โครงการ "30 บาท รักษาทุกโรค" ได้ขยายครอบคลุมทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศแล้ว
ยกเว้นบางเขตของกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2544 ที่ผ่านมา
ตามนโยบายของรัฐบาลและคำประกาศว่าพร้อมแล้วของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งสื่อที่โหมประชาสัมพันธ์ ทำให้ประชาชนคนไทยต่างมีความหวังว่า
ต่อไปนี้ทุกคนจะได้รับการประกันสุขภาพทั่วหน้า สามารถรักษาได้ทุกโรคด้วยเงิน
30 บาท ดังโฆษณา แต่แท้ที่จริงแล้ว 30 บาทไม่สามารถใช้รักษาโรคไตวายเรื้อรังด้วยการล้างไต
โรคเอดส์ การปลูกถ่ายอวัยวะ และโรคที่จำเป็นต้องใช้ยาและเวชภัณฑ์ที่ไม่มีอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ
จากหลักการของโครงการ ที่กำหนดให้ประชาชนไปรับบริการที่หน่วยแพทย์ใกล้บ้านของตนเอง
ที่ขึ้นทะเบียนอยู่ตามหลัก "ใกล้บ้านใกล้ใจ" ซึ่งจะให้บริการระดับต้น
(PRIMARY CARE) และจะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัด หรือโรงพยาบาลเครือข่าย
ในกรณีที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อในระดับตติยภูมิ
(TERTIARY CARE) โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง นับว่าเป็นโครงการที่มีแนวคิดดี
แต่ในการปฏิบัติทดลองโครงการในช่วงแรกที่ผ่านมา พบปัญหาเกิดขึ้นหลายประการ
ซึ่งถ้าไม่ได้รับการแก้ไข จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ลุกลามจนอาจทำให้ระบบสาธารณสุขของประเทศเสียหายอย่างรุนแรง
และเกิดผลเสียต่อประชาชนผู้ใช้บริการได้ในอนาคตอันไม่ไกลนัก
ดังนี้
1.งบประมาณไม่เพียงพอ
เคยมีการประมาณการไว้ว่า ถ้าจะดำเนินการโครงการนี้ รัฐบาลต้องมีงบประมาณสนับสนุนเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายหมื่นล้านบาท
แต่รัฐบาลก็พยายามบอกว่า "ไม่มีปัญหา" และพยายามผลักดันให้เริ่มโครงการและขยายโครงการตามสัญญาที่ได้หาเสียงไว้
ทั้งๆ ที่ในยามนี้ เศรษฐกิจของประเทศและของโลกตกอยู่ในภาวะวิกฤต
โอกาสที่รัฐบาลจะสามารถหาเงินมาสนับสนุนโครงการนี้จึงเป็นไปได้น้อยมาก
ในขณะนี้โรงพยาบาลส่วนใหญ่ที่กำลังดำเนินการกันอยู่ต้องชักเนื้อ
ใช้เงินทุนหมุนเวียนของโรงพยาบาลออกมาใช้จ่าย ซึ่งถ้ายังเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
อีกไม่ช้าไม่นานโรงพยาบาลทั้งหลายก็จะขาดเงินทุนในการดูแลผู้ป่วย
ถึงตอนนั้นผลเสียที่แท้จริงก็จะตกอยู่กับคนไข้ทุกคน ถ้าหากโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเหล่านั้นต้องหยุดดำเนินการ
หรือต้องลดคุณภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย
2.การไม่ยอมส่งต่อคนไข้ โดยหลักการหรือตามปกติที่หมอทั้งหลายปฏิบัติกันอยู่แล้วนั้น
ถ้าหากคนไข้ที่โรงพยาบาลชุมชนตามอำเภอต่างๆ มีอาการหรือปัญหาหนัก
เกินขีดความสามารถของหมอหรือสถานพยาบาลแห่งนั้น ก็จะได้รับการส่งตัวไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัด
หรือโรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงพยาบาลในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย
เพื่อการดูแลรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อไปตามความเหมาะสม
แต่เนื่องจากตามหลักของโครงการ 30 บาท โรงพยาบาลแรกที่ผู้ป่วยขึ้นทะเบียน
จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ถ้าหากมีการส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด
หรือโรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงพยาบาลในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย
ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว การรักษาคนไข้ที่หนักหรือมีปัญหาซับซ้อนนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง
ประกอบกับปัญหาเรื่องงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุนไม่เพียงพอ
จึงทำให้เกิดภาวะค่าใช้จ่ายสูงจนโรงพยาบาลแห่งแรกไม่สามารถรับภาระได้
จึงเกิดปัญหาเรื่องการไม่ส่งตัวผู้ป่วย หรือส่งตัวช้า
หรือแม้กระทั่งการงดจ่ายยาที่มีราคาแพงมาก ดังที่เป็นข่าว
ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลแห่งหนึ่งส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง
เพื่อค้นหาสาเหตุของโรค แต่พอทราบค่าใช้จ่าย โรงพยาบาลแห่งแรกก็ขอตัวผู้ป่วยกลับ
โดยไม่ทันได้ตรวจค้นหาสาเหตุของโรคนั้น...พยาบาลของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งบอกกับคนไข้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวว่า
ยารักษาโรคมะเร็งของโรงพยาบาลไม่ดี ให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง
โดยหมอไม่เขียนใบส่งตัว เพื่อที่โรงพยาบาลแห่งแรกนั้นจะได้ไม่ต้องรับภาระค่ารักษาพยาบาล
ประมาณ 1 แสนถึง 3 แสนบาท ต่อผู้ป่วย 1 ราย โรงพยาบาลแห่งหนึ่งโทร.กลับไปถามโรงพยาบาลต้นสังกัดว่า
จะรับผิดชอบค่าผ่าตัดคนไข้ที่ส่งต่อมาหรือไม่ โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขหลายแห่งไม่ส่งตัวผู้ป่วยมารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย
ก็เพราะปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ผู้ป่วยหลายรายร้องเรียนว่า
โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งจ่ายยาในโครงการเป็นคนละชนิดกับยาที่ได้รับเมื่อผู้ป่วยจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเอง
จะเห็นได้ว่า ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นทำให้คนไข้ "ฟ้องหมอ"
นอกจากนี้ หมอกับหมอก็เริ่มมีปัญหาในการทำงาน ระบบการส่งต่อที่มีปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวหมอหรือบุคลากรสาธารณสุขเป็นต้นเหตุ
แต่เกิดจากการขาดแคลนงบประมาณ และนักการเมืองที่ผลักดันโครงการ
30 บาท เพื่อสร้างผลงาน โดยไม่คำนึงถึงความพร้อม และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
จึงใคร่ขอวิงวอนผู้ป่วยและญาติทั้งหลายที่พบปัญหา ขออย่าได้ฟ้องหมอ
หรือเอาเรื่องกับหมอที่พยายามดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มความสามารถเลย
แต่ขอให้ไปเรียกร้องเอากับนักการเมืองที่กำหนดนโยบาย เนื่องจากหมอนั้นต้องกลายเป็น
"แพะรับบาป"... เป็น "มิสเตอร์เยส" ทำงานกันด้วยความอึดอัด
ไม่กล้าคัดค้าน
3.ปัญหาของระบบสาธารณสุข
เนื่องจากระบบสาธารณสุขเดิมจะเน้นแพทย์เฉพาะทางมากเกินไป
แต่ระบบใหม่จะเน้นการบริการระดับต้น ซึ่งต้องอาศัยแพทย์ทั่วไปหรือแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว
(FAMILY PHYSICIAN) มากกว่า ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิมมาเป็นระบบใหม่จึงต้องอาศัยเวลาในการปรับเปลี่ยน
มิฉะนั้น ก็จะทำให้เกิดปัญหาในการทำงาน เนื่องจากความไม่พร้อมทางด้านกำลังและศักยภาพของบุคลากร
ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลศูนย์ของจังหวัดแห่งหนึ่งให้หมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจไปออกตรวจบริการระดับต้น
ณ สถานบริการสาธารณสุขอำเภอ หรือแม้กระทั่งในโรงพยาบาลนั้นเอง
จนทำให้หมอหัวใจนั้นไม่มีเวลาที่จะใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในการจัดตั้ง
"ศูนย์รักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ" เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้ป่วยโรคหัวใจในจังหวัดนั้นหรือจังหวัดใกล้เคียงก็จะต้องเสียโอกาสเสียเวลาเดินทางหรือถูกส่งตัวเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ
ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับหลักการเดิมที่จะให้มีระบบส่งต่อที่ดีและพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลประจำจังหวัดให้เป็นที่พึ่งของโรงพยาบาลชุมชนที่ตั้งอยู่ตามอำเภอ
และให้โรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยตามภาคต่างๆ
ของประเทศเป็นที่พึ่งของโรงพยาบาลประจำจังหวัด เพื่อสกัดกั้นไม่ให้คนไข้แห่ทะลักเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ
จะเห็นได้ว่า โครงการ "30 บาท รักษาทุกโรค" มีปัญหา เนื่องจากความไม่พร้อมของคนและระบบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินงบประมาณ เนื่องจากโครงการนี้ทำให้คนไข้ที่พอจะมีกำลังจ่ายได้
ไม่ต้องจ่าย แต่รัฐกลับต้องหาเงินมาสนับสนุนแทน ซึ่งเป็นไปไม่ได้
หรือได้น้อยมาก เพราะแม้แต่ประเทศที่ร่ำรวยอย่างสหรัฐอเมริกาเอง
คนไข้ที่จ่ายเงินประกันสุขภาพเป็นรายปียังได้สิทธิประโยชน์ในการรักษาดูแลขั้นพื้นฐานระดับหนึ่ง
ไม่ครอบคลุมทุกโรค และต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมในกรณีโรคที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายแพง
คงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องกล้าพอที่จะยอมรับความจริง
และหาทางแก้ไข ก่อนที่ปัญหาทั้งหลายจะทับถมมากขึ้น จนทำให้ระบบสาธารณสุขของประเทศเสียหาย
เข้าทำนองที่ว่า "คิดผิด คิดใหม่ได้"