Battle
of Wits : มหาบุรุษกู้แผ่นดิน (2006)
ในยุคสมัย 370 ปีก่อนคริสตศักราช ประเทศจีนยังไม่เป็นปึกแผ่นเช่นในปัจจุบัน
เมืองเล็กหนึ่งในจำนวนนั้น แตกออกเป็น 7 ดินแดนใหญ่ และเมืองเล็กๆ
อีกหลายเมือง นับไม่ถ้วน หนึ่งในเมืองน้อยอันมากมายนั้น เมืองเหลียง
ตกเป็นเป้าหมายของดินแดนใหญ่อย่างเมืองจ้าว ที่ส่ง แม่ทัพเซียงหยางจง
(อันซุงกี) ยกกำลังพลบุกเมืองเหลียงเพื่อยึดครองดินแดน ขณะที่เมืองเหลียงที่มีไพร่พลเพียงหยิบมือ
ไม่มีทางเอาชนะกำลังพลมหาศาลของเมืองจ้าวได้เลย ความหวังเดียวของเมืองเหลียงคือ
นักรบลึกลับนาม เก๋อหลี่ (หลิวเต๋อหัว) นักผู้นำกองทัพแห่งเหลียงด้วยสติปัญญา
และแผนการกลยุทธ หวังสยบกองทัพแห่งจ้าวที่มีจำนวนมหาศาล
A Battle of Wits ถูกดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นรุ่นเก่าเก็บที่ชื่อ
Bokko (หรือ Mozi ในภาษาจีน) ฝีมือการวาดของ ซาเกมิ ชิยอิจิ, โมริ
ฮิเดกิ และ คุโบตะ เซนทาโร่ ซึ่งมีความยาวทั้งหมด 11 เล่ม และฮิตข้ามทวีปจนได้ตีพิมพ์ในประเทศฝรั่งเศส
ภายใต้ชื่อ Strategy
จาคอบ จาง เป็นผู้กำกับชาวฮ่องกงที่น่าสนใจคนหนึ่งตลอดการทำงานกว่า
20 ปีเขาแทบไม่มีหนังฮิตติดตลาด ไม่มีหนังชิงรางวัลหรือ ได้รับการได้อ่านหนังสือการ์ตูนเรื่องนี้ตั้งแต่ปี
1995 และรู้สึกประทับใจ เขาวางแผนสร้างมันเป็นภาพยนตร์ตั้งแต่ตอนนั้น
นับรวมแล้ว โปรเจ็กต์นี้จึงใช้เวลาเตรียมงานและสร้าง ยาวนานกว่า 10
ปี หลิวเต๋อหัว เองก็ได้อ่านการ์ตูนเล่มนี้เช่นกัน เขาอ่านตั้งแต่ที่มันตีพิมพ์ครั้งแรก
และก็ชอบมันเช่นเดียวกับ จาคอบ จาง เขาคิดจะซื้อลิขสิทธิ์มาสร้างเป็นภาพยนตร์
แต่เมื่อติดต่อไปปรากฎว่ามีผู้กำกับคนหนึ่งซื้อลิขสิทธิ์ไปแล้ว และเมื่อรู้ว่าผู้กำกับคนนั้นคือ
จาคอบ จาง หลิวเต๋อหัวก็รู้สึกดีใจมาก เพาราะทั้งคู่เป็นเพื่อนรักกันอยู่แล้ว
และจาคอบจางเป็นผู้กำกับที่มีมโนภาพเกี่ยวกับหนังของตัวเองชัดเจน
จาคอบ จาง มีผลงานมานานกว่า 20 ปีแล้ว คิดดูแล้วน่าสนใจอยู่ไม่น้อยที่ผู้กำกับที่ทำงานมานานขนาดนี้
ยังไม่เคยมีผลงานที่โด่งดัง ในระดับที่เอยชื่อไปแล้วใครๆ ต้องรู้จักเลย
เขาไม่ได้เป็นที่รักใคร่ของคนดู อย่างที่ จอห์น วู หรือ ฉีเคอะเป็น
ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นคนโปรดของคนวิจารณ์เหมือนคนอย่าง หวอ่งกาไว
และปีเตอร์ ชาน แต่ตลอดอายุการทำงานงานของเขาได้แสดงถึง ความน่าสนใจในการมุ่งเน้นการเสนอ
ภาพของชีวิตของคนตัวเล็กๆ ในสังคมหลายยุคสมัยที่ผ่านความเปลี่ยนแปลงต่างๆ
ในประเทศจีน ตัวอย่างเช่น Last Eunuch in China เรื่องราวของขันทีคนสุดท้ายแห่งราชวงศ์ชิง,
Goodbye Hero เล่าเรื่องของสตั้นแมนวัยกลางคน ที่ต้องคิดถึงอนาคตเมื่ออายุเริ่มใกล้สู่วัยปลดเกษียณ
เช่นเดียวกันงานก่อนหน้า A Battle of Wits เล่าเรื่องชีวิตของชายคนหนึ่งในยุคสมัยแห่งสงคราม
โดยจับเอาประเด็นที่แตกต่างจาก หนังสงครามที่ผ่านมาในอดีต แทนที่จะเล่าเรื่องผ่านมุมมองของ
ผู้ครองนคร นักรบ หรือประชาชน A Battle of Wits บอกเล่าเรื่องราวที่มี
"นักปราชญ์" เป็นศูนย์กลาง ตัวละครของหลิวเต๋อหัวที่ชื่อว่า
เก๋อหลี่ นั้นหนังไม่ได้บ่งบอกรายละเอียด ภูมิหลังของเขามากนัก นอกจากที่ว่าเขาเป็นนักปราชณ์
ที่อยู่ในสำนักของ "ม่อจื่อ" อันเป็นสำนักปราชณ์ที่ มีแนวคิดในเรื่องสันติสุข
ม่อจื่อ เป็นนักปราชญ์คนหนึ่งในยุคจั้นกั๋ว เขาคัดค้านสงคราม ส่งเสริมความเสมอภาค
ความรัก เมดตาธรรม สมัยนั้นแคว้นต่อแคว้นมักยกทัพโจมตีกัน และกันจนทำให้ประชาชนไม่อาจดำรงชีวิตอยู่อย่างสงบสุข
เขามักเตือนเจ้าแคว้นต่าง ๆ อย่าใช้กำลังทหารไปรุกรานแคว้นอื่น เพราะม่อจื่อเองเกิดมาในช่วงเวลาแห่งสงคราม
เก๋อหลี่ไม่ได้ปราถนาอำนาจเหมือนเหล่าขุนพล หรือการเอาชีวิตรอดเหมือนชาวบ้าน
เพียงต่อสู้เพื่อการสร้างสันติสุขที่แท้จริง เก๋อหลี่ ออกเดินทางจากสำนัก
โดยมีจุดมุ่งมายเพื่อหยุดยั้งสงคราม หยุดการฆ่าฟัน แต่สิ่งที่เขาได้พบกลับตั้งคำถามถึงปรัชญา
แนวคิด และอุดมการที่ตัวเขาเองเชื่อ และปฏิบัติ ในแคว้นเหลียงนั้นมีคนอยู่ทุกประเภท
ไม่ว่าจะเป็น ผู้ครองแคว้นที่อ่อนแอ องค์ชายที่อ่อนต่อโลก ขุนนางจอมประจบประแจง
รวมถึงชาวบ้านที่ยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ตัวเอง อยู่รอด ไม่ว่าหนทางแห่งการอยู่รอดนั้นมันจะไร้ศักดิ์ศรีเพียงใด
ทั้งหมดล้วนเป็นบททดสอบสำหรับเก๋อหลี่ ที่ยากจะจัดการเสียยิ่งกว่า
คมดาบ และกำลังทหารของค่าศึก มีเพียง อี้เย่ (ฟานปิงปิง) นายทหารม้า
สาวสวย ที่มีใจให้กับเขา และ ซื่อถวน ทหารมือธนูหนุ่ม ที่ดูเหมือนจะยืนอยู่ข้างเก๋อหลี่
อย่างไม่เปลี่ยนแปลง นอกเหนือจากนั้นไม่ว่าศัตรู หรือฝ่ายเดียวกัน
ล้วนนำมาซึ่งความเจ็บปวดแก่เขา ตลอดเวลาของสงคราม ความตาย และศพที่สุมกอง
ของทั้งพวกเดียวกัน และฝ่ายตรงกันข้าม
ช่วงเวลาไม่นาน เก๋อหลี่ใช้ยุทธวิธิพลิกแพลงตั้งรับ และสามารถโต้กลับกองทัพของ
แคว้นจ้าว ให้พ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า และถอยทัพไปได้ จนเขาแทบจะกลายเป็นผู้นำของแคว้น
ขณะที่เดียว สร้างความอิจฉาริษยาให้กับบรรดาแม่ทัพ และขุนนาง สุดท้ายเก๋อหลี
ก็โดนเฉดหัวออกจากแคว้น พร้อมกับการโต้กลับของกองทัพจ้าว นักปราชน์ที่กลายเป็นนักรบ
อย่างเก๋อหลี ครุ่นคิดถึงเรื่องราวอยู่ตลอดเวลา สิ่งไหนคือสิ่งถูก
สิ่งไหนคือผิด ท้ายที่สุดปัญญาของเก๋อหลี่กลับไปปกป้องคุ้มครองคนที่ไม่สมควรอยู่
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเมืองผู้ฉ้อฉล หรือชาวบ้านชาวเมืองที่อยู่อย่างไร้ศักศรี
ครั้งหนึ่ง เก๋อหลี่บอกกับ อี้เย่ว่า "เมื่อสงครามสงบข้าก็จะไปเอง"
น่าเสียดายในความเป็นจริงสงครามไม่มีวันสงบลงได้ด้วยการทำสงคราม ในตอนจบของเรื่อง
เก๋อหลี่สามารถยุติสงครามได้อย่างแท้จริง ไม่ได้เกี่ยวกับความแพ้ชนะ
ไม่ว่า กำลัง หรือ สติปัญญา ก็ไม่สามารถหยุดยั้งสงครามได้ สงครามจะหยุดได้เมื่อมนุษย์หยุดการฆ่าฟัน
และพาตัวเองออกห่างจากการฆ่าพัน เท่านั้นเอง
หนังมีเค้าโครงที่ดี และน่าสนใจ สามารถแสดงแนวคิดหลักเรื่องราวของสงคราม
ความพยายามของมนุษย์คนหนึ่งที่พยายามหยุดยั้ง หาทางออกแห่งการฆ่าฟันกัน
สุดท้ายกลับพบแต่ความสูญเสีย เนื้อหาถูกนำเสนออย่างสมเหตุสมผล อย่างไรก็ตามจุดด้อยที่ปรากฏหลายๆ
จุด ในหนังก็บั้นทอนความลงตัว และสนุก ที่หนังควรจะมีไปพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นตัวละครหลายๆ
ตัวขาดสีสรรค์ หรือพูดง่ายๆ ว่านอกจากตัวเอกแล้วหนังแทบไม่มีตัวละคร
ที่เรียกร้องความน่าสนใจต่อคนดูได้อีกเลย ยุทธวิธี ที่ปรากฏอยู่ในหนังนั้นอ้างอิงมาจากธาตุทั้ง
4 อันประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ลม และไฟ ฟังดูก็ดูเข้าที น่าเสียดายที่กลยุทธในหนังนั้นดู
ง่าย และธรรมดาไป หน่อย ในฐานะหนังสงครามที่ว่าด้วยยุทธวิธี และการวางแผน
Battle of Wits ไม่สามารถสร้างความแปลกใจ ความตลึง ให้กับคนดูได้ ส่วนตัวผมคิดว่าหนังควรจะ
"ฉลาด" กว่านี้ แผนการรบในหนังสมควรจะ ซับซ้อน ซ่อนเงือน
มากกว่านี้ (อย่างที่เห็นในหนังสือการ์ตูน เรื่อง "หงศาจอมราชัน"
การ์ตูนแนววางแผนการรบที่ลึกล้ำ และชวนให้อ้าปากค้างดีแท้) แต่ถ้ามองในมุมว่าหนังเน้นความเป็นไปได้
ความน่าเชื่อถือเป็นหนังก็ถือว่าพอรับได้
โปรดักชั่นนั้นดูดี แต่ไม่ถึงระดับหนัง "อลังการ" ของจีนแผ่นดินใหญ่
(ของจางอี้โหมว, ฟางเสี่ยวกัง หรือ เฉินก่ายเค่อ อะไรทำนองนั้น) ส่วนหนึ่งเพราะ
Battle of Wits เป็นงานสร้างของทางฮ่องกง ที่ขณะนี้ต้องยอมรับว่ามีทุน
และการเงิน น้อยกว่าทางเมืองจีนซะแล้ว อย่างไรก็ตาม ตามแนวทางหนังเลือกที่จะเน้นไปที่ความสมจริง
มากกว่าความฉูดฉาด โดยภาพรวมก็ออกมา ดูใช้ได้ รวมๆ แล้ว Battle of
Wits เป็นหนังที่อาจจะขาดความสนุกตื่นเต้น รวมถึงสีสรรค์แบบหนังจีนย้อนอลังการงานสร้างที่ถูกสร้างออกมาทุกๆ
ปีอยู่บ้าง แต่รวมๆ แล้วก็ยังนับเป็นงานที่ดี มีถ้อยคำสื่อสารที่น่าสนใจ
Credits
บริษัทผู้สร้าง - Fortissimo Film, Sun Dream
กำกับ - Jacob Cheung Chi-Leung
อำนวยการสร้าง - Jacob Cheung Chi-Leung, Huang Jianxin,
Satoru Iseki, Lee Joo-Ick, Wang Zhongjun
บทภาพยนตร์ - Jacob Cheung Chi-Leung, Hideki Mori
กำกับภาพ - Yoshitaka Sakamoto
ตัดต่อ - Kong Chi Leung
ดนตรีประกอบ - Kenji Kawai
กำกับคิวบู๊ - Stephen Tung Wai
แสดงนำ - Andy Lau Tak-Wah, Ahn Sung-Ki, Fan Bing-Bing,
Nicky Wu, Wang Zhiwen, Choi Si-Won, Wu Ma, Chin Siu-Ho, Hung Tin-Chu |