมภูมิที่พึงประสงค์ของเขต 7 ปี 2545
การจัดหน่วยบริการปฐมภูมิในเขตเมือง | การจัดหน่วยบริการปฐมภูมิในเขตชนบท |
1. ดูแลประชากรไม่เกิน 30,000 คน | 1. ดูแลประชากรประมาณ 10,000 คน |
2. ที่ตั้งอยู่ใน/นอกโรงพยาบาล 1-2 แห่ง เพื่อดูแลประชาชนที่อยู่ในชุมชนรอบๆ | 2. ตั้งอยู่ในอาคารสถานีอนามัย ที่มีทางคมนาคมสะดวก เป็นศูนย์กลางการติดต่อ |
3. มีอาคารสถานที่ มีห้อง มีพื้นที่การให้บริการที่สะดวกสบาย มีการไหลเวียนของบริการตามขั้นตอนปราศจากสิ่งกีดขวางการสื่อสาร | 3. มีสถานที่ เพื่อให้บริการตั้งรับที่ผู้รับบริการสามารถขึ้นลงได้โดยสะดวก มีการไหลเวียนของบริการตามขั้นตอน |
4. มีทีมงานที่รับผิดชอบของชุมชนที่ชัดเจน รู้จักประชาชน มีการสำรวจชุมชนและมีการวางแผนแก้ไขปัญหาของชุมชน โดยชุมชนมีส่วนร่วม | 4. มีผู้รับผิดชอบประจำครอบครัวที่ชัดเจน มีบริการเชิงรุก มีการสำรวจชุมชนและมีการวางแผนแก้ไขปัญหาชุมชน โดยชุมชนมีส่วนร่วม ตั้งกลุ่ม/ชมรมเพื่อพึ่งพากัน |
5. การจัดบริการครอบคลุมการบริการทั้ง 4 มิติ และมีการพัฒนาระบบบริการให้มีคุณภาพมาตรฐาน เช่น 5ส , ISO , HA ในปีแรกเน้นความปลอดภัยด้านกายภาพและคน การทบทวนความเหมาะสมและผลลัพธ์ของงานบริการ | 5. การจัดบริการคลอบคลุมบริการทั้ง4 มิติ และมีการพัฒนาระบบบริการให้มีคุณภาพมาตรฐาน เช่น 5ส , ISO , HA ในปีแรกเน้นความปลอดภัยด้านกายภาพและคน การทบทวนความเหมาะ สมและผลลัพธ์ของงานบริการ |
6. มีแพทย์ปฏิบัติงานประจำที่หน่วย 1 คน มีทันตแพทย์/เภสัชกร ร่วมปฏิบัติงานบางครั้งและร่วมเป็นทีมที่ปรึกษา มีพยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานประจำทุกวันอย่างน้อย 2 คน มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข/เจ้าหน้าที่อื่นๆ(ที่ปฏิบัติงานอยู่เดิม)ร่วมเป็นทีมงาน | 6. มีแพทย์ปฏิบัติงานอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง มีทันตแพทย์/เภสัชกร ร่วมปฏิบัติบางครั้งและร่วมเป็นทีมที่ปรึกษา มีพยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติงานประจำทุกวันอย่างน้อย 1 คน มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข/เจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่ประจำอยู่ที่สถานีอนามัยร่วมปฏิบัติงาน 2-3 คน |
7. มีระบบข้อมูล (Program THO ) ที่สมบูรณ์ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน สามารถสืบค้นข้อมูลเพื่อให้บริการที่ต่อเนื่องได้ง่าย | 7. มีระบบข้อมูล (Program THO ) ที่สมบูรณ์ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน สามารถสืบค้นข้อมูลเพื่อให้บริการที่ต่อเนื่องได้ง่าย |
8. มีการประชุมปรึกษาหารือ เพื่อการแก้ไข ปัญหาในการให้บริการต่างๆเป็นประจำและต่อเนื่อง | 8. มีการประชุมปรึกษาหารือ เพื่อการแก้ไข ปัญหาในการให้บริการต่างๆเป็นประจำและต่อเนื่อง |
สำหรับสถานีอนามัยที่ยังไม่ได้จัดเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิในปีแรก เครือข่ายบริการ (Main Contractor ) ต้องจัดให้มีการพัฒนาเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยให้มีความรู้ด้านเวชปฏิบัติครอบครัว การตรวจรักษาโรคง่ายๆ ในเบื้องต้น การให้บริการเยี่ยมบ้านและการสำรวจแฟ้มอนามัยครอบครัว เพื่อวิเคราห์ปัญหาสุขภาพและวางแผนแก้ไขปัญหาโดยชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อให้มีศักยภาพในการปฏิบัติงานทั้งบริการตั้งรับและบริการเชิงรุกที่มีประสิทธภาพมากยิ่งขึ้น โดยแต่ละเครือข่ายบริการควรกำหนดเป้าหมาย ในการพัฒนาเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยให้มีศักยภาพสูงขึ้น รวมทั้งการสนับสนุนบุคลากร วัสดุ ครุภัณฑ์ ให้เพียงพอต่อการให้บริการ ภายใต้การกำกับ ดูแลของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ในถานะผู้ซื้อบริการ (Purchaser ) ซึ่งต้องรักษาผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนมากขึ้นตามนโยบายการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า