WWW.MOHANAMAI.COM
เชื่อมโยงความคิด ผูกมิตรปวงประชา นำพารูปแบบประชาสังคม นิยมส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน มุ่งสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต สุจริตในแนวทาง
เครือข่ายหมออนามัย
I HOME Iการปฏิรูปสุขภาพ Iอ่านวารสาร Iภาคีหมออนามัย I ข้อมูลพื้นฐาน Iโฮมเพจ สอ./สสอ.I ดาวน์โหลดบทความIความเคลื่อนไหวฯ I ......About usI
เครือข่ายหมออนามัย

โครงการ30บาทรักษาทุกโรค”สำเร็จจริงหรือ?


เมื่อการเลือกตั้งครั้งที่แล้วพรรคไทยรักไทยชูนโยบายโครงการ30บาทรักษาทุกโรค อันลือลัน เคยชนะใจประชาชนมาแล้ว แต่เมื่อนำนโยบายนี้ไปปฏิบัติ มีปัญหาต่างๆเกิดขึ้นมากมาย สื่อสารมวลชนต่างหยิบนโยบาย30บาทรักษาทุกโรคมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมายไม่เว้นแต่ละวัน การที่กระผมมาชี้แจ้งและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้นั้นนั้น ไม่ใช่เพื่อต้องการจะยกเลิกนโยบาย30บาทรักษาทุกโรคของรัฐบาล เราต้องการให้รัฐบาลได้ปรับนโยบายให้เหมาะสม เพื่อที่จะได้ดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากนโยบาย30บาทนี้ และเพื่อประโยชน์สุขอย่างสมบูรณ์ของประชาชนคนไทยทุกคน
1)การบริการสาธารณสุขในระบบเดิม
เราเรียกว่าเป็นระบบที่เฉลี่ยสุขเฉลี่ยทุกข์ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แบ่งประชาชนที่มาใช้บริการออกเป็นประเภทได้ดังนี้
1.1)รับบริการรักษาฟรี ได้แก่ คนยากจน,รายได้น้อยด้อยโอกาสในสังคม,สูงอายุ,เด็กอายุน้อยกว่า12ปี,พระภิกษุ,คนพิการ,ผู้นำชุมชน,ผสส.,อสม. รัฐได้ให้บริการคนเหล่านี้ ซึ่งงบสนับสนุนการบริการเหล่านี้ได้จากงบประมาณแผ่นดิน
1.2)ประชาชนออกค่าใช้จ่ายบางส่วน และรัฐบาลออกเงินกองทุนมาสมทบบางส่วน เช่น บัตรประกันสุขภาพ500บาท,ประกันสังคมของลูกจ้าง ห้างร้านบริษัทต่างๆ
1.3)ประกันสุขภาพผ่านบริษัทประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุ พรบ.บุคคลที่3
1.4)เบิกค่ารักษาพยาบาลได้เช่นข้าราชการ,พนักงานรัฐวิสาหกิจ
1.5)คนร่ำรวยหน่อย ที่มีสตางค์ก็จ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง
โรงพยาบาลมีรายได้จากงบประมาณแผ่นดิน และเงินที่เก็บได้จาก 1.2-1.5มาบริหารให้การบริการต่อประชาชน ในระบบนี้ถูกใช้และพัฒนามาเป็นเวลานาน โครงสร้างการบริหารงาน ไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินมากนัก
จริงอยู่การบริการสุขภาพในระบบเดิมมีปัญหาบ้าง เช่นการเข้าถึงการบริการ,ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคและการตรวจวินิจฉัยบางอย่างมีราคาสูงเกินกว่ากำลังจ่ายของประชาชน รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์และอีกหลายรัฐบาลก็ได้มีการตั้ง คปรส.หรือเรียกว่าคณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข มีหน้าที่หาหนทางที่จะทำอย่างไรคนไทยจึงจะเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างเท่าเทียมภายใต้ความเหมาะสมของสังคมไทยโดยไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินจนเกินไป พรรคไทยรักไทยได้ทำนโยบายขึ้นมาหาเสียงประการหนึ่งก็คือนโยบาย30บาท รักษาทุกโรค ระยะเวลาเกือบหนึ่งปี ปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับโครงการ30บาท มีมากจริงๆ วันที่27ม.ค.2545 วันประชุมใหญ่ของพรรคไทยรักไทย นายกรัฐมนตรีปราศรัยกับสมาชิกของพรรค “เราได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนแล้ว และได้ทำมากกว่าที่สัญญาไว้”และในที่ประชุมแห่งนั้นนายกยังบอกอีกว่า โครงการ30บาทรักษาทุกโรคถือว่าสำเร็จอย่างมาก ได้แจกบัตรทองให้แก่ประชาชนไปแล้วถึง75จังหวัดกับ38เขตใน กทม. เป็นจำนวน44ล้านใบจากเป้าหมาย46.6ล้านใบ ฟังดูดีไหมครับ น่าจะดูดี แต่ ผมบอกว่านายกปกปิดความจริงกับประชาชน เพราะแท้จริงแล้วโครงการ30บาทนั้นยังมิได้สำเร็จประการใด โครงการ30บาทยังอยู่ในระยะตั้งไข่และปัญหาก็เยอะมาก พอจะสรุปได้ดังนี้
2)นโยบาย30บาทรักษาทุกโรค
ซึ่งความจริงก็รักษาได้ไม่ทุกโรคตามที่เคยหาเสียงไว้ เพราะโรคเอดส์ก็รักษาไม่ได้ ฟอกไตก็ไม่ได้ เป็นนโยบายชิ้นโบว์แดงแต่ปัญหาเยอะ
ปัญหาที่เกิดกับประชาชนผู้ไปรับบริการ
-----โรคบางโรคยังใช้บริการไม่ได้ท่านคงจำได้ดีตอนหาเสียงเลือกตั้งครั้งที่แล้วพรรคไทยรักไทยโฆษณานโยบาย30รักษาทุกโรคแต่พอนำไปปฏิบัติจริงกลับรักษาได้ไม่ทุกโรคจริงดังคำโฆษณาโรคไตวายที่ต้องการการฟอกล้างไตรักษาไม่ได้,ยาต้านไวรัสเอดส์ไม่สามารถใช้บริการ30บาทได้,การคลอดบุตรท้องที่สองขึ้นไปไม่สามรถใช้สิทธิ30บาทได้, มีผู้พิการร้องเรียนหลายรายว่า ไปใช้บริการกายภาพบำบัดกับโรงพยาบาลรัฐแล้วถูกเจ้าหน้าเรียกเก็บค่าบริการ 30 บาท ทั้งที่ผู้พิการทุกประเภทได้รับการคุ้มครองโดย พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ สามารถทำกายภาพบำบัด ฟื้นฟูร่างกายได้ฟรีอยู่แล้ว เมื่อถูกเรียกเก็บค่าบริการจึงรู้สึกสับสนว่า ตนต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือไม่ ทำให้ผู้พิการเดือดร้อนพอสมควร

---คุณภาพการรักษาพยาบาล คุณภาพการรักษาของร.พ.ต่างๆยังมีมาตรฐานไม่เท่าเทียมกัน และโครงการนี้คุณภาพของการให้บริการมันด้อยลงไป คุณภาพยาและเวชภัณฑ์มันด้อยลงไป เพราะ รพ.เองก็ต้องประหยัด เพราะ ร.พ.ได้งบมาจำกัด ถึงแม้รมว.สาธารณสุขพร่ำพูดตลอดเวลาว่าเมื่อใช้โครงการนี้แล้วไม่ว่าผู้ป่วยไปใช้บริการที่ไหนก็แล้วแต่จะได้บริการที่เหมือนกัน ยาชนิดเดียวกัน แต่ท่านไม่เข้าใจความเป็นจริงเอาเสียเลยว่า ปัจจุบันนี้คุณภาพการบริการของแต่ละโรงพยาบาลยังมีไม่เท่าเทียมกัน
---ระบบการส่งต่อทันท่วงทีหรือไม่ กรณีนี้เคยมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วที่จังหวัดลำปาง น้องเฟส ด.ช.ราเชนทร์ จรรยา วัยขวบเศษ เสียชีวิตหลังจากเข้ารักษาไข้หวัดในโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการแห่งหนึ่ง ซึ่งมารดาของน้องเฟสระบุอย่างเคลือบแคลงสงสัยว่า การจ่ายยาอาจมีปัญหา และเมื่อน้องเฟสมีอาการโคม่ากลับไม่รีบส่งตัวไปรักษายังโรงพยาบาลที่มีความพร้อมมากกว่า หรือเป็นเพราะว่าโรงพยาบาลกลัวต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาลให้
---ขั้นตอนการส่งต่อก็ยุ่งยาก เมื่อเจ็บป่วย ผู้ป่วยจะต้องไปสถานีอนามัยก่อน เมื่ออนามัยรักษาไม่ได้จะทำหนังสือส่งตัวไปที่ ร.พ.ที่กำหนดไว้ถ้าหากข้ามขั้นตอนเมื่อไรจะต้องเสียเงินเอง ฟังดูก็ดีจะได้เป็นระเบียบเรียบร้อยแต่หลายพื้นที่มีปัญหาเพราะการเดินทางไปยังอนามัยมันไกลและลำบากกว่าไป ร.พ. มาก และต้องเสียค่าเดินทางมากกว่า 30 บาทเสียอีก และในกรณีฉุกเฉิน ที่จำเป็นต้องไปทำงานที่ต่างจังหวัดก็เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น พอเสร็จฤดูการทำไร่ทำนา ชาวบ้านเราส่วนหนึ่งก็อพยพเข้า กทม.เพื่อหางานทำ งานก่อสร้างบ้าง ไปใช้แรงงานบ้าง เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่สามารถใช้สิทธิในโครงการ30บาทได้ เพราะต้องกลับมายังภูมิลำเนาเดิมเพื่อทำใบส่งตัว เฉพาะค่ารถก็มากกว่ารักษาพยาบาลแล้ว
---ไม่มีสิทธิเลือกสถานพยาบาล การกำหนดสถานพยาบาล ให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ไปใช้บริการได้ ซึ่งบางพื้นที่ ที่จังหวัดเชียงใหม่เคยมีการร้องเรียนกัน เคยรักษากับสถานพยาบาลหนึ่งมีหมอประจำตัวอยู่ที่นั้นและ ร.พ.นั้นก็อยู่ใกล้บ้าน แต่ต้องต้องถูกบังคับให้ไปรักษาตามที่รัฐกำหนดให้และ ร.พ.ที่กำหนดให้เลือกบางแห่งก็ไม่ได้มาตรฐานและไม่มั่นใจประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลที่กำหนดให้
---โรคเรื้อรังบางอย่างต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องมาโรงพยาบาลบ่อยปีละหลายครั้ง ยกตัวอย่างเช่นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานหรือความดันสูง ผู้ป่วยเหล่านี้ต้องไปตรวจเช็คเลือดเช็คความดันทุกเดือน ไปทุกครั้งก็เสีย30บาท ปีหนึ่ง12เดือน ก็360บาท นี่ยังไม่รวมการเจ็บป่วยอย่างอื่นที่ผู้ป่วยเหล่านี้มักเกิดภาวะแทรกซ้อนได้บ่อยๆ,หญิงที่ตั้งท้องก็เช่นกัน ได้รับผลกระทบมาก เพราะช่วงที่ท้องอยู่ 8เดือนแรกต้องไป ร.พ.เพื่อตรวจเช็คเดือนละ1ครั้ง แต่พอเดือนสุดท้ายต้องไปพบแพทย์สองอาทิตย์ครั้ง รวมแล้วตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอดต้องไปพบแพทย์อย่างน้อย11ครั้ง เป็นเงิน330บาท นี่ยังไม่พูดถึงในกรณีที่ตั้งครรภ์แล้วมีภาวะแทรกซ้อนซึ่งต้องไปพบแพทย์บ่อยขึ้นก็จะทำให้ยิ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นไปอีก แต่ถ้าเป็นบริการระบบเดิมเรายังมีทางเลือกให้ผู้ป่วยเหล่านี้ซึ่งก็คือบัตรประกันสุขภาพนั้นเอง ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายปีละ500บาทแต่รักษาได้ทั้งครอบครัว ไม่ว่าจะไป ร.พ.ปีละกี่สิบครั้งก็เสียเท่าเดิม
---ปัจจุบันที่ประชุมวอร์รูม30บาท ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชน ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนที่เข้ารับบริการ30บาทเฉลี่ยเดือนละ8000ราย
-- ร้อยละ97 เป็นคำถามทั่วไปเกี่ยวกับการทำบัตรทอง คุณสมบัติผู้มีสิทธิ สถานที่ทำบัตร- รับบัตร
--ร้อยละ7.5 เป็นเรื่องความไม่มั่นใจ ในสถานพยาบาล ,การปฏิเสธการรักษาคนไข้ในสถานบริการนอกเวลา
ไม่ส่งตัวรักษาต่อ,ร.พ.เรียกเก็บเงินจากคนไข้ที่ใช้บัตรทองแบบตัว ท. ที่เป็นบัตรแบบไม่ต้องจ่ายเงิน,ร.พ.เลื่อนนัดตรวจบ่อย,
--ร้อยละ3.8 เรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้รับบริการ การใช้บัตรทอง เช่น ร.พ.ทำใบส่งตัวไปรักษาไม่ชัดเจน ทำให้ถูกเรียกเก็บเงิน
ทั้งนี้ในช่วงที่ขยายโครงการ8เดือน ครอบคลุมในกรุงเทพ ถึงวันที่1 ม.ค.2545 การร้องทุกข์ได้เพิ่มสูงขึ้น อีก1เท่าหรือ 17,000-20,000 รายต่อเดือน

ปัญหาของผู้ปฏิบัติงานในฐานะผู้ให้บริการ
---เจ้าหน้าที่ขาดความรู้ความเข้าใจ ในการปฏิบัติงานตามนโยบาย
---โรงพยาบาลเฉพาะทางอีกหลายโรง ที่ตอนนี้เกือบเป็นโรงพยาบาลร้าง เช่นโรงพยาบาลแม่และเด็ก โรงพยาบาลประสาท เพราะเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางแต่รัฐบังคับให้ทำตามนโยบายคือรักษาทุกโรค แต่เมื่อทำแล้วเครื่องไม้เครื่องมือของโรงพยาบาลก็ไม่มี จึงทำให้โรงพยาบาลรักษาได้ไม่ดีเท่าที่ควร ร.พ.ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด700กว่าแห่ง แต่มีโรงพยาบาลที่ได้HA หรือผ่านการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานเพียงไม่กี่สิบแห่ง

---ความซ้ำซ้อนของการใช้สิทธิประเด็นซ้ำซ้อน กับระบบประกันสุขภาพอื่น นี่ก็น่าคิด เดิมระบบประกันสุขภาพมีหลายประเภท ได้แก่
1)บัตรผู้สูงอายุ60ปีขึ้นไป รักษาฟรีที่ ร.พ.ของรัฐ
2)โครงการเด็กอายุ0-12ปี รักษาฟรีได้ที่ ร.พ.รัฐทุกแห่ง
3)บัตรสวัสดิการรักษาพยาบาลประชาชนผู้มีรายได้น้อย(สปร.)
4)บัตรประกันสุขภาพ ซื้อได้ในราคา500บาท สามารถรักษาได้ทั้งครอบครัวตลอดปี
5)ข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ก็มีสวัสดิการรักษาฟรีกับสถานพยาบาลของรัฐ
6)ระบบประกันสังคม
7)ประกันชีวิตกับบริษัทเอกชนและประกันอุบัติเหตุ
เมื่อโครงการ30บาทบังคับใช้ เปิดโอกาสให้ประชาชนไปลงทะเบียนรับบัตรทอง ชาวบ้านก็แห่กันไปลงทะเบียนทั้งๆที่มีสิทธิการรักษาจากระบบอื่นอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานก็เช่นกันอยากได้จำนวนตัวเลขที่มากเพราะจะทำให้ได้งบประมาณมากก็โหมโฆษณาและส่งพนักงานได้ล่ารายชื่อโดยไม่สนใจว่าจะมีสิทธิการรักษาใดอยู่บ้างเพราะยิ่งได้จำนวนหัวมากเท่าใดนั้นหมายถึงจะได้งบประมาณมากขึ้นเท่านั้น จึงทำให้เกิดการซ้ำซ้อนของการใช้สิทธิซึ่งจะทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น, ตอนแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ท่านรมช.เคยพูดไว้ในสภาว่าโครงการ30บาทจะเป็นส่วนเติมเต็มให้กับคนที่ไม่มีสิทธิในการรักษาจำนวน10ล้านคนเท่านั้น แต่มา ณ.วันนี้แจกบัตรทอง30บาทไปแล้วถึง44ล้านใบส่วนหนึ่งก็มาจากความซ้ำซ้อนในการใช้สิทธินั้นเอง เพราะรัฐไม่ได้จัดการเรื่องระบบข้อมูลทะเบียนให้ชัดเจนก่อนดำเนินงาน,เมื่อมีโครงการ30บาท ระบบประกันสุขภาพที่หายไปคือ บัตรประกันสุขภาพ500บาท ที่หมดอายุ ส่วนข้อ1-2-3 ก็รวมเข้ากับโครงการ30บาท คงเหลือแต่ข้อ5-6-7 ซึ่ง ณ.สิ้นเดือนตุลาคม2544 มีจำนวนผู้เอาประกันตนในระบบประกันสังคม5,939,548คน จากสถานประกอบการ110,589แห่ง และกองทุนประกันสังคมมีเงินสะสมทั้งสิ้น120,000ล้านบาท
ในปัจจุบันผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมเริ่มรู้สึกว่าเสียเปรียบ
ยกตัวอย่างทำงานเงินเดือน10,000 บาท ต้องถูกหักเงินเข้ากองทุนประกันสังคม3% ต่อเดือน คือเดือนละ300บาท ปีหนึ่งก็ 3,600 บาท โครงการนี้ถ้าอยู่ในระบบโครงการ 30 บาทจะไปรักษาได้ถึง120ครั้ง ขณะที่ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมส่วนใหญ่จ่ายไปใช้ที่สถานพยาบาลปีละไม่กี่ครั้ง หรือไม่ได้ใช้เลย และแม้ว่าหัก3%ไปแล้ว ระบบประกันสังคมจะมีประโยชน์ต่างๆให้หลายอย่าง เช่นค่าคลอดบุตร 4,000 บาท เงินชดเชยรายเดือนกรณีพิการ ตายได้ค่าทำศพ 30,000 บาท ได้เงินชดเชย นอกจากนี้ยังมีเงินชราภาพที่จ่ายชดเชยให้ เมื่อมีอายุ 55 ปีขึ้นไป และไม่ได้ทำงานหรือตาย เขาจึงคัดค้านไม่ยอมเข้าร่วมกับโครงการ30บาทรักษาทุกโรค เพราะรัฐบาลหวังจะดึงเงินจากกองทุนประกันสังคมเหล่านี้มาชดเชยค่าใช้จ่ายของโครงการ30บาท ความรู้สึกของคนที่ประกันสังคมตอนนี้คือจ่ายแพงกว่าและผลประโยชน์บางส่วนต้องลดน้อยลง
โครงการ30บาทรักษาทุกโรคตอนนี้เป็นภาระอย่างมากต่องบประมาณแผ่นดิน พรรคประชาธิปัตย์เคยเตือนรัฐบาลแล้วตอนแถลงนโยบายว่าโครงการนี้จะต้องใช้งบประมาณมากและเป็นภาระหนักต่องบประมาณแผ่นดินไทยรักไทยอภิปรายตอบว่าโครงการนี้ไม่ได้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าระบบเดิมเพียงแต่ใช้การจัดงบประมาณแบบใหม่เท่านั้น แต่ ณ.วันนี้เป็นไงความจริงได้ปรากฏขึ้นแล้วเป็นไปตามที่ประชาธิปัตย์เคยได้อภิปรายไว้ ล่าสุดนายพูลทรัพย์ ปิยอนันต์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ออกมาระบุว่า โครงการ30บาท ที่ใช้งบประมาณถึง 48,000 ล้านบาท ในปี 2545 จะเพิ่มเป็น52,000ล้านบาทในปี 2546 จะกลายเป็นภาระของรัฐบาล ปีงบประมาณ2546รัฐบาลต้องมีภาระจ่ายเงินเพิ่มในส่วนประกันสังคม เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยกิจการที่มีลูกจ้างเพียง1คนก็ต้องให้ลูกจ้างทำประกันสังคม จากเดิมต้อง10คนขึ้นไป รัฐบาลจึงต้องจ่ายในส่วนนี้เพิ่มอีก3000-4000ล้านบาท เรียกว่าซ้ำซ้อนทั้งระบบและงบประมาณ และเร็วนี้เอง ศาสตราจารย์ ดร.อัมมาร ศยามวารา คนนี้เป็นนักวิชาการที่เก่งและตรงไปตรงมา พูดในงานวิเคราะห์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ ท่านบอกว่าถ้าจะมีหลักประกันสุขภาพกันทั้งระบบต้องใช้เงินเป็นแสนล้าน จึงจะทำได้และท่านลองคิดดูซิว่ามันจะเป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินขนาดไหน ขณะนี้รัฐบาลก็กระเป๋าแห้ง ในที่สุดที่พึ่งสุดท้ายก็ต้องมาขูดเลือดขูดเนื้อเอาจากพวกท่านแหละครับ หนทางที่ง่ายที่สุดคือการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

---ความล่าช้าของงบประมาณทำให้หลายโรงพยาบาลขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินงาน ทั้งประเทศมีประชาชนที่มาขึ้นทะเบียนรับบัตรทองไปแล้ว 44 ล้านคน จากแผนที่วางไว้46.6ล้านคน
-กระทรวงสาธารณสุขได้โอนงบประมาณไปจังหวัดต่างๆแล้วเป็นเงิน 6,646 ล้านบาท ซึ่งความจริงแล้วเวลาผ่านไป4เดือนงบประมาณต้องจ่ายลงไปแล้ว30%ของงบประมาณ แต่นี้จ่ายลงไปแค่13.84% แค่นั้นเองงบประมาณ100บาทควรจ่าย30บาทแต่นี้จ่ายจริง13.84บาท ลำพังเงินเดือนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่พอแล้วจะเอาที่ไหนไปซื้อยาและเวชภัณฑ์มารักษาผู้ป่วย เงิน 6,646 ล้านบาท ยังแบ่งเป็นค่ารักษาพยาบาลและการส่งเสริมสุขภาพ 5,872ล้านบาท ค่ารักษาอุบัติเหตุฉุกเฉิน608ล้านบาทและจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ166ล้านบาท
--พื้นที่บางแห่งเป็นพื้นที่ มีประชากรน้อยแต่พื้นที่กว้างกันดาร มีปัญหามากเรื่องการให้บริการผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องงบประมาณขาดแคลนแล้ว ต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มนอกเหนือจากเงินเหมาจ่ายรายหัวจำนวน 1,052 บาท มีถึงประมาณ 30จังหวัด ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดที่มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่แต่มีประชากรน้อย เป็นโรงพยาบาลจังหวัดหรือเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็กแต่ตั้งอยู่ในที่ที่มีประชากรน้อย เช่นโรงพยาบาลเกาะยาว ที่มีประชากรเพียง 8,000 คน โรงพยาบาลอุ้มผางมีประชากรเพียง 20,000 คน อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและมีปัญหาการเงินมาก จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม โดยจะจัดทำข้อเสนอต่อคณะกรรมการเงินทุนหมุนเวียนบัตรสุขภาพในวันจันทร์ที่ 3 ธ.ค.2544 นี้
ขณะนี้รพ.อุ้มผางไม่มีเงินแล้ว ต้องขอยืมจาก รพ.แม่สอดมาใช้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้แล้วไม่มีส่วนกลางเข้าไปช่วยแก้ไข ก็จะยิ่งกระทบขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งบริการที่จะตกแก่ประชาชนด้วย ขณะนี้มี 30 จังหวัดที่เสนอขอเงินช่วยเหลือเพิ่ม โดยมีเครือข่ายสถานพยาบาลทั้งหมด129เครือข่าย ประกอบด้วยโรงพยาบาล1แห่งและสถานีอนามัย1แห่ง โดยขอเงินช่วยเหลือมาทั้งหมด 5,040.70 ล้านบาท แต่คณะทำงานพิจารณาแล้วเห็นว่าควรให้ความช่วยเหลือแค่74เครือข่ายเป็นเงิน 1,576.9 ล้านบาท และมีสถานพยาบาลบางแห่งสมควรได้รับเงินเพิ่ม แต่ยังไม่ได้ทำแผนขอเงินเข้ามา ซึ่งคณะทำงานก็ได้พิจารณาและเห็นว่าควรให้ความช่วยเหลืออีกจำนวน 34 เครือข่าย รวมทั้งสิ้น108 เครือข่าย เป็นเงินทั้งสิ้น 2,205.2 ล้านบาท
ไทยรักไทยเป็นรัฐบาล1ปีได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้น ซึ่งไม่เคยเกิดมาก่อน ก็คืองบค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ ปี2544 ตั้งงบค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการไว้16,000ล้านบาท แต่ปรากฏว่ามีการเบิกงบส่วนนี้สูงกว่า19,000ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมข้าราชการถึงได้ป่วยกันมากขึ้นผิดปกติ ท่านนายกใช้งานข้าราชการหนักไปหรือเปล่า ซึ่งก็ไม่น่าจะ ใช่ แต่จากข้อมูล ที่ได้รับจากสื่อต่างๆและเพื่อน,พี่น้องที่ยังทำงานอยู่ในวงการข้าราชการบ้าง ผมก็ถึงบางอ้อทันที,ท่านทั้งหลายครับ ที่มาของรายได้ของ ร.พ.ของรัฐตอนนี้มาจากที่ไหนบ้างครับ,คนที่จ่ายตั้งเองคงไม่ใช่เพราะใช้บัตรทอง30บาทได้,ก็เหลือที่จะขูดได้ก็คือจากพวกที่เบิกได้จากราชการ,พนักงานรัฐวิสาหกิจ,และผู้ป่วยจากอุบัติเหตุและมีประกันอุบัติเหตุนั่นเอง พูดง่ายๆเมื่อมีผู้ป่วยพวกนี้มารักษาก็ชาร์จกันเต็มที่เพราะงบ30บาทไม่ได้เพราะรัฐจ่ายงบมาล่าช้าไม่เพียงพอ,ในขณะที่เงินคงคลังของโรงพยาบาลก็ หร่อยหรอเต็มทน,ครั้นจะปิดโรงพยาบาลหนีคนไข้ก็ไม่ได้,งบมันก็เลยไปโป่งที่งบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ
--ร.พ.เอกชนแห่ถอนตัว'30 บาท
โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค อลเวงหนัก ร.พ.เอกชนแห่ถอนตัวทิ้งคนไข้บัตรทอง ทยอยเข้าคิวขอออกจากโครงการอีกเพียบ หวั่นผลประกอบการขาดทุนยับ เผยสาเหตุหลักมาจากรัฐ บาลกำหนดรายได้ต่อหัวให้ต่ำ ขณะที่สิทธิประโยชน์ของผู้ถือบัตรสามารถ รักษาได้อย่างไม่จำกัด ทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง
ขณะนี้โรงพยาบาลเอกชนหลายๆ แห่งที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค โดยเฉพาะ ร.พ.ในต่างจังหวัดเริ่มทยอยขอถอนตัวออกจากโครงการเป็นระลอกๆ เนื่องจากพบว่าหลังจากเข้าร่วมโครงการแล้ว ร.พ.มีภาระและมีต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันการเบิกงบประมาณจากภาครัฐก็ยังมีปัญหาและทำให้เอกชนต้องสำรองจ่ายไปก่อน อย่างกรณีของ ร.พ.เมืองราช ที่จังหวัดราชบุรี ได้แจ้งขอถอนตัวแล้ว และล่าสุดมีข่าวว่า ร.พ.กรุงเทพพัทยาก็กำลังจะขอถอนตัวเช่นกัน
แบกไม่ไหว แห่ถอนตัว

ตอนนี้มี ร.พ.เอกชนอีกจำนวนไม่น้อยที่เตรียมจะออกจากโครงการ การถอนตัวของ ร.พ.เอกชนที่เข้าร่วมโครงการ 30 บาท ปัญหาหลักๆ เกิดจากรายได้ที่รัฐบาลให้มา 1,205 บาท/คน/ปี เป็นตัวเลขที่ต่ำมาก และเกรงว่าจะไม่คุ้มกับรายจ่ายที่เกิดขึ้น เนื่องจากสิทธิของผู้ป่วยตามโครงการครอบคลุมการรักษาโรคค่อนข้างมาก และแต่ละโรคก็มีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกรณีของการประกันสังคม
เช่น การทำฟัน ซึ่งผู้ป่วยตามโครงการ 30 บาทจะครอบคลุมทั้งการถอนฟัน การอุดฟัน การทำฟันปลอม ฯลฯ และไม่จำกัด ขณะที่ผู้ป่วยตามโครงการประกันสังคม จำกัดไม่เพียงปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 200 บาท หรือการคลอดบุตร ผู้ป่วยในโครงการ 30 บาทจะได้สิทธิคลอด 2 ท้อง และสิทธิยังครอบคลุมไปถึงการฉีดวัคซีนเด็กด้วย ฯลฯ นอกจากนี้ ร.พ.เอกชนยังจะต้องแบ่งเงินดังกล่าวอีกจำนวนหนึ่ง คือประมาณ 175 บาท เพื่อไปดำเนินการตรวจเยี่ยมประชาชนตามชุมชน เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชน รวมถึงการที่ ร.พ. เอกชนจะต้องมีหน่วยงานที่เรียกว่า พีซียู (Primary Care Unit : PCU ) ออกไปให้บริการตามจุดที่กำหนด และส่วนนี้ก็เป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง แต่ ร.พ. ในสังกัด สธ.กลับได้รับการผ่อนผันเรื่องนี้ ซึ่งทำให้เกิดความไม่เสมอภาค

หากเมื่อพิจารณาลงไปในรายละเอียดในแง่ของผู้ป่วย จะเห็นว่าผู้ป่วยตามโครงการ 30 บาทส่วนใหญ่เป็นคนชราและเด็ก ขณะที่กรณีของการประกันสังคมเป็นกลุ่มของคนที่อยู่ในวัยทำงาน ร่างกายแข็งแรง ซึ่งการเจ็บป่วยจะไม่หนักและไม่รุนแรงเหมือนกับคนชราและเด็กที่การเจ็บป่วยแต่ละครั้งจะใช้เวลารักษานานและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าคนที่มีร่างกายแข็งแรง
ขณะนี้ ร.พ. ส่วนใหญ่เป็นห่วงและกังวลว่าการขาดทุนจะมากขึ้นหากยังอยู่ในโครงการต่อไป และหาก สธ.ขยายผลไปถึงการรักษาโรคเอดส์ด้วย หรือโรคร้ายแรงที่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงๆ เชื่อว่า ร.พ.เอกชนก็จะตัดสินใจง่ายขึ้นว่าจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่ อย่างในสมุทรปราการเองตอนนี้ ร.พ.กรุงเทพ พระประแดงก็ขอถอนตัวแล้วหลังจากที่เข้าร่วมโครงการมา 1 เดือน ซึ่งปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณจากภาครัฐที่มีความล่าช้าก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ตอนนี้ ร.พ.หลายๆ แห่งก็ยังไม่สามารถเบิกงบฯดังกล่าวได้
กรณีของโรงพยาบาลอินเตอร์เวชการ จังหวัดพิษณุโลก หลังจากที่ ร.พ.เข้าร่วมโครงการมาประ มาณ 2 เดือน โดยมีผู้ถือบัตรทองเข้าใช้บริการเฉลี่ยวันละประมาณ 60 ราย ซึ่งถือว่าสูงมาก จากจำนวนผู้มีสิทธิ์ในโครงการ 8,000 ราย เมื่อคำนวณแล้วพบว่า ร.พ.ขาดทุนแน่นอน ซึ่งที่ผ่านมาก็ขาดทุนเป็นหลักแสนแล้ว ปัญหาหลักอีกอย่างหนึ่ง คือ ความไม่ชัดเจนของโครงการ ทำให้มีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ซ้ำซ้อนกัน

โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ จ.สงขลายอมรับว่า ตลอดเวลา 2 เดือนที่เข้าร่วมโครงการ ปรากฏว่าการให้การบริการตามโครงการ 30 บาทยังมีปัญหาค่อนข้างมาก คือ ประชาชนยังไม่เข้าใจเงื่อนไขของโครงการ นอกจากนี้ รัฐบาลได้เพิ่มเงื่อนไขในการให้บริการทันตกรรม ทำให้ ร.พ.มีต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า โดยในแต่ละเดือน ร.พ.มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ประมาณ 1 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับเงินดังกล่าว
หรือแม้แต่ ร.พ.รัฐอย่าง ร.พ.พุทธชินราช จากที่เปิดให้บริการมา 2 เดือน ร.พ.เริ่มขาดทุน และยอดเงินบำรุงลดลงประมาณ 20 ล้านบาท เป็นยอดหนี้สินครุภัณฑ์กว่า 10 ล้านบาท และส่งผลให้ ร.พ.ขนาดใหญ่ต้องมาแบกรับภาระต้นทุนการรักษาที่สูงขึ้นมาก
ล่าสุดข่าวเมื่อวันที่27ม.ค.2545โรงพยาบาลที่จังหวัดเชียงรายได้ลาออกจากโครงการ30บาทอีกสองแห่งคือ ร.พ.เกษมราษฏร์ศรีบุรินทร์และศูนย์บริการสาธารณสุขบ้านน้ำลัด ต.เวียง อ.เมือง จังหวัดเชียงราย

--รัฐบาลพยายามจะดึงโรงเรียนแพทย์ให้เข้ามาร่วมโครงการโดยเฉพาะโรงพยาบาลรามาธิบดี,ร.พ.จุฬาลงกรณ์,ร.พ.ศิริราช ซึ่งทั้ง3แห่งถือว่าเป็นสุดยอดของโรงพยาบาล เพราะถ้า ร.พ.ที่กล่าวมานี้เข้าร่วมโครงการจะทำให้ดูเหมือนว่าโครงการนี้ดูดี น่าเชื่อถือประสบความสำเร็จ เอาไปคุยอวดชาวบ้านชาวช่องเขาได้ แต่เชื่อเถอะครับว่าถ้าไม่ปรับนโยบาย30บาทใหม่ โรงพยาบาลเหล่านั้นไม่มีทางที่จะเข้าร่วมโครงการได้ ต้องปรับจำนวนเงินต่อหัวประชากรที่จ่ายให้โรงพยาบาลเหล่านี้ใหม่เพราะเป็นโรงเรียนที่มีการสอนนักศึกษาแพทย์บุคลากรทางสาธารณสุข มีการทำวิจัย ต้องการความเป็นเลิศทางวิชาการ รักษาโรคที่มีภาวะแทรกซ้อนมากมาย ซึ่งค่าใช้จ่ายสำหรับคนไข้แต่ละคนสูงไปด้วย ขนาดไม่เข้าร่วมโครงการ30บาทก็มีปัญหาอยู่แล้ว หากเข้าร่วมจะยิ่งหนักกว่าเดิม ได้ข่าวว่าช่วงนี้พยายามไปบีบให้เขาเข้าร่วมโครงการ มีความพยายามจะไปลดงบประมาณของเขาบ้าง

ปัญหาเชิงโครงสร้างการบริหารและภาระต่องบประมาณแผ่นดิน

---รัฐเมินใช้งานคปรส.ร่วมปฏิรูประบบสุขภาพ
ที่ผ่านมารัฐบาลหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์เราเองก็มีส่วนอย่างมากที่จะปฏิรูประบบสุขภาพทั้งระบบ มีความพยายามจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบสุขภาพโดยที่จะเป็นตัวเชื่อมจากสามส่วนด้วยกันคือภาคประชาชน,ภาควิชาการและภาครัฐ เพราะเราเชื่อว่าการปฏิรูประบบสุขภาคมันยิ่งใหญ่กว่าการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะทำได้ลำพัง แต่พรรคไทยรักไทยเขาอวดว่าตัวเองเก่งไม่สนใจภาคประชาชนและภาควิชาการ เขาดึงเอาการเมืองมาขับเคลื่อน ไม่ใส่ใจกระบวนการที่พัฒนากันมาก่อน ซึ่งทำนายได้เลยว่าล้มเหลวแหงๆเพราะการปฏิรูประบบสุขภาพจะสำเร็จได้ ภาควิชาการเป็นฐานเรื่องความรู้ทำหน้าที่ให้ความรู้และถ่ายทอดความรู้ไปให้ประชาชน,ภาคการเมืองเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนเท่านั้นฝ่ายที่มีบทบาทอย่างแท้จริงและเป็นฝ่ายปฏิบัติคือภาคประชาชน ในการปฏิรูประบบสุขภาพได้มีการวางกลไกในการขับเคลื่อนที่สำคัญไว้แล้ว คือ คณะกรรมการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ(คปรส.) ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันคิด ร่วมกันสร้างระบบสุขภาพที่พึงประสงค์ แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลไม่ได้ใช้กลไก คปรส.นี้ ให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

---ระบบการบริหารงานของระบบสาธารณะสุขในปัจจุบันไม่เหมาะสมต่อโครงการ30บาท ต้องปรับเปลี่ยนเสียก่อน รีบเร่งนำโครงการมาใช้จนรวนไปหมด โครงสร้างยังไม่เปลี่ยน คนก็ยังไม่เปลี่ยน จึงเกิดกระแสต่อต้านจากหลายส่วน เมื่อบริหารไปสักพักเกิดปัญหาปั่นป่วนไปหมดในกระทรวง วันก่อนจะปรับโครงสร้างของกระทรวงอีกแล้ว คราวนี้จะให้มีปลัดในกระทรวงสาธารณสุขถึง4คนคราวนี้แหละคงยุ่งพิลึก ถ้าเพิ่มตำแหน่งแล้วประสิทธิภาพเพิ่ม แต่ถ้าเพิ่มแล้วทำเพื่อแจกตำแหน่ง คนที่รับเคราะห์ก็คือชาวบ้านอย่างเราๆครับ เพราะเงินภาษีของท่านแทนที่จะนำมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศกลับต้องนำไปปูนบำเหน็จให้แก่คนเหล่านั้นเพราะเมื่อมีตำแหน่งปลัดเพิ่มไม่ใช่เพิ่มแค่ตำแหน่ง ห้องทำงาน ,รถประจำตำแหน่งและค่าใช้จ่ายต่างๆจะตามมาอีกเยอะ,ประเทศอื่นเขามีแต่จะลดตำแหน่งเพื่อลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐแต่ไทยรักไทยมุ่งแต่จะเพิ่มตำแหน่ง,และรัฐบาลนี้ก็ทำอะไรง่ายๆตอนนี้ตำแหน่งรัฐมนตรีมันไม่พอสำหรับคนของพรรคตัวเอง กำลังจะเพิ่มกระทรวงเป็น20กระทรวง จากเดิมเรามีแค่13กระทรวง เมื่อมีกระทรวงเพิ่ม ก็ต้องมีรัฐมนตรีเพิ่ม,มีเลขารัฐมนตรีเพิ่ม,มีปลัดกระทรวงเพิ่ม,ข้าราชการเพิ่ม,ค่าใช้จ่ายก็เพิ่ม,แว่วจะมีตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีอีกต่างหาก แค่ค่าจัดทำป้ายของแต่ละกระทรวงก็หมดค่าใช้จ่ายเป็นพันล้านบาทแล้ว
---ความขัดแย้งในระดับบริหารในกระทรวงเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง มีเรื่องการเมืองเข้าไปแทรกแซงกลไกลการบริหารของข้าราชการประจำ กินเกาเหลาชามใหญ่ ความไม่ลงรอยกันระหว่าง รมว.สุดารัตน์,รมช.สุรพงษ์,และ ปลัดกระทรวงคือหมอวินัย ทำให้ภาพพจน์ของคนในกระทรวงสาธารณสุขตกต่ำอย่างมากปกติหมอพยาบาลเขาใส่เสื้อกราวด์สีขาว ผู้สื่อข่าวเค้าก็เปลี่ยนให้ว่า เสื้อกราวด์สีดำ และรัฐมนตรีสุดารัตน์เขาก็ขนานนามว่า ไม้ค้ำเลน เพราะเชื่อถือไม่ได้ ไม่อยู่กับร่องกับรอย ข้าราชการที่ดีถูกรังแก ไม่ให้มีโอกาสได้ทำงาน กระทบต่อขวัญและกำลังใจของคนทำงานอย่างมาก ขณะนี้กำลังตามล้างตามเช็ดชมรมแพทย์ชนบท ที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับการโยกย้ายข้าราชการ หลายคนหมดกำลังใจ คนเลวได้ดี แต่คนทำดีกลับได้รับการตอบแทนที่เลว
ปรับนโยบาย
ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การออกมาวิพากษ์วิจารณ์โครงการนี้ของรัฐบาลมิใช่ว่าเราต้องการจะยกเลิกโครงการนี้ แต่ต้องการให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนแก้ไขในส่วนที่ผิดพลาดเราอยากให้โครงการ30บาทรักษาทุกโรคนี้เป็นประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลต้องไม่คำนึงแต่คะแนนเสียง หรือเพื่อหวังผลทางการเมืองประการเดียวโดยไม่สนใจเลยว่าประเทศชาติจะพังอย่างไร ผลเสียในระยะยาวรัฐก็ต้องคำนึงด้วย อะไรก็ให้ฟรีอะไรก็แจกฟรีเพื่อให้ตัวเองได้รับเลือกเข้าไปมากๆ หัวหน้าพรรคจะได้เป็นนายก เดี๋ยวประเทศไทยจะพังเหมือนประเทศอาเจนตินา สิ่งไม่ดีต้องปรับเปลี่ยน รัฐบาลหมดเวลาหาเสียงแล้วครับ อย่ากลัวเสียหน้า อย่ากลัวการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน
--วันที่27ม.ค.2545วันประชุมใหญ่พรรคไทยรักไทย ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณกล่าวปราศรัยกับสมาชิกพรรค บอกว่าพรรคไทยรักไทยได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนแล้ว และได้ทำมากกว่าที่เคยให้สัญญาไว้อีก ผลงานต่างๆที่ให้ไว้กับประชาชนมีความสำเร็จอย่างมาก ท่านนายกพูดบิดเบือนไปจากความจริง งานที่ท่านทำยังไม่ประสบความสำเร็จแม้แต่นโยบายเดียว
โครงการ30บาทรักษาทุกโรค ท่านผิดสัญญากับประชาชน เพราะแท้จริงแล้วมันรักษาไม่ได้ทุกโรค และโครงการนี้ก็ยังไม่ถือว่ามีความสำเร็จ การแจกบัตรทองได้44ล้านใบทั่วประเทศ ถือไม่ได้ว่าสำเร็จ เพราะประชาชนยังไม่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีคุณภาพ,ประชาชนไปใช้บริการแล้วได้รับการบริการที่ไม่ดีไม่มีคุณภาพ,ยังไม่ได้รับการรักษาที่ดียังมีเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนที่ปรากฏตามสื่อให้เห็นเป็นประจำ,สถานพยาบาลเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์บางส่วนยังไม่บริการประชาชนด้วยความเต็มใจที่จะบริการ,ปฏิบัติงานด้วยความสบายไม่ใจ,อึดอัด,ข้าราชการไม่กล้าที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลเพราะกลัวถูกมองว่าไม่สนองนโยบายของรัฐบาล,ข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุขแตกแยก,ข้าราชการที่ดีตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ถูกรังแกและไม่ได้รับความเป็นธรรม,ศักดิ์ศรีสังคมสาธารณสุขตกต่ำมากที่สุด,คนทำได้ไม่ได้ดีคนทำเลวกลับได้ดี,โครงการนี้เป็นภาระต่องบประมาณของแผ่นดินอย่างมาก และการใช้งบประมาณก็ไม่มีประสิทธิภาพและ ท้ายที่สุดของโครงการของกระทรวงสาธารณสุขไม่ว่าประเทศใดๆก็ตามจะต้องทำให้ประชาชนในประเทศมีสุขภาพดีขึ้น จึงสรุปได้ว่าโครงการ30บาทรักษาทุกโรคนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จใดๆ

---พ่อแม่พี่น้องคงได้ดูข่าวการเกิดจลาจลในประเทศอาร์เจนตินา ความล้มละลายทางเศรษฐกิจ ของอาร์เจนตินา อันสืบเนื่องมาจาก การใช้นโยบายประชานิยมคล้ายๆนโยบายของรัฐบาลชุดนี้เลยครับ คือมีอะไรแจกหมด นักเศรษฐศาสตร์ไทย หลายๆ คน พากันตักเตือน นโยบายประชานิยม ของรัฐบาลทักษิณ ด้วยความเป็นห่วง และนโยบาย 30 บาททุกโรค เป็นหนึ่งในนโยบาย ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ความวิตกกังวลของนักเศรษฐศาสตร์นั้น เป็นที่เข้าใจได้ ด้วยเหตุที่ว่านโยบายประชานิยม อันมีลักษณะการอัดฉีดเม็ดเงินอย่างมหาศาล เพื่อหว่านโปรยผลประโยชน์เฉพาะหน้าแก่คนระดับล่างนั้น เป็นอันตรายต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ราคาสินค้าที่สูงขึ้น เกิดภาวะขาดดุลงบประมาณ ขาดดุลการชำระเงิน เกิดภาระทางการคลังระยะยาว และอาจมีผลต่อค่าเงินของประเทศ ท่านทั้งหลายคงไม่อยากเห็นสภาพบ้านเมืองของไทยเป็นเช่นดังประเทศอาร์เจนตินา

 

สถาบันพระบรมราชชนก อาคาร 4 ชั้น 7 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์
อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 02-590-1946 โทรสาร 02-590-1947
ติดต่อ IWEBMASTER I I PORTPOLIO I I คลิกเพื่อพิมพ์หน้านี้ I I

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1