วิตามิน เกลือแร่ (๑๙) กลุ่มธาตุชะลอความแก่ ๒
(โดย ภก.สรจักร ศิริบริรักษ์ จากหนังสือพลอยแกมเพชร ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๒๒๔
๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๔ หน้า ๔๗ - ๕๐ ภาพประกอบโดยม.ล.จิราธร จิรประวัติ
ช่างภาพโดย ไชยยันต์)
โทมัส อัลวา เอดิสัน เคยกล่าวไว้ว่า
"หมอในอนาคตจะไม่ให้ยาคนไขอีกแล้ว
แต่จะสนใจคนไข้ในฐานะที่เป็นมนุษย์สนใจอาหารการกิน
สาเหตุของโรค และเสนอแนวทางป้องกันโรคนั้นๆ"
ทุกวันนี้วงการแพทย์กำลังพูดถึงแนวคิดลักษณะนี้
ผมได้เล่าค้างไว้ในตอนที่ผ่านมาว่า
มีเกลือแร่อย่างน้อย ๓ ชนิด
ที่มีบทบาทสนับสนุนการต่อสู้กับอนุมูลอิสระ
ช่วยต้านความชรา เกลือแร่เหล่านั้นได้แก่
ซีลีเนียม ทองแดง และสังกะสี
อันที่จริงเกลือแร่ทั้งสามมิได้มีบทบาทเพียงแค่ต้านความชรา
แต่มันยังมีบทบาทอื่นๆมากมายสมควรทำความรู้จักไว้ครับ
ซีลีเนียม
ซีลีเยียมที่จับอยู่กับไฮโดรเจน
มีพิษร้ายแรงเทียบเท่าสารหนู
แต่ในปริมาณน้อยๆกลับเป็นคุณต่อร่างกาย
หมอบางท่านสั่งจ่ายซีลีเนียมให้ตัวเองเพื่อชะลอชรา
ซีลีเนียมได้ชื่อจากคำในภาษากรีก
Selene ซึ่งแปลว่าพระจันทร์
ค้นพบในปีค.ศ.๑๘๑๗
โดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อเบอร์เซลิอัส
มันเป็นธาตุที่มีอยู่น้อยเพียง
๐.๐๐๐๐๐๙% ในเปลือกดลก
จนไม่น่าเชื่อว่าร่างกายมนุษย์จำเป็นต้องใช้แร่ธาตุ
แปลกประหลาดตัวนี้ เพราะมันมีฤทธิ์ผันผวนตรงข้ามกันราวขาวกับดำ
คือในขนาดต่ำ มันมีคุณอนันต์
แต่ในขนาดสูงกลับมีโทษมหันต์ ยาพิษดีๆนี่เอง
ปรกติร่างกายเราใช้ซีลีเนียมเพียงน้อย
หากได้รับซีลีเยียมเข้าร่างกายทีละมากๆ
จะทำให้เกิดพิษร้ายรุนแรง
และด้วยพิษของมันนี้เอง
ทำให้นักวิทยาศาสตร์มิได้สนใจค้นคว้าทดลองหา
ความสำคัญต่อสุขภาพมาโดยตลอด
เพราะคิดว่ามันคือสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
กระทั่งไม่นาน การทดลองในหนูขาว
พบสิ่งมหัศจรรย์คือ หนูกลุ่มที่กินซีลีเนียม
กลายเป็นหนูอายุยืนที่สุดในโลก
มันจึงเข้ามาอยู่ในความสนใจของนักวิทยาศาสตร์
และความลับของซีลีเนียมเริ่มได้รับการเปิดเผยโดย
เฉพาะในการประเด็นการปกป้องหลอดเลือด
ป้องกันมะเร็ง เพิ่ใภูมิคุ้มกันโรค ฯลฯ
แร่ธาตุจำเป็น
ธาตุซีลีเนียมมีสัญลักษณ์ทางเคมีว่า Se
ซีลีเนียมเป็นอีกหนึ่งแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย
เหมือนแคลเซียม ไอโอดีน เหล็ก
ฯลฯ แต่เราต้องการซีลีเนียมเพียงวันละนิดเดียว
สิ่งมีชีวิตจำนวนมากรวมทั้งมนุษย์ล้วนต้องการซีลีเนียม
เพราะมันเกี่ยวข้องในขบวนการผลิตสารเคมีสำคัญ
คือ 'เอนไซม์' หลายชนิด
การค้นพบประโยชน์ของซีลีเนียม
เกิดจากการที่สัตวแพทย์ได้สังเกตเห็นว่า
สัตว์เลือดอุ่นหลายชนิด ถ้าไม่ได้กินพืชที่มีซีลีเนียม
จะมีอาการกล้ามเนื้อลีบ
เป็นต้อกระจก
ร่างกายเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ตับเสื่อม
เป็นหมัน เป็นโรคหัวใจ มะเร็ง
และอื่นๆมากมาย
ประสบการณ์จากสัตวแพทย์ที่เผยแพร่ออกไป
ได้กระตุ้นให้วงการแพทย์หันมามองซีลีเนียมด้วยสายตา
ที่เป็นบวกมากยิ่งขึ้น
และพวกเขาก็ได้พบคุณสมบัติอันน่าพิศวงดังนี้
๑.ฤทธิ์ต้านมะเร็ง
เป็นผลที่ได้จากการศึกษาทางระบาดวิทยา
คือการสอบสวนโรคในวงกว้างศึกษาสาเหตุการเกิดโรคในคนจำนวนมาก
โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบปริมาณซีลีเนียมในดิน
กับสถิติผู้ป่วยหรือตาย
เพื่อตอบข้อสงสัยว่าคนที่อาศัยในแหล่งดินที่มีซีลีเนียมสูงต่ำต่างกัน
จะป่วยเป็นโรคแตกต่างกันหรือไม่
คุณผู้อ่นอาจสงสัยว่า
เอ๊ะ--อาศัยในแหล่งดินที่มีซีลีเนียมสูงต่ำต่างกัน
มันจะเกี่ยวกับสุขภาพได้อย่างไร
ซีลีเนียมซึมเข้าฝ่าเท้าเวลาเดินหรือ
ไม่ใช่เช่นนั้นครับ ซีลีเนียมในดินจะ
ละลายในน้ำดื่มแหล่งธรรมชาติ
หรือพืชผักดูดซีลีเนียมผ่านราก
เมื่อคนนำมาปรุงอาหารซีลีเนียมก็ถูกนำมาใช้ประโยชน์
ผืนดินใดขาดแคลนซีลีเนียม
คนในแถบนั้นก็มีแนวโน้มขาดซีลีเนียมด้วย
และผลการเปรียบเทียบได้ข้อสรุปน่าสนใจว่า
ที่ใดมีธาตุซีลีเนียมในดินอยู่น้อยนิด
ที่นั่นจะมีผู้ป่วยและตายด้วยมะเร็งมาก
หมายความว่ามะเร็งกับซีลีเนียมอาจมีความเกี่ยวข้องกัน
ซีลีเนียมอาจช่วยป้องกันมะเร็งได้
แต่จะจริงหรือไม่
นักวิทยาศาสตร์ต้องศึกษาต่อไป
ไม่อาจด่วนสรุปโดยง่าย
นักวิจัยได้เก็บตัวอย่างดินทั้งอเมริกา
วิเคราะห์หาแร่ธาตุสำคัญ
แล้วทำแผนที่แสดงปริมาณซีลีเนียมในทุกรัฐ
พบว่าดินของเซาท์ดาโกตามีปริมาณซีลีเนียมสูงสุด
และรัฐโอไอโอมีปริมาณซีลีเนียมต่ำสุด
จากนั้นจึงเอาข้อมูลผู้ป่วยที่เป็นโรคต่างๆมาจับ
เพื่อเปรียบเทียบ
น่าอัศจรรย์...ประชาชนในเซาท์ดาโกต้า
(ซึ่งมีซีลีเนียมสูงสุด)
ป่วยเป็นมะเร็งน้อยที่สุดในอเมริกา
ขณะที่ประชาชาชนโอไฮโอกลับป่วย
และเสียชีวิตจากมะเร็งมากกว่าถึงสองเท่า
ผลการค้นพบครั้งนี้นำไปสู่การวิจัยลึกลงไปอีกในยี่สิบประเทศ...
และก็ได้ผลคล้ายคลึงกันว่า ที่ใดมีระดับซีลีเนียมในดินต่ำ
ประชากรจะป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน
ลำไส้ใหญ่ เต้านม รังไข่ ผิงหนัง
ปอด ต่อมลูกหมาก และมะเร็งโลหิตขาวมากเป็นพิเศษ
ขณะที่ประเทศเวเนซูเอลา ซึ่งผืนดินอิ่มเอิบด้วยแร่ธาตุซีลีเนียม
กลับมีอัตราเสียชีวิตจากมะเร็งเพียงหนึ่งในสี่
เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา
การวิจัยต่อมาทำในประชากรสองกลุ่ม
กลุ่มแรกเป็นคนที่แข็งแรงปรกติกับกลุ่มสองคือผู้ป่วยมะเร็ง
จับทั้งสองกลุ่มเจาะดูระดับซีลีเนียมในเลือดเพื่อเปรียบเทียบกัน
ปิ๊ง...คนร่างกายแข็งแรงมีปริมาณซีลีเนียม
ในกระแสเลือดสูงกว่าคนป่วยเป็นมะเร็งแทบทุกชนิด
ถึงขั้นนี้หลายคนยอมรับว่า
ซีลีเนียมกับมะเร็งมีความสัมพันธ์กันแน่นอน
ต่อมานักวิจัยเริ่มพบความสัมพันระหว่างซีลีเนียม
วิตามินอี และวิตามินเอ กล่าวคือคนที่เป็นมะเร็งจะมี
ระดับสารทั้งสามตัวต่ำกว่าปรกติ
นั่นก็หมายความว่าหากหวังผลป้องกันตนเองให้พ้นจาก
มะเร็งร้าย เราควรสนใจรับประทานอาหารที่อุดุมด้วย
วิตามินเอ อี และซีลีเนียม อย่าเป็นคนเลือกรับประทาน
เฉพาะของชอบ
ในการทดลองกับหนูขาวเพศเมีย
นักทดลองแบ่งหนูเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มแรกให้กินอาหารปรกติ
กับอีกกลุ่มให้กินอาหารที่เติมซีลีเนียม
หลังจากนั้นจึงกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านม
ผลปรากฏว่ากลุ่มแรกเป็นมะเร็งถึง ๘๒%
ขณะที่กลุ่มที่ได้รับซีลีเนียมเป็นมะเร็งเพียง ๑๐%
หลักฐานงานวิจัยชิ้นนี้มีน้ำหนักมากครับ
แสดงว่าการรับประทานซีลีเนียมเพิ่มจาก
ที่ได้รับในอาหารธรรมดาจะช่วยปกป้องเรา
จากมะเร็งได้ดีเกินคาด
กลไกการออกฤทธิ์ต้านมะเร็งของซีลีเนียมยัง
ไม่เป็นที่รู้แน่ชัด นักวิจัยบางคนเชื่อว่าซีลีเนียม
เกี่ยวข้องกับการสร้างเอนไซม์สำคัญบางตัวที่
คอยจับและทำลายเซลล์มะเร็ง
ขณะที่บางคนเชื่อว่าซีลีเนียมช่วยร่างกาย
ซ่อมสายพันธุกรรมที่เสื่อมสภาพ
ให้กลับคืนเป็นปรกติ
ก่อนที่จะกลายเป็นเซลล์มะเร็ง
ไม่ว่าจะเพราะเหตุใดก็ตาม
บัดนี้ซีลีเนียมก็ได้แสดงให้ประจักษ์แล้วว่ามัน
สามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งได้อย่างน่าทึ่ง
ดวยเหตุนี้เอง สภาวิจัยแห่งชาติอเมริกา
(The National Research Council)
จึงออกคำแนะนำแก่ประชาชนอเมริกาว่า
"มีข้อมูลมากมายที่บ่งชี้ว่า
การเพิ่มซีลีเนียมในน้ำหรืออาหาร
สามารถช่วยป้องกันมะเร็งที่เกิดจาก
สารเคมีหรือพิษจากสิ่งแวดล้อมหลายชนิด
ซีลีเนียมยังมีคุณสมบัติช่วยป้องกันมะเร็ง
จากเชื้อไวรัสอย่างน้อยหนึ่งชนิด"
เป็นความรู้ใหม่ที่ยังไม่บรรจุลงตำราทางการแพทย์
๒.ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
มีการอ้างอิงในวงการแพทย์สมัยใหม่
ว่าซีลีเนียมสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
หากร่างกายได้รับเพิ่มในปริมาณที่เพียงพอ
มีผู้วิจัยหยดซีลีเนียมใส่ในน้ำดื่มในความเข้ม
๒.๕ ppm.(ส่วนในล้านส่วน)
แล้วให้อาสาสมัครที่เป็นมาลาเรียดื่ม
พบว่าซีลีเนียมช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคมาลาเรีย
ทำให้หายจากโรคเร็วขึ้นและอัตราตายก็ลดลงเช่นกัน
อีกหนึ่งรายงานกล่าวว่า
ระดับซีลีเนียมในเลือดของผู้ป่วย
โรคเอดส์แทบจะเป็นศูนย์
การค้นพบครั้งนี้สำคัญมาก
เพราะเชื้อเอดส์ทำให้ภูมิคุ้มกันลด
ขณะที่ซีลีเนียมเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ทั้งสองสิ่งนี้น่าจะมีความสัมพันธ์กัน
ลึกล้ำกว่าที่เรารู้ในปัจจุบัน
ผลจากการทดลองให้ซีลีเนียมร่วมกับ
วิตามินอีแก่สัตว์ทดลอง
พบว่าซีลีเนียมสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้
เพิ่มขึ้นได้อีกถึง ๓๐ เท่านับว่าเพิ่มสูงอย่างยิ่ง
และการวิจัยคล้ายคลึงกันในโซเวียต
ช่วยยืนยันผลว่าน่าเชื่อถือ
ขณะนี้งานวิจัยหาความสัมพันธ์ระหว่างโรคเอดส์
ซีลีเนียมและวิตามินอี
กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
สักวันหนึ่งความลับคงถูกไขออกมาให้เป็นที่กระจ่าง
๓.ฤทธิ์ปกป้องหัวใจและระบบเลือด
หลักฐานทางระบาดวิทยาแสดงให้เห็นว่า
โรคหัวใจและหลอดเลือดจะเพิ่มระดับสูงขึ้น
เมื่อลดการบริโภคซีลีเนียมลง
ในฟินแลนด์ที่ซึ่งผืนแผ่นดินมีปริมาณซีลีเนียมต่ำ
อัตราตายด้วยโรคหัวใจและระบบเลือดก็สูงเช่นกัน
การศึกษาต่อเนื่องในประชากรหนึ่งหมื่นหนึ่งพันคน
พบว่าคนที่มีระดับซีลีเนียมในเลือดต่ำกว่า ๔๕
ไมโครกรัม/ลิตรจะเสี่ยงต่อการตายจากโรคหลอดเลือด
เป็นสามเท่าของกลุ่มที่ซีลีเนียมสูง
ยังมีการศึกษาอีกหลายชิ้นที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
ซีลีเนียมกับโรคหัวใจทั้งในเยอรมนีและประเทศอื่นๆ
ที่เห็นเด่นชัดมากคือโรค 'Keshan' ที่ชาวจีนป่วยกันมากๆ
มีลักษณะของกล้ามเนื้อหัวใจฝ่อลีบ
หัวใจโต อัตราตายสูง
อันเกี่ยวพันกับการขาดซีลีเนียม
การศึกษาส่วนใหญ่พบว่าวิตามินอีและซีลีเนียม
ทำงานในลักษณะร่วมแรงร่วมใจกัน
เช่น การทดลองชิ้นหนึ่งให้ผู้ป่วยจำนวน
๒๔ คน ได้รับซีลีเนียม ๑ มิลลิกรัม
และวิตามินอี ๒๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน
พบว่าช่วยลดอาากรเจ็บร้าวที่หน้าอกอันเกิด
จากหัวใจขาดเลือดได้ถึง ๒๒ คน
หรือราว ๙๒%
ในประเทศไทยอัตราตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่ในอันดับต้นๆ
เป็นเพราะคนไทยขาดซีลีเนียมหรือเปล่า
๔.ฤทธิ์ปกป้องผิวชะลอชรา
ฤทธิ์นี้เป็นยอดปรารถนาของสุภาพสตรีทั้งหลาย
นักวิจัยบางกลุ่มอ้างว่า ซีลีเนียมช่วยเพิ่มความ
ยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง
จึงทำให้ผิวดูอ่อนวัย นุ่มนิ่ม
มีน้ำมีนวลเหมือนหนุ่มสาว
ช่วยลบริ้วรอยเหี่ยวย่น
แต่ต้องฟังหูไว้หูครับ
เพราะเป็นฤทธิ์ที่กล่าวอ้างกันในวงการงาน
วิจัยสนับสนุนมีน้อยมาก
อย่างไรก็ตาม ซีลีเนียมมีบทบาทอย่างมาก
ในการป้องกันมะเร็งผิวหนัง
หลายปีมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์พบ
ว่าการรับประทานซีลีเนียมประจำ
จะช่วยต้านฤทธิ์มะเร็งผิวหนังที่เกิดจากสารเคมี
งานวิจัยชิ้นต่อมาค้นพบว่าวิตามินเอขนาดเหมาะสม
ร่วมกับซีลีเนียม ช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนัง
แชมพูผสมซีลีเนียมก็มีวางขายในท้องตลาด
(ชื่อการค้า เซลซัน)
ใส่ตัวยาซีลีเนียมซัลไฟด์สามารถยับยั้งอาการรังแคได้ดี
ยังมีการกล่าวอ้างฤทธิ์อื่นๆ
เช่นฤทธิ์เสริมสมรรถภาพทางเพศของชาย
และฤทธิ์บรรเทาการอักเสบแต่ผลยังไม่ชัดเจนพอ
แหล่งซีลีเนียมในธรรมชาติ
แหล่งที่ดีที่สุด คือแหล่งจากธรรมชาติ
อาหารที่มีซีลีเนียมสูงได้แก่
บรอคโคลี เห็ด กะหล่ำปลี
แตงกวา หอม กระเทียม อาหารทะเล
เนื้อสัตว์ และตับ
แต่อย่างที่ได้กล่าวแต่แรกว่า
ปริมาณซีลีเนียมในอาหารเหล่านี้ ขึ้นกับแหล่งดิน
ที่เพาะปลูกหรือเพาะเลี้ยง
และในเมืองไทยผมไม่เห็นรายงานการวิจัย
ปริมาณซีลีเนียมในดิน
จึงยากจะรับประกันว่า
พืชผักที่กล่าวจะมีซีลีเนียมมากน้อย
เพียงพอกับความต้องการหรือไม่
ทำไมคนรุ่นใหม่ขาดซีลีเนียม
คนโบราณขาดซีลีเนียมหรือไม่
อธิบายว่าควันพิษในอากาศจากมลภาวะ
ฝุ่นไอกำมะถันจากโรงงานอุตสาหกรรม
รวมกับน้ำฝนกลายเป็นฝนกรด
เมื่อตกถึงพื้นแทรกซึมลงดิน
ทำให้มีการแย่งที่กันระหว่าง
กำมะถันกับซีลีเนียมในดิน
ปริมาณซีลีเนียมในดิน
ที่ใช้ประโยชน์ได้จึงลดลงเรื่อยๆ
ผลิตภัณฑ์เสริม
สภาวิจัยแห่งชาติอเมริกาได้ประกาศว่า
ชายสุขภาพปรกติควรได้รับซีลีเนียม
๕๐ ไมโครกรัมต่อวัน
ส่วนหญิงควรเป็น ๕๕ ไมโครกรัมต่อวัน
แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่บอกว่า
ขนาดนี้น้อยเกินไป
น่าจะอยู่ที่ ๔๐๐-๑,๐๐๐
ไมโครกรัมจึงเพียงพอที่จะแสดงฤทธิ์ต้านมะเร็ง
การทดลองทางคลีนิกในมนุษย์
แพทย์จ่ายซีลีเนียมในรูป
L-Selenomethionine
ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ในขนาด
๑,๐๐๐ ไมโครกรัมให้คนไข้
ติดต่อกันเป็นเวลานาน
ไม่พบพิษแต่อย่างใด
ขนาดที่นิยมและรับรอง
โดยทั่วไปคือ ๕๐-๒๐๐
ไมโครกรัมต่อวัน
แต่ควรรู้ว่า หากได้รับซีลีเนียม
เข้าสู่ร่างกายทีละมากๆ
จะทำให้เกิดพิษรุนแรง
เช่น เล็บหลุด ผมร่วง ดีซ่าน
เลือดจาง
อาการที่บ่งบอกความเป็นพิษเริ่มแรกคือ
ในจมูกได้กลิ่นคล้ายกระเทียม
เล็บ ผิวเปลี่ยนเป็นสีดำ
ในปากมีรสปร่าเหมือนอมโลหะไว้
จึงไม่ควรรับประทานเกินขนาดที่แนะนำ
เว้นแพทย์สั่ง
ซีลีเนียมที่ร่วกายดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ดีที่สุด
อยู่ในรูปสารอินทรีย์
คือในพืชผักที่กล่าว
โดยเฉพาะกระเทียมมีซีลีเนียมสูง
แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
อาจมาในรูปสารประกอบอินทรีย์ที่ชื่อ
L-Selenomethionine
ซึ่งดีกว่าพวกสารอนินทรีย์
จำพวกโซเดียม ซีลีเนต
หรือโซเดียม ซีลีไนต์
จากการศึกษาส่วนใหญ่พบว่า
ซีลีเนียมทำงานควบคู่กับวิตามินอี
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จึงใช้ซีลีเนียมใน
ขนาด ๕๐-๒๐๐ ไมโครกรัมร่วมกับวิตามินอี
๓๐-๔๐๐ หน่วยสากลต่อวัน
ไม่ควรรับประทานซีลีเนียมชนิดอนินทรีย์
ร่วมกับวิตามอนซี
เพราะจะลดการดูดซึม
หากเราเผอิญอยู่ในแหล่งพื้นดินที่มีซีลีเนียมต่ำ
เราจะขาดซีลีเนียมโดยไม่รู้ตัว
และอาจตายเพราะโรคร้ายบางชนิด
อันเป็นผลจากการขาดซีลีเนียม
ขาดไอโอดีนยังพอดูออกจากอาการคอหอยพอกที่โตขึ้นเรื่อยๆ
แต่ขาดซีลีเนียม ไม่มีทางรู้เลย
น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกันนะครับ
นับตั้งแต่ 22 กุมภาพันธ์ 2546 คุณเป็นคนที่