สาระสำคัญของโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิปลอดภัยจากสารพิษ

ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดนครพนม

ปี 2547 – 2550

1. ความเป็นมาของโครงการ

          จังหวัดนครพนมเหมาะสมต่อการปลูกข้าวเป็นอย่างมาก  เพราะมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยมากกว่า 2,000 มิลลิเมตรต่อปี มีพื้นที่ทำนาทั้งหมด 1.2 ล้านไร่    และในจำนวนนี้เป็นข้าวหอมมะลิถึง 500,000 ไร่  คิดเป็น 10% ของ GPP  ขณะเดียวกันผลผลิตข้าวหอมมะลิของนครพนมเคยได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศถึง 3 ปี ติดต่อกัน และถูกซื้อไปขายในต่างถิ่นเป็นประจำทุกปี   เมื่อระบบราชการเข้าสู่การปฏิรูปให้บริหารงานแบบบูรณาการ (CEO)   จึงกำหนดให้ข้าวหอมมะลิเป็นสินค้าสำคัญ  ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรของจังหวัดนครพนม ปี 2547 – 2550

 

2. หลักการและเหตุผล ที่คัดเลือกข้าวหอมมะลิเป็นสินค้ายุทธศาสตร์

            2.1 ข้าวหอมมะลิเป็นสินค้าเกษตร   ที่เกี่ยวข้องกับครัวเรือนระดับรากหญ้าในชนบทจำนวนมากที่สุด   เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าเกษตรอื่นๆ  ของจังหวัด    หากสามารถเพิ่มมูลค่าขึ้นเพียงไร่ละ 500 บาท  จะส่งผลต่อการกระจายรายได้อย่างกว้างขวางนับหมื่นครัวเรือน  ในหลักเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็นผลกระทบที่สำคัญอย่างยิ่งยวด  (Critical mass impact)

            2.2 ข้าวหอมมะลิเป็นพืชระยะสั้น (Cash crop) ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์มากที่สุด สามารถพัฒนาให้เห็นผลสำเร็จในรูปแบบปลอดภัยจากสารพิษ เพื่อสนองนโยบายความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) และครัวของโลก (Kitchen of the world) ได้เร็วกว่าสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ

            2.3 ข้าวหอมมะลิเป็นสินค้าเกษตร    ที่เชิดชูเอกลักษณะของประเทศไทย    ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนให้ส่งออกไปยังผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง  เช่น  ประเทศสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน    และมีภาคเอกชนรายใหญ่พร้อมเข้าร่วมทำการตลาด

            2.4 ข้าวหอมมะลิของจังหวัดนครพนม   ไม่ควรตกอยู่ในสภาพปิดทองหลังพระอีกต่อไปจังหวัดของเราต้องเป็นที่รู้จักอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะชนในรูปแบบของแหล่งผลิตที่มีเอกลักษณะ (Geographic brand name)

3. ลักษณะของโครงการ

          3.1 ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวหอมมะลิจากวิธีดั้งเดิม       ให้เป็นข้าวที่ปลอดภัยจากสารพิษโดยเน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เพื่อทดแทน หรือ ลด การใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อให้ดินมีสภาพความอุดมสมบูรณ์เป็นธรรมชาติมากขึ้น

            3.2 สนับสนุนให้เกษตรกรตระหนักถึงการพัฒนาประสิทธิภาพการทำฟาร์ม (Productivity) เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต     ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้โดยใช้พื้นที่เพาะปลูกเท่าเดิม (Valueadded)  เช่น  การวางแผนเพาะปลูกให้สามารถเก็บเกี่ยวข้าวที่ระยะพลับพลึง เพื่อให้ได้ชั้นคุณภาพการแปรรูปที่มี “% ต้นข้าว” สูง การปรับเปลี่ยนจากนาดำเป็นนาหว่านเพื่อลดต้นทุนค่าแรงงานสำหรับกิจกรรมนี้  จากไร่ละ 500 บาท  ให้เหลือประมาณ 20 บาท/ไร่

            3.3 สร้างมิติใหม่ของระบบการรับซื้อข้าวเปลือกที่เป็นธรรมระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการโดยคำนึงถึง

“% ต้นข้าว” (Head rice)

4. วัตถุประสงค์

          เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ  มีรายได้ขั้นต่ำ 2,800 บาท/ไร่/ฤดูการผลิต

 

5. ระยะเวลาดำเนินงานและเป้าหมาย

          4 ปี (2547 – 2550) พื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิปลอดภัยจากสารพิษ 100,000 ไร่ จำนวนเกษตรกร 10,000 – 15,000 ครัวเรือน โดยแบ่งการดำเนินงาน ปีละ 25,000 ไร่

 

6. วิธีการดำเนินงาน การผลิตและการตลาด

          6.1  คัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ในนามของ  สถาบัน  หรือ  องค์กร  เช่น  สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร ฯลฯ  โดยให้มีขนาดพื้นที่การผลิตเป็นเชิงพาณิชย์ สะดวกต่อการทำธุรกิจ (Commercial scale) และมีสภาพพื้นที่ ที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกข้าวหอมมะลิ

            6.2  สร้างแรงจูงใจแก่เกษตรให้มุ่งมั่นพัฒนาการผลิต โดยจัดให้มี

                        6.2.1 เงินอุดหนุนเป็นค่าเมล็ดพันธุ์ ไร่ละ 200 บาท 150 บาท 100 บาท และ 50 บาท สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการในปี 2547, 2548, 2549, และ 2550 ตามลำดับ โดยจ่ายให้เฉพาะปีแรกที่เริ่มเพาะปลูก

                        6.2.2 มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้เกษตรกรสามารถปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตอย่างน้อย 400 กก./ไร่ มีคุณภาพดีและปลอดภัยจากสารพิษ

                   6.2.3 จัดให้มีการตลาดรองรับ โดยกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจรเครือเจริญโภคภัณฑ์ จะเข้ามารับซื้อข้าวเปลือกในราคาที่เป็นธรรม หรือ ทำธุรกิจรับซื้อวัตถุดิบข้าวสาร ดังนี้

                   กรณีที่ 1 รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร โดยให้ราคาไม่ต่ำกว่าที่คณะกรรมการนโยบายข้าว (กนข.) ประกาศในมาตรการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี และหากเกษตรกรสามารถทำผลผลิตให้มีชั้นคุณภาพ ชนิดสีได้ต้นข้าว (Head rice) สูงกว่ามาตรฐานที่ กนข. ประกาศ จะได้รับเงินเพิ่มอีกตันละ 50 บาท ทุกๆ 1% ที่มากขึ้น ขณะเดียวกันมีเงินพิเศษสำหรับเป็นค่าตอบแทนการเข้าร่วมโครงการ (ค่าพรีเมี่ยม) อีกตันละ 50 บาท ส่วนองค์กร/สถาบันการเกษตร ที่ช่วยเป็นธุระในการรวบรวมข้าวเปลือกจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกจะได้รับเงินค่าบริการในส่วนนี้ ตันละ 50 บา

          ตัวอย่าง เกษตรกรนำข้าวเปลือกนาปี 2546/2547 (ความชื้นและสิ่งเจือปนไม่เกินมาตรฐาน) น้ำหนัก 1 ตัน มาส่งมอบที่จุดรับซื้อ ตรวจสอบแล้วพบว่ามีชั้นคุณภาพชนิดสีได้ข้าวตันละ 45% ขณะที่ กนข. มีประกาศราคาตามมาตรการจำนำข้าวเปลือกหอมมะลินาปี ปีการผลิต 2546/2547 ที่ตันละ 7,000 บาท สำหรับชนิดสีได้ตันข้าว 42% (ตามมติที่ประชุม กนข. ครั้งที่ 3/2546 วันพุธที่ 15 ตุลาคม 2546)

          เกษตรกรจะได้รับเงิน ดังนี้

                        1. ราคาตามที่ กนข. ประกาศ 7,000 บาท

                        2. เงินเพิ่มสำหรับ ข้าวตัน 150 บาท (45% - 42% = 3% x 50 บาท)

                        3. เงินค่าตอบแทนการเข้าร่วมโครงการ (พรีเมี่ยม) 50 บาท

                        เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 7,200 บาท

 

 

กรณีที่ 2        องค์กร หรือ สถาบันการเกษตร มีโรงสีที่ได้มาตรฐานและมีขีดความสามารถแปรรูปเป็นวัตถุดิบ

ข้าวสารได้ เครือเจริญโภคภัณฑ์จะเป็นผู้รับซื้อ ในราคาที่ตกลงกัน โดยยืนอยู่บนพื้นฐานที่เกษตรกรต้องได้รับเงินค่าข้าวเปลือก เช่นเดียวกับกรณีที่ 1 และโรงสีก็มีกำไรตามสภาพของธุรกิจ ภายใต้หลักการที่ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์เป็นน่าพอใจ (Win – Win)

 

7. แผนปฏิบัติงาน

          7.1 ประชาสัมพันธ์โครงการ และรับสมัครผู้ประสงค์เข้าร่วมโครงการ 1 ธันวาคม 2546 – 28 กุมภาพันธ์ 2547

            7.2 จัดให้มีพิธีการลงนามในบันทึกข้อตกลง (Memorandum of understanding) ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กับ ผู้บริหารของกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือโภคภณฑ์ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2547

            7.3 จัดสรรเงินอุดหนุนค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ ไร่ละ 200 บาท ให้แก่องค์กร หรือ สถาบันการเกษตร ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการตามโควต้าของพื้นที่เพาะปลูก ภายในเดือนมีนาคม 2547

            7.4 ฝึกอบรมเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้นำ เดือนมีนาคม – เมษายน 2547

            7.5 ทำการเพาะปลูก มิถุนายน – กรกฎาคม 2547

            7.6 รับซื้อผลผลิต ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนครบถ้วน

            7.7 สรุปผลการดำเนินงาน และเตรียมแผนงานปีต่อไป กุมภาพันธ์ 2548

 

8. เจ้าภาพผู้รับผิดชอบโครงการ

          นายสรรค์สนธิ        บุณโยทยาน  เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครพนม

            สถานที่ทำงาน        สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครพนม  ศาลากลางจังหวัดนครพนม

            โทรศัพท์   0-4251-5556  

            โทรสาร                0-4251-5557

            มือถือ                 0-1670-8624

            E-mail             [email protected] และ [email protected]

 

9. ส่วนราชการ หน่วยงาน และภาคเอกชน ผู้ร่วมดำเนินงานในโครงการตามภาระกิจที่เกี่ยวข้อง

          9.1   องค์กร หรือ สถาบันการเกษตร ในจังหวัดนครพนม

            9.2   ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดนครพนม

            9.3   ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)

            9.4   กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.)

            9.5   สำนักงานจังหวัดนครพนม ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการบริหารการพัฒนาจังหวัด

            9.6   ส่วนราชการ และหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจาก คณะกรรมการบริหารการพัฒนาจังหวัด

 

Hosted by www.Geocities.ws

1