พลังผลไม้ ตอน มะม่วง มะปริง มะปราง และมะยง
(โดยภก.สรจักร ศิริบริรักษ์
จาก เภสัชโภชนา พลยแกมเพชร ปีที่ ๙ ฉบับ ๒๐๕ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๓ หน้า ๕๑-๕๔ ภาพโดย ม.ล.จิราธร จิรประวัติ)
        ผลไม้ทั้งสี่ชนิด เป็น ญาติพี่น้องที่สนิทชิดเชื้อกันดี คืออยู่ในตระกูล Anacardiaceae ซึ่งหมายถึงมีผลรูปหัวใจ
        และเนื้อเหลืองๆ หวานอมเปรี้ยวนั้น ให้เบต้าแคโรทีนและแคโรทีนนอยส์หลากหลาย
        ด้วยฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ไม่แก่ก่อนวัยของสารแคโรทีน คือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา
มะม่วง
        ความตอนหนึ่งของศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงกล่าวว่า
        "เบื้องตะวันออกเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร มีปู่ครู มีทะเลหลวง มีป่าหมาก ป่าพลู มีไร่ มีนา มีถิ่นฐาน มีบ้านไหญ่บ้านเล็ก มีป่าม่วงป่าขามดูงาม"
        แสดงว่ามะม่วง มะขาม หมากพลู มีมาตั้งแต่นมนานกาลแล้ว
        แหละที่น่าแปลกใจคือมีบ้านใหญ่บ้านเล็กด้วย ฮา
        แม้มะม่วงจะอยู่คู่ไทยนานเพียงใด ตำราก็บอกว่ามะม่วงมิได้มีถิ่นกำเนิดที่นี่ พี้นฐานดั้งเดิมเค้าเป็นชาวภารตะนะนาย... นาร้าย...นารายณ์ แบบว่าห่มสาหรีมาไทย อะไรประมาณนั้น
        ถ้าย้อนดูคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ก็จะเห็นคำว่า อัมพะ หรือมะม่วงในภาษาอินเดียปรากฏอยู่ เช่นในคัมภึร์ปฐมสมโพธิ ตอนยมกปาฏิหาริย์ กล่าวถึงการแสดงปาฏิหารย์ของพระพุทธองค์ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าอชาตศตรู โดยทรงทำให้เมล็ดมะม่วงงอกงามเป็นต้นสูงถึง ๕๐ ศอกในเวลาเพียงพริบตา
        และในชาดกชื่ออัพภันตรชาดก ก็กล่าวถึงเรื่องราวของพระมเหสีพระเจ้าพรหมหัตแพ้พระครรภ์เดือดร้อนถึงพระอินทร์ แนะนำให้เสวยมะม่วงที่ชื่ออัพภันดร ซื่งมีขึ้นเฉพาะในป่าหิมพานต์
        ทุกวันนี้มะม่วงยังคงเป็นผลไม้ยอดนิยมของชาวอินเดีย ผลผลิตมะม่วงในแต่ละปีมีปริมาณมากกว่าผลไม้ในประเทศทุกชนิดรวมกันเสยอีก
        หมู่บ้านหลายแห่งตั้งชื่อด้วยคำว่ามะม่วง เช่น อัมเพวัลลี อัมเพวดี อัมเพนัลลี
        อินเดียผลิตมะม่วงสู่ตลาดโลกราว ๙.๕ ล้านตันต่อปี นับเป็นร้อยละ ๕๙ ของผลผลิตมะม่วงทั้งโลกรวมกัน
        ส่วนพี่ไทยนั้นแทบไม่มีส่วนแบ่งในตลาดโลกเลย
        แต่น่าแปลกว่ามีเว็บไชต์ในอินเทอร์เน็ตของฝรั่งหลายเจ้า กล่าวยกย่องมะม่วงสายพันธุ์ไทยเสียเลอเลิศ แทบไม่มีไครแนะนำมะม่วงอินเดีย ชะรอยว่ารสชาติจัดจ้านแบบไทยๆ คงถูกลิ้นชาวตะวันตกมากกว่า
ชื่อนั้นสำคัญไฉน
        ทำไมเราจึงเรียกผลไม้ชนิดนี้ว่ามะม่วง
        ไม่รู้ครับ
        มีผู้สันนิษฐานไว้ว่ามะม่วงมาจากค่าหมากม่วง และคำว่าม่วงไม่ใช่คำไทยคงเลียนมาจากภาษามลายู Manga "มางกาย์"
        ดังนั้นที่จริงต้องเรียกหมากมังกาย์ แต่ออกเสียงยาก คนไหยจึงเรียกเพี้ยนเป็น "มะม่วง" จริงเท็จไม่รู้เขาว่ามาก็ว่าไป
        ส่วนตัวผมเองสันนิษฐานแบบไม่รู้ (หรือพูดง่ายว่ามั่ว) คิดว่าคนโบราณเรียกมะม่วง เพราะใบอ่อนของมะม่วงป่ามีสีม่วง ดังกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกของเจ้าฟ้ากุ้งที่ว่า
        "มะม่วงไพรใบอ่อนมี คิดผ้าสีม่วงอ่อนแทน
        ขลิบอ่าตาตักแตน หน้าทอทองกรองข่ายทรงฯ"
        มะม่วงมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Mangifera Indica Linn อยู่ในวงศ์ ANACAR DIACEAE
        คำว่าแมงกิ ดือมะม่วง
        เฟอรา คือเกิด
        Idica คืออินเดีย
        ชื่อวิทยาศาสตร์ของมะม่วง จีงบ่งบอกความหมายว่าเป็นผลไม้เกิดที่อินเดีย
        ส่วนคำฝรั่งอังกฤษว่า Mango นั้น ก็ได้จากภาษาโปรตุเกส Manga ซื่งยืมมาจากภาษาทมิฬ Mankai อีกที ส่วนทมิฬก็ยืมจากมลายู
        โอย วุ่นวายจริงหนอ
พันธุ์มะม่วง
        ในอินเดียที่เป็นแผ่นดินแม่ของมะม่วง มีมะม่วงหลายพันชนิด ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลกคืออัลฟองโช ได้ชื่อตามผู้ว่าการอัลฟองโชเด อัลบูเคอร์กี ชาวโปรตุเกส ซึ่งปกครองอาณานิคมโปรตุเกสในอดีต และเป็นผู้ริเริ่มให้มีการเพาะพันธุ์มะม่วงในแคว้นกัง
        ผลสุกมะม่วงอัลฟองโชมีผิวสีชมพูสดใส รสชาติดี เป็นที่นิยมทั่วโลก แต่ติว่ามักมีเยื่อฟ่ามๆที่กินไม่ได้ และการติดผลไม่สม่ำเสมอ จึงได้มีการผสมข้ามพันธุ์กับมะม่วงนีลัม กลับไปกลับมา
        ท้ายสุดได้มะม่วงพันธุ์ใหม่ชื่อสินธุ มีรสชาติเช่น อัลฟองโช ไม่มีเยื่อฟ่ามและที่สำคัญเมล็ดลีบจนเกือบจะเรียกได้ว่ามะม่วงไม่มีเมล็ด
        อีกไม่นาน มะม่วงสินธุอาจกลายเป็นมะม่วงขวัญใจคนทั่วโลกแทนที่อัลฟองโช
        นอกจากมะม่วงพันธุ์ดี อินเดียยังมีมะม่วงพันธุ์แปลก เช่น อังคุรทาน เป็นมะม่วงหายากที่เล็กกว่าลูกพุทรา หรือมะม่วงยักษ์ จัมเอจัม ลูกหนักเกือบ ๒ กิโลกรัม
        ในประเทศอื่นๆต่างมีมะม่วงพันธุ์ยอดนิยมของตนเอง เช่น ออสเตรเลีย มีมะม่วงเคนซิงตัน สีเหลืองอมส้ม ลูกเกือบครึ่งกิโลกรัม
        มะม่วงทอมมีเอตกินส์ปลูกในฟลอริดา เม็กซิโก และแอฟริกาใต้ มีผิวสีชมพู
        ทอมมีเอตกินส์มีผลรูปไข่ และเนื้อหยาบมีกาก
        สำหรับมะม่วงไทยมีกำเนิดบนผืนแผ่นดินอันอุดมนานคู่ความเป็นไทย
        พันธุ์มะม่วงได้รับการพัฒนาตามธรรมชาติจนได้สายพันธุ์ชั้นลูกหลาน ร้อยกว่าสายพันธุ์ บางพันธุ์เป็นเลิศ รสชาติหอมหวานชนิดที่ใครได้ลองจะติดใจ เนื้อไม่มีกากใยไห้ระคายเคีองคอแบบของต่างชาติ
        พระยาศรีสุนทรโวหารได้ร้อยเรียงชื่อพันธุ์มะม่วงไทยไว้เป็นกาพย์ยานี ๑๑ ในหนังสือบรรณพฤกษากับสัตวาภิธาน เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ยกตัวอย่างพอให้เห็นภาพดังนี้
        "หมอนทอง อกร่องรส หวานปรากฎรสสวรรค์
        แมวเซามีสองพันธุ์แมวเชาขาว แมวเชาดำ
        พรวนขออีกพรวนควาย แก้วฤากลายมีประจำ
        ควันเทียนและทองคำ มลิอ่องทองปลายแขน
        น้ำตาลปากกระบอก ขานนามออกทุกดินแดน
        มะม่วงนายขุนแผนปลูกเมื่อทัพกลัมคืนมา
       ฯลฯ"
        และทุกวันนี้ก็ยังมีสายพันธุ์มะม่วงที่คัดพันธุ์จากธรรมชาติเกิดเพิ่มขึ้นอีกมากมาย บางพันธุ์ก็ได้รับการกล่าวขานกันมากเช่น น้ำดอกไม้ทะวายเบอร์ ๔ น้ำดอกไม้ทอง โชคอนันต์
        ยังมีการทดลองนำพันธุ์มะม่วงต่างประเทศเข้ามาปลูกอีก เช่น อัลฟองโชของอินเดีย และคาราบาวของฟิลิปปินส์
        (ฟิลิปปินส์ส่งมะม่วงคาราบาวออกวางตลาดโลถใน ชื่อว่า มะนิลาซูเปอร์แมงโก)
        เชื่อไหมว่ามะม่วงที่ผลิตได้ในไทยนั้นสามารถส่งออกได้เพึยง ๑ %
        เป็นเพราะขาดการส่งเสริมการตลาดที่ดี
        เมื่อเร็วๆนี้ได้มีผู้ทดลองศึกษาเปรียบเทียบ รสชาติมะม่วง ๗ สายพันธุ์ คือมะม่วงแก้ว โชคอนันต์ น้ำดอกไม้ทอง มหาชนก แรด คาราบาว และเคน ซิงตัน เอาให้รู้ไปเลยว่าของใครจ ะอร่อยกว่ากันในสายตาชาวโลก
        ผู้ศึกษาคือดร. ทิพย์วรรณา งามศักดิ์และคณะ ได้ไห้อาสาสมัครชาวจีน ญี่ปุ่น อาหรับจำนวนหนึ่ง ทดลองชิมมะม่วงทั้ง ๗ ชนิดเปรียบเทียบกัน และให้คะแนนมะม่วงในดวงใจ
        พบว่าชาวจีนชอบมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองและมหาชนกมากที่สุด
        ฮ่องกงชอบน้ำดอกไม้สีทองกับเคนซิงตัน
        ส่วนญี่ปุ่นชอบน้ำดอกไม้สีทอง
        อาหรับชอบน้ำดอกไม้สีทอง กับเคนซิงตัน
        สรุปได้ว่ามะม่วงดอกไม้สีทองคือขวัญใจของทุกชนชาติ ทั้งในแง่รสชาติและความสวยของผล
        จึงเชื่อได้ว่าหากไทยเราส่งเสริมการส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองละก็...ไปโลดในตลาดโลกแน่นอน
การกินมะม่วง
        มีเรื่องน่าขำเกียวกับการกินมะม่วงอยากเล่าให้ฟังครับ
        คนไทยกินมะม่วงง่ายๆโดยปอกเปลือกหั่น เป็นชิ้น ใช้ส้อมจิ้มเข้าปาก
        ชาวอินเดียต้นตำรับแนะนำให้คลึงมะม่วงบนโต๊ะอาหารจนข้างในนิ่ม ใช้ ปากกัดหัวขั้ว ดูดเอาน้ำเหลวเข้าปาก
        ส่วนฝรั่งนั้น ดูจะวุ่นวายที่สุด ฝรั่งกล่าวว่ามะม่วงมีรสชาติผสมระหว่าง ลูกพีชกับสับปะรด มะม่วงจะอร่อยต้องแช่ให้เนื้อเย็น และทั้งดูดทั้งแทะเนื้อให้หมดจนเหลือแต่เมล็ดขาว จืงจะถือว่ากินมะม่วงเป็น
        ดังนั้นการกินมะม่วงแบบฝรั่งจึงเลอะเทอะสิ้นดี ชาวอังกฤษในอินเดียจึงนิยมเปลือยกายกินมะม่วงในอ่างอาบน้ำ
        ส่วนคำแนะนำของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียบอกว่า มะม่วงมีน้ำมากจำเป็นต้องใช้กระดาษเช็ดปากหลายแผ่น และยากที่จะป้องกันไม่ให้น้ำมะม่วงไหลเลอะตามคาง
        ทำไมถึงกินดุเดือดขนาดนี้หนอ คงเป็นเพราะมะม่วงเป็นผลไม้เมืองร้อนหายาก ราคาแพงในสมัยกระโน้น
คุณค่าทางโภชนาการ
       ในแง่โภชนาการ มะม่วงก็เหมือนผลไม้รสหวานส่วนใหญ่ คือมีน้ำตาลผลไม้มาก จึงค่อนข้างจะให้พลังงาน แด่ก็อยู่ในระดับปานกลางขนาตมังคุดและเงาะ ไม่หนักถึงขั้นทุเรียนหรือกล้วย
เนื้อผลไม้ ๑ขีดพลังงาน(กิโลแคลอรี่)
มะม่วงแก้วสุก๘๗
มะม่วงแก้วดิบ๖๗
มะม่วงพิมเสนสุก๖๒
มะม่วงพิมเสนมันดิบ๘๔
มะม่วงอกร่องสุก๗๔
มะปราง๔๗
มังคุด๗๖
เงาะ๗๐
ทุเรียน๑๕๖
กล้วยน้ำว้า๑๓๙
ส้มเขียวหวาน๓๗
ฝรั่ง๓๔
ชมพู๒๔
        เนื้อมะม่วงสุก ๑ ขีด ให้วิตามินซีราว ๒๘ มิลลิกรัม หรือครื่งหนึ่งของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน แต่ก้าดิบจะมีวิตามินซีสูงกว่านี้
        เนื้อสุกสีเหลืองมีเบต้าแคโรทีนราว ๒ มิลลิกรัม
        วิตามินอี ๑ มิลลิกรัมหรือ ๑๐% ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน
        มะม่วงมีเบต้าแคโรทีนสูงกว่าแอปริคอท ๕๐% และสูงกว่าแคนตาลูป ๒๑%
        นอกจากกินเป็นผลไม้เช่นที่นิยมในบ้านเรา ฝรั่งยังดัดแปลงวางเนื้อมะม่วงเคียงกับเนื้อและปลา นำมะม่วงสุกมาปั่นเป็นครีมราดไก่และหมูย่าง และรู้จักใช้มะม่วงดิบเป็นเครื่องปรุงแต่งรสเปรี้ยวคล้ายยำมะม่วงบ้านเรา
        ชาวอินเดียทำเครื่องเคียงเรียกซัตนีย์ (Chutney) โดยใช้มะม่วงแก่สับ บดด้วยแท่งหินรวมกับน้ำตาลทรายแดง น้ำส้ม ขิง พริก เกลือ มะพร้าว ถือเป็นของขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหารคล้ายน้ำพริกของเราเลยทีเดียว
        ประโยชน์ทางยาของมะม่วง ใช้เมล็ดในที่ออก รสฝาดฝนกับน้ำ กินแก้ท้องเสียได้ดีพอใช้
        ชาวอินเดียใช้ใบมะม่วงพับครึ่งสีฟันและใช้ ส่วนต่างๆของมะม่วงปรุงยารักษาโรคกว่า ๕๐ ขนาน
        ส่วนตำราแผนโบราณของไทยนั้น ใช้ใบมะม่วงสดนำมาบดให้ละเอียด พอกแก้โรคผิวหนัง แผลไฟไหมั น้ำร้อนลวก
        หรือใช้ใบสดนำมาเผาไฟเอาควันสูดดมรักษาโรคเกี่ยวกับการไอ และเจ็บคอ เป็นต้น
        ยางจากลำต้น ใช้ยางสดนำมาทาบ้านกันปลวก และใช้ทำเป็นกาวเย็บเข้าเล่มหนังสือ
        ยางจากผลสดนำมาทา ทำลายเนื้อด้าน กัดหูด ตาปลา เนื้องอก กลากเกลื้อน
        ผลใช้เป็นยาแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน แก้ท้องร่วง หรือใช้น้ำที่คั้น จากผลกินเป็นยาขับปัสสาวะ แก้อาเจียน หรือแผลพองในปาก
        เมล็ด กินเมล็ดสดหรือคั่วโรยเกลือ กินเป็นยาแก้อาการบวมน้ำ ขับปัสสาวะ. หรือใช้สกัดเอาน้ำมันออกมาใช้ทาแก้กลากเกลื้อน แก้เนื้องอก แก้โรคผิวหนัง แก้โรคเรื้อน เป็นต้น
มะปริง มะปราง และมะยง
        ครั้งที่อิเหนาพาระเด่นวิยะดาเดินชมดงตามบทพระราชนิพนธ์ละครเรื่อง อิเหนา ในรัชกาลที่ ๓
        "กิดาหยันน้อยน้อย สอยสาวหยุด
        เบญจมาศชาติบุษย์ ต่างต่าง
        บ้างโน้มเหนี่ยวหักกิ่ง ปริงปราง
        มาถวายหลายอย่าง ให้นางชม"
        อิเหนาหักกิ่งมะปริงและมะปรางให้หญิงสาวดู คงมีเจตนาอวดโอ้เอาใจหญิง แต่ใจร้ายกับต้นไม้จังเลย ถือว่าไม่อนุรักษ์ธรรมชาติ
        กาพย์ห่อโคลงชมเครื่องคาวหวานเจ้าฟ้ากุ้งกล่าวถึงมะปรางไว้ว่า
        "หมากปรางนางปอกแล้ว ใส่โถแก้วแพร้วพรายแสง"
        แสดงว่าคนไทยรู้จักมะปรางตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
        มะปรางมีถิ่นกำเนิดอยู่ในไทย พม่า ลาว เขมร และมาเลเซีย มีชื่อสามัญ ว่า Bouea หรือ GarsIuria หรือ Marian Plum หรือ Maprang
        มีญาติร่วมสายพันธุ์ที่โด่งดัง คือมะม่วง มะม่วงหิมพานต์
        มะปรางเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณสิบเมตร เปลือกไม้มียาง ใบคล้ายมะม่วง ดอกออกเป็นช่อกระจายสีเหลืองขนาดเล็ก
        มะปรางดิบจะมีสีเขียวอ่อน และเข้มขึ้นเมื่อแก่
        ครั้นผลสุกจะเปลี่ยนสีเป็นเหลืองส้ม ซึ่งเกษตรกรจะรีบเก็บไม่รอให้สุกคาต้น เพราะจะมียางมากกินแล้วกัดคอ ทำให้ไอ และเนื้อมักเหลวเละ
        ผลมะปรางเป็นรูปไข่สวยงาม หรืออาจค่อนมาทางกลม เปลือกผลนิ่มเนื้อสีเหลืองส้มถึงส้มแดงแล้วแต่สายพันธุ์ รสชาติมีทั้งเปรี้ยวอมหวาน หวานอมเปรี้ยว หรือเปรี้ยวจัด
พันธุ์มะปราง
        ในทางพฤกษศาสตร์สามารถจำแนกมะปรางลูกส้มเหลืองน่ากินได้เป็น ๓ พันธุ์ใหญ่ๆ คือ
        ๑. มะปรางป่า (Bouae Microphylla) หรึอที่ทางภาคใต้เรียกมะปริง จัดเป็นญาติสนิทในสกุลเดียวกับมะปราง
        ผลเล็กรสเปรี้ยวนำผลดิบตำกับน้ำพริก ใส่แกงส้ม หรือเอามาจิ้มกับมันกุ้ง ให้รสชาติมันเปรี้ยวน้ำลายสอ
        ว้าว น้ำลายไหล
        ๒.มะปรางอินเดีย (Bouae Macrophylla) เป็นมะปรางใหญ่เกือบเท่าไข่ไก่หรือมะม่วงลูกย่อม
        ๓.มะปรางทั่วไป (Bouae Burmanica) คำว่าBurmanica บอกความหมายว่าพบมากในพม่า
        มะปรางที่รู้จักกันในประเทศไทย มี ๓ ชนิด คือ มะปรางเปรี้ยว มะปรางหวาน และมะยง
        -มะปรางเปรี้ยว
        คนโบราณเรียกอีกชื่อว่า"กาวาง" เพราะรสชาติเปรี้ยวจี๊ด แม้แต่นกกาที่ชอบกินผลไม้คาบแล้วยังต้องวาง
        แต่ชาวบ้านสามารถนำไปแปรรูปเป็นมะปรางแช่ อิ่ม หรือมะปรางดองน่ารับประทาน
        -มะปรางหวาน
        โดยทั่วไปเวลาพูดถึงมะปราง เราจะหมายถึงมะปรางหวานนี่เอง
        ผลเมื่อแก่มีรสมันอมเปรี้ยว และหวานเหมือนสุรา
        ข้อเสียของมะปรางหวานคือมียางที่ผิว เมื่อกินหลายๆลูกจะระคายคอทำให้ไอ
        มะปรางหวานที่มีชื่อเสียงของเมืองไทย คือต้นมะปรางในวังสระปทุม และมะปรางห่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นที่รู้จักกันมาแต่สมัยรัชกาล ที่ ๕
มะยง
        คือมะปรางนั่นเอง แต่เป็นมะปรางที่ไม่มียางกินแล้วไม่ระคายคอ
        มะปรางอาจกลายเป็นมะยง และมะยงอาจกลายเป็นมะปราง ขึ้นกับดินที่ปลูก
        เราจะรู้ว่าต้นใดเป็นมะปรางหวาน หรือมะยง ก็โดยอาศัยการชิมเท่านั้น
        มะยงก็แบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ
        มะยงชิด ซึ่งมีรสหวานนำเปรี้ยว
        กับมะยงห่าง ซึ่งมีรสเปรี้ยวนำหวาน
        มะยงชิดที่ดีจะมีลักษณะพิเศษคือ เนื้อละเอียด แข็ง ไม่เหลว และ เมล็ดเล็ก
        ความเปรียวอยู่เพียงเปลือก หากปอกเปลือกทิ้ง ก็จะเหลือแต่เนื้อหวานฉ่ำชื่นใจ
        ทั้งมะปรางและมะยงจะต้องรับประทานทันที เมื่อสุกจึงจะได้รสชาติ หากทิ้งข้ามวันมักเนื้อเละเหลว ซึ่งชาวสวนเรียกว่า "ท้องขึ้น"
        ดังนั้นหากอยากรับประทานมะปรางให้อร่อย คงต้องเลือกที่เก็บใหม่ๆ หรือไปซื้อในสวน
        มะปรางสุกมีวิตามินซีสูง เนื้อมะปรางหนึ่งขีด (๑๐๐ กรัม) ให้วิตามินซีเพียงพอกับความต้องการ ของร่างกายในหนึ่งวัน และยังมีสารแคโรทีนซึ่งช่วยบำรุงสายตาและผิวหนัง
        ตำรายาพื้นบ้าน ใช้รากมะปรางถอนพิษไข้ทั้งปวง
        เป็นภูมิปัญญาชาวบhานอีกประการหนึ่ง ที่วงการแพทย์ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าได้ผลดีเพียงใด
นับตั้งแต่ 9 ตุลาคม 2543 คุณเป็นคนที่
geocities.com/manas_nim
1
Hosted by www.Geocities.ws
GridHoster Web Hosting