สุขสมบูรณ์ Suksomboon

อาหารพิชิตเบาหวาน

(จาก หนังสืออาหารพิชิตเบาหวาน อังค์วราเรียบเรียง)
  1. มารู้จักเบาหวาน
  2. อาการของเบาหวาน
  3. โรคอื่นๆที่จะตามมา
  4. ชนิดของเบาหวานและผู้ที่จะเป็นโรคนี้
  5. ใครบ้างมีสิทธิป่วยเป็นเบาหวาน
  6. การรักษา
  7. เบาหวานกับคนอ้วน
  8. สารอาหารรักษาได้
  9. สิ่งที่เป็นของต้องห้ามของคนเป็นเบาหวาน
  10. อาหารสำหรับเบาหวาน

มารู้จักเบาหวาน

โรคเบาหวาน(Diabetes mellitus)ฟังชื่อแล้วไม่น่ากลัวอย่าง ชื่อ "โรงมะเร็ง" หรือ "โรคความดันโลหิตสูง" หรือโรคอื่นๆ แต่ทว่า
โรคเบาหวานนี่แหละเป็นอีกโรคที่อันตรายนัก
เรียกว่าอันตรายถึงชีวิตได้ทีเดียวเชียว คนทุกเพศทุกวัยสามารถเป็นโรคเบาหวานกันได้ทั้งนั้น แต่ที่ พบกันมากก็จะเป็นวัย 40 ปีขึ้นไปแล้ว
ความน่ากลัวของโรคเบาหวานอีกประเด็นหนึ่งก็คือ เป็นโรคที่ รักษาให้หายขาดไม่ได้ ในระยะเวลาเพียงสั้นๆ ถ้าเป็นแล้วก็เป็นนาน แบบเรื้อรังเลยก็ว่าได้ ซึ่งนำความกังวลและความทรมานมาให้ผู้ป่วย ได้อย่างหนัหนาพอควร
ก่อนอื่น เรามาดูคำว่า Diabetes mellitus กันดีกว่า คำนี้ เป็นคำละติน อ่านว่าไดอะบีติส เมลิตุส แปลว่า "น้ำพุแห่งน้ำผึ้ง"
ถ้าจะแปลอีกทีก็คือผู้ป่วยนี้จะปัสสาวะถี่มากและปัสสาวะ มากแบบน้ำพุ แถมยังหวานจนมดรุมตอมเหมือนตอมน้ำผึ้งเลยนั่นเอง
ที่หลังกระเพาะอาหารมีต่อมใหญ่คือ "ตับอ่อน"
ตับอ่อนจะทำงานตลอดทั้งขณะที่คุณทานอาหารหรือขณะ ออกกำลังกาย และตับอ่อนก็จะสร้างสารสำคัญๆ หลายชนิด ผลิต ฮอร์โมนที่มีความสำคัญต่อการสร้างพรังงานของร่างกาย
ฮอร์โมน"กลูคากอน" ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ่น
ฮอร์โมน"อินซูลิน" ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
ตับอ่อนจะผลิตฮอร์โมน 2 ชนิดนี้ให้มีปริมาณสมดุลกันเพื่อ ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะได้สมดุลกันด้วย
อินซูลินจะเป็นตัวทีนำกลูโคสเข้าไปแปรเป็นพลังงานให้เซลล์ ของร่างกาย
แต่ถ้าเมื่อใดที่อินซูลินมีน้อยหรือไม่มี กลูโคสก็ไม่อาจเข้าสู่ เซลล์ร่างกายได้ กลูโคสก็จะตกค้างอยู่ในเลือดจนมีปริมาณมาก และกลายเป็นปัสสาวะเพราะไตจะกรองน้ำตาลออกมาทางปัสสาวะ
เหตุนี้เองปัสสาวะจึงหวานถึงขนาดมดตอมได้นั่นเอง
และการที่น้ำตาลล้นออกจากไตมาทางปัสสาวะนั้นก็จะดึงเอา น้ำตาลออกจากร่างกายด้วย อกากรตาพร่า อ่อนล้า กระหายน้ำ จึงมัก เกิดขึ้นและตามด้วยร่างกายที่ผอมลงเพราะน้ำหนักลดลงอย่างทรุด โทรมเพราะกล้ามเนื้อไม่มี ไม่ใช่ผอมแบบดูดีแน่นอน
ที่น่ากลัวก็คือ เมื่อน้ำตาลคั่งอยู่ตามส่วนต่างๆของรางกาย อวัยวะของร่างกายเราก็จะเกิดความสับสนโกลาหลจนปฏิบัติหน้าที่ไม่ ถูกต้องไม่เป็นระบบระเบียบอย่างที่เคย
ซึ่งก็แน่นอน โรคแทรกซ้อนต่างๆ ก็จะเกิดตามมาได้แสน ง่ายดายในที่สุด

อาการของเบาหวาน

  1. ปัสสาวะบ่อยและมีมดตอมปัสสาวะ
  2. ดื่มน้ำบ่อยมากจนผิดปกติ คือเดี๋ยวก็กระหายน้ำ เดี๋ยวก็อยากดื่มน้ำอีกแล้ว
  3. น้ำหนักตัวลดทั้งๆที่รับประทานอาหารได้มาก
  4. รู้สีกชาที่ปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าบ่อยๆ
  5. รู้สีกปวดแสบปวดร้อยที่ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า
  6. ดวงตาผิดปกติ มองไม่ชัดเจน หรือรู้สึกตาพร่าๆมัวๆ
  7. ผิวหนังคันง่าย หรือมีอาการบวมแดงเป็นผื่นทั่วร่างกายหรือบริเวณช่องคลอด
  8. มีฝีขึ้นตามร่างกายบ่อยครั้ง
  9. ปัสสาวะมีปริมาณมากจนผิดปกติ
  10. อ่อนเพลียง่าย เหนื่อยง่าย ไม่มีสมาธิอย่างที่เคยมี

โรคอื่นๆที่จะตามมา

เมื่อร่างกายป่วยเป็นโรคเบาหวานเนิ่นนานสักระยะหนึ่ง โดยไม่มีการเยียวยารักษาอย่างเข้มงวดจริงจัง เนื้อเยื่อบางส่วน ของร่างกายก็จะค่อยๆถูกทำลายลงไป และแน่นอนว่าเมื่อโรคต่างๆ อีกมากมายที่จะรีบแทรกซ้อนเข้ามาอย่างง่ายดายในทันที!
ถ้าผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไปมักจะไม่เดือด ร้อนกับปัญหาของโรคแทรกซ้อนนัก
แต่ถ้าวัยต่ำกว่านั้นลงมาก็ควรระมัดระวังกันให้ดี
โรคต่างๆที่มักแทรกมาหลังจากเกิดโรคเบาหวานก็คือ
1. โรคไต
โรคไตนี้น่ากลัวและอันตรายไม่น้อยเลย เพราะถ้าไตยุติการทำ งานเมื่อใด เมื่อนั้นชีวิตก็คงยุติลงไปด้วย
2. โรคตา
โรคตา ก็คือ ต้อกระจก คือภาวะที่แก้วตาเป็นฝ้า
ต้อหิน คีอ ความดันในตามีสูงกว่าปกติ
ตาพร่า คือ การมองเห็นที่พร่ามัว
3. โรคไมแกรน
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมักจะมีโอกาสเป็นไมแกรนมากเป็น พิเศษ อาการไมแกรนก็คือปวดศรีษะอย่างรุนแรง
4. โรคระบบประสาท
ระบบประสาทมักจะได้รับความเสียหายกระทบกระเทือนง่าย และเป็นได้ง่ายในคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ถ้ารักษาเยียวยาโรคเบา หวานได้ ระบบประสาทก็จะไม่ค่อยย่ำแย่ไปมากนัก
5. โรคความดันโลหิตสูง
6. โรคไขมันในเลือดสูง
7. โรคเส้นเลือดตีบแข็ง
8. โรคเส้นเลือดขอด
9. โรคผิวหนัง (บางชนิด)
10. โรคระบบหายใจ
11. โรคปวดข้อ
12. โรคหัวใจ
13. โรคเป็นหมันง่าย
โรคต่างที่กล่าวมานี้มิใช่ว่าคนเป็นเบาหวานทุกคนจะต้องเป็น โรคแทรกซ้อนนี้ แต่โอกาสที่จะเป็นมีมากขึ้นกว่ายามปกติเท่านั้น ซึ่ง เมื่อเป็นแล้ว ถ้าคุณควบคุมระดับตาลในเส้นเลือดให้สมดุลหรือ รักษาบำบัดเบาหวานอย่างดี โรคต่างๆ ก็จะลดความรุนแรงและทุเลา ลงไปด้วยเช่นกัน

ชนิดของเบาหวานและผู้ที่จะเป็นโรคนี้

โรคเบาหวานมีอยู่ 2 ชนิดคือ
1.เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน
2.เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน

เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน

ลักษณะของอาการที่รุนแรงพอสมควร เพราะตับอ่อนของร่างกายทำหน้าทั่ ผลิตอินซูลินไม่ได้เลย จึงต้องมีการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายเป็นการรักษา ส่วนใหญ่เบาหวานชนิดนี้จะเป็นกันในวัยต่ำกว่า 40 ลงมา ฉะนั้น เด็ก หรือวัยรุ่น หนุ่มสาวก็สามารถเป็นกันได้

เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน

เบาหวานที่ตับอ่อนยังผลิตอินซูลินได้ แต่ผลิตได้น้อยมากจนไม่พอเพียง แก่ความต้องการของร่างกาย และเซลล์ของตับ ของกล้ามเนื้อและของไขมันต่าง ก็ไม่สนองตอบต่ออินซูลินที่ผลิตออกมาในระดับปกติ ส่วนใหญ่คนที่จะป่วยเป็น เบาหวานชนิดนี้ก็คือวัยผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไปซึ่งเปอร์เซ็นต์ส่วนใหย่จะป่วย เป็นเบาหวานชนิดนี้กันมาก และเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลินนี้ก็สามารถถ่ายทอดสู่ ลูกหลานได้ ก็คือเป็นโรคพันธุกรรมชนิดหนึ่งเช่นกัน

อาการ

โรคเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลินจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื้นไส้วิงเวียน กระหาย น้ำบ่อยมาก หิวอาหารบ่อยๆ ปัสสาวะถี่ๆ ในวันหนึ่งๆรับประทานอาหารได้แต่ไม่ อ้วน น้ำหนักค่อยๆลดลงอีกต่างหาก นอนก็ไม่ค่อยหลับกระสับกระส่าย
โรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน ก็จะมีลักษณะอาการที่สังเกตได้คือ มือเท้า จะมีอาการชาๆ เป็นตะคริวง่าย ถ้ามีแผลก็จะหายช้ากว่าที่ควร การมองเห็นย่ำแย่ ลง ตามัวพร่า อ่อนล้าอ่อนเพลียง่าย ผิวหนังอักเสบทำให้คันตามผิวหนัง และยัง มีอาการง่วงเหงาหาวนอนอีกต่างหาก ขาดความกระฉับกระเฉงแจ่มใสไปอย่าง เห็นได้ชัด

ใครบ้างมีสิทธิป่วยเป็นเบาหวาน

ดังที่เคยกล่าวแล้วว่าแม้เบาหวานจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับกรรมพันธุ์คือถ้าคุณ ปู่ย่าตายาย หรือคุณพ่อแม่ของเราเคยป่วยเป็นโรคเบาหวานมาแล้ว คนที่เป็นลูก เป็นหลานในครอบครัวนั้นก็อาจจะเป็นได้เช่นกัน
แต่ในความจริงแล้ว คนทุกคนก็มีสิทธิป่วยเป็นโรคเบาหวานได้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ในขณะเดียวกันคนที่มีบรรพบุรุษเป็นเบาหวาน เขาก็อาจไม่ป่วยเป็นเบา หวานเลย คือไม่ได้รับถ่ายทอดมาทางกรรมพันธุ์เลยก็ได้เช่นกัน

เด็กเล็ก

กรณีที่เด็กเล็กๆ เกิดป่วยเป็นโรคเบาหวานขึ้นมา ก็แลดงว่ากรณีนี้เป็นเรื่อง ของกรรมพันธุ์ การรักษาก็ต้องใช้อินซูลินตลอดไป เพราะร่างกายผลิตอินซูลิน ได้ไม่เพียงพอ

เด็กวัยรุ่น

สำหรับในวัยรุ่น การป่วยเป็นโรคเบาหวานอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ที่แฝงเร้น ได้เช่นกัน แต่เป็นเบาหวานชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลิน และสามารถรักษาด้วยการควบ คุมอาหารตามธรรมชาติด้วยตัวเองก็สามารถหายจากเบาหวานได้ไม่ยากนัก

ผู้ใหญ่

ในวัยผู้ใหญ่ที่เป็นเบาหวานกันนั้นเกิดจากปัจจัยหลายข้อเป็นต้นว่า มีนิสัย การกินที่ผิดๆ มีน้ำหนักตัวมากเกินมาตรฐาน กรณีนี้ต้องสร้างพฤติกรรมการกิน ให้ถูกต้องก็สามารถจะทำให้อาการเบาหวานทุเลาและหายได้บ้าง

ผู้สูงอายุ

เมื่อกินอาหารที่มีน้ำตาลมากๆ ตับอ่อนก็จะต้องทำงานมากตามไปด้วย และ เมื่อตับอ่อนเกิดหมดพลังในการทำงาน หมดประสิทธิภาพลงไป การผลิตอินซูลิน ก็ไม่ได้ปริมาณที่เหมาะสม ดังนั้นในเลือดก็จึงมีปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มมากขึ้น จึงเป็น ปัจจัยที่ทำให้เกิดเบาหวานได้ ซึ่งส่วนใหญ่ผู่สูงอายุที่เ)็นเบาหวานก็คือ เป็นมาตั้ง แต่ช่วงวัยผู้ใหญ่แล้ว และเป็นต่อเนื่องมาจนอาการชัดเจนและหนักขึ้นนั่นเอง

คนเครียด

เคยมีการวิจัยออกมาแล้วว่าคนที่มีอาการเครียดมากๆ ก็สามารถเป็นเบา หวานได้ เพราะความเครียดไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือทางจิตใจล้วนส่งผล ให้ระบบภายในปรวนแปรจึงถึงระดับที่มีผลต่อโรคต่างๆ อันรวมทั้งเบาหวาน ได้ด้วย

คนอ้วน

เปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ของโรคเบาหวานมักเกิดในคนอ้วน โดยเฉพาะคน อ้วนที่ไม่เคยได้ออกกำลังกายบ้างเลย

การรักษา

โรคเบาหวาน เป็นโรคอันตรายที่รักษาให้หายขาดไมได้!
นับวันจะมีจำนวนผู่ป่วยโรคเบาหวานมากขึ้นจากสถิติทั่วทั้งโลก
เบาหวานยังเป็นโรคที่ป้องกันล่วงหน้าไม่ได้อีกด้วย
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานเมื่อใด ก็จะทำใจเลยว่าต้องใช้ชีวิตทรมานไปกับ โรคเบาหวานอีกนานหลายสิบปีทีเดียว
โรคเบาหวานจะได้รับการรักษาจากแพทย์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เป็นต้นว่า ผู้ป่วย เบาหวานพึ่งอินซูลิน แพทย์ก็ฉีดอินซูลินให้ แต่โดยหลักการรักษาที่เป็นประเด็นสำคัญ ก็คือ แพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยเป็นเบาหวานจัดการดูแลตัวเองด้วยวิธี "โภชนบำบัด"
ซึ่งก็คือการปรับเรื่องอาหาร การควบคุมอาหารในแต่ละมื้อแต่ละวันนั่นเอง!
หัวใจสำคัญของการรักษาเบาหวานก็คือ "สร้างความสมดุลระหว่างน้ำตาลในเลือด"

ฉีดอินซูลิน

กรณีของผู้ป่วยเบาหวานชนิดต้องพึ่งอินซูลินก็จัได้รับการรักษาจากแพทย์
คือแพทย์จะฉีดอินซูลินให้ เพราะอินซูลินเป็นโปรตีนที่จะถูกทำลายในกระเพาะ อาหาร และไม่อาจกินทางปากได้ จึงต้องฉีดเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้ร่างกายได้รับสาร อาหารครบถ้วนและเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลและน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ยาเม็ด

ยาเม็ดที่ใช้รักษาโรคเบาหวานนั้น แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยให้คุณเองว่าผู้ป่วย แบบใดควรใช้ยาตัวใดบ้าง
ซึ่งการพิจารณาก็มักขึ้นอยู่กับ อายุ น้ำหนักตัวของผู้ป่วยและยังจะต้องดู เรื่องการทำงานของตับและไตประกอบด้วย ดังนั้นการใช้ยาจึงไม่เหมือนกันใน ทุกคน
ยาบางชนิดจะกระตุ้นให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินให้ร่างกาย
ยาบางชนิดก็จะเพิ่มความสามารถในการดูดซึมกลูโคสออกจากเลือดเป็นต้น

ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายให้ประโยชน์อย่างมหาศาลอย่างไรแก่ร่างกาย พวกเรา ทุกคนล้วนตระหนักดีอยู่แล้ว
แต่ทว่าสำหรับผู้ป่วยเป็นเบาหวานจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง"ออกกำลังกาย"
เนื่องเพราะ"การออกกำลังกาย"เป็นการรักษาเยียวยาอาการโรคเบาหวานได้ โดยตรงที่สุด!
กล่าวคือ ถ้าคุณป่วยเป็นโรคอื่นๆ ใดๆ ก็ตาม แพทย์ย่อมแนะนำว่าควรออก กำลังกายบ้างนะ ซึ่งคุณจะทำตามหรือไม่ก็ย่อมได้
แต่! ในกรณีของโรคเบาหวาน การออกกำลังกายถือเป็นปัจจัยสำคัญหรือ เป็น การรักษา วิธีหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนอ้วนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ยิ่งสมควรต้องออก กำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก
และการออกกำลังกายก็ควนรออกอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอทุกๆวัน วันละ ไม่กี่นาทีก็ได้ หรือจะออกกำลังสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่ง ชั่วโมงก็ได้
การออกกำลังกายจะทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดเป็นไปอย่างดีมี ประสิทธิภาพซึ่งมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลได้ง่ายขึ้น อวัยวะทุกๆส่วน ก็จะทำงานได้เป็นปกติอีกด้วย
คนที่ไม่เคยออกกำลังกายหรือออกแรงน้อยมักจะเป็นโรคต่างๆได้งาย และเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน
ส่วนประเภทของกีฬาหรือลักษณะที่คุณจะเลือกออกกำลังกายนั้น ก็ต้อง ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมด้วย ถ้าคุณอยู่ในวัยสูงอายุก็ควรให้แพทย์แนะนำ ถ้าอยู่ในวัยหนุ่มสาวหรือผู้ใหญ่ ก็เลือกได้ตามความถนัดและความชอบ เพื่อที่จะได้ไม่เบื่อที่จะต้องออกกำลังกาย
การวายน้ำ ก็เป็นการออกกำลังกายที่ดี
การเต้นแอโรบิกส์ ก็ง่ายต่อการปฏิบัติที่บ้านของคุณเอง
เดินขึ้นลงบันไดอย่างต่อเนื่องสัก 15-20 นาที การวื่งเหยาะๆรอบบ้าน การเดินเร็วๆ รอบบ้าน ปิงปอง เทนนิส กอล์ฟ ล้วนเป็นกีฬาที่สามารถเพลิด เพลินกับมันได้ดีทีเดียว

เบาหวานกับคนอ้วน

เมื่อใดก็ตามที่คุณพบว่าตัวเองเริ่มอ้วนหรือเริ่มมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น เกินพอดีแล้วล่ะก็ คุณควรตระหนักไว้เลยว่า เบาหวานจะมาเยือนได้ง่ายดายนัก
เพราะเหตุใด เบาหวานจึงมักเกิดกับคนอ้วน
ก็เพราะว่าคนเราเมื่อรับประทานอาหารเข้าไปแล้ว ตับอ่อนก็จะทำหน้าที่ผลิตอินซู ลินในปริมาณที่เพียงพอออกมา แต่ถ้าคุณรับประทานอาหารมากๆตับอ่อนก็ต้องเร่ง ผลิตอินซูลินออกมาตามไปด้วยจนร่างกายไม่ได้นำเอาอินซูลินไปใช้ได้ทัน อินซูลินก็ จะคั่งค้างอยู่ในเลือดมากจนเป็นเหตุให้เกิดโรคเบาหวานได้ในที่สุด

น้ำหนักมาตรฐาน

ที่นี้ก็มาดูว่า น้ำหนักตัวมาตรฐานควรจะเป็นเท่าใด
สูตรง่ายๆ ก็คือ ผู้หญิงนั้นให้เอาความสูงลบด้วย 110
อย่างเช่น คุณมีความสูง 160 ซม.
160-110=50 กก.
น้ำหนักที่พอดีพอเหมาะก็คือ 50 กิโลกรัม
สำหรับผู้ชายให้ลบด้วย 100 สมมุติว่าคุณสูง 170 ซม. เมื่อนำ 170-100 ก็ จะได้ผลลัพท์ = 70 กิโลกรัม
หรืออาจเทียบดูตามตารางดังต่อไปนี้ ซึ่งคุณจะมีน้ำหนักมากหรือน้อยกว่า ตัวเลขในตารางก็ได้ ขึ้นอยู่กับโครงกระดูกของคุณด้วย อย่างเช่นน้ำหนักใน ตารางที่ระบุไว้ว่า 60 กิโลกรัม แต่ถ้าคุณเป็นคนมีโครงร่างใหญ่กระดูกใหญ่ คุณอาจ จะหนักประมาณ 72 กก.ก็ได้ และจะถือว่าพอเหมาะพอดีกับรูปร่างของคุณ

ตารางเทียบน้ำหนักตัวที่พอเหมาะกับความสูง

    ความสูง/ซม.น้ำหนักตัว/กก.น้ำหนักตัว/กก.
    ชายหญิง
    14545-5035-40
    14747-5240-46
    15050-5540-48
    15252-5742-47
    15555-6045-50
    15757-6247-52
    16060-6550-55
    16565-7052-57
    16767-7055-60
    17070-7557-62
    17272-7757-65
    17575-8262-67
    18080-8565-70
    18383-8867-72

วิธีการลดน้ำหนัก

การลดน้ำหนักแบบหักโหมย่อมทำให้น้ำในร่างกายลดลงเกินพอดี และจะทำให้ คุณมีอาการอ่อนเพลียและฉุนเฉียวง่ายอีกต่างหาก
เทคนิคที่ดีมีดังต่อไปนี้
1.อย่าลดหักโหม ค่อยๆลดให้ได้สัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัมกำลังเหมาะสม
2.รักษาน้ำหนักไว้ด้วย ไม่ใช่สัปดาห์ลดลงแต่สัปดาห์หน้าน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกแล้ว
3.ฝึกนิสัยการกินใหม่ให้ถูกต้อง คือกินอาหารไขมันน้อยๆเท่านั้น
4.เลิกนิสัยการกินรสหวาน ขนม อาหารที่ผสมกะทิ น้ำตาลควรงดทั้งหมด
5.ยังต้องกินอหารให้ครบ 5 หมู่ มิฉะนั้นจะไม่ได้สารอาหารครบ
6.หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด
7.ฝึกนิสัยการกินผักสดๆและผลไม้ทุกมื้อและทุกวัน
8.หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดอง หมัก อย่างเช่น แหนม ปลาร้าปลาเจ่า
9.แอลกอฮอล์ของมึนเมาทั้งปวงก็ควรงด
10.ถ้าติดชา กาแฟ ก็พยายามค่อยๆงดแล้วดื่มน้ำผลไม้ให้ได้ทุกๆวัน
11.ออกกำลังกายหรือบริหารร่างกายทุกๆวัน อย่างน้อยวันหนึ่งๆควรให้ร่างกาย ได้ออกแรงและเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อบ้างสัก 10-15 นาที

สารอาหารรักษาได้

เป็นเรื่องที่อัศจรรย์นักกับโรคเบาหวานที่แพทย์ยังไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ โดย เฉพาะโรคเบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน แต่ชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลินนั้น มีการยืนยัน มาแล้วว่าสามารถบำบัดรักษาจนหายได้ หากมีการควบคุมอาหารอย่างถูกต้อง!
สารอาหารทั้ง 7 ประเภท ที่เราได้ร่ำเรียนกันมาตั้งแต่เด็กคือ
1.คาร์โบไฮเดรต
2.โปรตีน
3.ไขมัน
4.ไวตามิน
5.แร่ธาตุ
6.น้ำ
7.กากใยและกากอาหาร
สารอาหารที่เป็นหลักใหญ่ๆ 7 ข้อนี้ จะมีอยู่ในอาหารแต่ละมื้อของคนเรา ซึ่งแต่ ละสารก็จะให้คุณค่าให้ประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่างกันไป หากคุณเข้าใจลึกซึ้งว่าสาร อาหารใดมีคุณสมบัติอย่างไรคุณก็จะสามารถจัดได้ว่าคุณควรกินอาหารที่มีสารชนิด ใดมากน้อยในปริมาณเท่าใด
เพราะหัวใจหลักของการรักษาเบาหวานด้วยอาหารก็คือ การรักษาระดับความ สมดุลของสารอาหารในแต่ละมื้อนั่นเอง

คาร์โบไฮเดรต

คาร์โบไฮเดรตนั้นให้พลังงานแก่ร่างกาย
แต่คนเป็นเบาหวานต้องจำกัดการกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เพราะร่างกาย จะดูดซึมคาร์โบไฮเดรตได้อย่างเร็วจนน้ำตาลในเลือดเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างเร็ว ซึ่ง ร่างกายเราก็จะมีเวลาเล็กน้อยมากในการกำจัดน้ำตาลออกจากกระแสเลือด
คาร์โบไฮเดรตนั้นมี 2 ชนิด คือ คาร์โบไฮเดรตในแป้ง เช่น ข้าว ขนมปัง ก๋วย เตี๋ยว ผัก ผลไม้
และอีกชนิดคือคาร์โบไฮเดรตในน้ำตาล น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง ขนมเค็ก ช็อคโกแล้ค แยม เครื่องรสหวาน ขนมหวานต่างๆ

โปรตีน

คุณประโยชน์ของโปรตีนต่อร่างกายคือช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและช่วย ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย บำรุงเนื้อเยื่อในร่างกาย
โปรตีนมีอยู่ในปลา ไข่ นม เนยแข็ง ผลไม้เปลือกแข็ง พืชตระกูลถั่ว และเนื้อ สัตว์ต่างๆ

ไขมัน

ไขมันจะเป็นตัวนำวิตามิน A D E K เข้าสู่ร่างกาย คนเราจำเป็นต้องการไขมัน เพราะไขมันให้พลังงานแก่ร่างกายได้มาก แต่ร่างกายก็ไม่ควรสะสมไขมันไว้มาก เพราะถ้าไขมันมีมากก็จะทำให้ร่างกายอ้วนขึ้น
ไขมันมี 2 ชนิดคือไขมันอิ่มตัว และไม่อิ่มตัว
ไขมันอิ่มตัวคือ น้ำมันหมู เนย ครีม หมู นม
ไขมันไม่อิ่มตัวไขมันที่ได้จากพืช

วิตามิน

วิตามินอยู่ในอาหารทุกชนิด แต่มีปริมาณน้อย
ดังนั้นถ้าคุณกินวิตามินสำเร็จรูปก็ควรให้แพทย์เป็นผู้แนะนำ
วิตามินแต่ละชนิดมีความสำคัญอย่างไร คนป่วยโรคเบาหวานจำเป็นที่สุดที่จะ ต้องเรียนรู้

วิตามินเอ

มีมากใน ตับปลา ไข่แดง นม
คนที่เป็นโรคเบาหวานไม่ต้องกินนมและไข่แดงมากเกินไป เพราะอุดมไปด้วย ไขมันแต่ก็ไม่ควรงดโดยสิ้นเชิง เพราะวิตามินเอช่วยลดคลอเรสเตอรอลในเลือด และทำให้ต่อมบางต่อมทำงานได้ดีเยี่ยม ซึ่งทำให้ไม่มีโรคติดเชื้อได้ง่าย ถ้าขาด วิตามินก็มักจะติดเชื้อโรคต่างๆง่ายขึ้น

วิตามินบี 1

มีมากในข้าวและแป้ง
วิตามินบี 1 จะช่วยรักษาความสมดุลทางอินซูลินกับระดับปริมาณน้ำตาล ในร่างกาย

วิตามินบี 2

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานส่วนใหญ่มักขาดวิตามินบี 2 ซึ่งวิตามินตัวนี้จะ ช่วยกระตุ้นการผลิตอินซูลินของร่างกาย

วิตามินบี 3

วิตามินตัวนี้จะช่วยควบคุมความสมดุลของน้ำตาลและอินซูลิน
นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันการเกิดเปลี่ยนแปลงความสมดุลอย่างฉับ พลันระหว่างน้ำตาลและอินซูลินด้วย หากร่างกายได้รับวิตามินบี 3 พอเพียง ก็จะไม่ต้องเกิดอาการที่เรียกว่าอาการทางประสาทอีกด้วย คนที่เครียดมากๆ นั้นก็เป็นเพราะขาดวิตามินบี - และเมื่อเครียดมากๆ ก็เป็นสาเหตุให้เกิดโรค เบาหวานได้ดังที่เราทำความเข้าใจกันมาแล้วตั้งแต่บทต้นๆ

วิตามินซี

วิตามินซีสามารถป้องการติดเชื้อได้ เพราะคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน จะเป็นคนที่ง่ายต่อการติดเชื้อ
และข้อสำคัญก็คือวิตามินซีจะขจัดพิษต่างๆ ในร่างกายของคุณได้ ดังนั้นคนที่รับสารพิษเข้าร่างกายมากๆ อย่างเช่น คนสูบหรี่จัดๆ หรือคนดื่ม เหล้าจัดๆ ก็ต้องกินวิตามินซีมากๆ และโดยเฉพราะผู้ป่วยโรคเบาหวานมัก ขาดวิตามินซีในเลือด จึงควรกินวิตามินซีให้มากเป็นพิเศษ

วิตามินอี

วิตามินอีมีความสามารถในการรักษาเนื้อเยื่อให้
เนื่องเพราะเนื้อเยื่อของเส้นเลือดมักจะกระทบกระเทือนไปด้วยเมื่อ เป็นโรคเบาหวานและยังช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น

เส้นใย กากอาหาร

อาหารที่มีกากหรือเส้นใยจะทำให้ย่อยง่าย ไม่เสี่ยงต่อการเป็นท้อง ผูก และให้พลังงานแต่ไม่ทำให้อ้วน

สิ่งที่เป็นของต้องห้ามของคนเป็นเบาหวาน

1.น้ำตาล

อาหารหรือขนมที่มีรสจัดมีรสหวานทุกๆชนิดไม่ว่าจะเป็นขนมเค้ก คุ้กกี้ ช็อกโกแล็ต น้ำผึ้ง ขนมผสมกะทิต่างๆตลอดจนถึง "น้ำตาล" ที่จะปรุงในอาหารและเครื่องดื่ม น้ำตาลทราย น้ำตาลอ้อย น้ำตาลปี๊ป ก็เข้าข่ายต้องห้ามด้วยกันทั้งนั้น
ถ้าจะเปรียบให้ชัดเจนก็กล่าวได้ว่า "น้ำตาลคือยาพิษ" สำหรับคนป่วยเป็นเบา หวาน และอีกหลายๆโรค
น้ำตาลทำให้คนที่กินเข้าไปเป็นประจำจะเกิดอาการต่างๆ เช่น เป็นสิว ปวดศรีรษะ เรื้อรัง ริดสีดวงทวาร ปอดบวม ตับอักเสบ การเหนื่อยง่ายเพลียลง่ายก็มีผลมาจาก น้ำตาลเช่นกัน
ลองกำจัดน้ำตาลออกไปจากครัวของคุณ และเลิกการปรุงน้ำตาลในอาหารดู สักระยะหนึ่งสิ แล้วคุณจะพบว่าร่างกายสดชื่นขึ้น สมองสดใส น้ำหนักตัวลดลงและ แน่นอน โรคเบาหวานก็จะหายได้เร็วอีกด้วย

2.บุหรี่

พิษของบุหรี่ ความจริงก็มีมากมายหลายประการอยู่แล้ว แต่คนที่ป่วยเป็นเบาหวาน ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องบุหรี่มากเป็นพิเศษ ถาคุณไม่สูบบุหรี่อยู่แล้วก็น่ายินดี แต่ถ้าสูบอยู่ล่ะก็ควน "เลิก" อย่างเด็ดขาดให้ได้
เนื่องเพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เส้นเลือดแข็งตัว เยื่อหุ้มปอดพอง เมื่อเป็นโรคเกี่ยว กับหลอดโลหิตแล้ว โรคแทรกซ้อนต่างๆ ก็จะตามมาเช่น โรคมะเร็งที่คอ มะเร็งที่ช่องปาก มะเร็งที่ปอด มะเร็งที่กล่องเสียง โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ
การที่สูบบุหรี่นานยาวหลายปี ก็จะยิ่งเบื่ออาหาร ท้องอืด ใจสั่น สมองมึนงงไม่สดชื่น กล้ามเนื้อไม่มีแรง ร่างกายขาดออกซิเจน และมีแผลในกระเพาะอาหาร
ประเด็นสำคัญคือ บุหรี่ทำให้ประมาณน้ำตาลเพิ่มขึ้น เพราะการสูบบุหรี่เป็นการ กระตุ้นให้ต่อมอะดรีนาลินทำงาน และการสูบบุหรี่ สูบเอาสารพิษต่างๆ เข้าสู่ร่างกายก็จะ ทำให้วิตามินซีในร่างกายลดลงประมาณ 25 กรัมในการสูบบุหรี่ 1 มวน ใน 10 นาที ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มถึงร้อยละ 36 ทีเดียว

3.เครื่องดื่มแอลกฮอล์

เหล้า เบียร์ ไวน์ เครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิดนั้น ควรหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาดสำหรับ ผู้ป่วยเป็นเบาหวาน หรือถ้าจะดื่มควรดื่มปริมาณน้อยๆ ต่อ 1 ครั้งในสัปดาห์
การดื่มเหล้าดื่มเบียร์มากๆ ร่างกายได้รับพลังงานแคลอรี่มากเกินต้องการ อวัยวะต่างๆ ในร่างกายก็พลอยวุ่นวายส่งผลอันตรายได้เช่นกัน
และการดื่มยังมีผลโดยตรงต่อตับอีกด้วย คือโรคตับแข็ง ตับอักเสบ
ผู้ที่เริ่มป่วยเป็นเบาหวานหรือเป็นอยู่แล้วในระยะแรกเม หากดื่มหนักๆ ก็จะทำให้ เบาหวานกำเริบรุนแรงได้ง่ายๆ ควรระวัง!

4.ชา กาแฟ

ความจริงคุณอาจแย้งว่าคุณจะดื่มกาแฟดำไม่ใส่นมไม่ใส่น้ำตาลก็ไม่น่ามีปัญหา อะไร เพราะงดของหวาน งดน้ำตาล
แต่อันตรายที่คนเป็นเบาหวานควรเลี่ยงน้น แท้จริงคือสาร "คาเฟอีน" ซึ่งเมื่อ เข้าสู่ร่างกายแล้ว การดูดซึมของกระเพาะอาหารและลำไส้จะเป็นไปอย่างเร็วมาก และสารคาเฟอีนทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดเพิ่มระดับสูงขึ้น นอกจากจะทำให้เบา หวานกำเริมแล้ว ยังทำให้เกิดอาการข้างเคียงจากโรคอื่นๆ ได้อีกมากมาย
คาเฟอีนจะกระตุ้นให้อะดรีนาลีนทำงาน เท่ากับเพิ่มน้ำตาลในเส้นเลือด
และคาเฟอีนยังทำลายวิตามินบี 1 ในร่างกายของเรา ซึ่งคนเป็นโรคเบาหวาน ต้องการวิตามินบี 1 เป็นสำคัญ

5.เคลียด

นอกจากเรื่องอาหารการกินแล้ว ความเครียดก็เป็นอีกข้อห้ามหนึ่งที่คนป่วย เป็นเบาหวานต้องระมัดระวังที่สุด
ขณะที่คุณเครียด ระบบประสาทจะสั่งให้ต่อมใต้สมองและต่อมหมากไตปล่อย ฮอร์โมนสู่กระแสเลือด ซึ่งฮอร์โมนนั้นจะทำให้หัวใจเต้นถี่และหายใจเร็วๆขึ้นเพื่อ ให้ออกซิเจนปริมาณมากขึ้นเข้าสู่ปอด เลือดไหลเวียนสู่สมองเพื่อให้มีพลังพร้อม รับมือกับสิ่งที่คุณเครียด

6.ไขมัน

การปล่อยให้ไขมันสะสมอยู่ในร่างกายมากเกินไปจะเป็นปัจจัยทำให้เกิดโรค เบาหวาน
ตับของคนเรานั้นทำหน้าที่เผาผลาญ คลอเรสเตอรอลให้เป็นกรดน้ำดีซึ่ง จะทำหน้าที่ดูดซึมไขมัน ย่อยไขมันในลำไส้ เมื่อคลอเรสเตอรอลอยู่ในกระแส เลือดมากขึ้นก็จะทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งตัวจนกระทั่งเกิดอุดตันได้อย่าง ง่ายดาย
และเมื่อเครียดนานขึ้นจากชั่วโมงเป็นวันๆ อวัยวะภายในร่างกายก็จะเกร็ง และปรวนแปรจนการควบคุมเบาหวานเป็นไปได้แสนจะลำบากในที่สุด

7.เกลือ

อาหารที่ขาดรสเค็มของเกลือและน้ำปลาก็ย่อมขาดรสชาติชวนชิมไปมากที เดียว
แต่ทว่าเพื่อการรักษาเยียวยาโรคเบาหวาน คุณควรจะลดๆปริมาณลงบ้าง หรืออาจเลือกใช้เกลือที่มีปริมาณโซเดียมต่ำก็ได้เพราะจะไม่เป็นอันตรายนักสำหรับ ผู้เป็นโรคเบาหวาน

8.ของหมักดอง

แม่ไม่มีข้อห้ามเด็ดขาด แต่ผู้ที่ป่วยเป้นโรคเบาหวานก็ไม่ควรจะทานของหมัก ดองมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นพวก หอมดอง หอยดอง ขิงดอง มัสตาด หรือของหมัก ดองอื่นๆอีกมากมาย
ทั้งนี้เพราะของดองส่วนใหญ่ล้วนแต่อุดมไปด้วยเกลือและน้ำตาลซึ่งเป็นสิ่ง ควรงดเว้นสำหรับเบาหวาน

อาหารสำหรับเบาหวาน

"อาหาร"คือหัวใจสำคัญในการควบคุมโรคเบาหวาน
หลักง่าๆ ที่ควรยึดไว้สำหรับการจัดการเรื่องอาหารก็คือข้อต่อไปนี้
1.อาหารธรรมดาไม่หรูเลิศ
2.อาหารที่สร้างเสริมสุขภาพร่างกายได้
3.อาหารที่ไม่เพิ่มน้ำหนัก
4.อาหารที่คุมน้ำตาลในเลือดได้
5.อาหารที่ลดความซับซ้อนของระบบการทำงานในร่างกายได้

1.อาหารธรรมดาไม่หรูเลิศ

อาหารธรรมดาๆ ก็คืออาหารที่ไม่จำเป็นต้องราคาแพงเลิศ มีวิธีปรุงพิศดารหลาย ขั้นตอนยุ่งยาก เพราะคนเป็นเบาหวานไม่ต้องทานเนื้อชั้นเลิศที่นำมาหมักปรุงด้วยซ้อส ไม่ต้องการอาหารหมูหัน เป็ด ไก่ เพราะมีไขมันสูง ช็อคโกแล็ตหรือเค้กชั้นเลิศ คนเบา หวานก็ทานไม่ได้เพราะต้องควบคุมน้ำตาล
ดังนั้น อาหารธรรดาๆ ที่มีคุณค่าสารอาหาร มีกากใย ย่อมเป็นอาหารธรรมดาๆ ที่เหมาะกับคนที่ต้องการรักษาเบาหวานมากที่สุด

2.อาหารที่สร้างเสริมสุขภาพร่างกายได้

อาหารที่มีคุณสมบัติพอจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพได้ก็คือพวกธัญญาหาร ที่ยังไม่ ผ่านการปรุงแต่ง อาหารที่ไม่มีสารเคมีปนเปื้อน อาหารที่มีไฟเบอร์มีกากอาหาร คนที่ป่วย เป็นโรคเบาหวานจะต้องการสารอาหารบางชนิดมากกว่าคนปกติ
ตัวอย่างเช่น คนเป็นเบาหวานอาจต้องการวิตามินซีวันละ 2 พันมิลลิกรัมในขณะ ที่คนธรรมดาอาจต้องการวืตามินซี 20-30 มิลลิกรัมต่อวันก็ได้
ในแต่ละคนก็อาจต้องการสารอาหารมากน้อยไม่เท่ากัน ดังนั้นการให้แพทย์แนะ นำจึงเป็นการดีที่สุด แต่ถ้าคุณจะจัดโภชนาการให้ตัวเองก็ยึดข้อที่ว่าทานอาหารให้ครบ ทุกหมู่ แต่เลี่ยงน้ำตาลและแป้งเท่านั้นเอง

3.อาหารที่ไม่เพิ่มน้ำหนัก

สาเหตุใหญ่ๆของโรคเบาหวานก็คือการบริโภคอาหารที่ไม่มีสารอาหารเพียงพอ แต่น้ำตาลและแป้งและไขมันมากเกินไป ซึ่งก็แน่นอน อาหารพวกนั้นย่อมทำให้น้ำหนัก เพิ่มขึ้นอีกด้วย
สิ่งสำคัญสำหรับเบาหวานก็คืออย่าให้มีน้ำตาลในเลือดมากเกินไป ถ้าคุณอ้วนอยู่ แล้วก็งดก็งดอาหารหวานๆ งดน้ำตาล งดแป้ง งดไขมัน แต่ถ้าคุณผอม และเป็นเบา หวานก็ควรทานอาหารแป้งให้มากขึ้น เพราะแป้งจะให้พลังงงาน แต่ในคนอ้วนควรระวัง อย่าให้น้ำหนักเพิ่มเพราะถ้าร่างกายมีไขมันมากเกินไป ไขมันจะถูกส่งไปยังตับซึ่งจะทำ ให้เกิดโรคต่างๆได้อีกมากมาย อาหารที่ดีและควบคุมน้ำหนักได้ก็คือ ผัก ผลไม้

4.อาหารที่คุมน้ำตาลในเลือดได้

ที่ต้องเลือกอาหารที่เหมาะสมเพราะคนเป็นโรคเบาหวานจะต้องระมัดระวังมิให้ ปริมาณน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น คือต้องรักษาความสมดุลของปรืมาณน้ำตาลในร่าง กาย และต้องดูแลสุขภาพทั่วๆไปของร่างกายด้วย ให้ทุกอย่างสมดุล ไม่ใช่แค่สนใจ แต่การงดไขมันหรือแป้งเพียงอย่างเดียว

5.อาหารที่ลดความซับซ้อนของระบบการทำงานในร่างกายได้

ในร่างกายเรามีระบบการทำงานที่ซับซ้อนมาก อย่างเช่นถ้าปล่อยให้ร่างกาย เราเป็นเบาหวาน โรคอื่นๆก็จะตามมาได้แสนง่าย เช่น ไขมันในเส้นเลือดสูงเกินไป ความดันสูง หัวใจวาย เป็นต้น
เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลง ระดับวิตามินต่างๆในร่างกายก็ได้รับผล กระทบไปด้วย อย่างเช่นเมื่อต่อมอะดรีนาลีนถูกกระตุ้น ร่างกายก็จะต้องการโปรตีน มากขึ้น

นับตั้งแต่ 24 ตุลาคม 2543 คุณเป็นคนที่ 1
Hosted by www.Geocities.ws