วิตามิน เกลือแร่ (๑๑) ไบโอติน และโฟเลต
(โดย ภก.สรจักร ศิริบริรักษ์ จากหนังสือพลอยแกมเพชร ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๒๑๖
๓๑ มกราคม ๒๕๔๔ หน้า ๔๗ - ๕๐ ภาพประกอบโดยม.ล.จิราธร จิรประวัติ
ช่างภาพโดย ไชยยันต์)
เราได้ยินชื่อไบโอตินในครีมนวดผม
โฟเลตก็เป็นสารที่คุ้นหูที่เติมในนมผงรุนใหม่ๆ
ชวนสงสัยว่า เติมไปทำไม
มันสำคัญอย่างไรหรือ
ไบโอตินและโฟเลตเป็นสารในกลุ่มวิตามินบี ๒
ตัวสุดท้ายที่ผมจะกล่าวถึงในบทความชุดนี้
ไบโอติน (Biotin) วิตามินเพื่อเส้นผม
อะไรจะเกิดขึ้น
ในราวปีค.ศ.๑๙๓๐
นักวิจัยของสถาบันทางการแพทย์เพื่อควบคุมโรคในลอนดอน
ได้ทดลองให้หนูกินไข่ขาวดิบติดต่อกันหลายสัปดาห์
พบว่าหนูมีอาการทางผิวหนังคล้ายผื่นคัน
ขนร่วง บางตัวมีอาการอัมพาตตกเลือดใต้ผิวหนัง
หริอว่าไข่ขาวดิบจะมีพิษ
ถ้าเช่นนั้นน่าจะเขียนคำเตือนข้างกล่องไข่ว่าไข่ขาวอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกครับแต่มันมีความนัยยอกย้อนนำไปสู่การค้นพบไบโอติน
วิตามินบีตัวหนึ่งที่น่ารู้จัก
แพทย์ขณะนั้นได้ตั้งชื่ออาการพิษจากไข่ขาวดิบว่า
Egg-White Syndrome หริอกลุ่มอาการไข่ขาว
ต่อมามีนักวิจัยอีกทีมหนึ่งได้ทดลองหาทางรักษากลุ่มอาการไข่ขาว
โดยให้หนูที่ป่วยกินอาหารบางชนิด เช่นยีสต์ผง
นม หรือไข่แดง
พบว่าอาการพิษจากไข่ขาวหายไปโดยเร็ว
แสดงว่าไข่แดงและอาหารบางชนิดมีสารสำคํญที่สู้ฤทธิ์ไข่ขาวดิบได้
และเป็นสารที่เรายังไม่รู้จัก
ในปีค.ศ.๑๙๔๐
นักวิทยาศาสตร์นามพอล จอร์จี้
ค้นพบเจ้าสารพิเศษตัวนี้ที่แท้มันเป็นวิตามินอีกตัวหนึ่ง
ในขั้นแรกเข้าใจว่าเป็นวิตามินตัวพิเศษ
ไม่เข้ากลุ่มใด จึงเรียกมันว่า
วิตามิน H
ต่อมาในปีค.ศ.๑๙๑๖
นักวิจัยนามเบทแมนส่มารถสามารถสกัดไบโอตินจากไข่แดง
การสกัดไบโอตินให้ได้ ๑ มิลลิกรัม
ต้องใช้ไข่แดงแห้งเป็นปริมาณถึงเศษหนึ่งส่วนสี่ตัน
หลังจากนั้นเมื่อรู้ว่าสารพิเศษตัวนี้เป็นวิตามินบีชนิดหนึ่ง
จึงจับมารวมกลุ่มใหม่
และให้ชื่อที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ว่า
ไบโอติน
และอันที่จริงกลุ่มอาการไข่ขาวนั้น
คืออาการขาดไบโอตินนั่นเอง
ที่เป็นเช่นนี้เพราไข่ขาวดิบมีสารตัวหนึ่งชื่อ
เอวิดิน(Avidin)
สามารถจับวิตามินไบโอตินไว้ในทางเดินอาหาร
ทำให้มันไม่ถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เข้ากระแสเลือดได้
ดังนั้น เมื่อคุณกินไข่ขาวดิบติดต่อกันนานๆ
ร่างกายจึงขาดไบโอติน
เกิดความผิดปรกติเช่นที่พบในหนูคืออาการผื่นคัน
อันพาต ตกเลือด ฯลฯ
เหล่านี้เป็นผลจากการขาดไบโอติน
มิใช่เป็นพิษของไข่ขาว
และสารเอวิดินจะหทดฤทธิ์เมื่อปรุงไข่ขาวให้สุกด้วยความร้อน
คนกินไข่สุกจึงไม่ต้องกังวล
คุณประโยชน์
ไบโอตินเป็นวิตามินที่มีบทบาทเร่งปฎิกิริยาเคมีโดยช่วยงานเอนไซม์
(หรือที่เรยกCoenZyme)
ทำให้ขบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและสมบูรณ์แบบ
โดยเฉพาะในการผลิตไขมันเพื่อสร้างเซลล์ร่างกาย
การเผาผลาญแป้งและน้ำตาล
การสลายโปรตีนและแปลงกรดอะมิโนเป็นน้ำตาล
ไบโอตินมีความจำเป็นในการสร้างวิตามินเอฟ
ดังนั้นหากขาดไบโอติน
คุณจะขาดวิตามินเอฟด้วย
ส่งผลให้ร่างกายแสดงภาวะขาด
วิตามินเอฟหลายประการผิวหนังและเส้นผมจะหยาบแตกแห้ง
เพราะเนื้อเยื่อเหล่านี้ล้วนต้องการวิตามินเอฟ
ไบโอตินจึงมีผลต่อการเจริญเติบโตและความมีสุขภาพของผิวหนัง
ต่อมเหงื่อ ผม ระบบประสาท ไขกระดูก และฮอร์โมนเพศ
ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมส่วนใหญ่ใช้ไบโอตินเป็นส่วนผสมสำคัญ
เชื่อว่าจะทำให้เส้นผมแข็งแรง แต่ไม่มีใครพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า
มันได้ผลจริง
การขาดไบโอตินในหนูทดลอง ทำให้ขนร่วง
และในมนุษย์ก็เป็นเช่นเดียวกัน
ดังนั้นหากคุณผมร่วงศีรษะล้านเพราะขาดไบโอติน
การกินอาหารเสริมช่วยคุณได้ แต่ในคนทั่วไป
อาการผมร่วงศีรษะล้านมิได้เกิดจากการขาดไบโอติน
ประโยชนของไบโอตินเกี่ยวกับเส้นผมข้อเดียวที่ได้รับการพิสูจน์คืออาการที่ชี้โดเด่
โดยไม่ทราบสาเหตุอาการแบบนี้จะพบได้บ่อยในผู่ชายที่มีผมตรง
กล่าวคือตื่นนอนขึ้นมาก็พบว่าอยู่ๆเส้นผมกระจุกหนึ่งก็พากันชี้ส่วนทางชาวบ้าน
หวีอย่างไรก็ไม่ยอมลง ฝรั่งเรียกว่าอาการวัวเลียผม
ไบโอตินช่วยให้ผมเอนไปทิศทางเดียวกัน
โดยไม่ทราบว่ามันทำได้อย่างไร
การขาดวิตามิน
การขาดไบโอตินจะทำให้เกิดผมร่วงศีรษะล้านผิวแห้งลอกเป็นแผ่น
เกิดผื่นรอบฐานจมูกและปากเป็นสาเหตุหนึ่งของการเจ็บกล้ามเนื้อ
เบื่ออาหาร ระบบประสาทแปรปรวน ขาดพลังงาน และนอนไม่หลับ
คนที่จะขาดไบโอตินได้ ต้องเป็นคนกลุ่มพิเศษกินอาหารไม่เหมือน
ชาวบ้านคือชอบกินไข่ดิบเป็นชีวิตจิตใจต่อเนื่องเป็นเวลานาน
สารเอวิดินในไข่ขาวดิบจับไบโอตินไว้จนหมด
ไม่ดูดซึมไปใช้(แต่ก็เคยมีรายงานชายผู่หนึ่งสามารถดำรงชีวิตด้วย
การกินไข่ดิบเพียงอย่างเดียวสัปดาห์ละหลายกล่องโดยไม่เคยมีอาการขาด
วิตามินจัดเป็นคนพิเศษที่ไม่ควรเอาอย่าง)
ผมเคยพบคนที่ชอบซื้อยาฆ่าเชื้อกินเองทุกวันติดต่อกันหลายๆปี
การขาดไบโอตินอาจเกิดได้จากคุณกินยาปฏิชีวนะหรือ
ที่เรียกภาษาชาวบ้านว่ายาแก้อักเสบติดต่อกันเป็นเวลานาน
จนแบคทีเรียในลำไส้ถูกทำลาย
ประกอบกับกินอาหารไม่ถูกหลัก
อาจเกิดภาวะขาดวิตามินได้
คนที่พบพยายามลดน้ำหนักโดยการอดอาหารมากๆ
หลายคนจะพบว่ามีอาการผมร่วง
เกิดจากการขาดวิตามินบี ๕
และไบโอตินเช่นกันครับ
คนที่ผมร่วงหัวล้านเพราะขาดไบโอติน
จะมีผมดกดำเช่นเดิมเมื่อได้รับไบโอตินเพียงพอ
สัตว์ทดลองซึ่งขาดไบโอติน
จะมีอาการขนหลุดร่วง
โดยเฉพราะบริเวณรอบขอบตา
เป็นโรคผืวหนังผื่นคัน
การเริญเติบโตช้า
และการเคลื่อนไหวผิดปรกติ
สัตว์ทดลองบางตัวอาจมีอาการของโรคหัวใจและปอด
ไบโอตินมีความจำเป็นต่อระบบสืบพันธุ์และการให้นมของหนู
ลูกสุนัขที่ขาดไบโอตินและทุกข์ทรมานด้วยอาการขาอ่อนแรง
มีบางคนเกิดมาผิดปรกติ ร่างกายต้องใช้ไบโอตินมากเป็นพิเศษ
กรณีนี้หมอจะให้วิตามินเสริมกินตลอดชีวิต
แหล่งอาหาร
ไบโอตินมีมากในอาหารหลายชนิด เช่น
นม ไข่แดง ตับ เมล็ดถั่ว เมล็ดพืช
เห็ดมีเล็กน้อย และแบคทีเรียในลำไส้ก็ช่วยผลิต
ไบโอตินด้วย คนทั่วไปจึงไม่ขาดวิตามินตัวนี้
ยังไม่พบพิษจากไบโอตินสูงเกินขนาด
อาหารที่เรากินทั่วไปมีไบโอตินราว ๓๐ - ๑๐๐
ไมโครกรัม เมื่อบวกกับที่ผลิตได้
ในลำไส้รวมกันแล้วเกินพอแน่นอน
โฟเลต ทารกพิการ
คนท้องต้องระวังการขาดโฟเลตเป็นพิเศษ
เพราะอาจทำให่ทารกเกิดมาโดยไม่มีสมอง
หรือพิการทางสมองและประสาทได้
คุณนงคราญเกลียดการกินผักเป็นชีวิตจิตใจ
พยายามหลีกเลี่ยงแม้กระทั่งถั่วงอก
บัดนี้ลูกชายของคุณนงคราญอายุสิบหก
เขาเกิดมาพร้อมอาการ Spina Bifida
คือส่วนหนึ่งของเยื่อหุ้มไขสันหลังปิดไม่มิด
ทำให้ของเหลวไหลเข้าไปในสมองได้
เรียกว่า Hydrocephalus
แพทย์ต้องผ่าตัดเปิดท่อระบายของเหลวออกมา
หลายครั้งหลายหนตลอดชีวิต
ลูกของเธอกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาทางสติปัญญา
เธอบอกว่ารู้ว่าการไม่กินผักส่งผลรุนแรงต่อลูกถึงเพียงนี้
เธอยินดีกินผักทุกชนิดอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ยังมีคนอีกมากไม่รู้
วิตามินจากใบไม้มีชื่อเป็นที่รู้จักกันในนามโพเลต
(Folate)หรือกรดโพชฟลิก(Folic Acid)
หรือโฟลาซิน มาจากรากศัพท์ Folium
ซึ่งแปลว่าใบไม้ การที่ได้ชื่อเช่นนี้เพราะ
เราพบมันมากที่สุดในใบไม้
ชื่อ'กรดโฟลิก' มิได้หมายถึงกรดชนิดใดชนิดหนึ่ง
แต่เป็นกลุ่มสารเคมีเกือบร้อยชนิดที่มีในใบไม้สีเขียวเข้ม
ทั้งๆที่โฟเลตมีความสำคัญต่อสุขภาพมาก
แต่คนส่วนใหญ่กลับรู่จักกันแต่วิตามินอี
วิตามินซี เห็ดหลินจือ หรือกระเทียมแคปซูล
ด้วยเหตุนี้เองประชากรเกือบครึ่งหนึ่งจึงเสี่ยงต่อ
การขาดโฟเลตได้ง่าย โดยเฉพราะอย่างยิ่งในสตรีมีครรภ์
และคนที่กินอาหารฟาสต์ฟู้ดแบบฝรั่ง
ซึ่งหนักแป้ง ไขมัน และเนื้อสัตว์
การค้นพบโฟเลตเกี่ยวพันกับการคินพบวิตามินบี ๑๒
และอันที่จริงวิตามินทั้งสองก็ทำงานเสริมซึ่งกันและกัน
หากขาดตัวใดตัวหนึ่งจะมีผลต่อการทำงานของอีกตัวหนึ่ง
เกิดภาวะโลหิตจางชนิกหนึ่งที่เรียก
Megaloblaslic หรือ Macrocytic Anemia
ในปีค.ศ.๑๙๓๑ ดร.แมรี่ วิลส์ ได้พบภาวะโลหิตจาง
ในสตรีมีครรภ์ชาวอินเดียเธอไม่รู้ว่าทำไมคนเหล่านั้น
จึงมีอาการป่วย แม้ให้ธาตุเหล็กบำรุงโลหิต
ก็ไม่ทำให้อาการดีขึ้น แต่ข้อสังเกตคือ
หญิงมีครรภ์เหล่านั้นบริโภคข้าวขัดขาว
และขนมปังขาว
ต่อมานักวิจัยชื่อ ลูซี่ วิลส์
กับผู้ร่วมงานของเธอรายงานว่า
ยีสต์มีสารสำคัญที่สามารถรักษาโลหิตจางชนิด
เมกาโลปลาสติกได้ในหญิงมีครรภ์
แต่เธอไม่รู้ว่าสารตัวใดในยีสต์ออกฤทธิ์เช่นนี้
หลังจากนั้นสิบปี จึงมีการค้นพบโฟเลตโดย
นักวิทยาศาสตร์กลุ่งหนึ่งสามารถสกัดวิตามินตัวนี้
ได้จากผักโขมปริมาณถึงกว่าสามตัน
ด้วยเหตุที่ได้จากใบไม้สีเขียวเข้มนี้เอง
นักวิทยาศาสตร์จึงเรียกมันว่ากรดโฟลิก
แต่ชื่อวิทยาศาสตร์จริงๆคือ PGA หรือ
Pteroyl Glutamic Acid
ปีค.ศ.๑๙๔๕ นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน
สามารถสังเคราะห์กรดโฟริกและแยกแยะ
ปฏิกิริยาเคมีของมันได้สำเร็จ
ความสำคัญ
โฟเลตเป็นโคเอนไซม์หรือตัวช่วยอนไซม์
เหมือนวิตามินบีทั้งหลาย
โดยเฉพราะอย่างยิ่งการผลิตเซลล์ใหม่
ในขั้นตอนการทำงานของดีเอ็นเอ
และอาร์เอ็นเอ
ร่างกายต้องการโฟเลตเมื่อมีการสร้างเซลล์
ใหม่โฟเลตจึงจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อช่วย
การเจริญเติบโตของร่างกายให้เป็นปรกติ
และช่วยอธิบายว่าทำไมคนที่ขาดโฟเลต
จะเป็นโรคผิดปรกติทางการเจริญเติบโต
ของเซลล์ต่างๆ เช่น เซลล์เม็ดเลือด
(ก่ออาการโลหิตจาง) เยื่อหุ้มสมอง
(ทำให้สมองพิการ)
ไม่นานมานี้ นักวิจัยได้พบสิ่งที่น่ากลัวคือ
ทารกที่เกิดจากมารดาที่ขาดโฟเลตมี
ความเสี่ยงอย่างมากที่จะกลายเป็น
คนสมองพิการเรียกว่า 'Neural Tube
Delects'
หากมารดาขาดโฟเลตในช่วงตั้งครรภ์
โดยเฉพราะอย่างยิ่งระหว่าง ๖-๙
เดือนสุดท้าย การเจริญของสมองและประสาท
ไขสันหลังของทารกจะผิดปรกติ
ถ้าเป็นแบบ Spina Bilida
พบว่าเยื่อหุ้มไชสันหลังจะปิดไม่สนิท
เด็กอาจเติบโตขึ้นมาพร้อใอาการอัมพาต
ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายทั้ง
ถ่ายหนักและถ่ายเบา
ส่วนแบบ Anencephaly พบว่าสมองบางส่วน
หายไป หรืออาจเกิดมาโดยไม่มีสมอง
มีการศึกษาในยุโรป ๕ ประเทศ
รวมทั้งอิสราเอล แคนนาดา
แสดงให้เห็นว่าอาการพิกลพิการที่ว่ามานี้
จะลดลงได้ถึง ๗๐% หากมารดาได้รับ
โฟเลตอย่างน้อย 0.๔ มิลลิกรัมต่อวัน
และเมื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารของ
หญิงมีครรภ์ในปัจจุบันนี้กลับพบด้วยความ
น่าตกใจว่าหญิงมีครรภ์และประชาชน
จำนวนมากกินพืชผักสีเขียวไม่เพียงพอต่อความ
ต้องการของร่างกาย อยู่ในภาวะเสี่ยง
ต่อการขาดโฟเลต
การสำรวจพบว่าหญิงวัย ๒๐-๔๔ ร้อยละ
๒๐ ได้รับโฟเลตในอาหารน้องกว่าที่กำหนด
ส่วนวัยรุ่นอเมริกาซึ่งนิยมอาหารฟาสต์ฟู้ด
พบว่าขาดวิตามินตัวนี้ถึงครึ่งต่อครึ่ง
ด้วยเหตุนี้เองในปีค.ศ. ๑๙๙๒
กระทรวงสาธารณสุขอเมริกา
จึงได้ออกมาประกาศแนะนำหญิงท้อง
ให้รับประทานวิตามิยโฟเลตในขนาด 0.๔
มิลลิกรัม (หรือ ๔๐๐ ไมโครกรัม)
ทุกวัน เพื่อป้องกันทารกพิการ
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเห็นว่า
๐.๒ มิลลิกรัม หรือ ๒๐๐ ไมโครกรัม
ก็น่าจะเพีนงพอ และไม่ควร
รับประทานมากเกิน ๑ มิลลิกรัมต่อวัน
นั่นเป็นสถานการณ์ในอเมริกานะครับ
ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้คุณประโยชน์สำคัญ
ของเจ้าวิตามินใบไม้ตัวนี้
รู้แล้วบอกต่อครับเป็นบุญกุศลแก่ทารกที่กำลังจะเกิด
แม้จะโต้แย้งกันเรื่องขนาดที่เหมาะสม
แต่ทุกคนยอมรับตรงกันว่า
โฟเลตสามารถลดอัตราการเกิดความพิการ
ทางสมองลงได้ประมาณ ๗๐%
โดยในช่วงตั้งครรภ์มันจะมีบทบาทอย่างยิ่ง
ต่อการการสร้างสมองและไขสันหลัง
สำหรับบัญชียาหลักแห่งชาติของประเทศไทยนั้นแนะนำขนาด
๐.๒-๐.๕ มิลลิกรัมต่อวันในหญิงมีครรภ์
แต่ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ที่ท่านฝากครรภ์
เพราะหมออาจจ่ายโฟเลตให้ท่านแล้ว
ถ้าซื้อมารับประทานองอาจจะได้รับเพิ่มเป็นสองเท่าก็ได้
ดร.กอดเฟรย์ โอคเลย์ผู้อำนวยการแผนกทารกพิการ
โดยกำเนิดแห่งศูนย์ควบคุมโรคแห่งชาติอเมริก่กล่าวว่า
หญิงท้องจะขาดโฟเลตรุนแรงในช่วงแรกที่ตัวอ่อนในมดลูก
กำลังสร้างสมองและประสาท
แต่มีหญิงราวร้อยละ ๔๐
ที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าว่าจะมีครรภ์
บางครั้งกว่าจะรู้ตัวก็อาจสาย
จึงแนะนำให้หญิงสาวรับประทานอาหารที่มีผักใบเขียวให้มาก
และเสริมโฟเลตในขนาด ๐.๒ มิลลิกรัมต่อวันหลังมีครอบครัว
แหล่งอาหาร
ความที่เป็นสารสำคัญต่อชีวิต
ธรรมชาติจึงเติมโฟเชตไว้ในอาหารหลากชนิด
เพื่อเป็นหลักประกันว่าคุณจะได้รับโฟเลตพอเพียง
พบโฟเลตได้มากในใบไม้ทุกชนิด ผักสีเขียว คะน้า
ผักกาด บรอคโคลี ปวยเล้ง หน่อไม้ฝรั่ง
เมล็ดพืช เมล็ดถั่ว ถั่วฝัก ตับสัตว์
ล้อนเป็นแหล่งโฟเลตที่ดีในธรรมชาติ
น้ำส้มคั่นสดให้โฟเลตชั้นดีในรูปแบบที่สามารถดูดซึมไปใช้
ประโยชน์ได้ทันทีแถมยังมีวิตามินซีที่ช่วยรักษาโฟเลต
ไม่ให้เสื่อมสลาย
การปรุงอาหารด้วยความร่อนนานๆ
ทำให้โฟเลตสลายตัวสูญเสียไปได้
ผักสดจึงมีโฟเลตมากกว่าผักต้ม
นอกจากผักใบเขียวและผลไม้แล้ว
เรายังพบโฟเลตมากในตับและเครื่องใน
แต่ตับนอกจากจะมีโฟเลตสูงแล้ว
ยังมีโคเลสเตอรอลสูงตามมาด้วย
จึงเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง
การขาดวิตามินโฟเลตอาจเกิดจากการกินอาหาร
แบบผิดหลักโภชนาการมากๆ เช่นไม่กินผักผลไม้เลย
หรือเกิดในบางช่วงชีวิตซึ่งร่างกายอยู่ในภาวะที่ต้องการ
ใช้โฟเลตเพื่อช่วยในการสร้างเซลล์ใหม่ๆมากเป็นพิเศษ
เช่นระหว่างตั้งครรภ์ มารดาต้องสร้างเซลล์ลูกน้อยในครรภ์
ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง โฟเลชในร่างกายถูกดึงไปสร้างเซลล์มะเร็ง
ในภาวะเกิดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกขนาดใหญ่
ยาบางอย่างรบกวนการใช้วิตามิน
ที่รู้จักกันดีคือ แอสไพลิน ยาคุมกำเนิด
ยากันชัก ยารักษามะเร็ง
ผู้ติดสุราเรื้อรังสูญเสียความสามารถในการดูดซึมวิตามิน
เพราะแอลกอฮอล์ทำลายเซลล์ผนังลำไส้
จึงเสี่ยงต่อการขาดวิตามิน
ในประเทศพัฒนานักวิชาการเคยเชื่อว่าประชาชน
ของตนไม่ขาดโฟเลต
แต่บัดนี้เริ่มกังวล เพราะ
อาหารสำเร็จรูปจำพวกอาหารขยะเกลื่อนเมือง
และการขาดโฟเลตในหญิงมีครรภ์ก่ออันตรายร้ายแรง
ต่อทารกในครรภ์
จึงเริ่มมีการผลิตนมเสริมโฟเลตวางจำหน่าย
บางประเทศมีการเติมวิตามินโฟเลตลงใน
แป้งขนมปังและอื่นๆ
แหล่งที่ดีที่สุดของโฟเลตมีในผักใบเขียวเข้มทุกชนิด
ดังนั้นหากคุณรับประทานอาหารที่ปรุงถูกต้อง
ในปริมาณที่เหมาะสม ก็ไม่ต้อง
กลัวว่าจะขาดวิตามินตัวนี้
เว้นในหญิงมีครรภ์ที่ควรรับประทานอาหารให้
ครบหมู่ และรับประทานยาบำรุงตามแพทย์สั่งโดยเคร่งครัด
นับตั้งแต่ 2 มิถุนายน 2545 คุณเป็นคนที่