|
แนวคิดเกี่ยวกับการจัดบริการสาธารณสุข
การจัดบริการสาธารณสุขนั้นขึ้นอยู่กับค่านิยมและปรัชญาแนวความคิดที่สังคมหรือประเทศนั้น
ๆ ยึดถือและยังขึ้นอยู่กับระบบการเมืองและระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในประเทศนั้นด้วย
ค่านิยม (Value) ที่เกี่ยวข้องกับการจัดระบบบริการสาธารณสุขมี
4 ประการคือ
1. หลักของความเสมอภาค (Equality) หมายถึง ในการจัดบริการสาธารณสุขของรัฐให้แก่ประชาชนนั้นยึดหลักของความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันทั่วทั้งสังคม
ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเสมอภาคกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างกันในด้านรายได้หรือถิ่นที่อยู่
ในการนี้รัฐจะต้องขยายบริการอย่างทั่วถึงกันทั่วประเทศ เช่นการจัดบริการสาธารณสุขในระดับสถานีอนามัยของประเทศไทยมุ่งตามหลักการนี้
2. หลักของความเป็นธรรม (Equity) หมายถึง การจัดบริการสาธารณสุขจะต้องสัมพันธ์กับความจำเป็นทางด้านสุขภาพ
(Normative needs) ของประชาชนด้วย โดยที่ความจำเป็นทางด้านสุขภาพนี้ถูกกำหนดโดยผู้เชี่ยวชาญต่าง
ๆ ซึ่งแตกต่างจากความต้องการทางด้านสุขภาพที่ประชาชนตระหนักถึง
(Felt needs) ประชากรแต่ละกลุ่มที่มีความจำเป็นทางด้านสุขภาพเท่ากันจะต้องได้รับบริการจากรัฐอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่ยึดถือรายได้หรืออำนาจซื้อของประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง
เช่น ภาวะทุพโภชนาการในเด็กที่ยากจนและในชนบทที่ห่างไกลรัฐจะต้องให้บริการกลุ่มนี้
3. หลักของเสรีภาพ (Freedom) หมายถึง บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเลือกบริโภคบริการสาธารณสุขได้ตามความสมัครใจ
ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่าย (Ability to pay) ของแต่ละบุคคล
ซึ่งเสรีภาพนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจซื้อและรายได้ของแต่ละบุคคลด้วย
เช่น การเลือกเข้ารับบริการในโรงพยาบาลของรัฐหรือโรงพยาบาลของเอกชนย่อมขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้รับบริการถ้าเขามีอำนาจซื้อที่เพียงพอ
4. หลักของประโยชน์สูงสุด (Optimality) หรือหลักของประสิทธิภาพ
(Efficiency) หมายถึง การจัดบริการสาธารณสุขของสังคมจะต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรของสังคมให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยหลักประสิทธิภาพนี้จะเกี่ยวข้องกับการการจัดบริการที่ดีที่สุดโดยใช้ต้นทุนหรืทรัพยากรต่ำที่สุดการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและมีราคาแพง
ย่อมต้องการทรัพยากรของสังคมจำนวนมาก เช่น C.T Scanสำหรับเอกซเรย์สมอง
เป็นต้น
การจัดบริการสาธารณสุขต่าง ๆ ในแต่ละสังคมมักจะขึ้นอยู่กับค่านิยม
(Value) ทั้ง 4 นี้ของคนในสังคมหือผู้กำหนดนโยบายในสังคม
โดยที่อาจจะมีการผสมกลมกลืนค่านิยมเหล่านี้ควบคู่กันไป
นอกจากค่านิยมดังกล่าวแล้วการจัดระบบบริการสาธารณสุขยังขึ้นอยู่กับระบบของสังคมและการเมืองในแต่ละประเทศด้วย
ซึ่งระบบบริการสาธารณสุขของประเทศต่าง ๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น
4 ประเภทเช่นกันคือ (Milton I. Roemer, 1995)
1. การจัดบริการสาธารณสุขแบบตลาดแข่งขันเสรี(Entrepreneurial
Health System)การจัดระบบบริการสาธารณสุขแบบเน้นระบบตลาดแข่งขันเสรี
จะมีเอกชนเป็นผู้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับบริการสุขภาพเช่น
โรงพยาบาลเอกชน และคลินิก การบริการมุ่งการแข่งขันเพื่อให้เกิดกำไรสูงสุดแก่สถานบริการสาธารณสุขประชาชนมีเสรีภาพในการใช้บริการอย่างเต็มที่
บริการส่วนใหญ่จะมีคุณภาพสูง เนื่องจากต้องแข่งขันกันในการให้บริการ
แต่ในระบบบริการสาธารณสุขแบบนี้ค่าบริการสุขภาพจะมีราคาแพง
ประชาชนที่มีรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ มีการใช้เทคโนโลยีระดับสูงและมีราคาแพง
ประเทศที่ใช้ระบบนี้คือ สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และเคนยา
อันนี้จะเข้าได้กับหลักของเสรีภาพ
2. การจัดระบบบริการสาธารณสุขแบบรัฐสวัสดิการ (Welfare-Oriented
Health System) เป็นการจัดบริการสาธารณสุขที่รัฐเป็นผู้ดำเนินการให้กับประชาชนของตน
ทั้งในแบบให้เปล่าและประชาชนมีส่วนร่วมในการจ่าย ค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพส่วนใหญ่จะมาจากภาษีอากรหรือกองทุนด้านสุขภาพอื่น
ๆ สถานบริการสาธารณสุขส่วนใหญ่จะเป็นของรัฐหรือองค์กรที่ไม่แสวงกำไร
การจัดบริการสาธารณสุขในรูปแบบรัฐสวัสดิการนี้ประชาชนจะมีความเสมอภาคกันในการเข้าถึงสถานบริการ
แต่เสรีภาพในการเลือกใช้บริการของประชาชนมีน้อยกว่าในระบบตลาดแข่งขันเสรี
อันนี้เข้าได้กับหลักเสมอภาคและความเป็นธรรม
3. การจัดระบบบริการสาธารณสุขแบบสังคมนิยม (Socialist Health
System) ระบบสังคมนิยมหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ระบบวางแผนจากส่วนกลาง
(Central planning System) ในระบบนี้รัฐจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินทุกอย่างในสังคม
ในทางทฤษฎีแล้วอุปทานของบริการสุขภาพ (Supply of Health
Care) จะขึ้นอยู่กับความจำเป็นทางด้านสุขภาพ (Normative
needs) ของประชาชน ซึ่งบริการทุกอย่างจะถูกวางแผนมาจากส่วนกลางรัฐเป็นเจ้าของสถานบริการสาธารณสุขทุกประเภท
ประชาชนสามารถใช้บริการแบบได้เปล่าตามความจำเป็นทางด้านสุขภาพ
ในระบบนี้โดยหลักการแล้วค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะต่ำ เนื่องจากากรประหยัดในขนาด
(Economic of scale) แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ที่วางแผนจัดบริการสาธารณสุขคือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งขาดแรงจูงใจในการดำเนินงาน
ทำให้ระบบนี้ค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพต่ำ ในระบบนี้ประชาชนจะไม่มีเสรีภาพในการใช้บริการ
ทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันหมด ประเทศที่ใช้ระบบแบบนี้คือประเทศคอมมูนิสต์เดิม
เช่น สหภาพโซเวียตเดิม คิวบา
4. การจัดบริการสาธารณสุขแบบครอบคลุมทั้งหมด (Comprehensive
Health System) การจัดบริการสาธารณสุขแบบครอบคลุมทั้งหมดนี้
รัฐจะมีหน้าที่ในการให้หลักประกันการบริการสาธารณสุขทุกชนิดแก่ประชาชน
โดยการจัดบริการครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มและครอบคลุมบริการทุกชนิด
โดยรัฐบาลจะเป็นผู้สนับสนุนทางด้านการเงินแก่สถานบริการสาธารณสุข
ประเทศที่ใช้ระบบนี้ เช่น อังกฤษ ศรีลังกา เป็นต้น
ระบบบริการสาธารณสุขของประเทศไทยมีลักษณะบางส่วนที่คล้ายกับระบบของประเทศสหรัฐอเมริกาโดยที่ประชาชนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพของตนเองถึงร้อยละ
60-70 และประชาชนมีเสรีภาพในการเลือกใช้บริการสาธารณสุขตามฐานะและรายได้ของตนเอง
ปัญหาของระบบบริการสาธารณสุขในแบบการแข่งขันเสรี คือ ประชาชนที่ยากจนไม่สามารถเข้าถึงบริการได้
การแข่งขันนำไปสู่ค่าบริการที่แพงขึ้น มีการให้บริการมากเกินความจำเป็น
มีการใช้เทคโนโลยีที่เกินความจำเป็นในการรักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศจะสูง
สำหรับทิศทางการจัดบริการสุขภาพของประเทศไทย มีความพยายามที่จะเน้นไปสู่ระบบรัฐสวัสดิการ
โดยกระทรวงสาธารรสุขได้สนับสนุนให้มีการประกันสุขภาพโดยสมัครใจมากยิ่งขึ้น
แต่ในขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันกันในเชิงธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะโรงพยาบาลอกชนมีการนำเอาธุรกิจด้านโรงพยาบาลเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ซึ่งในลักษณะเช่นนี้ไม่มีอยู่ในระบบริการสาธารณสุขของประเทศใดแม้แต่สหรัฐอเมริกาที่เน้นการแข่งขัน
แต่โรงพยาบาลที่ไม่ใช่ของรัฐบาลก็ยังคงเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหารกำไรอยู่
เช่นของมูลนิธิ และคริสต์จักร
แนวคิดการจัดบริการสาธารณสุขระดับสถานีอนามัย
แนวคิดเกี่ยวกับการจัดบริการสาธารณสุขในระดับ
สถานีอนามัย เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษเมื่อปี
พ.ศ. 2463 เรียกว่า Primary health centre ต่อมา ในปี พ.ศ.
2473 มีการประชุมกันในยุโรปและกำหนดนิยามของ Rural health
centre ว่าเป็นสถานบริการที่ทำหน้าที่ทั้งส่งเสริมสุขภาพ
ป้องกันโรคและรักษาพยาบาลในสถานที่เดียวกัน แนวคิดของสถานีอนามัยได้กระจายไปทั่วโลก
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปและบางประเทศให้บริการโดยแพทย์
ในประเทศที่กำลังพัฒนาส่วนใหญ่ให้บริการโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
( Health auxiliary )
การจัดบริการสาธารณสุขสามารถแบ่งออกเป็นหลายชนิด
เช่น แบ่งตามระดับการให้บริการ ( Level of care) แบ่งตามชนิดของการให้บริการ
(Type of care) เป็นต้น
การแบ่งตามระดับการให้บริการนั้น สามารถแบ่งออกเป็น
4 ประเภทด้วยกัน คือ
- การบริการสาธารณสุขมูลฐาน ( Primary health case
level ) หมายถึง การบริการสาธารณสุขที่ดำเนินการโดยประชาชนด้วยกันเอง
สามารถกระทำได้ในระดับชุมชนเป็นงานสาธารณสุขแบบผสมผสานทั้งการส่งเสริมสุขภาพ
การป้องกันโรค การรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสภาพ วิทยาการทางการแพทย์และการสาธารณสุขที่ใช้ไม่สูงมากนัก
ซึ่งจะเหมาะสมและสอดคล้องกับขนบธรรมเนียม รวมทั้ง ความต้องการของชุมชน
การบริการสาธารณสุขในระดับผู้ให้บริการ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
( อสม. ) ผู้สื่อข่าวสาธารณสุข ( ผสส. ) หรืออาสาสมัครประเภทอื่นที่เป็นประชาชนด้วยกันเองไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ
- การจัดบริการสาธารณสุขในระดับที่ 1 ( Primary
care level ) เป็นการจัดบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข
ที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประเภทต่าง ๆ ประกอบด้วยหน่วยบริการดังนี้
คือ
- สถานบริการสาธารณสุขชุมชน ( สสช. ) เป็นหน่วยบริการสาธารณสุขระดับหมู่บ้าน
ครอบคลุมประชากรประมาณ 500-1,000 คน มีพนักงานสุขภาพชุมชน
( พสช. ) ปฏิบัติงาน ( สถานภาพเป็นลูกจ้างประจำของกระทรวงสาธารณสุข
) การให้บริการจะเน้นการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค
รวมทั้งการรักษาพยาบาลโรคง่าย ๆ เบื้องต้น
- สถานีอนามัย ( สอ.) เป็นหน่วยบริการสาธารณสุขระดับตำบล
หรือ ระดับหมู่บ้าน ครอบคลุมประชากรประมาณ 1,000
5,000 คน มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำ คือ พนักงานอนามัย
, ผดุงครรภ์ , พยาบาลเทคนิค ( จบการศึกษาจากวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรและวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี
บรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารสาธารณสุข
เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน ) ปัจจุบันอยู่ในระหว่างดำเนินการให้ทันตาภิบาล
พยาบาลวิชาชีพ และนักวิชาการสาธารณสุข บรรจุเข้าทำงานในระดับสถานีอนามัย
- โรงพยาบาลชุมชน ( รพช. ) เป็นหน่วยบริการสาธารณสุขที่ให้บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขระดับอำเภอหรือกิ่งอำเภอ
มีเตียงผู้ป่วยสำหรับผู้ป่วยภายในตั้งแต่ 10 เตียงขึ้นไปจนถึง
120 เตียง ครอบคลุมประชากรตั้งแต่ 10,000 คนขึ้นไป
มีแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอื่น ๆ ปฏิบัติงานประจำ
การให้บริการเน้นหนักในด้านการรักษาพยาบาลมากกว่าหน่วยบริการในข้อ
2.1 และ 2.2
3. การจัดบริการสาธารณสุขระดับที่ 2 ( Secondary care
level ) เป็นการจัดบริการทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข
ที่ดำเนินการโดยแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอื่นๆที่มีความรู้ความชำนาญสูงปานกลาง
ประกอบด้วยหน่วยบริการต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ
- โรงพยาบาลและคลินิกเอกชน ดำเนินการโดยธุรกิจเอกชนหรือองค์การที่ไม่หวังผลกำไรอื่น
ๆ ( Non-profit organization )
- โรงพยาบาลทั่วไป ( General hospital ) เป็นโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในจังหวัดหรืออำเภอขนาดใหญ่
มีขนาดและจำนวนเตียงผู้ป่วยตั้งแต่ 120-240 เตียง
4. การจัดสถานบริการสาธารณสุขระดับที่
3 ( Tertiary care level ) เป็นการจัดบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขอื่น
ๆ ที่ต้องปฏิบัติงานโดยผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ประกอบด้วยหน่วยบริการดังต่อไปนี้
คือ
- โรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่ ซึ่งมีจำนวนผู้ป่วยตั้งแต่
241 เตียงขึ้นไป
- โรงพยาบาลศูนย์ ( Region hospital ) เป็นโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ
มีเตียงไว้รักษาผู้ป่วยในตั้งแต่ 361 เตียงขึ้นไป เป็นโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่ตั้งของเขตหรือเป็นศูนย์กลางจังหวัดต่าง
ๆ ของเขตนั้น ตามเป็าหมายของกระทรวงสาธารณสุขจะพัฒนาเป็นสถานบริการที่มีขีดความสามารถสูงสุดทัดเทียมกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ
- โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเป็นสถาบันที่มีผู้เชี่ยวชาญพิเศษอยู่เป็นจำนวนมากและเป็นสถาบันผลิตบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุข
ระดับนักวิชาการและนักวิชาชีพให้กับกระทรวงสาธารณสุข
นอกจากการจัดบริการทั้ง 4 ระดับดังกล่าวแล้ว
ยังมีหน่วยบริการสาธารณสุขภาคเอกชนอื่น ๆ อีก เช่น
ร้านขายยา และหน่วยบริการอื่น ๆ ของทางราชการที่ไม่ได้สังกัดกระทรวงสาธารณสุข
เช่น โรงพยาบาลของกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลของส่วนราชการอื่น
ๆ การแบ่งระดับหน่วยบริการออกเป็นระดับต่าง ๆ นี้
เป็นการแบ่งคร่าว ๆ แต่ในทางปฏิบัติตามความเป็นจริงแล้ว
สถานพยาบาลระดับสูง ๆ ก็มักจะมีบริการระดับต้นปนอยู่เสมอ
|
โครสร้างสถานีอนามัย
สถานีอนามัย เป็นสถานบริการสาธารณสุขระดับต้นของกระทรวงสาธารณสุขและเป็นหน่วยงานอยู่ใต้บังคับบัญชาของสาธารณสุขอำเภอ
โดยมีคณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ ( คปสอ.
) เป็นองค์กรประสานงานและสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุเป็าหมายตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข
วิวัฒนาการ
ใน พ.ศ. 2456 มีการจัดตั้ง โอสถสภา
( โอสถศาลา หรือโอสถสถาน ) ขึ้นในบางจังหวัดให้เป็นทั้งสถานที่บำบัดโรคและสำนักงานของแพทย์สาธารณสุข
ต่อมาใน พ.ศ. 2475 ได้เปลี่ยนแปลงชื่อเป็น สุขศาลา
ระหว่างที่ยังเป็น สุขศาลา อยู่นั้น ในท้องที่ที่เป็นชุมชนหนาแน่น
ราชการส่งแพทย์ไปประจำเพื่อให้บริการแก่ประชาชน
สุขศาลา ประเภทนี้เรียกว่าเป็น สุขศาลาชั้นหนึ่ง
ส่วน สุขศาลาชั้นสอง คือ สุขศาลาที่ไม่มีแพทย์ประจำ
เมื่อมีการสถาปนากระทรวงสาธารณสุขในปี
พ.ศ. 2485 กรมการแพทย์รับโอน สุขศาลาชั้นหนึ่ง
ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดและอำเภอใหญ่ ๆ บางแห่งไปปรับปรุงเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด
และโรงพยาบาลอำเภอ บางส่วนเทศบาลรับไปดำเนินการ
สุขศาลาชั้นหนึ่ง ที่มิได้โอนไปอยู่กับเทศบาลและมิได้รับการยกฐานะเป็นโรงพยาบาล
อยู่ภายใต้การดูแลของกรมอนามัยซึ่งต่อมา สุขศาลาชั้นหนึ่ง
เหล่านี้พัฒนามาเป็น สถานีอนามัยชั้นหนึ่ง (
พ.ศ. 2497 ) เป็น ศูนย์การแพทย์อนามัยชนบท ( พ.ศ.
2515 ) เป็น ศูนย์การแพทย์และอนามัย ( พ.ศ. 2517
) เป็น โรงพยาบาลอำเภอ ( พ.ศ. 2518 ) จนถึงปัจจุบัน
สำหรับ สุขศาลาชั้นสอง ส่วนใหญ่อยู่กับกระทรวงสาธารณสุข
ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สถานีอนามัยชั้นสอง
( พ.ศ. 2495 ) และเป็น สถานีอนามัย ( พ.ศ. 2515
) มาถึงปัจจุบัน
ในส่วนของสำนักงานผดุงครรภ์คาดว่า
เริ่มในปี พ.ศ. 2497 โดยที่รัฐบาลเห็นสำควรให้การสงเคราะห์แก่มารดาและทารกเพื่อลดอัตราการตายของทารก
จึงได้มีการอบรมนักเรียนผดุงครรภ์ ชั้น 2 ขึ้นตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2482 ซึ่งส่วนใหญ่ส่งไปอยู่ตามท้องที่ตำบลที่ยังไม่มีการสร้างสถานีอนามัย
โดยให้ไปตั้งเป็น สำนักงานนางผดุงครรภ์ชั้นสอง
ที่บ้านกำนัน ต่อมามีการสร้างสำนักงานผดุงครรภ์ขึ้น
โดยแบ่งเป็น 2 แบบ แบบที่ 1 มีทุนผูกพันให้ผู้บริจาคทรัพย์สร้างสำนักงานผดุงครรภ์ส่งลูกหลานเข้าเรียนผดุงครรภ์ได้
แล้วกลับไปประจำที่สำนักงานผดุงครรภ์นั้น ส่วนแบบที่
2 เป็นแบบไม่มีทุนผูกพัน ใน พ.ศ. 2525 มีการยกฐานะสำนักงานผดุงครรภ์ทั้งหมดกว่า
1,400 แห่ง ขึ้นเป็นสถานีอนามัย ทำให้มีจำนวนสถานีอนามัยเพิ่มมากในปีดังกล่าว
ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 กระทรวงสาธารณสุข
ได้มีนโยบายการพัฒนาสถานีอนามัย จึงได้จัดทำโครงการ
ทศวรรษแห่งการพัฒนาสถานีอนามัย กำหนดระยะเวลาตั้งแต่
ปี 2535-2544 รวม 10 ปี โดยได้กำหนดสถานีอนามัยเป็น
2 ประเภทคือ สถานีอนามัยทั่วไป และสถานีอนามัยขนาดใหญ่
ผังวิวัฒนาการสถานีอนามัยจากอดีตถึงปัจจุบัน
สุขศาลาชั้น 1 สุขศาลาชั้น 2 ก่อน พ.ศ.2485
สถานีอนามัยชั้น 1 พ.ศ.2497 สถานีอนามัยชั้น 2 พ.ศ.2495
ศูนย์การแพทย์อนามัยชนบท พ.ศ.2515 สถานีอนามัย พ.ศ.2515
ศูนย์การแพทย์และอนามัย พ.ศ.2517
โรงพยาบาลอำเภอ พ.ศ.2518
โครงการ ทสอ. พ.ศ.2535
หมายเหตุ พ.ศ. 2523 มีการจัดตั้งสถานบริการสาธารณสุขชุมชนในหมู่บ้านพื้นที่เป้าหมายเฉพาะแห่ง
ขึ้นกับสถานีอนามัยในตำบลนั้น ๆ
สถานีอนามัยทั่วไป หมายถึง
สถานีอนามัยส่วนใหญ่ของประเทศ มีบทบาทและความรับผิดชอบตามที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น
4 งาน ได้แก่การบริการสาธารณสุขผสมผสาน การสนับสนุนงานสาธารณสุขมูลฐานและพัฒนาชุมชน
บริหารงานวิชาการ งานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ มีกรอบอัตรากำลังและอาคารบ้านพัก
ตลอดจนครุภัณฑ์ตามที่กำหนด
สถานีอนามัยขนาดใหญ่หมายถึง
สถานีอนามัยทั่วไปจำนวนหนึ่งซึ่งถูกคัดเลือกให้พัฒนาขึ้นเป็นสถานีอนามัยขนาดใหญ่ในโครงการทศวรรษแห่งการพัฒนาสถานีอนามัย
ซึ่งมีเป้าหมายจะพิจารณาสถานีอนามัยจำนวนประมาณ 1
ใน 5 ของสถานีอนามัยทั่วประเทศโดยคัดเลือกเลือกจากสถานีอนามัยซึ่งมีที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางของชุมชน
ทั้งด้านการคมนาคมสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม อันจะทำให้สามารถให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงได้กว้างขวางกว่าสถานีอนามัยทั่วไป
สถานีอนามัยขนาดใหญ่ จะมีบทบาทหน้าที่เช่นเดียวกับสถานีอนามัยทั่วไป
แต่จะมีขีดความสามารถในการปฏิบัติงานบางอย่างสูงกว่า
เช่น งานทันตกรรมพื้นฐาน ซึ่งยังไม่มีในสถานีอนามัยทั่วไป
นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เสมือนพี่เลี้ยงสนับสนุนสถานีอนามัยทั่วไปที่กำหนดเป็นสถานีอนามัยลูกข่ายทั้งในด้านการบริการรับส่งต่อผู้ป่วย
การบริหารและวิชาการ
|
|