ถ้าถามเด็กรุ่นใหม่ถึงเมืองคอร์เคลแล้ว คงจะไม่มีใครนึกถึงสภาพเมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองในอดีตได้แน่นอน เพราะสภาพในปัจจุบันที่ดูเสื่อมโทรมผิดหูผิดตาเหมือนกับว่าโดนตัดขาดจากโลกภายนอกมาเป็นร้อยๆปี ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเก่าๆที่ถูกปล่อยให้ร้างกลายเป็นสถาปัตยกรรมตกแต่งเมือง แม่น้ำประจำเมืองสกปรกเน่าเหม็นเกินกว่าจะใช้อุปโภคบริโภค และตึกรามบ้านช่องที่ต้องระแวงการถล่มลงมาทุกครั้งที่เดินผ่าน ทำให้เมืองคอร์เคลในปัจจุบันไม่เคยตกเป็นเป้าสายตาของการปลูกบ้านพักตากอากาศของใครเลย
เมืองคอร์เคลในยามราตรี ถูกปกคลุมด้วยความเงียบสงัด และกลิ่นเน่าเหม็นจากกองขยะริมทางเท้า จึงไม่แปลกที่ชาวเมืองทุกคนจะเก็บตัวอยู่ในบ้าน ไม่ออกมารนหาเรื่องชวนอารมณ์เสียบนท้องถนน
แต่แล้วความเงียบในยามค่ำคืนก็ถูกทำลายโดยเสียงฝีเท้าของคนๆหนึ่งที่ดังขึ้นมาจากหัวมุมของสี่แยก -- เสียงฝีเท้านั้นดังถี่ๆติดต่อกันหลายครั้ง มันแฝงไปด้วยความหวาดกลัวและความเร่งรีบอย่างสุดชีวิต – นาทีต่อมาเสียงที่ชวนให้ตกใจกันทั้งเมืองก็ดังขึ้น!
เฮ้ย! มันอยู่นั้นไง ตามไปจับมันให้ได้! เร็ว!
“มันอะไรกันนักหนา !?“ โทมัสเจ้าของร้านขายอาวุธบ่นอย่างหงุดหงิด ในขณะที่นอนอ่านนิตยสารอยู่บนม้าโยก เขาค่อยๆเยื้องร่างอ้วนเทอะทะไปที่หน้าต่างไม้ผุๆ แล้วรูดม่านลงดูเหตุการณ์ที่เกิดบนถนน
เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังวิ่งหนีกลุ่มนักเลงห้าคนด้วยความเร็วอย่างสุดความสามารถ สีหน้าของเขาแสดงความเหนื่อยล้าอย่างสาหัส แต่ดูเหมือนว่าความต้องการมีชีวิตอยู่ต่อช่วยทำให้เขาสามารถวิ่งได้ต่อไป -- ในมือของอันธพาลแต่ละคนนั้นถืออาวุธประจำกายไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นโซ่ตรวน ค้อน ไม้ที และมีด ท่าทางการไล่ล่าเหยื่อดูราวกับฝูงไฮยีน่ากระหายเลือด!
“โอ้!! พวกนั้นหาเรื่องพอลอีกแล้ว“ โทมัสอุทานอย่างตกใจ แล้วรีบย้ายร่างอันมโหฬารไปยังเครื่องโทรศัพท์เพื่อแจ้งความทันที
พอลวิ่งหนีมาถึงสวนสาธารณะของเมือง และดูเหมือนว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดของเขาจะถูกทิ้งลง ณ.ที่นี่ ขาขวาของเขาเริ่มหมดแรง เท้าซ้ายที่แพลงทำให้เขาไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ ในที่สุดมันก็ฉุดให้ตัวเขาฟุบลงกับกระแทกพื้น เสียงหายใจถี่ๆบวกกับเสียงหอบของเขา แสดงถึงความเหนื่อยอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต
อึดใจต่อมากลุ่มนักเลงก็ตามเขาทัน พวกเขาตีวงล้อมรอบๆตัวเด็กหนุ่ม สายตาจับจ้องร่างที่เหนื่อยหอบไร้เรี่ยวแรงราวกับจะกลืนกินทั้งเป็น
“ไง คราวนี้แกคงหนีไม่รอดแล้วซินะ ไอ้หนู“ นักเลงผมหยิกทองคนหนึ่งพูด เสียงของโซ่ตรวนที่ครูดลงกับพื้นเป็นจังหวะ สร้างความหวาดกลัวให้กับพอลอย่างสยอง
“แกทำแสบมากนะ ถ้าแกไม่มีเออเน็ตคุ้มหัว ฉันเอาแกตายตั้งแต่เมื่อวานแล้ว!!” เขาพูดเสียงดุดัน
“ตอนนี้ไม่มีเออเน็ตแล้ว เราคงจัดการแกได้ง่ายขึ้น” หัวหน้านักเลงร่างโตเอ่ยเสียงเย็นชา พอลหายใจกระตุกอย่างตกใจ
“นาย -- ทำอ&ะไร เขา…” พอลพูดทั้งหอบ
หัวหน้านักเลงย่อตัวลงข้างๆเขา แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ “ฉันฆ่ามันแล้ว” เขากระซิบ และแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว พอลถึงกับช๊อกจนพูดไม่ออก
“ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวแกก็จะได้ไปเจอมันเเล้ว -- เอ้าจัดการ!!“ เขาสั่งเสียงเด็ดขาด
อึดใจต่อมาเสียงไม้ก็ฟาดลงบนหลังของเด็กหนุ่มก็ดังขึ้นติดกันหลายครั้ง! ตามด้วยโซ่ตรวนขนาดยักษ์ที่หวดเต็มแรงอย่างบ้าคลั่ง เหมือนกับเป็นการระบายความแค้นลงบนแผ่นไม้บางที่พร้อมจะแตกหักเป็นเสี่ยงๆได้ตลอดเวลา! -- พอล&ไม่สามารถต่อสู้กับใครได้ในสภาพเช่นนี้ เขาทำได้เพียงนั่งกุมหัว ทนกับความรู้สึกนี้ไปเรื่อยๆ แม้ว่าวิธีนี้จะสามารถกันการกระทบกับศรีษะได้ก็จริง แต่มันคงจะต้านทานความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสนี้ได้อีกไม่นาน เพราะหนังที่หลังมือและข้อนิ้วเริ่มแตกออกจากกันแล้ว!
กลุ่มนักเลงยังคงซ้อมพอลอย่างสนุกสนาน พอลพยายามกลั้นเสียงร้อง ทั้งที่เจ็บปวดราวกับจะแตกหักให้ได้
(ต้องไม่ร้อง ต้องไม่ร้อง…)
ปึก !!
หัวหน้านักเลงเตะเข้าที่หน้าท้องของพอลอย่างเต็มแรง จนงัดเอาร่างของเขาลอยขึ้นเหนือพื้นเหมือนลูกฟุตบอล และกระแทกกับมานั่งหินอ่อนที่ไปเข้าอย่างจัง -- พอลล้มไปกองกับพื้น
เลือดสีแดงฉาดซึมผ่านเสื้อเชิ้ตสีขาวออกมา – ข้อนิ้วแตกเป็นเสี่ยงๆจนเห็นกระดูก -- หลังของพอลเหมือนจะหักเพราะแรงกระแทกเมื่อกี้ เขาไม่มีแรงที่จะพยุงตัวของเขาให้ลุกขึ้นอีกต่อไปแล้ว – มันทรมานสุดจะบรรยาย -- สิ่งเดียวที่พอลทำได้ตอนนี้คือ การรอให้ความตายมาพรากเอาวิญญาณและลมหายใจออกไป -- ดวงตาของเขาค่อยๆหรี่ลงอย่างอ่อนล้า แต่ก็ยังสามารถมองเห็นภาพของเหล่าอันธพาลที่กำลังเดินเข้ามาหาเขาได้เลือนลาง
หัวหน้านักเลงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา แล้วกดเท้าขวาลงบนหัวของพอล
“จบเกมส์แล้ว ไอ้หนู” เขาเย้ยหยัน แล้วควักมีดด้ามยาวออกมาจากกระเป้ากางเกงยีนส์ --แสงจากเสาไฟส่องกระทบกับปลายมีดเป็นเงาวับ พอลหรี่ตามองอย่างหมดหวัง
…..
แต่จู่ๆทุกสิ่งที่พอลเห็นก็ค่อยๆกลายเป็นสีเหลือง มือของเขาอุ่นขึ้นมาเฉยๆ พอลไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา
แกตายซะเถอะ !
ในช่วงเวลากับที่มีดกำลังพุ่งลงมาหมายจะปลิดชีพของเด็กหนุ่มนั้นเอง พอลรู้สึกว่าร่างกายของเขาร้อนผ่าวอย่างรุนแรง ราวกับภูเขาไฟกำลังจะประทุ!
ว้าบ!!
แสงสว่างสีเหลืองเปล่งออกจากตัวเขา -- อันธพาลทั้งห้าคนยกมือขึ้นปิดตาบังแสงที่สว่างอย่างรุนแรง ความรู้สึกแรกเหมือนกับว่าตาทั้งสองข้างกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ! -- เพียงเสี้ยววินาที ดวงตาของพวกเขาก็บอดสนิด!
พรึ่บ!!
ทันใดนั้นไอร้อนจำนวนมหาศาลก็พวยพุ่งออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มอย่างบ้าคลั่ง! และม้าหินที่อยู่ใกล้ๆก็ละลายหายไปอย่างง่ายดาย! – พอลรู้สึกว่าร่างกายของเขากำลังจะสลายไปกับความร้อน มันเหมือนกับเลือดในร่างกายกำลังเดือดพลุกพล่านและพยายามทะลักออกมา – ศรีษะเจ็บปวดรวดร้าวปานจะแยกออกจากกัน – เด็กหนุ่มกรีดร้องอย่างทรมาน -- แสงสีแดงจ้าเข้าครอบคลุมทั่วตัวเขา และ….
บึ้ม !!
เสียงระเบิดดังกึกก้องได้ยินไปทั้งเมือง! -- แผ่นดินไหวไปทั่วทุกหนแห่ง โคมไฟบนเสาไฟทุกต้นกระพริบจะดับไม่ดับแหล่ ร่างของอันธพาลทั้งห้ากระเด็นพุ่งออกจากตัวเด็กหนุ่มไปคนละทิศคนละทางราวกับโดนอัดด้วยไดนาไมด์พร้อมๆกันทีละร้อยลูก! -- เพลิงไฟเผาผลาญที่มีความร้อนเป็นพันๆองศาแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง แสงจากไฟบรรลัยกัลป์ทำให้ท้องฟ้าเบื้องบนเปลี่ยนเป็นสีแดงฉากราวกับหินหลอมเหลว
“โอ้พระเจ้า…..“ โทมัสถึงกับตาค้างเมื่อเขาเห็นแสงเพลิงจากกระจกร้าน ซึ่งมีรอยร้าวเนื่องจากการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวเมื่อครู่
ตึกรามบ้านช่องสั่นคลอน – เสียงกระจกแตกดังขึ้นติดกันหลายครั้ง -- เกิดรอยแยกทั่วทุกแห่งบนถนน มันขยายใหญ่ขึ้นราวกับอะไรบางอย่างกำลังแทกตัวออกมา! -- ชาวเมืองที่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเริ่มทยอยออกมาบนถนนด้วยความตื่นตกใจ เกิดความวุ่นวายขึ้นชั่วขณะ และคำถามที่เกิดขึ้นในใจของทุกคนในขณะนี้นั้นก็คือ
“มันเกิดอะไรขึ้น ?“
ทุกคนกังวลและหวาดกลัว แต่ก็ไม่มีใครที่จะกล้าไปสืบเรื่องนี้ในที่เกิดเหตุแม้แต่คนเดียว
สิบนาทีต่อมาเพลิงไฟที่เร้าร้อนก็ค่อยๆมอดลงไปเรื่อยๆ แสงสว่างบนท้องฟ้าเริ่มจางลงไป ในที่สุดเมื่อท้องฟ้ากลับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง นั้นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ทุกอย่างกลับสู่ความสงบเช่นเดิม...
สวนสาธารณะที่ถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สวยงามที่สุดภายในเมือง ขณะนี้ได้ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นหลุมลึกกว้างขนาดใหญ่ จนไม่เหลือสภาพเดิมไว้ให้ได้เห็นอีกต่อไป สิ่งก่อสร้างต่างๆรวมทั้งต้นไม้ที่อยู่ข้างเคียงในรัศมีหนึ่งร้อยเมตรหายไปทั้งหมดพร้อมกับเพลิงนรกเมื่อครู่ ร่างของอันธพาลใจโหดทั้งห้าไหม้เป็นตอตะโกอยู่กระจัดกระจายตามจุดต่างๆรอบรัศมีวงกลม ศพพวกนี้อาจไม่รู้ตัวเลย ว่าวิญญาณของเขาได้ออกจากร่างไปแล้ว
พอลนอนแน่นิ่งหมดสติอยู่ ณ.ที่เดิม เสียงลมหายใจของเขาเริ่มแผ่วลงทุกทีๆ ร่องรอยจากการถูกทำร้ายเมื่อกี้ก่อให้เกิดแผลสาหัสไปทั่วร่างกาย เลือดสีแดงไหลออกมาอย่างไม่ขาดสายราวกับน้ำ – พอลรู้สึกเหมือนระบบทุกอย่างไนร่างกายไม่ทำงาน – สมองของเขาไม่รับรู้อะไรแล้ว -- เขากำลังจะตาย…
วาบ!!
ทันใดนั้นแสงสีขาวสว่างขึ้นตรงหน้าพอล นาทีแรกเขาคิดว่าเป็นยมฑูต แต่พอแสงจางไป มันกลับไม่ใช่…….
คนลึกลับในชุดคลุมปกปิดใบหน้าสีดำปรากฎกายขึ้นตรงหน้าเขา แต่พอลไม่มีสติแล้ว ดวงตาเขาปิดสนิด ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น
ควับ!!
เขายกมือขวาขึ้นในระดับสายตา และร่างของพอลค่อยๆลอยขึ้นจากพื้นมาหยุดตรงหน้าเขาราวกับถูกชักใย
ฟ้าววว!
ชั่วพริบตา ร่างของทั้งคู่ก็หายไปจากบริเวณนั้นทันที
สิ่งที่เหลือคือหลุมกว้างปริศนา เศษสิ่งก่อสร้างปรักหักพัง และศพทั้งห้า ทุกอย่างกลายเป็นปริศนาสำหรับชาวเมืองคอร์เคล -- ผู้ที่ไม่รับรู้เรื่องใดเลย……..