ซิ่วเหว่ย(จางป๋อจือ)หญิงสาวจากครอบครัวธรรมดาๆ
พบรักกับ คนขับรถบัสอย่าง หนุ่มหล่ออย่าง อาหม่าน(กู๋เทียนเล่อ)
ถึงแม้ว่าเค้าจะมีลูกติดแล้ว ก็ไม่ใช้ปัญหาอะไร ซิ่วเหว่ยรักลูกของอาหม่าน
ส่วนเด็กน้อยก็รักแม่ใหม่เหมือนแม่ของตัวเอง ทั้งสามคมคงจะสามารถใช้ชีวิต
อันเรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยความสุขนี้ ได้ถึ้าไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
รถบัสของอาหม่านเกิดอุบัติเหตุ ชายหนุ่มสิ้นลมทันที ทิ้งสองชีวิตไว้เพียงลำพัง
หญิงสาวตัดสินใจสืบทอด อาชีพคนขับรถบัสจากสามี เพื่อหาเงินเลี้ยงลูกตามลำพัง
โดยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากครอบครัว ที่ไม่ค่อยลงรอยกันนัก
แต่โชคดีที่ ต้าเฟย(หลิวชิงหวิน) เดินเข้ามาในชีวิตของส่งแม่(เลี้ยง)ลูก
ต้าเฟย หนุ่มใหญ่หน้าเยิน อาชีพขับรถบัสเช่นเดียวกับสามีของนางเอก
เค้าเป็นพยานผู้เห็นเหตุการ ในอุบัติเหตุการตายของอาหม่าน ต้าเฟยเฝ้ามองซิ่วเหว่ยอยู่ห่างๆ
จนกระทั่งเห็นใจหญิงสาว และพยายมเข้าไปช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน
เมื่อทั้งสองได้ใกลชิดกัน(มุขบังคับของหนังแนวนี้) ความเอื้ออาทรเริ่มก่อตัว
จนเกิดเป็นความรัก แต่มันจะใช่ความรักที่แท้จริงหรือ ซิ่วเหว่ยจะลืมอาหม่านได้หรือไม่
Lost In Time มีเนื้อหา และอารมณ์ที่ใกล้เคียงกับหนังก่อนหน้าอย่าง
The Floating Landscape อยู่ไม่น้อยทีเดียว ซิ่วเหว่ย หัวใจแตกสลายแทบไม่แตกต่างไปจาก
ตัวละครของ Karena Lam ใน FL เลย แต่ในเธอไม่มีเวลามานั้งบีบน้ำตา
หรือไปหาแลนด์สเคปที่ไหนแล้ว เพราะความเป็นจริงรอท่าอยู่แล้ว
เอ๋อตงเซิน ทำออกมาแบบ อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงมากกว่า ลุ่มลึกมากกว่า
และตื้นตันยิ่งกว่า
จางป๋อจือให้การแสดงที่สุดวิเศษในชีวิตการแสดงของเธอ ตัวละครอย่างซิ่วเหว่ย
ในปี 2003 จากผลงานสองเรื่อง (Lost In Time, Running On Karma)
จางป๋อจือ ไปได้ไกลกว่าผลงานที่ผ่านมาของเธอทั้งหมดเสียอีก จะเรียกว่าหนังเรื่องนี้เป็น
"จางป๋อจือโชว์" เลยก็ว่าได้ ในเรื่องเธอต้องแสดงอารมณ์หลากหลาย
ส่วนหลิวชิงหวินนั้นมาในบทชายหนุ่มที่ดูภายนอกแล้วปกติธรรมดา
แต่ข้างในลึกๆ เต็มไปด้วยบาดแผล แต่สำหรับแฟนๆ ของกู๋เทียนเล่ออาจจะต้องผิดหวังเล็กๆ
เพราะบทของเค้าเป็นเพียงบทรับเชิญเท่านั้น ซึ่งดาราหนุ่มผิวเข้มก็ก็ทำได้ดีในทุกๆ
ฉากที่ปรากฏตัวออกมา ฉินเผ่ยพี่ชายของผู้กำกับ ก็กลับมาร่วมงานกับอีกครั้ง
ถึงแม้บทจะไม่เด่นเหมือนใน ปู้เหลียวฉิง แต่ฉินเผ่ยก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกฉาก
กับบทพ่อของนางเอกที่รักลูกสาวสุดหัวใจ แต่แสดงออกไม่เป็น
ในหนังสือเกี่ยวกับหนังเล่มนึง(ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น Pulp)
เขียนว่า Lost In Time เป็นหนังดราม่าเรียกน้ำตา แต่ความจริงแล้ว
ถึงแม้เอ๋อตงซินโด่งดังจากการทำหนัง รักโรแมนติก เรียกน้ำตาอย่าง
ปู้เหลียวชิง ที่เน้นการบีบคั้นอารมณ์ ตัวละคร และประสบพบกับชตากรรมแสนเศร้า
แต่งานหลังจากนั้นเห็นได้ว่าเค้าพยายามลดทดอารมณ์ด้านนี้ของหนังลงเรื่อยๆ
แต่เน้นไป ความเป็นจริงของชีวิต เนื้อเรื่องสมจริงสมจัง พยายามลดทอดฉากที่อยู่ตามสูตรหนังทั่วไป
โดยมักจะกล่าวถึงตัวที่ ต้องประณีประนอมกับชีวิต ละวางกับบางสิ่งบางอย่าง
เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่สำคัญกว่า(ในปู้เหลียวชิง ปล่อยวางความฝันทางด้านดนตรี-เพื่อมองความเป็นจริงของชีวิต
ใน Full Trottle ปล่อยวางความฝันที่จะเป็นนักแข่งรถ-เพื่อผู้หญิงที่รัก
ส่วน Viva Erotiva ตัวละครที่เล่นโดยเลสลี่ จาง ปล่อยวางความฝันอย่างทำหนังอาร์ทแบบหว่องกาไว-หัดกลับมามุ่งมันกับหนังโป๊เกรดต่ำ
เพื่อเพื่อนร่วมงาน และแฟนสาว) ใน Lost In Time ตัวละครต้องปล่อยวางกับความรัก
ความเจ็บปวด ในอดีต การปล่อยวางไม่ใช่ลืมเลือน แต่เป็นการเก็บความรักนั้นไว้ในส่วนลึกของหัวใจตลอดไป
เพื่อก้าวเดินไปข้างหน้า หนังมีตอนจบที่เรียบง่ายนุ่มนวล ดูแล้วอิ่มเอิบหัวใจ(ดูไปแล้วใกล้เคียงกับตอนจบของงานก่อนหน้านี้
ของผู้กำกับอย่าง The Truth About Jane And Sam อยู่ไม่น้อย)
งานเรื่องใหม่ของเอ๋อตงเซินไม่ทำให้การรองานใหม่ของเค้า 4 ปี
ต้องเสียเปล่าเลย
Credits
บริษัทผู้สร้าง - Film Unlimited
กำกับ - Derek Yee Tung-Sing
อำนวยการสร้าง - Henry Fong Ping
บทภาพยนตร์ - James Yuen Sai-Sang, Fong Ching
กำกับภาพ - Peter Kam Pau-Tat
ดนตรีประกอบ - Shigeru Umebay Ashi
กำกับศิลป์ - Ben Luk Man-Wah
แสดงนำ - จางป๋อจือ, หลิวชิงหวิน, กู่เทียนเล่อ |